การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของการเมืองไทย เมื่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตหนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ล่าสุด พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการและนโยบาย หลังนำเสนอชุดนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างจากแนวทางประชานิยมแบบเดิม โดยยกระดับ “โมเดล Ecotive” หรือ “นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล” เป็นวาระแห่งชาติ
นโยบายดังกล่าวถูกวิเคราะห์อย่างเป็นระบบในรายงานวิจัยเชิงนโยบายที่ชี้ว่า พรรคโอกาสใหม่พยายามเปลี่ยนกระบวนทัศน์การแก้ปัญหาความยากจน จากการอุดหนุนระยะสั้น (Subsidy-based Populism) ไปสู่การสร้างศักยภาพผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Entrepreneurship – IDE) โดยมี มหาวิทยาลัย เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนา
วิกฤตเศรษฐกิจฐานราก กับโจทย์ใหญ่การเมือง 2569
รายงานระบุว่า แม้เศรษฐกิจมหภาคของไทยในช่วงปี 2568–2569 จะยังขยายตัว แต่โครงสร้างเศรษฐกิจครัวเรือนกลับเปราะบางอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังทรงตัวในระดับสูงราว 86–87% ของ GDP และหนี้เสีย (NPLs) ที่แตะระดับกว่า 1.24 ล้านล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มาตรการพักหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้แบบเดิมถูกตั้งคำถามถึงความยั่งยืน
ภายใต้บริบทนี้ พรรคโอกาสใหม่วางตำแหน่งตนเองเป็นพรรคการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Policy) โดยชี้ว่า การลดความยากจนที่แท้จริงต้องเริ่มจาก “การสร้างรายได้ใหม่” มากกว่าการแจกเงินเพียงชั่วคราว
จาก MIT REAP สู่ Ecotive โมเดลไทย
หัวใจทางความคิดของนโยบายพรรคโอกาสใหม่คือการประยุกต์กรอบแนวคิด MIT Regional Entrepreneurship Acceleration Program (MIT REAP) มาสู่บริบทไทย ผ่านโมเดล Ecotive ซึ่งตีความ “ผู้ประกอบการนวัตกรรม” ไม่จำกัดอยู่แค่สตาร์ทอัพเทคโนโลยี แต่รวมถึงการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมกระบวนการ การตลาด และการจัดการ
โมเดลนี้ทำงานผ่านความร่วมมือแบบ Pentuple Helix ครอบคลุม 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการชุมชน โดยรัฐเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สงเคราะห์” เป็น “ผู้สร้างระบบและเชื่อมโยงโอกาส”
Local BDS และ OSCAR: กลไกลงมือทำในระดับชุมชน
ในเชิงปฏิบัติ พรรคโอกาสใหม่เสนอจัดตั้ง Local Business Development Service (Local BDS) ในทุกจังหวัด ทำหน้าที่เป็นหน่วยพี่เลี้ยงเชิงรุก คอยบ่มเพาะผู้ประกอบการฐานรากอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงศูนย์ให้คำปรึกษาเชิงรับ
จุดเด่นสำคัญคือการนำ โมเดลการโค้ชชิ่ง OSCAR มาใช้เป็นกรอบมาตรฐานในการทำงานกับชุมชน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย (Outcome) การประเมินสถานการณ์จริง (Situation) การหาแนวทางเลือก (Choices) การลงมือทำ (Actions) ไปจนถึงการทบทวนผลลัพธ์ (Review) ซึ่งช่วยเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน จาก “ผู้สั่ง–ผู้รับ” เป็น “โค้ช–ผู้ประกอบการ”
ปัตตานีแซนด์บ็อกซ์ : หลักฐานเชิงประจักษ์
ความน่าเชื่อถือของนโยบาย Ecotive มาจากผลลัพธ์ในพื้นที่นำร่องจังหวัดปัตตานี ซึ่งรายงานระบุว่า ในช่วงปี 2565–2567 เกิดธุรกิจท้องถิ่นใหม่อย่างน้อย 19 ธุรกิจ ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 280,000 บาทต่อปี และเกิดการจ้างงานเฉลี่ย 6 ตำแหน่งต่อผู้ประกอบการ
กรณีศึกษาที่ถูกหยิบยก เช่น “สปากำปง” การยกระดับนวดแผนมลายูสู่ธุรกิจสปาเต็มรูปแบบ, “อัลอัยตามเบเกอรี่” ที่เปลี่ยนโรงเรียนเด็กกำพร้าเป็นธุรกิจยั่งยืน รวมถึงการรวมกลุ่มผู้ประกอบการเป็น Ecotive Nine Plus ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม สะท้อนแนวคิดการพัฒนาที่ “ส่งต่อโอกาส” มากกว่าการพึ่งพารัฐตลอดไป
ปฏิรูปมหาวิทยาลัย : จากหอคอยงาช้างสู่ตลาดกลาง
อีกหนึ่งเสาหลักของนโยบายพรรคโอกาสใหม่ คือการปฏิรูปบทบาทมหาวิทยาลัย ผ่านแนวคิด “หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งโฮลดิ้งคอมพานี” เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถร่วมลงทุนกับภาคเอกชนและชุมชนได้อย่างคล่องตัว พร้อมผลักดันบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยในฐานะ “ตลาดกลางนวัตกรรม” (University as a Marketplace) สำหรับทดลองตลาด วิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค และขยายเครือข่ายธุรกิจชุมชน
นัยสำคัญทางการเมือง
นักวิชาการมองว่า นโยบาย Ecotive ของพรรคโอกาสใหม่ เป็นความพยายามก้าวข้ามข้อจำกัดของโครงการ OTOP และนโยบายพักหนี้ ด้วยยุทธศาสตร์ “ลดหนี้ด้วยการสร้างรายได้” ซึ่งหากทำได้จริง จะช่วยลดภาระทางการคลังในระยะยาว และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบ
แม้ความท้าทายสำคัญจะอยู่ที่การปรับวัฒนธรรมองค์กรภาครัฐและมหาวิทยาลัยให้มีความคล่องตัว แต่หากนโยบายนี้ถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม นักวิเคราะห์เชื่อว่า พรรคโอกาสใหม่อาจไม่เพียงสร้างความแตกต่างในสนามเลือกตั้งปี 2569 แต่ยังอาจวางรากฐานใหม่ให้การพัฒนาเศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างยั่งยืนในทศวรรษหน้า.
บทวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย: ยุทธศาสตร์ "พรรคโอกาสใหม่" กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากผ่านโมเดล Ecotive และพันธกิจมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนา
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งทำการศึกษาและวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวนโยบายสาธารณะในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 ของประเทศไทย โดยเจาะจงกรณีศึกษา "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ซึ่งได้นำเสนอนวัตกรรมทางนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างและการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการประยุกต์ใช้ "โมเดล Ecotive" หรือ "นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล" (Pattani Creative Ecosystem Model) ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) รายงานฉบับนี้จะฉายภาพให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์จากนโยบายประชานิยมที่เน้นการอุดหนุนระยะสั้น (Subsidy-based Populism) ไปสู่นโยบายที่เน้นการสร้างศักยภาพผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Entrepreneurship - IDE) โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก (Growth Engine) ผ่านระบบ University Holding Company และบทบาทใหม่ในฐานะ "ตลาดกลาง" (University as a Marketplace)
การวิเคราะห์ครอบคลุมถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในช่วงปี 2568-2569 ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางของหนี้ครัวเรือน การนำกรอบแนวคิด MIT Regional Entrepreneurship Acceleration Program (MIT REAP) มาปรับใช้ในบริบทท้องถิ่น การบูรณาการโมเดลการโค้ชชิ่งแบบ OSCAR เข้ากับระบบพี่เลี้ยงทางธุรกิจ (Local BDS) และการประเมินผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์จากพื้นที่นำร่องในจังหวัดปัตตานี เพื่อสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนในระดับชาติ
1. บทนำ: ภูมิทัศน์วิกฤตเศรษฐกิจและจุดเปลี่ยนทางการเมืองปี 2569
1.1 บริบทความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาคและกับดักความยากจน
เมื่อย่างเข้าสู่ปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและหยั่งรากลึก แม้ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะยังคงมีการขยายตัวในระดับหนึ่ง แต่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยกลับมีความเปราะบางอย่างน่ากังวล ข้อมูลจากรายงานภาวะสังคมและเศรษฐกิจระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ประมาณร้อยละ 86-87 ต่อเนื่องมาจากปี 2568
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 แสดงให้เห็นว่าหนี้เสีย (Non-Performing Loans - NPLs) มีมูลค่าสูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.11 ของสินเชื่อรวม
นอกจากปัญหาหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังคงเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตโรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางมากที่สุด ข้อมูลจากธนาคารโลกและหน่วยงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการลดความยากจนในภาพรวม แต่ความยากจนในระดับพื้นที่ (Spatial Poverty) และความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรการผลิตยังคงกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคและชนบท
1.2 กำเนิด "พรรคโอกาสใหม่" และพันธกิจการเมืองฐานความรู้
ท่ามกลางความต้องการทางเลือกใหม่ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเลือกตั้ง โดยวางตำแหน่งตนเองเป็นพรรคที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรม (Data-Driven and Innovation-Oriented Party) แตกต่างจากพรรคการเมืองดั้งเดิมที่มักพึ่งพานโยบายประชานิยมแบบแจกเงิน (Helicopter Money) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสร้างภาระทางการคลังและไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์พรรคโอกาสใหม่ คือการปฏิเสธแนวคิดการสงเคราะห์ (Welfare) แต่หันมาโอบรับแนวคิดการ "สร้างโอกาส" (Empowerment) ผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้คนในท้องถิ่น พรรคฯ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะนำ "Ecotive Model" ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในจังหวัดปัตตานี ภายใต้การสนับสนุนของ สอวช. มายกระดับเป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) โดยเชื่อมั่นว่าโมเดลนี้คือคำตอบของการแก้จนที่ยั่งยืน เพราะไม่ได้มอบเพียง "ปลา" หรือ "เบ็ดตกปลา" แต่เป็นการสร้าง "บ่อปลาที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์" ให้ทุกคนสามารถทำมาหากินได้อย่างเท่าเทียม
2. รากฐานทางทฤษฎี: จาก MIT REAP สู่ Ecotive โมเดลแก้จนฉบับไทย
2.1 ปรัชญา Innovation-Driven Entrepreneurship (IDE)
แกนกลางทางความคิดของนโยบายพรรคโอกาสใหม่ วางอยู่บนรากฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง โดยการนำกรอบแนวคิด MIT Regional Entrepreneurship Acceleration Program (MIT REAP) ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มาประยุกต์ใช้
พรรคโอกาสใหม่ตีความ IDE ในบริบทของสังคมไทยว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจไฮเทคหรือสตาร์ทอัพดิจิทัลเสมอไป แต่คือการนำนวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) นวัตกรรมทางความคิด (Mindset Innovation) และเทคโนโลยีที่เหมาะสม มายกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากการขายกุ้งแห้งวัตถุดิบ เป็นการขายผลิตภัณฑ์กุ้งแห้งแปรรูปที่มีแบรนด์และมาตรฐาน อย. หรือการยกระดับการนวดแผนโบราณตามบ้าน ให้เป็นสปาระดับพรีเมียมที่รองรับนักท่องเที่ยว
2.2 โครงสร้างระบบนิเวศ 5 ภาคส่วน (Stakeholder Helix)
ความล้มเหลวของโครงการพัฒนาในอดีตมักเกิดจากการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอนโยบายการบริหารจัดการแบบ "Pentuple Helix" หรือความร่วมมือ 5 ภาคส่วน ตามโมเดล Ecotive ได้แก่:
ภาครัฐ (Government): เปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการ เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และผู้ปลดล็อกกฎระเบียบ
ภาคเอกชน (Corporate): เป็นพี่เลี้ยงและตลาดรับซื้อสินค้า
ภาคการศึกษา (University): เป็นแหล่งความรู้ วิจัย และพื้นที่ทดลอง (Sandbox)
สถาบันการเงิน (Risk Capital): ให้แหล่งทุนที่เข้าใจบริบทความเสี่ยงของธุรกิจชุมชน
ผู้ประกอบการ (Entrepreneur): เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบกระบวนทัศน์นโยบายดั้งเดิม vs นโยบายพรรคโอกาสใหม่ (Ecotive Model)
| มิติการเปรียบเทียบ | นโยบายแก้จนแบบดั้งเดิม (Traditional Approach) | นโยบาย Ecotive ของพรรคโอกาสใหม่ (Ecotive/IDE Approach) |
| หน่วยวิเคราะห์ | ปัจเจกบุคคล หรือ ครัวเรือน (รายคน) | ระบบนิเวศ (Ecosystem) และ กลุ่มคลัสเตอร์ |
| บทบาทรัฐ | ผู้สงเคราะห์และอุดหนุน (Provider) | ผู้สร้างกลไกและเชื่อมโยงเครือข่าย (Enabler/Connector) |
| เครื่องมือหลัก | เงินโอน, การประกันราคา, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ | ความรู้, เทคโนโลยี, การบ่มเพาะ (Incubation), การร่วมลงทุน (Equity) |
| เป้าหมาย | บรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว (Relief) | สร้างรายได้เพิ่มและทักษะผู้ประกอบการ (Wealth Creation) |
| ความยั่งยืน | ต่ำ (ขึ้นอยู่กับงบประมาณรายปี) | สูง (ธุรกิจสามารถเลี้ยงตัวเองและขยายตัวได้) |
| ตัวชี้วัดความสำเร็จ | จำนวนผู้ได้รับแจกของ/เงิน | รายได้ที่เพิ่มขึ้นจริง, การจ้างงาน, การเกิดธุรกิจใหม่ |
3. เจาะลึกกลไก "Ecotive Policy": นวัตกรรมนโยบายเพื่อคนรากหญ้า
3.1 การจัดตั้งและบทบาทของ Local BDS (Local Business Development Service)
หัวใจสำคัญของการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติคือกลไก Local BDS หรือ "หน่วยพัฒนาธุรกิจระดับท้องถิ่น" พรรคโอกาสใหม่เสนอให้จัดตั้งหน่วยงานนี้ในทุกจังหวัด โดยถอดบทเรียนจากความสำเร็จในปัตตานี ที่มี "พี่เลี้ยงชุมชน" คอยทำหน้าที่เป็น "คนกกไข่" (Incubator)
Local BDS ไม่ใช่แค่ศูนย์ให้คำปรึกษาที่ตั้งอยู่ในศาลากลางและรอให้คนเดินเข้าไปหา แต่เป็นหน่วยเคลื่อนที่เชิงรุกที่ "เกาะติด" ชุมชน ทำงานร่วมกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ (Unlocking Value)
การบ่มเพาะทางธุรกิจ (Incubation): การสอนทักษะพื้นฐานทางธุรกิจ เช่น การทำบัญชี การตลาดออนไลน์ และการวางแผนการผลิต
8 การเชื่อมโยงทรัพยากร (Connecting): การดึงผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมาช่วยแก้ปัญหาเทคนิค หรือดึงธนาคารมาช่วยเรื่องเงินทุน
การเปลี่ยน Mindset: เปลี่ยนชาวบ้านจาก "ผู้รอรับความช่วยเหลือ" ให้เป็น "ผู้ประกอบการ" ที่มีความมั่นใจ
3.2 การประยุกต์ใช้โมเดล OSCAR ในกระบวนการโค้ชชิ่งชุมชน
สิ่งที่ทำให้นโยบายของพรรคโอกาสใหม่มีความโดดเด่นและเป็นรูปธรรม คือการนำหลักการทางจิตวิทยาการบริหารจัดการมาใช้ในระดับฐานราก โดยเฉพาะ โมเดล OSCAR ซึ่งเป็นกรอบการโค้ชชิ่ง (Coaching Framework) ที่ได้รับการยอมรับในวงการธุรกิจระดับโลก
Outcome (เป้าหมาย): เริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับชุมชนว่า "ความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร?" (What does success look like?)
13 ไม่ใช่การยัดเยียดโครงการจากส่วนกลาง แต่ให้ชุมชนกำหนดเป้าหมายรายได้หรือคุณภาพชีวิตที่ต้องการเอง เช่น ต้องการรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 5,000 บาท หรือต้องการปลดหนี้ภายใน 3 ปีSituation (สถานการณ์ปัจจุบัน): การสำรวจต้นทุนเดิมอย่างจริงจัง (Reality Check) ทั้งภูมิปัญญา วัตถุดิบ และปัญหาอุปสรรค
9 นี่สอดคล้องกับการทำงานของ Ecotive ที่เริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลศักยภาพ 8 ตำบลในปัตตานี14 Choices (ทางเลือก): การระดมสมองเพื่อหาทางออกที่หลากหลาย (Brainstorming Options)
10 เจ้าหน้าที่ Local BDS จะช่วยชี้ช่องทางใหม่ๆ เช่น การขายออนไลน์ การแปรรูป หรือการท่องเที่ยวชุมชน และวิเคราะห์ผลดีผลเสียของแต่ละทางเลือกActions (การลงมือทำ): การกำหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน (Action Plan) ว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่
12 ขั้นตอนนี้เน้นการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นการกระทำที่เป็นรูปธรรมReview (การทบทวน): การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง (Monitoring & Evaluation) เพื่อดูความก้าวหน้าและปรับเปลี่ยนแผนงานหากจำเป็น
10 ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการภาครัฐในอดีตมักละเลย
การใช้ OSCAR Model จะช่วยเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน จาก "ผู้สั่งการ-ผู้ปฏิบัติตาม" เป็น "โค้ช-ผู้เล่น" (Coach-Coachee) ซึ่งจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) และนำไปสู่ความยั่งยืนของโครงการ
3.3 ระบบงบประมาณฐานบัญชี (Account-based Budgeting)
พรรคโอกาสใหม่เสนอการปฏิรูประบบงบประมาณเพื่อสนับสนุน Ecotive Model โดยเปลี่ยนจากการจัดสรรงบประมาณรายโครงการ (Project-based) ที่จบเป็นปีๆ เป็น "ระบบงบประมาณฐานบัญชี" (Account-based) ตามข้อเสนอของ สอวช.
4. หลักฐานเชิงประจักษ์: ความสำเร็จจาก "ปัตตานีแซนด์บ็อกซ์"
ความน่าเชื่อถือของนโยบายพรรคโอกาสใหม่มาจากการอ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) จากพื้นที่นำร่องจังหวัดปัตตานี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายสูงทั้งในมิติความยากจนและความมั่นคง หากโมเดลนี้สำเร็จที่ปัตตานี ย่อมสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ของประเทศได้
4.1 สถิติความสำเร็จ: ตัวเลขที่จับต้องได้
จากการดำเนินงานของโครงการ Ecotive ในพื้นที่นำร่อง 8 ตำบล (เช่น ต.บานา, ต.บาราโหม, ต.สะดาวา ฯลฯ) ในช่วงปี 2565-2567 พบผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมดังนี้
การสร้างธุรกิจใหม่: เกิดธุรกิจท้องถิ่นใหม่ (New Local Ventures) อย่างน้อย 19 ธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านบริการ อาหาร และหัตถกรรม
รายได้ที่เพิ่มขึ้น: ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 280,000 บาทต่อรายต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับเศรษฐกิจฐานรากและสามารถยกระดับครอบครัวให้พ้นเส้นความยากจนได้อย่างชัดเจน
การจ้างงาน: เกิดการจ้างงานเฉลี่ย 6 ตำแหน่งงานต่อผู้ประกอบการ ช่วยลดปัญหาการว่างงานและการย้ายถิ่นฐานของแรงงานในพื้นที่
รายได้แรงงาน: แรงงานในธุรกิจเหล่านี้มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6,000 บาทต่อเดือน
4.2 กรณีศึกษา (Case Studies) : จากวิกฤตสู่โอกาส
กรณีที่ 1: กลุ่มนวดแผนมลายู "สปากำปง" (Kampong Spa)
จากเดิมกลุ่มหมอนวดแผนโบราณมีรายได้ไม่แน่นอนจากการรับจ้างนวดตามบ้าน เฉลี่ยเพียง 100 บาทต่อชั่วโมง และไม่มีสวัสดิการใดๆ เมื่อเข้าร่วมโครงการ Ecotive และผ่านกระบวนการบ่มเพาะแบบ Local BDS พวกเขาได้รับการยกระดับทักษะ การบริหารจัดการ และการสร้างแบรนด์ จนสามารถเปิดสถานประกอบการ "สปากำปง" ที่ให้บริการครบวงจร ทั้งนวด สปา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลลัพธ์คือรายได้จากการนวดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และยังมีรายได้เสริมจากการขายผลิตภัณฑ์อีกกว่า 10,000 บาทต่อเดือน พร้อมทั้งจ้างงานคนในชุมชนเพิ่มได้ถึง 7 คน 5
กรณีที่ 2: กลุ่ม "อัลอัยตามเบเกอรี่" (Al-Aytam Bakery)
จุดเริ่มต้นจากโรงเรียนบ้านเด็กกำพร้าที่ทำขนมทานกันเอง ภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยง Ecotive เป็นระยะเวลา 3 ปี กลุ่มนี้ได้พัฒนาทักษะการทำเบเกอรี่และการบริหารจัดการร้านค้า จนสามารถเปิดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จริงและระดมทุนได้ กลายเป็นแหล่งรายได้และอาชีพที่มั่นคงให้กับน้องๆ เด็กกำพร้า เปลี่ยนสถานะจากผู้รับบริจาคเป็นผู้ประกอบการที่ยืนได้ด้วยลำแข้งตนเอง 5
กรณีที่ 3: กลุ่มแปรรูปกุ้งแห้ง
จากเดิมที่ขายกุ้งแห้งให้พ่อค้าคนกลางและมีรายได้เพียง 12,000 บาทต่อเดือน หลังจากเข้าร่วมโครงการ ได้มีการสร้างแบรนด์ของตนเอง ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะด้วยการสนับสนุนเทคโนโลยีจากพลังงานจังหวัด และจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ปัจจุบันกำลังมุ่งสู่มาตรฐาน OTOP ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดภาครัฐและตลาดออนไลน์ได้กว้างขวางขึ้น 6
กรณีที่ 4: การรวมกลุ่ม Ecotive Nine Plus
ความสำเร็จสูงสุดของโมเดลนี้คือการที่ผู้ประกอบการเมื่อแข็งแรงแล้ว ไม่ได้แยกย้ายกันไป แต่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม "Ecotive Nine Plus" เพื่อจัดตั้งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ทำหน้าที่เป็น "ผู้ให้" ส่งต่อโอกาสให้กับคนรุ่นต่อไป นี่คือความยั่งยืนที่พรรคโอกาสใหม่ต้องการเห็นทั่วประเทศ 7
5. การปฏิรูปมหาวิทยาลัย: จาก "หอคอยงาช้าง" สู่ "เครื่องยนต์เศรษฐกิจ"
หนึ่งในเสาหลักที่สำคัญที่สุดของนโยบายพรรคโอกาสใหม่ คือการรื้อโครงสร้างและบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สอดรับกับโมเดล Ecotive โดยยึดแนวทางที่ สอวช. ได้ริเริ่มไว้
5.1 นโยบาย "หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งโฮลดิ้งคอมพานี" (University Holding Company Scheme)
พรรคโอกาสใหม่ตระหนักดีว่า มหาวิทยาลัยไทยมีองค์ความรู้และงานวิจัยจำนวนมหาศาลที่ "ขึ้นหิ้ง" ไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เนื่องจากติดขัดระเบียบราชการที่ซับซ้อน จึงเสนอนโยบายเร่งด่วนในการผลักดันและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยจัดตั้ง "บริษัทโฮลดิ้ง" (University Holding Company) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2566
กลไกการทำงาน: University Holding Company จะเป็นนิติบุคคลเอกชนที่มหาวิทยาลัยถือหุ้น ทำหน้าที่บริหารจัดการการลงทุนคล่องตัว แยกออกจากระบบราชการ
การร่วมลงทุน (Joint Investment): มหาวิทยาลัยสามารถนำสินทรัพย์ เช่น เงินสด ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) อุปกรณ์ หรือเวลาของนักวิจัย ไปร่วมลงทุน (Co-invest) กับภาคเอกชนหรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อจัดตั้งบริษัทลูก (Spin-off)
16 ประโยชน์: นโยบายนี้จะเปลี่ยนนักวิจัยให้เป็นผู้ประกอบการ (Researcher to Entrepreneur) และสร้างรายได้กลับเข้าสู่มหาวิทยาลัย ลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน ที่สำคัญคือ มหาวิทยาลัยจะมีส่วนได้ส่วนเสีย (Skin in the game) กับความสำเร็จของธุรกิจชุมชน ไม่ใช่แค่ทำวิจัยแล้วจบไป
5.2 มหาวิทยาลัยในฐานะ "ตลาดกลาง" (University as a Marketplace)
พรรคโอกาสใหม่ขยายผลแนวคิดที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (PKRU) และ สอวช. ได้ริเริ่มไว้ คือ "University as a Marketplace"
พื้นที่ทดสอบตลาด (Sandbox Market): มหาวิทยาลัยต้องเปิดพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยให้เป็น "ตลาดนัดนวัตกรรม" เพื่อให้ผู้ประกอบการ Ecotive ได้นำสินค้ามาทดลองขาย รับฟีดแบ็กจากนักศึกษาและอาจารย์ ก่อนออกสู่ตลาดจริง
แพลตฟอร์มดิจิทัล: สร้าง Digital Platform ที่เชื่อมโยงสินค้าชุมชนกับศิษย์เก่าและเครือข่ายพันธมิตรของมหาวิทยาลัยทั่วโลก เพื่อขยายตลาด
14 ศูนย์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ: มหาวิทยาลัยทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค (Data Analytics) เพื่อชี้เป้าโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชน เช่น การทำฐานข้อมูลทรัพยากรตำบลบานาและตะบิ้ง
14
6. บทวิเคราะห์เปรียบเทียบและนัยสำคัญทางนโยบาย
6.1 การก้าวข้าม OTOP สู่ Ecotive
แม้โครงการ OTOP ในอดีตจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นการผลิตสินค้าชุมชน แต่ข้อจำกัดคือมักเน้นที่ "ตัวผลิตภัณฑ์" (Product-Centric) มากกว่า "ความต้องการตลาด" (Market-Centric) และขาดการบ่มเพาะทักษะผู้ประกอบการที่เข้มข้น นโยบาย Ecotive ของพรรคโอกาสใหม่จึงมาอุดช่องว่างนี้ด้วยกระบวนการ Local BDS และ IDE ซึ่งเน้นการสร้างธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการตอบโจทย์ตลาด ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีความทนทาน (Resilience) ต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีกว่า
6.2 การแก้ปัญหาหนี้สินด้วยรายได้ (Income-led Deleveraging)
ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นอาจเสนอนโยบายพักหนี้ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว พรรคโอกาสใหม่เสนอยุทธศาสตร์ "ลดหนี้ด้วยการสร้างรายได้" (Income-led Deleveraging) ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ชัดว่า การลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืนที่สุดคือการทำให้ตัวเศษ (รายได้) โตเร็วกว่าตัวส่วน (หนี้)
6.3 ความยั่งยืนทางการคลัง
นโยบายนี้ช่วยลดภาระทางการคลังในระยะยาว เพราะเมื่อชุมชนเข้มแข็งและมีรายได้ รัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น และลดงบประมาณด้านสวัสดิการสงเคราะห์ลง การลงทุนใน Ecotive จึงไม่ใช่ "รายจ่าย" (Expense) แต่เป็น "การลงทุน" (Investment) ที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม (SROI) ที่คุ้มค่า
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของ "พรรคโอกาสใหม่" ที่ชูธง "Ecotive นิเวศสร้างสรรค์" นับเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่น่าจับตามองและมีความหวัง การนำโมเดลที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากพื้นที่ยากลำบากอย่างปัตตานีมาขยายผลระดับชาติ สะท้อนถึงวิธีคิดที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและความเป็นจริง (Evidence-based Policy)
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการนำนโยบายนี้ไปสู่การปฏิบัติ (Policy Implementation) คือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย ให้มีความคล่องตัวและกล้าเสี่ยง (Risk Taking) มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาบุคลากร Local BDS ที่มีคุณภาพและเข้าใจจิตวิทยาชุมชนอย่างแท้จริงตามโมเดล OSCAR
หากพรรคโอกาสใหม่สามารถผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่แก้ปัญหาความยากจนได้เท่านั้น แต่จะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจาก "เกษตรกรรมดั้งเดิม" สู่ "เกษตรกรรมและบริการมูลค่าสูง" และเปลี่ยนสถานะของมหาวิทยาลัยจาก "สถานศึกษา" สู่ "ขุมพลังแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืนในทศวรรษหน้า
ตารางสรุปข้อมูลสถิติสำคัญจากโครงการ Ecotive (ปัตตานีโมเดล)
| ตัวชี้วัด (KPI) | ผลสัมฤทธิ์ (Results) | นัยสำคัญทางนโยบาย |
| รายได้ผู้ประกอบการ | เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 280,000 บาท/ราย/ปี | ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ |
| การจ้างงาน | เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6 ราย/ผู้ประกอบการ | กระจายรายได้สู่ชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐาน |
| รายได้แรงงาน | เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6,000 บาท/ราย/เดือน | เพิ่มกำลังซื้อในท้องถิ่น (Local Purchasing Power) |
| ธุรกิจเกิดใหม่ | 19 ธุรกิจ (เช่น สปา, เบเกอรี่, แปรรูป) | สร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ (Economic Diversification) |
| รูปแบบองค์กร | พัฒนาสู่ Social Enterprise (Ecotive Nine Plus) | สร้างกลไกการพัฒนาที่ยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้ |
8. ภาคผนวก: การบูรณาการนโยบายกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและเป้าหมาย SDGs
พรรคโอกาสใหม่ยังได้เชื่อมโยงนโยบาย Ecotive เข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 1 (ขจัดความยากจน), เป้าหมายที่ 8 (งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ) และเป้าหมายที่ 17 (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา)
นโยบายนี้จึงมิใช่เพียงทางออกของปัญหาในประเทศ แต่คือการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning) ของประเทศไทยใหม่ในเวทีโลก ให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น