สกลนครจับตา “พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์” ดร.นิยม เวชกามา ชูโมเดลจัดการศาสนสมบัติ สู้ศึกเลือกตั้งเขต 2 ในนามพรรคโอกาสใหม่
ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ที่การแข่งขันในจังหวัดสกลนคร เขต 2 เข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนวคิดทางการเมืองและนโยบายด้านศาสนาของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครหมายเลข 6 ในนาม พรรคโอกาสใหม่ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะแนวคิดที่เจ้าตัวเรียกว่า “พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์” ซึ่งท้าทายกรอบความคิดเดิมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองในสังคมไทย
ศรัทธากับเศรษฐศาสตร์: ความย้อนแย้งที่ต้องจัดการ
ในสังคมไทย ปรากฏการณ์ “พุทธพาณิชย์” มักถูกมองในเชิงลบว่าเป็นการค้ากำไรบนศรัทธา แต่ ดร.นิยม ซึ่งมีพื้นฐานวิชาการด้าน พุทธจิตวิทยา มองต่างออกไป โดยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “เงิน” หากแต่อยู่ที่ การขาดธรรมาภิบาลในการจัดการศาสนสมบัติ แนวคิดของเขาจึงไม่ปฏิเสธเครื่องมือทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่เสนอให้นำกลไกเหล่านี้มาใช้เพื่อขจัดการทุจริต และเปลี่ยนเงินศรัทธาให้เป็นทุนเพื่อความยั่งยืนของพระพุทธศาสนา
จากนักการเมืองสายศาสนาสู่ผู้เสนอ “ธนาคารพระพุทธศาสนา”
หัวใจของยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือข้อเสนอจัดตั้ง “ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” ซึ่งมุ่งแยกพระออกจากการถือครองเงินโดยตรง นำเงินวัดเข้าสู่ระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบริหารโดยมืออาชีพ แนวคิดนี้ถูกวางให้เป็นกลไกเปลี่ยน “เงินนิ่ง” ให้กลายเป็น “เงินงาน” เพื่อสนับสนุนวัดยากจน สวัสดิการสงฆ์ และกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา แทนที่จะปล่อยให้ทรัพย์สินทางศาสนากระจัดกระจายและเสี่ยงต่อการทุจริต
แม้แนวคิดดังกล่าวจะเผชิญแรงทักท้วงจากหน่วยงานด้านการเงิน แต่ ดร.นิยม ระบุว่าได้ปรับยุทธศาสตร์ให้สามารถใช้โครงสร้างของธนาคารรัฐที่มีอยู่แล้ว เปิด “หน้าต่างบริการพิเศษ” สำหรับวัด เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้เร็วขึ้น
กฎหมายศาสนา: บทบาทรัฐในฐานะผู้อุปถัมภ์
นอกจากกลไกทางการเงิน ดร.นิยม ยังผลักดันร่างกฎหมายด้านศาสนา เช่น พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ชัดเจนในการดูแลกิจการพุทธศาสนา ทั้งในด้านงบประมาณ การคุ้มครองพระสงฆ์ และการจัดตั้งกองทุนศาสนาที่เป็นนิติบุคคลอิสระ แนวทางนี้สะท้อนภาพรัฐในฐานะ “ผู้อุปถัมภ์สูงสุด” ที่ไม่เพียงให้เงิน แต่ต้องกำกับดูแลด้วยหลักธรรมาภิบาล
“สกลนครโมเดล” กับเศรษฐกิจศรัทธา
สกลนครถูกมองว่าเป็น “เมืองพระป่า” และศูนย์กลางเศรษฐกิจศรัทธาที่สำคัญของประเทศ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและตลาดวัตถุมงคล ดร.นิยม ไม่ปฏิเสธระบบนิเวศนี้ หากแต่เสนอให้รัฐและชุมชนร่วมกันจัดการรายได้จากศรัทธาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผลประโยชน์ตกกลับสู่ส่วนรวม ไม่รั่วไหลสู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ยุทธศาสตร์การเมืองภายใต้พรรคโอกาสใหม่
การย้ายจากพรรคใหญ่เดิมมาสู่ พรรคโอกาสใหม่ ทำให้ ดร.นิยม มีพื้นที่นำเสนอนโยบายศาสนาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้สโลแกน “โอกาสใหม่” เขาพยายามวางตำแหน่งตนเองเป็นทางเลือกใหม่ระหว่างการปล่อยเสรีทางศรัทธาแบบไร้ขอบเขต กับการควบคุมแบบอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง
บทสรุป
แนวคิด “พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์” ในมุมมองของ ดร.นิยม เวชกามา สะท้อนความพยายามสังเคราะห์โลกวัตถุกับโลกธรรม ใช้กลไกทุนนิยมเพื่อรับใช้ศาสนา ไม่ใช่ครอบงำศาสนา ไม่ว่าผลการเลือกตั้งในสกลนคร เขต 2 จะออกมาอย่างไร ชุดความคิดนี้ได้จุดประเด็นสำคัญให้สังคมไทยหันมาถกเถียงอย่างจริงจังว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะสร้างระบบจัดการศรัทธาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยั่งยืน เพื่อให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่อย่างสง่างามในโลกสมัยใหม่.
วิเคราะห์รูปแบบพุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์: พลวัตใหม่แห่งการจัดการศาสนสมบัติและยุทธศาสตร์ทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา ในบริบทการเลือกตั้งสกลนคร เขต 2
บทนำ: ความย้อนแย้งแห่งศรัทธาและเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทยสมัยใหม่
ในภูมิทัศน์ทางสังคมและการเมืองของประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่าง "ศาสนา" "การเมือง" และ "เศรษฐกิจ" ดำรงอยู่อย่างซับซ้อนและเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "พุทธพาณิชย์" (Buddhist Commercialism) ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงสาธารณะที่สำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมักถูกมองในแง่ลบว่าเป็นกระบวนการกัดเซาะศรัทธาและบิดเบือนหลักธรรมคำสอนเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสธารแห่งการวิพากษ์วิจารณ์และการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปวงการสงฆ์ ได้ปรากฏแนวคิดและยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจจากบุคคลสำคัญในพื้นที่จังหวัดสกลนคร คือ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ผู้ซึ่งปัจจุบันได้ตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญในการย้ายสังกัดสู่ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งใน เขต 2 จังหวัดสกลนคร หมายเลข 6
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกถึงกระบวนทัศน์ทางความคิดและนโยบายของ ดร.นิยม เวชกามา ภายใต้กรอบแนวคิดที่รายงานฉบับนี้ขอเรียกว่า "รูปแบบพุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" (Non-Commercial Buddhist Commercialism) แนวคิดนี้มิได้ปฏิเสธเครื่องมือทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่น ระบบธนาคาร การจัดการกองทุน หรือการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา แต่กลับพยายามนำกลไกเหล่านี้มาใช้เพื่อจัดระเบียบและสร้างธรรมาภิบาลให้กับทรัพย์สินทางศาสนา โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อขจัดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน (Corruption) และเปลี่ยนให้เป็นทุนเพื่อการสืบทอดพระพุทธศาสนา (Religious Sustainability)
การวิเคราะห์จะครอบคลุมมิติต่างๆ ตั้งแต่รากฐานทางภูมิปัญญาพุทธจิตวิทยาของ ดร.นิยม บทบาทในสภาผู้แทนราษฎรกับการผลักดันกฎหมายความมั่นคงทางศาสนา ข้อเสนอเชิงนวัตกรรมเรื่อง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" ไปจนถึงบริบทเฉพาะของจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพลวัตของ "เศรษฐกิจศรัทธา" สูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า ภายใต้หมายเลข 6 และเสื้อคลุมของพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม กำลังนำเสนอทางเลือกใหม่ในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ สงฆ์ และทุน อย่างไร
ส่วนที่ 1: รากฐานทางภูมิปัญญาและจุดยืนทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา
เพื่อที่จะเข้าใจข้อเสนอเชิงนโยบายที่ซับซ้อนของ ดร.นิยม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาภูมิหลังทางวิชาการและประสบการณ์ทางการเมืองที่หล่อหลอมโลกทัศน์ของท่าน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้แนวคิดเรื่องการจัดการศาสนาของท่านมีความโดดเด่นและแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป
1.1 จากครูสู่นักพุทธจิตวิทยาการเมือง
ดร.นิยม เวชกามา มิใช่นักการเมืองที่เติบโตมาจากสายธุรกิจหรืออิทธิพลท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว แต่มีพื้นฐานที่เข้มข้นในทางวิชาการและการศึกษา ท่านสำเร็จการศึกษาในหลากหลายสาขา ทั้งครุศาสตรบัณฑิต นิติศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรมหาบัณฑิต และที่สำคัญที่สุดคือระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)
การศึกษาในสาขา "พุทธจิตวิทยา" มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวทางการเมืองของท่าน ดุษฎีนิพนธ์ของท่านในหัวข้อ "รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวสกลนครตามแนวพุทธจิตวิทยา"
หลักสาราณียธรรม: ท่านเน้นย้ำหลักธรรมที่ก่อให้เกิดความระลึกถึงกัน ความสามัคคี และเมตตาธรรม เป็นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมทางการเมือง
4 การเมืองบนฐานศรัทธา: ในมุมมองของนักพุทธจิตวิทยา ศรัทธามิใช่ความงมงาย แต่เป็น "ทุนทางสังคม" (Social Capital) ที่ทรงพลัง หากบริหารจัดการได้ถูกต้อง ศรัทธาจะกลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ แต่หากปล่อยปละละเลย ศรัทธาจะถูกบิดเบือนกลายเป็นพุทธพาณิชย์ที่เน้นไสยศาสตร์
5
1.2 "พรรคโอกาสใหม่" และยุทธศาสตร์หมายเลข 6
การเปลี่ยนแปลงสังกัดพรรคการเมืองของ ดร.นิยม จากพรรคเพื่อไทย (ซึ่งท่านเคยเป็น ส.ส. หลายสมัยและกรรมการบริหารพรรค) มาสู่ "พรรคโอกาสใหม่"
พื้นที่ทางนโยบายที่ชัดเจนขึ้น: พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่มีนโยบายครอบคลุมทุกด้าน แต่อาจมีข้อจำกัดในการผลักดันประเด็นเฉพาะทางศาสนาที่อาจมีความละเอียดอ่อนหรือขัดแย้งกับกลุ่มทุนบางกลุ่ม การย้ายมาสู่พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมีนโยบายที่เน้น "โอกาสของคนไทยทุกคน" และ "การสร้างสรรค์สังคมที่ส่งเสริมวัฒนธรรม ศาสนา"
6 เปิดโอกาสให้ ดร.นิยม สามารถชูธงนโยบายด้านพุทธศาสนาได้อย่างเต็มที่และเข้มข้นที่สุดสโลแกนประจำตัว: ดร.นิยม ยังคงยึดมั่นในสโลแกน "ประชาชนคือหัวใจ พระพุทธศาสนาอยู่ในจิตวิญญาณ"
8 ซึ่งสะท้อนตัวตนทางการเมืองที่ผสานความเป็นประชานิยม (ดูแลปากท้อง) เข้ากับอนุรักษนิยมทางวัฒนธรรม (ดูแลจิตวิญญาณ) ได้อย่างลงตัวเขต 2 สกลนคร: พื้นที่นี้เป็นฐานเสียงเดิมของท่าน แต่การแข่งขันมีความดุเดือด ทั้งจากพรรคการเมืองใหญ่และคู่แข่งในพื้นที่ การใช้ "นโยบายศาสนา" ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ (เช่น ธนาคารพุทธ) จึงเป็นจุดขายสำคัญที่ท่านใช้สื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาในครูบาอาจารย์สายวัดป่า
9
ส่วนที่ 2: นิยามและพลวัตของ "พุทธพาณิชย์" ในบริบทสังคมไทย
ก่อนจะวิเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาของ ดร.นิยม จำเป็นต้องทำความเข้าใจนิยามของปัญหา "พุทธพาณิชย์" ที่ท่านพยายามเข้าไปจัดการเสียก่อน คำว่า "พุทธพาณิชย์" ในสังคมไทยมีความหมายที่ลื่นไหลและมีหลายมิติ
2.1 พุทธพาณิชย์เชิงลบ: การหากินกับความเชื่อ
ในทัศนะของนักวิชาการกระแสหลักและปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า เช่น ส.ศิวรักษ์ พุทธพาณิชย์คือ "ความเสื่อม" เป็นการนำวัตถุศักดิ์สิทธิ์มาขายเพื่อแลกเงินตรา ซึ่งสวนทางกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เน้นการปล่อยวางและการพึ่งพาตนเองด้วยปัญญา
2.2 พุทธพาณิชย์ในมุมมองของ ดร.นิยม: วิกฤตธรรมาภิบาล
สำหรับ ดร.นิยม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "การมีอยู่ของเงิน" ในวัด หรือ "การมีวัตถุมงคล" (เพราะท่านเองก็เคารพศรัทธาของชาวบ้านและเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น) แต่ปัญหาอยู่ที่ "การจัดการที่ไร้ธรรมาภิบาล" และ "การทุจริต"
ปรากฏการณ์เงินทอนวัด: ดร.นิยม อภิปรายในสภาหลายครั้งเกี่ยวกับคดี "เงินทอนวัด" ซึ่งเป็นจุดหักเหสำคัญที่ทำให้เห็นว่า เมื่อรัฐจัดสรรงบประมาณให้วัด และวัดบริหารเงินเองโดยไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม จึงเกิดช่องว่างให้ข้าราชการและพระผู้ใหญ่บางรูปหาผลประโยชน์
13 อลัชชีและพุทธพาณิชย์มืด: ท่านมองว่า "พุทธพาณิชย์" ที่อันตรายที่สุดคือกลุ่มคนที่เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองเพื่อแสวงหาความร่ำรวยส่วนตัว แอบมีครอบครัว หรือนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
12
ดังนั้น นิยามของ "พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" ในทัศนะของท่าน จึงหมายถึง การนำกลไกทางพาณิชย์ (การบริหารจัดการเงิน, ธนาคาร, กฎหมาย) มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนาที่บริสุทธิ์ เป็นการ "เอาหนามบ่งหนาม" คือใช้ระบบเงินตราจัดการกับกิเลสเรื่องเงินตรา เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นกลับคืนสู่ส่วนรวมอย่างแท้จริง
ส่วนที่ 3: "ธนาคารพระพุทธศาสนา" นวัตกรรมเชิงโครงสร้างเพื่อการจัดระเบียบศาสนสมบัติ
หัวใจสำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์ "พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" ของ ดร.นิยม คือข้อเสนอเรื่องการจัดตั้ง "ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย"
3.1 หลักการและเหตุผล: แยก "พระ" ออกจาก "เงิน"
ปัจจุบัน วัดทั่วประเทศไทยมีเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์รวมกันมหาศาล (บางข้อมูลระบุกว่าแสนล้านบาท) แต่กระจัดกระจายอยู่ในบัญชีส่วนตัวของเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร หรือบัญชีวัดที่ไม่เป็นระบบ ทำให้ตรวจสอบยากและเสี่ยงต่อการสูญหายหรือทุจริต
รวมศูนย์ศาสนสมบัติ: นำเงินวัดทั้งหมดเข้าสู่ระบบธนาคารเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institution) เพื่อให้ทราบยอดรวมและสถานะทางการเงินที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา
การบริหารโดยมืออาชีพ: พระสงฆ์ไม่ควรต้องมานั่งทำบัญชีหรือบริหารความเสี่ยงทางการเงิน หน้าที่นี้ควรเป็นของฆราวาสผู้เชี่ยวชาญในธนาคาร โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลที่ประกอบด้วยตัวแทนสงฆ์และภาครัฐ
18 เปลี่ยน "เงินนิ่ง" เป็น "เงินงาน": แทนที่จะปล่อยให้เงินบริจาคนอนนิ่งกินดอกเบี้ยต่ำในธนาคารพาณิชย์ เงินเหล่านี้ควรถูกนำมาปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับวัดที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการบูรณปฏิสังขรณ์ หรือองค์กรพุทธที่ต้องการทำกิจกรรมเผยแผ่ศาสนา
18
3.2 กลไกการทำงานของธนาคารพุทธ: พาณิชย์เพื่อศาสนา
ความ "ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" ในที่นี้คือ วัตถุประสงค์ (Objective) ของธนาคาร แม้ธนาคารจะทำธุรกรรมเหมือนธนาคารพาณิชย์ (รับฝาก, ปล่อยกู้, ลงทุน) แต่ "กำไร" (Profit) ที่ได้จะไม่ถูกปันผลให้ผู้ถือหุ้นเอกชน แต่จะถูกนำส่งเข้า "กองทุนอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่พระภิกษุสามเณร เช่น ค่ารักษาพยาบาล ทุนการศึกษา และค่าภัตตาหาร
นี่คือการแปลง "ทุนนิยม" ให้เป็น "สวัสดิการสังคมสงฆ์" โดยใช้กลไกที่มีประสิทธิภาพของธนาคาร
ลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่ยุ่งยากและการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
3.3 สถานะปัจจุบันและอุปสรรค
ร่าง พ.ร.บ. ธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ ดร.นิยม เสนอ ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาในระดับคณะทำงานและอนุกรรมาธิการ แต่เผชิญกับข้อทักท้วงจากหน่วยงานด้านการเงินการคลัง (กระทรวงการคลัง, ธปท.) เกี่ยวกับความเสี่ยง วินัยการเงิน และความซ้ำซ้อนกับธนาคารรัฐที่มีอยู่
ทางออกประนีประนอม: ดร.นิยม และคณะทำงานได้ปรับแนวทาง โดยเสนอให้ใช้กลไกของธนาคารรัฐที่มีอยู่แล้ว เช่น ธนาคารออมสิน หรือ ธ.ก.ส. ในการเปิด "หน้าต่างบริการพิเศษ" (Islamic Bank Model แต่เป็น Buddhist Window) หรือใช้ Application เพื่อบริหารจัดการบัญชีวัดโดยเฉพาะ แทนการตั้งธนาคารใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นและลดแรงต้าน
17
ส่วนที่ 4: กฎหมายและบทบาทรัฐในฐานะ "ผู้อุปถัมภ์สูงสุด"
นอกจากกลไกทางเศรษฐกิจ (ธนาคาร) แล้ว ดร.นิยม ยังใช้กลไกทางนิติบัญญัติ (กฎหมาย) ในการสร้างเกราะคุ้มกันพระพุทธศาสนา ซึ่งสะท้อนแนวคิด "พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" ในมิติของการบริหารทรัพยากรภาครัฐเพื่อศาสนา
4.1 ร่าง พ.ร.บ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ดร.นิยม เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
กองทุนอุปถัมภ์ฯ: กฎหมายนี้จะรองรับการจัดตั้งกองทุนที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล สามารถระดมทุน รับบริจาค (ซึ่งลดหย่อนภาษีได้) และบริหารเงินเพื่อกิจการศาสนาได้อย่างอิสระและโปร่งใส
19 การปกป้องพระสงฆ์: มีมาตราที่คุ้มครองพระสงฆ์จากการถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อป้องกันกรณีการจับกุมและบังคับให้ลาสิกขาก่อนศาลตัดสิน ซึ่ง ดร.นิยม มองว่าเป็นการทำลายทรัพยากรบุคคลของศาสนา
23
4.2 การส่งเสริมพุทธสังเวชนียสถาน: การทูตเชิงวัฒนธรรม
อีกหนึ่งนโยบายที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ ดร.นิยม คือ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน
มุมมองพุทธพาณิชย์ทั่วไป: อาจมองเรื่องนี้เป็นธุรกิจทัวร์ เป็นการพาคนไปเที่ยวหารายได้
มุมมองของ ดร.นิยม: มองเป็น "กระบวนการศึกษาและสร้างศรัทธา" (Educational Pilgrimage) ท่านต้องการให้รัฐสนับสนุนให้ชาวพุทธไทยได้ไปเห็นสถานที่จริงในอินเดีย-เนปาล เพื่อให้เกิดปัญญาและความเข้าใจในรากเหง้าของศาสนา ไม่ใช่แค่ไหว้พระขอพรในประเทศ ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพของ "พุทธศาสนิกชน" ให้เป็นผู้มีความรู้ (Intellectual Buddhist) มากขึ้น
24
ส่วนที่ 5: สกลนครโมเดล: พื้นที่ปฏิบัติการจริงของเศรษฐกิจศรัทธา
การวิเคราะห์แนวคิดของ ดร.นิยม จะไม่สมบูรณ์หากขาดการเชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่ จังหวัดสกลนคร เขต 2 ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางการเมืองและพื้นที่ปฏิบัติการจริงของนโยบายเหล่านี้
5.1 สกลนคร: มหานครแห่งธรรมะและตลาดวัตถุมงคล
สกลนครมีสถานะพิเศษในฐานะ "เมืองพระอริยสงฆ์" เป็นถิ่นกำเนิดและพำนักของบูรพาจารย์สายวัดป่ากรรมฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
เศรษฐกิจบนฐานความเชื่อ: ชื่อเสียงของพระเกจิเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่หมุนเวียนรอบวัด ทั้งการท่องเที่ยว การทำบุญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ตลาดวัตถุมงคล" สกลนครเป็นแหล่งหมุนเวียนวัตถุมงคลสายอีสานที่มีมูลค่าสูง มีการซื้อขายเหรียญพระเกจิรุ่นต่างๆ ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ (เช่น หลวงปู่ศิลา, หลวงพ่อสุริยันต์ ที่กำลังได้รับความนิยม) ในหลักร้อยถึงหลักแสนบาท
25 ความย้อนแย้งในพื้นที่: ในขณะที่พระป่าเน้นความสมถะ แต่ลูกศิษย์และชุมชนกลับขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมที่มีลักษณะพุทธพาณิชย์สูง (การสร้างเหรียญ, การประมูลพระ, การพุทธาภิเษก)
30
5.2 บทบาทของ ดร.นิยม ในระบบนิเวศนี้
ในฐานะ ส.ส. เขต 2 ดร.นิยม ไม่ได้ปฏิเสธระบบนิเวศนี้ ตรงกันข้าม ท่านเข้าใจดีว่านี่คือ "วิถีชีวิต" และ "ปากท้อง" ของประชาชนในพื้นที่
การสนับสนุน: ท่านเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา งานพุทธาภิเษก และงานบุญประเพณีอย่างสม่ำเสมอ
9 ซึ่งเป็นการให้เกียรติต่อศรัทธาของประชาชนการจัดการ: แต่สิ่งที่ท่านพยายามทำในระดับนโยบาย (ธนาคารพุทธ, พ.ร.บ.อุปถัมภ์) คือการสร้างระบบที่จะทำให้รายได้มหาศาลจากกิจกรรมเหล่านี้ (เช่น งานกฐิน, งานฝังลูกนิมิต, การเช่าพระ) ไม่รั่วไหล แต่ถูกดึงเข้าสู่ระบบส่วนกลางเพื่อพัฒนาวัดและชุมชนอย่างยั่งยืน
ตัวอย่างรูปธรรม: การที่ท่านสนับสนุนการบูรณะวัดในอำเภอเต่างอย และการตัดถนนเข้าสู่วัด
9 เป็นการอำนวยความสะดวกให้เกิด "การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา" ซึ่งนำรายได้เข้าสู่ชุมชน นี่คือ "พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" ในระดับปฏิบัติการ คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจศรัทธาที่ให้ประโยชน์แก่สาธารณะ
ส่วนที่ 6: บทวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ "พรรคโอกาสใหม่" กับอนาคตการเมืองศาสนา
การย้ายสังกัดสู่ "พรรคโอกาสใหม่" หมายเลข 6 ของ ดร.นิยม เป็นมากกว่าการย้ายพรรคทั่วไป แต่เป็นการวางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning) ที่แหลมคม
6.1 พรรคโอกาสใหม่: แพลตฟอร์มสำหรับนโยบายเฉพาะทาง
พรรคโอกาสใหม่ประกาศนโยบายที่เน้น "ความทันสมัย" "ความโปร่งใส" และ "การสร้างสรรค์สังคมที่เท่าเทียม" พร้อมทั้งระบุชัดเจนถึงการ "ส่งเสริมวัฒนธรรม ศาสนา"
แพลตฟอร์มนี้เอื้ออำนวยให้ ดร.นิยม สามารถนำเสนอนโยบายธนาคารพุทธและกฎหมายคุ้มครองสงฆ์ได้โดยไม่ต้องประนีประนอมกับนโยบายกระแสหลักของพรรคใหญ่
การใช้สโลแกน "โอกาสใหม่" สอดคล้องกับแนวคิดของท่านที่ต้องการเสนอ "ทางออกใหม่" ให้กับวิกฤตศรัทธาของศาสนาพุทธ คือไม่ใช่การห้าม (แบบอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง) และไม่ใช่การปล่อยเสรี (แบบทุนนิยมไร้ขอบเขต) แต่เป็นการสร้างระบบจัดการใหม่
6.2 ความท้าทายและข้อสังเกต
แม้แนวคิด "พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" จะดูมีเหตุผลและเป็นประโยชน์ แต่ก็มีความท้าทายสำคัญ:
การยอมรับจากคณะสงฆ์: พระสังฆาธิการบางส่วนอาจมองว่าการมีธนาคารหรือกฎหมายที่รัฐเข้ามาตรวจสอบเข้มข้น เป็นการละเมิดอำนาจการปกครองของสงฆ์ และอาจต่อต้านในทางปฏิบัติ
ความซับซ้อนของการบังคับใช้: การแยกระหว่าง "ศรัทธาบริสุทธิ์" กับ "พาณิชย์" ในทางกฎหมายทำได้ยาก เส้นแบ่งระหว่างการบริจาคกับการซื้อขายบริการทางศาสนามักเลือนลาง
การเมืองระดับชาติ: การผลักดันกฎหมายใหญ่ระดับนี้ต้องใช้เสียงสนับสนุนในสภาจำนวนมาก ลำพังพรรคโอกาสใหม่และเครือข่ายของ ดร.นิยม อาจมีพลังไม่เพียงพอหากไม่สามารถสร้างฉันทามติข้ามพรรคได้
บทสรุป
ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ได้นำเสนอโมเดลการจัดการศาสนาที่ท้าทายและน่าสนใจที่สุดโมเดลหนึ่งในการเมืองไทยร่วมสมัย ภายใต้วาทกรรม "พุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" ท่านกำลังพยายามสังเคราะห์ข้อดีของระบบทุนนิยม (ประสิทธิภาพ, ระบบบัญชี, กลไกธนาคาร) มาใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องและจรรโลงจิตวิญญาณของพระพุทธศาสนา
แนวคิดของท่านมิใช่การปฏิเสธโลกวัตถุ แต่เป็นการ "บริหารจัดการโลกวัตถุ" ให้รับใช้ "โลกธรรม" ข้อเสนอเรื่องธนาคารพระพุทธศาสนาและ พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ คือความพยายามเชิงโครงสร้างที่จะเปลี่ยน "เงินทอน" ให้เป็น "ทุนธรรม" เปลี่ยน "พุทธพาณิชย์ส่วนตัว" ให้เป็น "พุทธเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม"
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งในเขต 2 สกลนคร จะออกมาเป็นเช่นไร แต่ชุดความคิดที่ ดร.นิยม ได้หว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ผ่านพรรคโอกาสใหม่ ได้จุดประกายให้สังคมไทยต้องหันมาขบคิดเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของวัดอย่างจริงจัง ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องเลิกกลัวคำว่า "เงิน" ในศาสนา แต่หันมาสร้างระบบ "ธนาคารแห่งศรัทธา" ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้พระพุทธศาสนาสามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคงและสง่างามในโลกทุนนิยมสมัยใหม่
ตารางสรุป: องค์ประกอบของ "รูปแบบพุทธพาณิชย์ที่ไม่ใช่พุทธพาณิชย์" ตามแนวคิด ดร.นิยม เวชกามา
| องค์ประกอบ (Component) | พุทธพาณิชย์แบบดั้งเดิม (Conventional Commercialism) | พุทธพาณิชย์แนวใหม่ (New Opportunity Model) |
| เป้าหมายหลัก | กำไรส่วนบุคคล / การสะสมทุนของเจ้าอาวาส | ความยั่งยืนของศาสนา / สวัสดิการสงฆ์ส่วนรวม |
| กลไกการเงิน | เงินสด / บัญชีส่วนตัว / ตรวจสอบไม่ได้ | ธนาคารพระพุทธศาสนา / บัญชีวัด / ระบบดิจิทัล |
| บทบาทของรัฐ | ผู้ให้งบประมาณ (แต่ขาดการตรวจสอบ) | ผู้อุปถัมภ์และกำกับดูแล (Regulator & Patron) |
| สินค้า/บริการ | วัตถุมงคลปาฏิหาริย์ / ไสยศาสตร์ | การท่องเที่ยวสังเวชนียสถาน / กองทุนการศึกษา |
| ผู้รับประโยชน์ | กลุ่มผลประโยชน์รอบวัด (กรรมการ, นายทุน) | คณะสงฆ์ทั้งระบบ (พระผู้น้อย, สามเณร, วัดยากจน) |
| ฐานคิด | ความโลภ (Greed) / อวิชชา | พุทธจิตวิทยา / สาราณียธรรม / ธรรมาภิบาล |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น