วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

เปิดภูมิทัศน์เลือกตั้ง 2569 ศึกสามขั้ว ชนกันบนสมรภูมิ AI–นิติสงคราม–พลังเงียบ


วิเคราะห์ยุทธศาสตร์สื่อสารการเมือง พรรคการเมือง เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ลงคะแนนเสียง ก่อนวันชี้ชะตา 8 กุมภาพันธ์


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถูกจับตาในฐานะ “หมุดหมายทางประวัติศาสตร์” ของการเมืองไทย หลังประเทศเผชิญความผันผวนต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลถึง 3 คนภายในเวลาเพียง 2 ปี ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกหลังสิ้นสุดบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดทางให้วุฒิสภามีบทบาทเลือกนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ในทางทฤษฎี “เจตจำนงของประชาชน” ควรถูกสะท้อนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับต้องเผชิญกับบริบทการเมืองที่ซับซ้อน ทั้งนิติสงคราม การใช้อำนาจรัฐ และบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมการหาเสียงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การเมืองไทยจากสองขั้ว สู่โครงสร้าง “สามก๊ก”

นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า การเลือกตั้งปี 2569 ได้ทำลายกรอบคิดการเมืองแบบสองขั้วอย่างสิ้นเชิง และก่อรูปโครงสร้างอำนาจแบบ “สามขั้ว” อย่างชัดเจน ได้แก่

ขั้วก้าวหน้าเชิงโครงสร้าง นำโดยพรรคประชาชน ที่ยึดแนวทางปฏิรูปเชิงระบบและรัฐสวัสดิการ

ขั้วอนุรักษนิยมใหม่สายปฏิบัติ นำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผงาดขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาล พร้อมวาทกรรมความมั่นคงและชาตินิยม

ขั้วจารีตประชานิยม พรรคเพื่อไทย ที่กำลังเผชิญวิกฤตอัตลักษณ์และเร่งรีแบรนด์ตัวเองเพื่อรักษาฐานเสียงเดิม

การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกมองว่าเป็นหมากเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อชิงความได้เปรียบก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาศัยกระแสชาตินิยมจากกรณีพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นแรงส่งเข้าสู่สนามเลือกตั้ง

ประชามติแก้รัฐธรรมนูญ: เกมซ้อนเกม

ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการจัดให้มีการลงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควบคู่กัน ซึ่งแต่ละพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์แตกต่างกัน พรรคประชาชนมองเป็นโอกาสระดมพลังคนรุ่นใหม่ ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมถูกมองว่ายังควบคุมกรอบกระบวนการไว้เพื่อจำกัดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ยุทธศาสตร์รายพรรค: จากชาตินิยมถึง AI Economy

พรรคภูมิใจไทยวางตำแหน่งจาก “ผู้คุมเกม” สู่ “ผู้นำชาติ” ด้วยการผสมผสานชาตินิยม ความมั่นคง และประชานิยมที่จับต้องได้ เช่น การรื้อฟื้นโครงการคนละครึ่ง การลดค่าครองชีพ และการใช้เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นอย่างเข้มข้น

ด้านพรรคเพื่อไทย พยายามกอบกู้ความเชื่อมั่นผ่านนโยบาย “Medical Economy” และการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสายเทคโนแครต เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ ท่ามกลางความท้าทายจากข้อครหาเดิมและการแข่งขันในพื้นที่อีสาน–เหนือ

ขณะที่พรรคประชาชนยังยึดแนวทางอุดมการณ์ เน้นเศรษฐกิจแห่งอนาคต การยกระดับแรงงานด้วย AI การทลายทุนผูกขาด และรัฐสวัสดิการ พร้อมรับมือกับสงครามข้อมูลข่าวสารและข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เพดานทางการเมือง” สำคัญ

เลือกตั้งยุค AI : สมรภูมิข้อมูลและข่าวลวง

การเลือกตั้ง 2569 ถูกขนานนามว่าอาจเป็น “การเลือกตั้งยุค AI อย่างแท้จริง” ของไทย ภูมิทัศน์สื่อแตกตัวเป็นกลุ่มย่อยตามความสนใจ พรรคการเมืองต้องใช้ Big Data และ Micro-targeting เพื่อสื่อสารเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญภัยคุกคามจาก Deepfake และปฏิบัติการ IO ที่อาจบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

หน่วยงานรัฐอย่าง กกต. และ DSI เริ่มนำ AI มาใช้ทั้งในการกำกับดูแลสื่อหาเสียงและตรวจสอบการทุจริต ซึ่งถูกมองว่าเป็นพัฒนาการด้านความโปร่งใส แม้ยังตามไม่ทันความเร็วของการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ

ปริศนา “พลังเงียบ” ตัวแปรชี้ขาด

ผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนตรงกันว่า กลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนสูงกว่า 40% นับเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยปากท้องและเศรษฐกิจยังคงเป็นแรงจูงใจหลัก เหนือกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง

ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ผลการเลือกตั้งอาจนำไปสู่ 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่ รัฐบาลผสมขั้วอนุรักษนิยมใหม่ การทะลุเพดานของขั้วก้าวหน้า หรือภาวะชะงักงันทางการเมือง หากผลเลือกตั้งสูสีและเกิดข้อพิพาทด้านความชอบธรรม

โดยสรุป การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่คือสนามประลองของเทคโนโลยี อำนาจเก่า และพลังใหม่ ซึ่งจะกำหนดทิศทางการเมืองไทยในทศวรรษต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

ยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองและภูมิทัศน์การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569: การวิเคราะห์เชิงลึกว่าด้วยพลวัตพรรคการเมือง นวัตกรรมเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ลงคะแนนเสียง

(Political Communication Strategies and the 2026 General Election Landscape: An In-Depth Analysis of Party Dynamics, Technological Innovation, and Voter Behavior)

1. บทนำ: รุ่งอรุณแห่งจุดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทย

การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 มิได้เป็นเพียงกลไกตามวาระของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนเท่านั้น แต่ยังถือเป็น "หมุดหมายทางประวัติศาสตร์" (Historical Milestone) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทิศทางของราชอาณาจักรไทยในทศวรรษหน้า การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis) ที่ทับถมกันทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยมีปัจจัยเร่งจากความผันผวนทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 ซึ่งประเทศไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาลถึง 3 คนในระยะเวลาเพียง 2 ปี ได้แก่ นายเศรษฐา ทวีสิน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของเสถียรภาพทางการเมืองในระบบรัฐสภาไทย

นัยสำคัญของการเลือกตั้ง 2569 ยังอยู่ที่การเป็น "การเลือกตั้งครั้งแรก" หลังจากการสิ้นสุดบทเฉพาะกาล 5 ปีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในการร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในทางทฤษฎี การเลือกตั้งครั้งนี้ควรจะเป็นเวทีที่ "เจตจำนงของประชาชน" (Popular Will) จะถูกสะท้อนออกมาได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีน้ำหนักมากที่สุดในรอบทศวรรษ อย่างไรก็ตาม บริบทความเป็นจริงทางการเมืองกลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนของ "นิติสงคราม" (Lawfare) การใช้อิทธิพลของรัฐ และการแทรกแซงด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่ก้าวหน้าอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์อย่างละเอียดและครอบคลุมถึงยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคการเมืองหลัก พลวัตของระบบนิเวศสื่อใหม่ (New Media Ecosystem) ที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและ AI รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้ลงคะแนนเสียง โดยเฉพาะกลุ่ม "พลังเงียบ" (Silent Majority) หรือผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ (Undecided Voters) ซึ่งมีสัดส่วนสูงเป็นประวัติการณ์ โดยจะแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นภาคส่วนต่างๆ เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและผลกระทบในวงกว้าง

2. นิเวศวิทยาทางการเมืองใหม่: จากทวิลักษณ์สู่ไตรลักษณ์แห่งอำนาจ

2.1 การล่มสลายของสมการ "สองขั้ว" และการอุบัติของ "สามก๊ก"

ในอดีต การเมืองไทยมักถูกอธิบายผ่านกรอบคิดแบบทวิลักษณ์ (Binary Opposition) เช่น "เอาทักษิณ vs ไม่เอาทักษิณ" หรือ "เสรีนิยม vs อนุรักษนิยม" แต่การเลือกตั้งปี 2569 ได้ทำลายกรอบคิดดังกล่าวลงอย่างสิ้นเชิง การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วในปี 2566 และความขัดแย้งที่ตามมา ได้ก่อให้เกิดโครงสร้างอำนาจแบบ "สามก๊ก" (The Three Kingdoms) ที่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น:

  1. ขั้วก้าวหน้าเชิงโครงสร้าง (Structural Reformists): นำโดย พรรคประชาชน (People's Party) ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์และฐานเสียงจากพรรคก้าวไกลและพรรคอนาคตใหม่ เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง รัฐสวัสดิการ และการปฏิรูปสถาบันหลักของชาติ

  2. ขั้วอนุรักษนิยมใหม่สายปฏิบัติ (Pragmatic Neo-Conservatives): นำโดย พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งได้ยกระดับจากพรรคขนาดกลางมาเป็นแกนนำรัฐบาล โดยเน้นการใช้อำนาจรัฐ เครือข่ายอุปถัมภ์ และนโยบายประชานิยมที่จับต้องได้ ผสมผสานกับกระแสชาตินิยม

  3. ขั้วจารีตประชานิยม (Traditional Populists): นำโดย พรรคเพื่อไทย ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตอัตลักษณ์ (Identity Crisis) อย่างรุนแรง จากการสูญเสียจุดยืนประชาธิปไตยและการไม่สามารถผลักดันนโยบายเรือธงอย่าง Digital Wallet ได้สำเร็จ ทำให้ต้องพยายาม "รีแบรนด์" ตัวเองเพื่อรักษาฐานที่มั่นสุดท้าย

2.2 ผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านผู้นำและการยุบสภา

การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็น "หมากเกมกล" (Strategic Maneuver) ที่สำคัญ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากพรรคประชาชนที่เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และความขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอนุทินอาศัยจังหวะที่คะแนนนิยมของตนกำลังพุ่งสูงจากกระแสชาตินิยมกรณีพิพาทชายแดนกัมพูชา เพื่อชิงความได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ในขณะที่พรรคคู่แข่งอย่างเพื่อไทยยังตั้งหลักไม่ติดจากความล้มเหลวในการบริหารงานช่วงก่อนหน้า และพรรคประชาชนยังถูกจำกัดด้วยกรอบกฎหมายและกับดักทางการเมือง

ตารางที่ 1 แสดงลำดับเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การเลือกตั้ง 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพและพลวัตที่รวดเร็วของการเมืองไทย:

ช่วงเวลาเหตุการณ์สำคัญนัยทางการเมือง
ส.ค. 2567นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกฯจุดเริ่มต้นของความผันผวนในขั้วรัฐบาลเพื่อไทย
ส.ค. 2568น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯการสิ้นสุดอำนาจนำของตระกูลชินวัตรในทางนิตินัยชั่วคราว
ก.ย. 2568นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกฯการผงาดขึ้นของขั้วภูมิใจไทยและการเปลี่ยนดุลอำนาจ
ธ.ค. 2568การยุบสภาผู้แทนราษฎรการเปิดฉากสมรภูมิเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาที่เปลี่ยนไป
8 ก.พ. 2569วันเลือกตั้งทั่วไปและวันลงประชามติวันชี้ชะตาอนาคตการเมืองและรัฐธรรมนูญไทย

2.3 การลงประชามติ: ยุทธศาสตร์ซ้อนในการเลือกตั้ง

ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการจัดให้มีการลงประชามติ (Referendum) เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปพร้อมกัน การดำเนินการนี้มีนัยยะทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน:

  • สำหรับพรรคประชาชน: ใช้เป็นเครื่องมือในการ "ปลุก" (Mobilize) ฐานเสียงคนรุ่นใหม่และกลุ่มพลังประชาธิปไตยให้ออกมาใช้สิทธิ โดยผูกโยงการเลือกตั้ง ส.ส. เข้ากับการสร้างกติกาใหม่ของประเทศ

  • สำหรับพรรคภูมิใจไทยและฝ่ายอนุรักษนิยม: การยอมให้มีประชามติอาจเป็นเพียง "วาทกรรม" เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง แต่เนื้อหาของคำถามและกระบวนการยกร่าง ส.ส.ร. ยังคงถูกควบคุมให้เป็นไปตามกรอบที่ฝ่ายตนได้เปรียบ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน

3. การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์รายพรรค: การปรับตัวและการต่อสู้

3.1 พรรคภูมิใจไทย: จาก "ผู้คุมเกม" สู่ "ผู้นำชาติ" (From Kingmaker to National Leader)

พรรคภูมิใจไทยได้ก้าวข้ามภาพลักษณ์ของการเป็นพรรคตัวแปร (Swing Party) มาสู่การเป็นพรรคหลักที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูง ยุทธศาสตร์การหาเสียงในปี 2569 ของพรรคมีความโดดเด่นและแตกต่างจากในอดีตอย่างชัดเจน โดยเน้นการผสมผสานระหว่าง "ชาตินิยม" กับ "ประชานิยมท้องถิ่น"

3.1.1 ยุทธศาสตร์ชาตินิยมและความมั่นคง (Nationalism & Security Pivot)

ปัจจัยที่เปลี่ยนเกม (Game Changer) สำหรับพรรคภูมิใจไทยคือกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงปลายปี 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ใช้สถานะนายกรัฐมนตรีรักษาการ แสดงบทบาทผู้นำที่เข้มแข็ง (Strongman) ในการปกป้องอธิปไตย

  • นโยบายกำแพงชายแดน (Border Wall): พรรคภูมิใจไทยเสนอการสร้างกำแพงกั้นพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นนโยบายที่ดึงดูดกลุ่มอนุรักษนิยมและประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่กังวลเรื่องความมั่นคงและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

  • วาทกรรม "ปกป้องแผ่นดิน": การสื่อสารเน้นย้ำถึงการไม่ยอมอ่อนข้อให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งช่วยลบภาพลักษณ์นักธุรกิจประนีประนอมของนายอนุทิน และสร้างภาพลักษณ์รัฐบุรุษ (Statesman) ขึ้นมาแทนที่

  • การจัดการปัญหาทุนสีเทา: นายอนุทินประกาศปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และทุนจีนสีเทาที่ใช้กัมพูชาเป็นฐาน ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความเดือดร้อนของชนชั้นกลางในเมืองที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์

3.1.2 ประชานิยมที่จับต้องได้: การคืนชีพ "คนละครึ่ง"

ในขณะที่คู่แข่งอย่างเพื่อไทยล้มเหลวกับนโยบาย Digital Wallet ภูมิใจไทยเลือกที่จะ "ปัดฝุ่น" นโยบายที่เคยประสบความสำเร็จสูงสุดในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ นั่นคือโครงการ "คนละครึ่ง" (Khon La Khrueng)

  • ตรรกะเบื้องหลัง: โครงการคนละครึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล (แอปฯ เป๋าตัง) รองรับอยู่แล้ว ประชาชนคุ้นเคย และร้านค้ารายย่อยได้รับประโยชน์โดยตรง การประกาศรื้อฟื้นโครงการนี้จึงเป็นการ "ซื้อใจ" ฐานเสียงรากหญ้าและผู้ค้ารายย่อยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระบบใหม่

  • นโยบายน้ำดื่มสะอาดฟรี: การประกาศให้น้ำดื่มสะอาดเป็นวาระแห่งชาติ และการลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค เป็นนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่การลดค่าครองชีพรายวัน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการเร่งด่วนของประชาชนมากกว่านโยบายโครงสร้างระยะยาว

3.1.3 เครือข่ายอุปถัมภ์และการดูด ส.ส. (Factional Absorption)

พรรคภูมิใจไทยยังคงใช้ความได้เปรียบของกลไกมหาดไทยและการควบคุมกระทรวงหลักในการสร้างเครือข่ายหัวคะแนน

  • บ้านใหญ่โมเดล: การดึงตัวกลุ่มการเมืองท้องถิ่นหรือ "บ้านใหญ่" จากพรรคพลังประชารัฐและเพื่อไทยเข้ามาร่วมงาน ทำให้พรรคมีฐานเสียงจัดตั้งที่แน่นหนาในระดับเขตเลือกตั้ง

  • การเลือกตั้งท้องถิ่นนำร่อง: การเลือกตั้ง อบต. ในวันที่ 11 มกราคม 2569 ถูกใช้เป็น "การซ้อมรบ" (Dry Run) ของเครือข่ายหัวคะแนน เพื่อทดสอบระบบการจัดตั้งและการระดมคนก่อนการเลือกตั้งใหญ่

3.2 พรรคเพื่อไทย: การแสวงหาอัตลักษณ์ใหม่บนซากปรักหักพัง (Quest for Reidentity)

พรรคเพื่อไทยเข้าสู่การเลือกตั้ง 2569 ในสถานะที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์พรรค การสูญเสียความน่าเชื่อถือจากการตระบัดสัตย์ในปี 2566 และความล้มเหลวในการบริหารงานเศรษฐกิจ ทำให้พรรคต้องเร่งรีแบรนด์ตัวเองอย่างเร่งด่วน

3.2.1 นโยบายเรือธงใหม่: Medical Economy และ Wellness Hub

เมื่อนโยบายแจกเงินหมื่นล้มเหลว พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของทีมยุทธศาสตร์ใหม่ ได้หันมาจับประเด็น "เศรษฐกิจสุขภาพ" (Medical Economy) เป็นจุดขายหลัก

  • วิสัยทัศน์: การยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Global Medical & Wellness Hub) โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 11% ของ GDP

  • กลยุทธ์ 6 ด้าน: ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับนวดไทย สมุนไพรไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปจนถึงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และบริการทางการแพทย์มูลค่าสูง (High-Value Medical Care)

  • 30 บาทรักษาทุกที่: การต่อยอดนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ทุกที่ทั่วประเทศโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว เป็นการตอกย้ำจุดแข็งดั้งเดิมของพรรคในเรื่องระบบสาธารณสุข เพื่อดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มรากหญ้าและผู้สูงอายุคืนมา

3.2.2 การเปลี่ยนตัวแคนดิเดตนายกฯ: ยุทธศาสตร์ "เทคโนแครต"

เพื่อลบภาพลักษณ์ของระบอบครอบครัวและการครอบงำโดยตระกูลชินวัตร พรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นักวิชาการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเบอร์หนึ่ง

  • นัยทางการเมือง: แม้จะมีนามสกุล "วงศ์สวัสดิ์" ซึ่งเชื่อมโยงกับตระกูลชินวัตร แต่โปรไฟล์ทางวิชาการและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของ ศ.ดร.ยศชนัน ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ "ความทันสมัย" และ "ความเป็นมืออาชีพ" เพื่อดึงดูดชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่ผิดหวังกับนักการเมืองอาชีพ

  • ความท้าทาย: การสร้างการรับรู้ (Awareness) ในตัวแคนดิเดตใหม่ในระยะเวลาสั้นๆ และการสลัดข้อครหาเรื่อง "นอมินี" ยังคงเป็นโจทย์หินที่พรรคต้องเผชิญ

3.2.3 การต่อสู้ในพื้นที่อีสานและเหนือ

พรรคเพื่อไทยกำลังถูกขนาบข้างด้วยศึกสองด้าน ในภาคอีสานต้องเผชิญกับการรุกคืบของพรรคภูมิใจไทยที่ใช้กระสุนดินดำและเครือข่ายอุปถัมภ์ ส่วนในภาคเหนือและเขตเมืองต้องเผชิญกับกระแสความนิยมของพรรคประชาชน พรรคจึงพยายามใช้นโยบายพักหนี้เกษตรกรและการลดราคาพลังงานเพื่อรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายไว้

3.3 พรรคประชาชน: อุดมการณ์ที่มั่นคงท่ามกลางพายุ (Ideological Resilience)

พรรคประชาชน (People's Party) ซึ่งสืบทอดภารกิจจากพรรคก้าวไกล ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเมืองเชิงอุดมการณ์และการปฏิรูปโครงสร้าง แม้จะเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายและการโจมตีทางข้อมูลข่าวสาร

3.3.1 นโยบายเศรษฐกิจแห่งอนาคต: AI และการทลายทุนผูกขาด

พรรคประชาชนนำเสนอชุดนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย:

  • AI for Workforce: นโยบายเร่งด่วนในการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling/Reskilling) ให้เท่าทันเทคโนโลยี AI โดยมุ่งเน้นการสร้าง "งานที่มีคุณค่า" (Decent Work) และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

  • การทลายทุนผูกขาด (Anti-Monopoly): การปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และสตาร์ทอัพสามารถเติบโตได้ ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานและการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม

  • รัฐสวัสดิการ: แม้จะถูกตั้งคำถามเรื่องงบประมาณ แต่พรรคยังคงยืนยันในนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า เช่น เงินอุดหนุนเด็กเล็กและเบี้ยผู้สูงอายุ เพื่อสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็ง

3.3.2 การต่อสู้กับสงครามข้อมูลข่าวสาร (Counter-IO Strategy)

พรรคประชาชนตกเป็นเป้าหมายหลักของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น "ภัยต่อความมั่นคง" โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนกัมพูชาและการแก้ไขมาตรา 112

  • กลยุทธ์: พรรคใช้การสื่อสารความจริง (Truth-telling) ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ ส.ส. และแกนนำที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยเน้นการอธิบายด้วยข้อมูลและหลักฐาน (Fact-based Communication) เพื่อหักล้างข่าวลวง

  • การลงพื้นที่: เนื่องจากอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียเริ่มปิดกั้นการมองเห็น (Visibility) พรรคจึงหันมาให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่พบปะประชาชนแบบเคาะประตูบ้าน (On-ground Campaign) มากขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์โดยตรงและลดอิทธิพลของสื่อกลาง

3.3.3 เพดานทางการเมือง (Political Glass Ceiling)

แม้จะมีคะแนนนิยมสูง แต่พรรคประชาชนเผชิญกับ "เพดาน" ที่มองไม่เห็นจากการต่อต้านของกลุ่มจารีตนิยมและวุฒิสภาสายสีน้ำเงิน (ซึ่งมาจากการเลือกกันเองและถูกมองว่าเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย) ทำให้โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นไปได้ยาก พรรคจึงต้องพยายามขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มอนุรักษนิยมสายกลาง (Moderate Conservatives) เพื่อเพิ่มความชอบธรรม

4. สมรภูมิใหม่: นวัตกรรมเทคโนโลยีและสงครามข้อมูลข่าวสาร (Technological Warfare)

การเลือกตั้ง 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในการหาเสียงและการทำลายล้างทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ จนอาจเรียกได้ว่าเป็น "The First True AI Election" ของไทย

4.1 การแตกตัวของสื่อแบบปรมาณู (Media Atomization)

ยุคของ "สื่อมวลชน" (Mass Media) ที่พรรคการเมืองสามารถสื่อสารข้อความเดียว (Single Message) ไปยังคนทั้งประเทศได้สิ้นสุดลงแล้ว ภูมิทัศน์สื่อใหม่เกิดภาวะ "Media Atomization" หรือการแตกตัวเป็นอนุภาคย่อยๆ ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม (Interest-based Clusters)

  • ผลกระทบ: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละกลุ่มจะอาศัยอยู่ใน "โลกความจริง" ที่แตกต่างกัน (Parallel Realities) ตัวอย่างเช่น กลุ่มเกมเมอร์ใน Roblox อาจได้รับสารหาเสียงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มข้าราชการใน Line OpenChat

  • กลยุทธ์พรรคการเมือง: พรรคการเมืองต้องใช้ AI ในการวิเคราะห์ Big Data เพื่อทำ Micro-targeting เจาะเข้าสู่กลุ่มย่อยเหล่านี้ด้วยคอนเทนต์ที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล (Personalized Content) พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเริ่มใช้กลยุทธ์สร้าง "Community" ในแพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่ม เช่น Discord หรือ Zepeto เพื่อเข้าถึงฐานเสียงคนรุ่นใหม่

4.2 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในฐานะอาวุธและโล่

เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้ในสองมิติที่ขัดแย้งกัน:

4.2.1 ด้านมืด: Deepfakes และ Disinformation

มีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้ Generative AI ในการสร้างเนื้อหาปลอมเพื่อโจมตีคู่แข่งในช่วงโค้งสุดท้าย (Last-minute smear campaigns):

  • Deepfake Videos: การสร้างวิดีโอปลอมของแคนดิเดตนายกฯ ที่พูดจาดูหมิ่นหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งอาจแพร่กระจายในกลุ่ม Line ของผู้สูงอายุได้อย่างรวดเร็วก่อนที่ความจริงจะปรากฏ

  • AI-generated IO: การใช้ AI สร้างบัญชีอวตาร (Bot Networks) จำนวนมหาศาลเพื่อปั่นกระแสชาตินิยมในกรณีพิพาทกัมพูชา โดยมีการเผยแพร่คลิปปลอมที่อ้างว่าเป็นภาพเครื่องบินรบ F-16 ของไทยโจมตีกัมพูชา หรือภาพทหารไทยใช้สารเคมี ซึ่งถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นภาพจากเกมหรือเหตุการณ์อื่น แต่ได้สร้างความเกลียดชังไปแล้วในวงกว้าง

  • มาตรการรับมือ: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้พยายามออกมาตรการควบคุม เช่น การกำหนดให้ต้องระบุ (Watermark) หากใช้ AI ในการผลิตสื่อหาเสียง และบทลงโทษทางอาญาสำหรับผู้ใช้ Deepfake ในการหลอกลวง แต่ในทางปฏิบัติ การตรวจสอบและลบเนื้อหายังทำได้ช้ากว่าการแพร่กระจาย

4.2.2 ด้านสว่าง: ประสิทธิภาพและความโปร่งใส

  • AI Anchors: สำนักข่าวและพรรคการเมืองเริ่มใช้ผู้ประกาศข่าว AI (เช่น "ณัชชา" ของ Nation TV) ในการรายงานข่าวและผลิตคลิปหาเสียง เพื่อลดต้นทุนและสามารถนำเสนอข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • การตรวจสอบทุจริต: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้นำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) และข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจจับรูปแบบการทุจริตการเลือกตั้ง เช่น การขนคนไปลงคะแนน หรือความผิดปกติในการนับคะแนน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้กับการเลือกตั้ง

4.3 วิวัฒนาการของ "หัวคะแนนดิจิทัล" (Digital Canvassers)

ระบบหัวคะแนนแบบดั้งเดิมไม่ได้ล้มหายตายจาก แต่ได้วิวัฒนาการไปสู่ระบบ "ไฮบริด" (Hybrid Canvassing):

  • หัวคะแนนติดอาวุธเทคโนโลยี:  มีการใช้แอปพลิเคชันบนมือถือในการบริหารจัดการฐานเสียง (Vote Bank Management) หัวคะแนนสามารถบันทึกข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งในความดูแล ตรวจสอบความนิยม และรายงานผลแบบเรียลไทม์ ทำให้การจัดสรรทรัพยากร (และ "กระสุน") มีความแม่นยำสูงขึ้น

  • อินฟลูเอนเซอร์การเมือง: พรรคประชาชนอาศัย "หัวคะแนนธรรมชาติ" ในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั่วไปที่ช่วยผลิตคอนเทนต์และกระจายข่าวสารให้พรรคโดยสมัครใจ แต่กลุ่มนี้กำลังเผชิญความท้าทายจากการถูกปิดกั้นการมองเห็นและการคุกคามทางกฎหมาย

5. การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ลงคะแนนเสียง: ปริศนาแห่ง "พลังเงียบ" (The Enigma of the Silent Majority)

ปรากฏการณ์ที่โดดเด่นและน่ากังวลที่สุดในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (Poll) ก่อนการเลือกตั้ง 2569 คือสัดส่วนของกลุ่ม "ผู้ยังไม่ตัดสินใจ" (Undecided Voters) ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

5.1 สถิติและนัยสำคัญ

ข้อมูลจากนิด้าโพล (NIDA Poll) และสวนดุสิตโพล ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มผู้ที่ระบุว่า "ยังไม่ตัดสินใจ" หรือ "ไม่มีคนที่เหมาะสม" มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 40% ซึ่งมากกว่าคะแนนนิยมของพรรคอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน (ประมาณ 25-30%) และพรรคอันดับสองอย่างภูมิใจไทย (ประมาณ 12-20%) อย่างมีนัยสำคัญ

5.2 การถอดรหัสกลุ่ม Undecided Voters

กลุ่มพลังเงียบนี้ไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน (Homogeneous) แต่ประกอบด้วยกลุ่มย่อยที่มีแรงจูงใจซับซ้อน:

  1. กลุ่มเบื่อหน่ายการเมือง (Politically Fatigued): ผู้ที่รู้สึกว่าการเมืองไทยวนเวียนอยู่ในวัฏจักรเดิมๆ ของความขัดแย้ง การปฏิวัติ และการเลือกตั้งที่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote) หรือโหวตโน

  2. กลุ่มซ่อนเร้น (Strategic Concealers):

    • Shy Conservatives: ผู้ที่มีแนวโน้มเลือกพรรคร่วมรัฐบาลเดิม แต่ไม่กล้าแสดงออกในโพลเนื่องจากกลัวกระแสสังคมในโลกออนไลน์

    • Disappointed Progressives: อดีตผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือก้าวไกล ที่รู้สึกผิดหวังกับท่าทีของพรรค แต่ยังไม่เห็นทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

  3. กลุ่มรอผู้ชนะ (Bandwagoners): ผู้ที่รอดูทิศทางลมในช่วงโค้งสุดท้าย ว่าพรรคใดมีโอกาสชนะหรือมีกระแสดีที่สุด เพื่อที่จะเลือกข้างผู้ชนะ

5.3 ปัจจัยชี้ขาด: ปากท้อง vs อุดมการณ์

ผลสำรวจระบุชัดเจนว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของกลุ่มพลังเงียบมากที่สุดคือ "ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง" (36.2%) ตามมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (17.8%)

  • นี่คือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันนโยบาย Medical Economy และ 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อดึงดูดกลุ่มนี้

  • ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยใช้นโยบาย "คนละครึ่ง" และลดค่าน้ำค่าไฟ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการระยะสั้น

  • พรรคประชาชนต้องทำงานหนักในการเชื่อมโยงนโยบายปฏิรูปโครงสร้าง (เช่น ทลายทุนผูกขาด) ให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเงินในกระเป๋าของประชาชน เพื่อโน้มน้าวกลุ่มนี้

5.4 ความแตกต่างรายภูมิภาค (Regional Disparities)

  • กรุงเทพมหานคร: เป็นสมรภูมิหลักของพรรคประชาชน แต่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีคะแนนฟื้นตัวจากการนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรค

  • ภาคอีสาน: เป็นพื้นที่แย่งชิงดุเดือดระหว่างเพื่อไทย (เจ้าถิ่นเดิม), ภูมิใจไทย (ผู้ท้าชิงที่มีทรัพยากรหนาแน่น), และพรรคประชาชน (ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ลูกหลานเกษตรกร) โพลในนครราชสีมา (โคราช) ชี้ว่าคะแนนของเพื่อไทยลดลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ภูมิใจไทยตีตื้นขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ

  • ภาคใต้: พรรคประชาธิปัตย์พยายามทวงคืนพื้นที่ แต่ต้องเผชิญกับพรรคภูมิใจไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติที่ยังคงมีอิทธิพลในบางตระกูลการเมือง

6. บทสรุปและฉากทัศน์อนาคต (Conclusion and Future Scenarios)

การเลือกตั้ง 2569 จะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดและคาดเดาผลได้ยากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะไม่ได้อยู่ที่กระแสความนิยมในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการ "3 สงคราม" ไปพร้อมกัน:

  1. สงครามข้อมูล (Information War): ใครสามารถใช้ AI และรับมือกับข่าวลวง (Deepfakes/IO) ได้ดีกว่ากัน และใครสามารถเจาะทะลุกำแพงของ Media Atomization ไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้

  2. สงครามพื้นที่ (Ground War): ประสิทธิภาพของเครือข่ายหัวคะแนน (ทั้งแบบดั้งเดิมและดิจิทัล) ในการระดมคนออกจากบ้านไปคูหาเลือกตั้ง (Get Out The Vote)

  3. สงครามอารมณ์ (Emotional War): การจัดการกับความรู้สึกของผู้คน ระหว่าง "ความกลัว" (ต่อภัยสงคราม/เศรษฐกิจตกต่ำ) กับ "ความหวัง" (ต่อการเปลี่ยนแปลง/ชีวิตที่ดีขึ้น)

ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ (Scenarios):

  • ฉากทัศน์ที่ 1: รัฐบาลผสมขั้วอนุรักษนิยมใหม่ (The Neo-Conservative Coalition)

    หากพรรคภูมิใจไทยสามารถกวาดที่นั่งในภาคอีสานและกลางได้ตามเป้า และพรรคเพื่อไทยยอมลดบทบาทมาร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน โดยมีพรรคร่วมอื่นๆ สนับสนุน รัฐบาลนี้จะมีเสถียรภาพในสภาฯ แต่อาจเผชิญการต่อต้านจากมวลชนนอกสภา

  • ฉากทัศน์ที่ 2: รัฐบาลขั้วก้าวหน้า (The Progressive Breakthrough)

    หากพรรคประชาชนสามารถสร้างกระแส "Landslide" ได้จริง โดยกวาดที่นั่งถล่มทลายจนเกิน 250 เสียง และสามารถเจรจากับพรรคอื่นๆ หรือผ่านด่านวุฒิสภาได้ (ซึ่งยากมาก) จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ แต่เสี่ยงต่อการถูกรัฐประหารหรือนิติสงคราม

  • ฉากทัศน์ที่ 3: ภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Deadlock)

    หากผลการเลือกตั้งออกมาสูสีกันมาก และไม่มีขั้วใดสามารถรวมเสียงได้เด็ดขาด หรือเกิดปัญหาในการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. อันเนื่องมาจากข้อร้องเรียนเรื่องทุจริตหรือ Deepfakes อาจนำไปสู่สุญญากาศทางการเมืองและการประท้วงบนท้องถนน

โดยสรุป การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของปัญหา แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในมหากาพย์การเมืองไทย ที่ซึ่งเทคโนโลยี อำนาจเก่า และพลังใหม่ จะปะทะกันอย่างรุนแรงเพื่อกำหนดนิยามความเป็นไปของชาติในศตวรรษที่ 21


ตารางสรุปเปรียบเทียบยุทธศาสตร์และนโยบาย 3 พรรคหลัก

มิติการเปรียบเทียบพรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai)พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai)พรรคประชาชน (People's Party)
แคนดิเดตนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล (Strongman, Pragmatist)ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (Technocrat, Academic)ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (Young Reformer, Tech-savvy)
อุดมการณ์หลักอนุรักษนิยมใหม่, ชาตินิยม, ท้องถิ่นนิยมประชานิยมใหม่, เสรีนิยมทางเศรษฐกิจสังคมประชาธิปไตย, ก้าวหน้า, ปฏิรูปโครงสร้าง
นโยบายเศรษฐกิจ

- รื้อฟื้นโครงการ "คนละครึ่ง"


- ลดค่าน้ำค่าไฟทันที


- เศรษฐกิจชายแดน (ควบคู่ความมั่นคง)

- Medical Economy / Wellness Hub


- ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่


- Soft Power อาหารและท่องเที่ยว

- AI for Workforce (Upskilling)


- ทลายทุนผูกขาด (Anti-Monopoly)


- สวัสดิการถ้วนหน้า (Child/Elderly Support)

จุดขาย (Selling Point)"พูดแล้วทำ", ปกป้องอธิปไตย, ไร้ความขัดแย้งประสบการณ์บริหารในอดีต, ความเป็นมืออาชีพ, นโยบายสุขภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง, ความโปร่งใส, การเมืองใหม่
ฐานเสียงเป้าหมายคนต่างจังหวัด, กลุ่มบ้านใหญ่, อสม., ข้าราชการชนชั้นกลางระดับล่าง, คนเมือง, ฐานเสียงเดิมเสื้อแดงคนรุ่นใหม่ (Gen Z/Y), ชนชั้นกลางในเมือง, ปัญญาชน
ยุทธศาสตร์สื่อOn-ground (อสม./หัวคะแนน), สื่อกระแสหลัก, ป้ายหาเสียงสื่อผสมผสาน, Influencer สายวิชาการ/สุขภาพโซเชียลมีเดีย (TikTok/Twitter), Organic Influencer
จุดอ่อน/ความเสี่ยงภาพลักษณ์เอื้อนายทุน, ปัญหากัญชาเสรี, ความขัดแย้งชายแดนวิกฤตศรัทธา (Digital Wallet), ภาพลักษณ์ตระกูลชินวัตร


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลือกตั้งปี2569 ต้องการบ้านประเทศไทยแบบไหน ดีอยู่แล้ว รีโนเวท สร้างใหม่

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกมองจากนักวิชาการและนักการเมืองว่าเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของการเมืองไท...