การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กำลังถูกจับตามองในฐานะ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเมืองไทยร่วมสมัย หลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และแรงกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่กับการทำประชามติ
ในสมรภูมิการหาเสียงที่เข้มข้น เดือนมกราคม 2569 ถูกยกให้เป็น “Golden Period” ของพรรคการเมือง โดยเฉพาะเมื่อปฏิทินการเมืองโคจรมาบรรจบกับ วันครูแห่งชาติ ครั้งที่ 70 (16 มกราคม 2569) ซึ่งปีนี้ถูกยกระดับจากพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ ไปสู่ “เวทีประลองยุทธศาสตร์” เพื่อช่วงชิงฐานเสียงครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนคนทั่วประเทศ—กลุ่มผู้นำความคิดที่มีอิทธิพลสูงในระดับชุมชน
วาทกรรม “คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู” กับการเมืองแบบจารีตนิยมใหม่
คำขวัญวันครูปี 2569 ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบให้ว่า
“คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู”
ถูกนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่าเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่แฝงนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน
ในเชิงวิเคราะห์วาทกรรม คำขวัญดังกล่าวตอกย้ำ “ความสัมพันธ์แนวดิ่ง” และระบบอาวุโส โดยดึงคุณค่าความกตัญญูและการอุปถัมภ์กลับมาเป็นแกนกลาง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของพรรคภูมิใจไทยในฐานะผู้พิทักษ์จารีต และเป็นสัญญาณเชิงการเมืองไปยังกลุ่มข้าราชการและฐานเสียงอนุรักษ์นิยม
เมื่อเปรียบเทียบกับคำขวัญวันครูในรอบทศวรรษ จะเห็นความแตกต่างทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน ตั้งแต่ยุคอำนาจนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปจนถึงยุคเสรีนิยมก้าวหน้าในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก่อนจะ “หวนกลับ” สู่คุณค่าแบบดั้งเดิมอีกครั้งในปี 2569
ครูในฐานะ “หัวคะแนนธรรมชาติ” และเหตุผลที่วันครูกลายเป็นสมรภูมิ
นักสังคมวิทยาการเมืองชี้ว่า ครูในต่างจังหวัดทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนนธรรมชาติ” จากความน่าเชื่อถือและเครือข่ายผู้ปกครอง การยกย่องเชิดชูครูในเชิงวาทกรรมช่วงใกล้เลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์กับกลไกฐานเสียงที่ทรงพลังที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศ
วิกฤตหนี้ครู 1.4 ล้านล้านบาท กับการแข่งขันประชานิยม
ข้อมูลจากนโยบายหาเสียงระบุว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 80% มีภาระหนี้สิน รวมมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ปัญหานี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางการแข่งขันนโยบายของพรรคการเมือง
-
พรรคเพื่อไทย เสนอแพ็กเกจ “ล้างหนี้” ควบคู่การปรับเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจูงใจวินัยการเงิน
-
พรรคภูมิใจไทย ใช้ความได้เปรียบเชิงอำนาจรัฐ ผลักดันโครงการกู้หมุนเวียน ก.ค.ศ. วงเงินสูงสุด 700,000 บาท และพักหนี้ กยศ. 5 ปี โดยมีไทม์ไลน์ทับซ้อนช่วงก่อนเลือกตั้งอย่างชัดเจน
-
พรรคประชาชน เลี่ยงการแจกเงิน เน้นปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย และปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ครู พร้อมเสนอสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อลดรายจ่ายครัวเรือน
นักวิชาการจาก TDRI และธนาคารแห่งประเทศไทยเตือนว่า มาตรการรีไฟแนนซ์และพักหนี้อาจสร้าง “กับดักหนี้” และเพิ่มภาระการคลัง ในช่วงที่หนี้สาธารณะไทยแตะระดับ 65% ของ GDP แล้ว
จาก “ครูเวร” ถึง ว1/2569: ปฏิรูปจริงหรือประชานิยมทางวิชาชีพ
นอกจากปัญหาปากท้อง ประเด็นภาระงานและความก้าวหน้าในวิชาชีพก็เป็นอีกสมรภูมิสำคัญ รัฐบาลปัจจุบันชูผลงานการยกเลิกครูเวรและจัดสรรงบกว่า 2 พันล้านบาทจ้างบุคลากรรักษาความปลอดภัยแทน
ขณะที่การประกาศเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะ ว1/2569 ถูกวิพากษ์ว่าเป็น “ประชานิยมทางวิชาชีพ” ที่เอื้อครูระดับบน และอาจนำไปสู่การล่ารางวัล มากกว่าการยกระดับคุณภาพการสอนในห้องเรียนจริง
สงครามนโยบายการศึกษา: Virtual School–Tablet–เรียนฟรี
นโยบายการศึกษาถูกออกแบบให้โดนใจทั้งครูและผู้ปกครอง
-
ภูมิใจไทยผลักดัน Virtual School ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่
-
เพื่อไทยรื้อฟื้น Tablet per Child และแนวคิด Learn to Earn
-
พรรคประชาชนชู “เรียนฟรีต้องฟรีจริง” ลดค่าใช้จ่ายแฝง พร้อมรถรับส่งนักเรียนฟรี
-
พรรคไทยก้าวใหม่สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและภาระงบประมาณ
TDRI เตือนสติ: การศึกษาต้องพ้น “ลด–แลก–แจก–แถม”
TDRI ระบุว่า งบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มีพื้นที่ทางการคลังจำกัดอย่างยิ่ง พร้อมเสนอให้รัฐบาลใหม่โฟกัสการ Reskill/Upskill ตามความต้องการตลาด แก้หนี้เชิงพฤติกรรม และลดคอร์รัปชันในกระทรวงศึกษาธิการ
บทสรุป: เลือก “ความมั่นคงแบบเดิม” หรือ “ความเสี่ยงเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
วันครู 2569 จะถูกจดจำในฐานะวันที่ “ครู” ถูกยกย่องสูงสุดในเชิงวาทกรรม แต่อนาคตของครูไทยยังผูกติดกับข้อจำกัดงบประมาณและโครงสร้างอำนาจเดิม การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน หากแต่เป็นการเลือกระหว่าง การเยียวยาระยะสั้นด้วยประชานิยมหรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่อาจเจ็บปวดแต่ยั่งยืนกว่าและคำตอบนั้น อยู่ในมือผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยเกี่ยวกับวันครู: พลวัตทางการเมือง ยุทธศาสตร์ประชานิยม และการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา
บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของไทย การเลือกตั้งครั้งนี้อุบัติขึ้นภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลรักษาการในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ในท่ามกลางสมรภูมิการหาเสียงที่ดุเดือด ช่วงเวลาในเดือนมกราคม 2569 ได้กลายเป็น "Golden Period" หรือช่วงเวลาทองคำสำหรับการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปฏิทินการเมืองโคจรมาบรรจบกับวาระสำคัญทางสังคมคือ "วันครูแห่งชาติ" ครั้งที่ 70 (16 มกราคม 2569)
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2569 โดยใช้เลนส์ของ "วันครู" เป็นจุดเกาะเกี่ยวในการถอดรหัสอุดมการณ์เบื้องหลัง โดยจะสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารนโยบาย คำปราศรัย และมาตรการทางราชการที่ออกมาในช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางของระบบการศึกษาไทย ภายใต้แรงกดดันจากทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการรักษาสถานภาพเดิม และฝ่ายก้าวหน้าที่ต้องการรื้อสร้างโครงสร้างใหม่
2. สัญญะและวาทกรรมทางการเมือง: ถอดรหัส "คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู"
2.1 การวิเคราะห์ความหมายเชิงสัญญะของคำขวัญวันครู 2569
ในวันครู ครั้งที่ 70 ประจำปี พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญไว้ว่า "คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู"
ประการแรก วาทกรรมนี้เน้นย้ำ "ความสัมพันธ์แนวดิ่ง" (Vertical Relationship) และระบบอาวุโส (Seniority) อย่างชัดเจน การใช้คำว่า "ศิษย์มีครู" เป็นการดึงเอามโนทัศน์เรื่องความกตัญญู (Gratitude) และรากเหง้า (Roots) กลับมาเป็นแกนกลางของสังคมไทย นายอนุทินได้ขยายความว่า คำขวัญนี้ต้องการให้คนไทยระลึกว่าทุกคนมีที่มา มีผู้มีพระคุณคอยอุปถัมภ์ค้ำชู
ประการที่สอง คำขวัญนี้ทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกันทางการเมือง" การประกาศว่า "ทุกคนเป็นศิษย์มีครู" เป็นการสร้างสภาวะยกเว้น (State of Exception) ให้กับสถาบันครูและผู้มีอำนาจ โดยนัยว่าผู้นำหรือผู้มีบารมีล้วนผ่านการหล่อหลอมมาและควรได้รับความเคารพ สิ่งนี้สอดคล้องกับบุคลิกทางการเมืองของนายอนุทินที่มักเน้นความประนีประนอมและการให้เกียรติกันในระบบการเมืองแบบไทยๆ
2.2 เปรียบเทียบวาทกรรม: พลวัตการเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน จำเป็นต้องเปรียบเทียบคำขวัญปี 2569 กับคำขวัญในปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนบริบททางการเมืองในแต่ละยุคสมัย:
| ปี พ.ศ. | นายกรัฐมนตรี/ผู้นำ | คำขวัญวันครู | นัยยะทางอุดมการณ์และการเมือง |
| 2569 | อนุทิน ชาญวีรกูล | "คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู" | จารีตนิยมใหม่ (Neo-Conservatism): เน้นความกตัญญู, ระบบอุปถัมภ์, รากเหง้า, ความสามัคคีผ่านความเคารพผู้อาวุโส |
| 2568 | แพทองธาร ชินวัตร | "ครูจุดประกายความฝัน ผลักดันให้กล้าคิด สร้างโอกาสในชีวิตให้เด็กไทย" | เสรีนิยมก้าวหน้า (Progressive Liberalism): เน้นบทบาทครูในฐานะ Facilitator, ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก, โอกาสทางสังคม |
| 2567 | เศรษฐา ทวีสิน | "ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์" | ทุนนิยมสมัยใหม่ (Modern Capitalism): เน้นการสร้างรากฐานทางความคิดเพื่อการผลิตนวัตกรรม |
| 2566 | พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา | "ครูดี ศิษย์ดี มีอนาคต" | อำนาจนิยม (Authoritarianism): เน้นความดี, ระเบียบวินัย, ผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า |
จะเห็นได้ว่า คำขวัญของนายอนุทินในปี 2569 เป็นการ "หวนกลับ" (Regression) ไปสู่คุณค่าแบบดั้งเดิมที่เข้มข้นกว่ายุคของนางสาวแพทองธาร หรือนายเศรษฐาเสียอีก ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นกลยุทธ์ในการดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่อาจรู้สึกไม่มั่นคงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็ว ในขณะที่พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชน (เดิมคือก้าวไกล) ไม่ได้เน้นการสร้างคำขวัญ แต่เน้นการสื่อสารผ่านนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น "คืนครูสู่ห้องเรียน" ซึ่งเป็นการท้าทายระบบอำนาจรวมศูนย์โดยตรง
2.3 การเมืองเรื่อง "ครู" ในฐานะหัวคะแนนธรรมชาติ
ในทางสังคมวิทยาการเมืองไทย ครูในพื้นที่ต่างจังหวัดมักถูกมองว่าเป็น "หัวคะแนนธรรมชาติ" (Natural Canvassers) เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ เป็นที่นับหน้าถือตา และมีเครือข่ายผู้ปกครองอยู่ในมือ การที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเลือกใช้โทนการสื่อสารที่ยกย่องเชิดชูครูอย่างสูงส่งในวันครู 2569 จึงมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์กับกลไกฐานเสียงนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์
3. วิกฤตหนี้สินครูและนโยบายประชานิยม: การแข่งขันเยียวยาทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในปัญหาที่วิกฤตที่สุดและถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหาเสียงหลักคือ "หนี้สินครู" ข้อมูลจากนโยบายหาเสียงระบุว่า มีครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนคนทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้กว่า 7.2 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 80) มีภาระหนี้สินรวมกันสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท
3.1 พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "ล้างหนี้" และ "คนละครึ่ง"
พรรคเพื่อไทย ภายใต้สโลแกน "คนไทยไร้จน" ได้นำเสนอชุดนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว โดยมองว่าการแก้หนี้คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
แพ็กเกจล้างหนี้ (Debt Clearing Package):
ล้างหนี้นอกระบบ: เสนอให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รายละไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อนำไปปิดหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของข้าราชการครูระดับล่าง
15 พักหนี้เกษตรกรและบุคลากร: นโยบายพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับเกษตรกร ซึ่งครอบคลุมไปถึงครอบครัวของครูในต่างจังหวัดที่มีพื้นเพเป็นเกษตรกรด้วย
16
นโยบายแรงจูงใจ (Incentive Policy):
"ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด": สำหรับลูกหนี้ที่มีวินัย ผ่อนชำระตรงเวลา 1 ปี รัฐจะยกเว้นการชำระหนี้ให้ 1 งวด (วงเงินไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับยอดหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท)
15 นโยบายนี้ใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Nudge) เพื่อกระตุ้นวินัยการเงิน
การเพิ่มรายได้ (Income Boosting):
เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท: เพื่อไทยรื้อฟื้นนโยบายการปรับฐานเงินเดือนเริ่มต้นสำหรับผู้จบปริญญาตรีเป็น 25,000 บาท และค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท
17 ซึ่งหากทำได้จริง จะส่งผลให้โครงสร้างเงินเดือนครูบรรจุใหม่ปรับตัวสูงขึ้นทันที แต่ก็มาพร้อมกับคำถามเรื่องภาระงบประมาณแผ่นดิน
3.2 พรรคภูมิใจไทย: การใช้อำนาจรัฐและกลไกราชการ
พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลรักษาการและผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ผ่านรัฐมนตรีในโควตาพรรค) จึงสามารถผลักดันมาตรการที่มีผลบังคับใช้ "ทันที" ในช่วงเลือกตั้ง
โครงการเงินกู้หมุนเวียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครู 2569:
กลไก: สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้เปิดโครงการให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงินกู้สูงสุด 700,000 บาท ต่อราย อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 4% ต่อปี (ผ่อนชำระ 13 ปี)
18 ไทม์ไลน์: เปิดให้ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ 2569
18 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 1 เดือนก่อนวันเลือกตั้งพอดิบพอดี นัยยะทางการเมืองของโครงการนี้ชัดเจนมาก คือการอัดฉีดเม็ดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเข้าสู่กระเป๋าครูโดยตรงในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง เพื่อสร้างความรู้สึก "พึ่งพาได้"
พักหนี้ กยศ. 5 ปี: นายอนุทินเสนอนโยบายพักชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นเวลา 5 ปี ปลดภาระผู้ค้ำประกัน และไม่มีดอกเบี้ย
19 นโยบายนี้เจาะกลุ่มเป้าหมาย "ครูรุ่นใหม่" (New Teachers) และบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังแบกภาระหนี้การศึกษา
3.3 พรรคประชาชน: การแก้ปัญหาโครงสร้างและสวัสดิการ
พรรคประชาชน (อดีตพรรคก้าวไกล) หลีกเลี่ยงการใช้นโยบายแจกเงินหรือพักหนี้แบบเหวี่ยงแห แต่เน้นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างรายจ่ายและรายได้
การปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรม: เน้นการเจรจากับสถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินจริง และสร้างความเป็นธรรมในสัญญาเงินกู้
สวัสดิการลดรายจ่าย: พรรคประชาชนมองว่า "รายได้เหลือเก็บ" ของครูจะเพิ่มขึ้นได้ หากรายจ่ายในชีวิตประจำวันลดลง จึงเสนอนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า เช่น รถรับส่งนักเรียนฟรี อาหารกลางวันคุณภาพ และสวัสดิการเด็กเล็ก
19 ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพของครูที่มีครอบครัวทางอ้อมความโปร่งใสของสหกรณ์: มุ่งเน้นการปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ครูให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดการแสวงหากำไรเกินควรจากสมาชิก
3.4 บทวิเคราะห์ความเสี่ยง: วินัยทางการเงินและภาระงบประมาณ
นักวิชาการจาก TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความกังวลต่อนโยบายประชานิยมเหล่านี้:
กับดักหนี้ (Debt Trap): มาตรการให้กู้เพิ่มเพื่อโปะหนี้เก่า (Refinance) ของ ก.ค.ศ. แม้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยระยะสั้น แต่หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเงิน หรือโครงสร้างรายได้ ครูอาจกลับมาเป็นหนี้ซ้ำซาก (Re-entry into debt cycle)
21 ภาระทางการคลัง (Fiscal Burden): นโยบายพักหนี้และปรับขึ้นเงินเดือนจะสร้างภาระผูกพันต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท) อย่างมหาศาล ในขณะที่หนี้สาธารณะของไทยแตะระดับ 65% ของ GDP แล้ว
22 การใช้นโยบายเหล่านี้อาจบีบให้รัฐบาลในอนาคตไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศด้านอื่น
ตารางเปรียบเทียบนโยบายแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา
| พรรคการเมือง | นโยบายหลัก | กลไกการดำเนินการ | กลุ่มเป้าหมาย | ความเสี่ยง/ข้อสังเกต |
| เพื่อไทย | แพ็กเกจล้างหนี้ / เงินเดือน ป.ตรี 25k | สถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ / พักหนี้ 3 ปี | ครูที่มีหนี้นอกระบบ, ข้าราชการใหม่ | ภาระงบประมาณสูง, ผลกระทบต่อโครงสร้างเงินเดือนเอกชน |
| ภูมิใจไทย | กู้หมุนเวียน ก.ค.ศ. 7 แสน / พักหนี้ กยศ. | สำนักงาน ก.ค.ศ. / แก้ไขกฎหมาย กยศ. | ครูที่มีหนี้ดอกเบี้ยสูง, ครูรุ่นใหม่ | ไทม์ไลน์ทับซ้อนช่วงเลือกตั้ง (Vote Buying?), วินัยการเงิน |
| ประชาชน | ปรับโครงสร้างหนี้ / สวัสดิการถ้วนหน้า | เจรจาสถาบันการเงิน / รัฐสวัสดิการ | ครูทุกกลุ่ม, ครอบครัวครู | อาจไม่เห็นผลทันทีเหมือนการแจกเงิน, ต้องรื้อระบบสหกรณ์ |
4. การปฏิรูปวิชาชีพและระบบราชการ: จาก "ครูเวร" สู่ "วิทยฐานะใหม่"
นอกเหนือจากเรื่องปากท้อง ประเด็นเรื่อง "ภาระงาน" และ "ความก้าวหน้า" เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองต่อระบบราชการไทย
4.1 มหากาพย์ "ครูเวร": การต่อสู้ระหว่างความปลอดภัยและภาระงาน
ประเด็น "ครูเวร" หรือการให้ครูต้องเข้าเวรรักษาการณ์ในโรงเรียนยามวิกาล เป็นประเด็นร้อนที่สืบเนื่องมาจากปี 2567 ที่เกิดเหตุครูถูกทำร้ายขณะอยู่เวร จนนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิกการอยู่เวร
ผลงานรัฐบาล (ภูมิใจไทย/เพื่อไทย): รัฐบาลปัจจุบันได้อนุมัติงบประมาณปี 2567-2569 เพื่อจ้างนักการภารโรงมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทนครู โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการจัดสรรงบกว่า 2 พันล้านบาทเพื่อการนี้
25 พรรครัฐบาลใช้สิ่งนี้เป็น "ผลงานจับต้องได้" (Tangible Achievement) ในการหาเสียงวันครู ว่าสามารถ "คืนความปลอดภัย" ให้ครูได้สำเร็จจุดยืนพรรคประชาชน: พรรคประชาชนสนับสนุนการยกเลิกครูเวรอย่างเต็มที่ แต่ขยายข้อเรียกร้องไปสู่การ "ยกเลิกงานธุรการ" ที่ไม่ใช่การสอนทั้งหมด โดยเสนอนโยบายจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการเฉพาะทาง และใช้เทคโนโลยี (AI/Database) มาจัดการงานเอกสาร เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มเวลา (Full-time Teaching)
12
4.2 เกณฑ์ ว1/2569: ทางด่วนสู่ความก้าวหน้าหรือกับดักประชานิยม?
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการใหม่ (ว1/2569) เรื่องการให้ข้าราชการครูฯ มีหรือเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ โดยเปิดช่องให้ใช้ "รางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์" (Empirical Awards) ระดับชาติหรือนานาชาติ มาเป็นคุณสมบัติแทนการทำผลงานวิชาการแบบเดิม
สาระสำคัญ: ครูที่มีผลงานรางวัลสามารถยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะได้ง่ายขึ้น โดยเกณฑ์นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
27 นัยยะทางการเมือง: การประกาศเกณฑ์นี้ในช่วงก่อนเลือกตั้งเพียง 1 เดือน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบาย "ประชานิยมทางวิชาชีพ" (Professional Populism) ที่มุ่งเอาใจข้าราชการครูระดับสูงและผู้บริหารโรงเรียน (ซึ่งมีโอกาสได้รางวัลมากกว่าครูผู้น้อย) ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนคือ "คะแนนเสียง" จากกลุ่มบุคลากรที่มีอิทธิพลเหล่านี้ เพราะวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษมีค่าตอบแทนรวมสูงสุดถึง 108,000 บาท/เดือน
30 ข้อกังวล: นักวิชาการด้านการศึกษาเกรงว่าเกณฑ์นี้จะนำไปสู่มหกรรม "ล่ารางวัล" (Award Hunting) การจัดฉากประกวด และการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัล แทนที่จะมุ่งเน้นคุณภาพการสอนในห้องเรียนจริง
31
4.3 การคืนครูสู่ห้องเรียน: เทคโนโลยี vs อัตรากำลังคน
พรรคภูมิใจไทย: เน้นการใช้เทคโนโลยี Virtual School เพื่อลดภาระการสอนของครูในวิชาที่ขาดแคลน และให้ครูทำหน้าที่เป็นโค้ช (Coach) มากขึ้น
19 พรรคประชาชน: เน้นการ "กระจายอำนาจ" (Decentralization) ให้โรงเรียนบริหารงบประมาณและทรัพยากรบุคคลเอง เพื่อลดขั้นตอนการรายงานต่อส่วนกลาง และคืนเวลาให้ครูได้โฟกัสกับนักเรียน
12
5. สงครามนโยบายการศึกษา: เรียนฟรี, Tablet, และ Virtual School
พรรคการเมืองตระหนักดีว่าการหาเสียงเรื่องการศึกษาต้องกินใจทั้ง "ครู" และ "ผู้ปกครอง" จึงเกิดการแข่งขันเสนอนโยบายลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาที่ดุเดือด
5.1 เรียนฟรีถึงปริญญาเอก: ความเป็นไปได้และความคุ้มค่า
พรรคไทยก้าวใหม่ ได้สร้างความฮือฮาด้วยนโยบาย "เรียนฟรีถึงปริญญาเอก"
ข้อถกเถียง: แม้จะฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติ นักวิชาการมองว่าเป็นนโยบายที่ "เกินจริง" และอาจสร้างปัญหา "วุฒิการศึกษาเฟ้อ" (Degree Inflation) โดยที่ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการดุษฎีบัณฑิตจำนวนมากขนาดนั้น นอกจากนี้ งบประมาณที่ต้องใช้จะมหาศาลและอาจเบียดบังงบพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญกว่า
33
5.2 Virtual School และเทคโนโลยีการศึกษา: วิสัยทัศน์ภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทยชูธงนโยบาย "การศึกษาเท่าเทียมพลัส" และ "Virtual School"
แนวคิด: สร้างแพลตฟอร์มโรงเรียนเสมือนจริงที่รวบรวมการสอนจากครูเก่งระดับประเทศ ให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้ฟรี "ทุกที่ ทุกเวลา" แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลนครู และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท
จุดแข็ง: ใช้งบประมาณน้อยกว่าการสร้างโรงเรียนจริง และสอดคล้องกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่
จุดอ่อน: ปัญหาความพร้อมของอุปกรณ์ (Device) และอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล (Digital Divide) รวมถึงคำถามว่าการเรียนออนไลน์จะทดแทนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในโรงเรียนได้หรือไม่
5.3 Learn to Earn และ Tablet per Child: ยุทธศาสตร์เพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย นำเสนอแนวคิด "Learn to Earn" หรือ "เรียนเพื่อสร้างรายได้"
1 Tablet per Child: รื้อฟื้นนโยบายแจกแท็บเล็ต โดยปรับปรุงให้มีเนื้อหาการเรียนรู้ที่ทันสมัย และฟรีอินเทอร์เน็ต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล
อาชีวะสร้างชาติ: เน้นการผลิตกำลังคนสายอาชีพและทักษะระยะสั้น (Short Courses) ที่จบมาแล้วมีงานทำทันที สอดคล้องกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ
5.4 เรียนฟรีต้องฟรีจริง (Free Edu+): แนวทางพรรคประชาชน
พรรคประชาชนโจมตีว่านโยบาย "เรียนฟรี 15 ปี" ในปัจจุบัน "ไม่ฟรีจริง" เพราะมีค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden Costs) จำนวนมาก
นโยบาย: ขจัดค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าชุดนักเรียน ค่าบำรุงการศึกษาพิเศษ ค่าเดินทาง โดยเสนอสวัสดิการรถรับส่งนักเรียนฟรี และคูปองเปิดโลกการเรียนรู้
ปรัชญา: มองการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้อย่างเสมอภาค ไม่ใช่แค่การสงเคราะห์
ตารางเปรียบเทียบนโยบายการศึกษาสำหรับผู้เรียน
| นโยบาย | ภูมิใจไทย | เพื่อไทย | ประชาชน | ไทยก้าวใหม่ |
| ระดับการศึกษาฟรี | ปริญญาตรี (Virtual) | เน้นอาชีวะ/มีงานทำ | ขั้นพื้นฐาน (ฟรีจริง) | ปริญญาเอก |
| เทคโนโลยี | Virtual School Platform | 1 Tablet per Child | AI Database / Coding | - |
| จุดเน้น | การเข้าถึง (Access) | การมีงานทำ (Employment) | ความเท่าเทียม (Equity) | ปริมาณ (Quantity) |
| สวัสดิการเสริม | ฟรีอินเทอร์เน็ต | บัญชีออมสินเด็ก | รถรับส่ง / อาหารกลางวัน | อาหารเช้า-กลางวัน |
6. ข้อจำกัดทางการคลังและบทวิเคราะห์จาก TDRI
ท่ามกลางมหกรรมประชานิยมทางการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกบทวิเคราะห์เตือนสติพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
6.1 พื้นที่ทางการคลังของงบประมาณปี 2569
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ชี้ให้เห็นว่า ฐานะการคลังของไทยในปี 2569 มีความเปราะบางกว่าในอดีต หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับประมาณ 65% ของ GDP งบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนงบประจำ (เงินเดือนข้าราชการ, สวัสดิการเดิม) สูงมาก ทำให้เหลือ "พื้นที่ทางการคลัง" (Fiscal Space) สำหรับนโยบายใหม่ๆ น้อยมาก
การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ/ครู หรือการเรียนฟรีถึง ป.เอก จะสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่ยากจะถอนตัว
TDRI เตือนว่านโยบาย "ลด-แลก-แจก-แถม" อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการคลัง และไม่ได้แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง (ผลสอบ PISA ของไทยยังตกต่ำ)
6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: สิ่งที่ประเทศต้องการ
TDRI เสนอว่า รัฐบาลใหม่ควรโฟกัสที่:
Reskill/Upskill: สร้างแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะที่ขับเคลื่อนโดยความต้องการของตลาด (Demand Driven) ร่วมกับภาคเอกชน
แก้หนี้เชิงพฤติกรรม: การแก้หนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างวินัยทางการเงิน ไม่ใช่แค่การพักหนี้
ลดคอร์รัปชัน: ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างและการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้งบประมาณลงไปถึงห้องเรียนจริงๆ
38
7. บทสรุปและฉากทัศน์อนาคต (Conclusion and Future Scenarios)
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 และวาระ "วันครู" ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงจุดตัดทางประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทย พรรคการเมืองได้นำเสนอทางเลือกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง "การเยียวยาด้วยประชานิยม" ของพรรครัฐบาลเดิม ที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยเม็ดเงินและอำนาจรัฐ กับ "การรื้อสร้างโครงสร้าง" ของพรรคฝ่ายค้าน ที่ต้องการเปลี่ยนระบบราชการและกระจายอำนาจ
ฉากทัศน์ (Scenarios) ที่อาจเกิดขึ้น:
Scenario A: ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative Victory): หากพรรคภูมิใจไทยหรือเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล นโยบายแก้หนี้แบบพักชำระและโครงการเงินกู้ ก.ค.ศ. จะดำเนินต่อไป ครูจะได้ประโยชน์ทางการเงินระยะสั้น แต่โครงสร้างอำนาจในโรงเรียนและระบบวิทยฐานะแบบ ว1/2569 จะคงอยู่และเข้มข้นขึ้น การศึกษาจะเน้นการตอบสนองตลาดแรงงานและเทคโนโลยี แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างอาจยังไม่ถูกแก้
Scenario B: ชัยชนะของฝ่ายปฏิรูป (Reformist Victory): หากพรรคประชาชนพลิกชนะ นโยบาย "คืนครูสู่ห้องเรียน" และการยกเลิกงานธุรการจะถูกผลักดันอย่างจริงจัง แต่อาจเผชิญแรงต้านจากระบบราชการส่วนกลางและกลุ่มอำนาจเก่าที่เสียผลประโยชน์จากการกระจายอำนาจ การแก้หนี้อาจทำได้ช้ากว่าเพราะเน้นการปรับโครงสร้างสัญญามากกว่าการแจกเงิน
ท้ายที่สุด ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ "วันครู 2569" จะถูกจดจำในฐานะวันที่ "ครู" ถูกยกย่องเชิดชูสูงสุดในเชิงวาทกรรม แต่ในเชิงปฏิบัติ อนาคตของครูไทยยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายของงบประมาณแผ่นดินที่จำกัดและหนี้สินที่พะรุงพะรัง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่เป็นการเลือกระหว่าง "ความมั่นคงในแบบเดิม" หรือ "ความเสี่ยงเพื่อการเปลี่ยนแปลง" ของระบบการศึกษาไทย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น