วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

วันครูไทย2569! ส่องนโยบายการศึกษา–สวัสดิการครู กลายเป็นหัวใจสมรภูมิการเมือง ทำได้จริงหรือแค่ความฝัน


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กำลังถูกจับตามองในฐานะ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเมืองไทยร่วมสมัย หลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และแรงกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่กับการทำประชามติ


ในสมรภูมิการหาเสียงที่เข้มข้น เดือนมกราคม 2569 ถูกยกให้เป็น “Golden Period” ของพรรคการเมือง โดยเฉพาะเมื่อปฏิทินการเมืองโคจรมาบรรจบกับ วันครูแห่งชาติ ครั้งที่ 70 (16 มกราคม 2569) ซึ่งปีนี้ถูกยกระดับจากพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ ไปสู่ “เวทีประลองยุทธศาสตร์” เพื่อช่วงชิงฐานเสียงครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนคนทั่วประเทศ—กลุ่มผู้นำความคิดที่มีอิทธิพลสูงในระดับชุมชน



วาทกรรม “คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู” กับการเมืองแบบจารีตนิยมใหม่

คำขวัญวันครูปี 2569 ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบให้ว่า
“คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู”
ถูกนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่าเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่แฝงนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน

ในเชิงวิเคราะห์วาทกรรม คำขวัญดังกล่าวตอกย้ำ “ความสัมพันธ์แนวดิ่ง” และระบบอาวุโส โดยดึงคุณค่าความกตัญญูและการอุปถัมภ์กลับมาเป็นแกนกลาง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของพรรคภูมิใจไทยในฐานะผู้พิทักษ์จารีต และเป็นสัญญาณเชิงการเมืองไปยังกลุ่มข้าราชการและฐานเสียงอนุรักษ์นิยม

เมื่อเปรียบเทียบกับคำขวัญวันครูในรอบทศวรรษ จะเห็นความแตกต่างทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน ตั้งแต่ยุคอำนาจนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปจนถึงยุคเสรีนิยมก้าวหน้าในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก่อนจะ “หวนกลับ” สู่คุณค่าแบบดั้งเดิมอีกครั้งในปี 2569


ครูในฐานะ “หัวคะแนนธรรมชาติ” และเหตุผลที่วันครูกลายเป็นสมรภูมิ

นักสังคมวิทยาการเมืองชี้ว่า ครูในต่างจังหวัดทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนนธรรมชาติ” จากความน่าเชื่อถือและเครือข่ายผู้ปกครอง การยกย่องเชิดชูครูในเชิงวาทกรรมช่วงใกล้เลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์กับกลไกฐานเสียงที่ทรงพลังที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศ


วิกฤตหนี้ครู 1.4 ล้านล้านบาท กับการแข่งขันประชานิยม

ข้อมูลจากนโยบายหาเสียงระบุว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 80% มีภาระหนี้สิน รวมมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ปัญหานี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางการแข่งขันนโยบายของพรรคการเมือง

  • พรรคเพื่อไทย เสนอแพ็กเกจ “ล้างหนี้” ควบคู่การปรับเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจูงใจวินัยการเงิน

  • พรรคภูมิใจไทย ใช้ความได้เปรียบเชิงอำนาจรัฐ ผลักดันโครงการกู้หมุนเวียน ก.ค.ศ. วงเงินสูงสุด 700,000 บาท และพักหนี้ กยศ. 5 ปี โดยมีไทม์ไลน์ทับซ้อนช่วงก่อนเลือกตั้งอย่างชัดเจน

  • พรรคประชาชน เลี่ยงการแจกเงิน เน้นปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย และปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ครู พร้อมเสนอสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อลดรายจ่ายครัวเรือน

นักวิชาการจาก TDRI และธนาคารแห่งประเทศไทยเตือนว่า มาตรการรีไฟแนนซ์และพักหนี้อาจสร้าง “กับดักหนี้” และเพิ่มภาระการคลัง ในช่วงที่หนี้สาธารณะไทยแตะระดับ 65% ของ GDP แล้ว


จาก “ครูเวร” ถึง ว1/2569: ปฏิรูปจริงหรือประชานิยมทางวิชาชีพ

นอกจากปัญหาปากท้อง ประเด็นภาระงานและความก้าวหน้าในวิชาชีพก็เป็นอีกสมรภูมิสำคัญ รัฐบาลปัจจุบันชูผลงานการยกเลิกครูเวรและจัดสรรงบกว่า 2 พันล้านบาทจ้างบุคลากรรักษาความปลอดภัยแทน

ขณะที่การประกาศเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะ ว1/2569 ถูกวิพากษ์ว่าเป็น “ประชานิยมทางวิชาชีพ” ที่เอื้อครูระดับบน และอาจนำไปสู่การล่ารางวัล มากกว่าการยกระดับคุณภาพการสอนในห้องเรียนจริง


สงครามนโยบายการศึกษา: Virtual School–Tablet–เรียนฟรี

นโยบายการศึกษาถูกออกแบบให้โดนใจทั้งครูและผู้ปกครอง

  • ภูมิใจไทยผลักดัน Virtual School ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

  • เพื่อไทยรื้อฟื้น Tablet per Child และแนวคิด Learn to Earn

  • พรรคประชาชนชู “เรียนฟรีต้องฟรีจริง” ลดค่าใช้จ่ายแฝง พร้อมรถรับส่งนักเรียนฟรี

  • พรรคไทยก้าวใหม่สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและภาระงบประมาณ


TDRI เตือนสติ: การศึกษาต้องพ้น “ลด–แลก–แจก–แถม”

TDRI ระบุว่า งบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มีพื้นที่ทางการคลังจำกัดอย่างยิ่ง พร้อมเสนอให้รัฐบาลใหม่โฟกัสการ Reskill/Upskill ตามความต้องการตลาด แก้หนี้เชิงพฤติกรรม และลดคอร์รัปชันในกระทรวงศึกษาธิการ


บทสรุป: เลือก “ความมั่นคงแบบเดิม” หรือ “ความเสี่ยงเพื่อการเปลี่ยนแปลง”

วันครู 2569 จะถูกจดจำในฐานะวันที่ “ครู” ถูกยกย่องสูงสุดในเชิงวาทกรรม แต่อนาคตของครูไทยยังผูกติดกับข้อจำกัดงบประมาณและโครงสร้างอำนาจเดิม การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน หากแต่เป็นการเลือกระหว่าง การเยียวยาระยะสั้นด้วยประชานิยมหรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่อาจเจ็บปวดแต่ยั่งยืนกว่าและคำตอบนั้น อยู่ในมือผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ

การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยเกี่ยวกับวันครู: พลวัตทางการเมือง ยุทธศาสตร์ประชานิยม และการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา

บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของไทย การเลือกตั้งครั้งนี้อุบัติขึ้นภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลรักษาการในช่วงเปลี่ยนผ่าน 1 บริบทแวดล้อมของการเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การจัดทำประชามติควบคู่กับการเลือกตั้ง 4

ในท่ามกลางสมรภูมิการหาเสียงที่ดุเดือด ช่วงเวลาในเดือนมกราคม 2569 ได้กลายเป็น "Golden Period" หรือช่วงเวลาทองคำสำหรับการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปฏิทินการเมืองโคจรมาบรรจบกับวาระสำคัญทางสังคมคือ "วันครูแห่งชาติ" ครั้งที่ 70 (16 มกราคม 2569) 5 วันครูในปีนี้มิใช่เพียงพิธีกรรมทางราชการเพื่อรำลึกถึงบูรพคณาจารย์ตามปกติวิสัย แต่ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น "เวทีประลองยุทธศาสตร์" (Strategic Arena) ที่พรรคการเมืองต่างงัดข้อนโยบายด้านการศึกษาและสวัสดิการครูออกมานำเสนอ เพื่อดึงดูดฐานเสียงข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนคนทั่วประเทศ รวมถึงครอบครัวและเครือข่ายทางสังคมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้นำความคิด (Opinion Leaders) ที่มีอิทธิพลสูงในระดับชุมชน

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2569 โดยใช้เลนส์ของ "วันครู" เป็นจุดเกาะเกี่ยวในการถอดรหัสอุดมการณ์เบื้องหลัง โดยจะสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารนโยบาย คำปราศรัย และมาตรการทางราชการที่ออกมาในช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางของระบบการศึกษาไทย ภายใต้แรงกดดันจากทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการรักษาสถานภาพเดิม และฝ่ายก้าวหน้าที่ต้องการรื้อสร้างโครงสร้างใหม่

2. สัญญะและวาทกรรมทางการเมือง: ถอดรหัส "คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู"

2.1 การวิเคราะห์ความหมายเชิงสัญญะของคำขวัญวันครู 2569

ในวันครู ครั้งที่ 70 ประจำปี พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญไว้ว่า "คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู" 5 เมื่อพิจารณาผ่านกรอบการวิเคราะห์วาทกรรมทางการเมือง (Political Discourse Analysis) คำขวัญนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งและแฝงนัยยะทางยุทธศาสตร์ที่แยบยลมากกว่าเพียงถ้อยคำสวยหรู

ประการแรก วาทกรรมนี้เน้นย้ำ "ความสัมพันธ์แนวดิ่ง" (Vertical Relationship) และระบบอาวุโส (Seniority) อย่างชัดเจน การใช้คำว่า "ศิษย์มีครู" เป็นการดึงเอามโนทัศน์เรื่องความกตัญญู (Gratitude) และรากเหง้า (Roots) กลับมาเป็นแกนกลางของสังคมไทย นายอนุทินได้ขยายความว่า คำขวัญนี้ต้องการให้คนไทยระลึกว่าทุกคนมีที่มา มีผู้มีพระคุณคอยอุปถัมภ์ค้ำชู 9 ซึ่งในบริบททางการเมือง นี่คือการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มฐานเสียงอนุรักษ์นิยมและข้าราชการว่า พรรคภูมิใจไทยคือ "ผู้พิทักษ์จารีต" (Guardian of Tradition) ที่จะปกป้องระบบคุณค่าดั้งเดิมจากการถูกกัดเซาะโดยกระแสเสรีนิยมใหม่

ประการที่สอง คำขวัญนี้ทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกันทางการเมือง" การประกาศว่า "ทุกคนเป็นศิษย์มีครู" เป็นการสร้างสภาวะยกเว้น (State of Exception) ให้กับสถาบันครูและผู้มีอำนาจ โดยนัยว่าผู้นำหรือผู้มีบารมีล้วนผ่านการหล่อหลอมมาและควรได้รับความเคารพ สิ่งนี้สอดคล้องกับบุคลิกทางการเมืองของนายอนุทินที่มักเน้นความประนีประนอมและการให้เกียรติกันในระบบการเมืองแบบไทยๆ 10

2.2 เปรียบเทียบวาทกรรม: พลวัตการเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน จำเป็นต้องเปรียบเทียบคำขวัญปี 2569 กับคำขวัญในปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนบริบททางการเมืองในแต่ละยุคสมัย:

ปี พ.ศ.นายกรัฐมนตรี/ผู้นำคำขวัญวันครูนัยยะทางอุดมการณ์และการเมือง
2569อนุทิน ชาญวีรกูล"คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู"

จารีตนิยมใหม่ (Neo-Conservatism): เน้นความกตัญญู, ระบบอุปถัมภ์, รากเหง้า, ความสามัคคีผ่านความเคารพผู้อาวุโส 5

2568แพทองธาร ชินวัตร"ครูจุดประกายความฝัน ผลักดันให้กล้าคิด สร้างโอกาสในชีวิตให้เด็กไทย"

เสรีนิยมก้าวหน้า (Progressive Liberalism): เน้นบทบาทครูในฐานะ Facilitator, ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก, โอกาสทางสังคม 5

2567เศรษฐา ทวีสิน"ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์"

ทุนนิยมสมัยใหม่ (Modern Capitalism): เน้นการสร้างรากฐานทางความคิดเพื่อการผลิตนวัตกรรม 11

2566พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา"ครูดี ศิษย์ดี มีอนาคต"

อำนาจนิยม (Authoritarianism): เน้นความดี, ระเบียบวินัย, ผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า 11

จะเห็นได้ว่า คำขวัญของนายอนุทินในปี 2569 เป็นการ "หวนกลับ" (Regression) ไปสู่คุณค่าแบบดั้งเดิมที่เข้มข้นกว่ายุคของนางสาวแพทองธาร หรือนายเศรษฐาเสียอีก ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นกลยุทธ์ในการดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่อาจรู้สึกไม่มั่นคงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็ว ในขณะที่พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชน (เดิมคือก้าวไกล) ไม่ได้เน้นการสร้างคำขวัญ แต่เน้นการสื่อสารผ่านนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น "คืนครูสู่ห้องเรียน" ซึ่งเป็นการท้าทายระบบอำนาจรวมศูนย์โดยตรง 12

2.3 การเมืองเรื่อง "ครู" ในฐานะหัวคะแนนธรรมชาติ

ในทางสังคมวิทยาการเมืองไทย ครูในพื้นที่ต่างจังหวัดมักถูกมองว่าเป็น "หัวคะแนนธรรมชาติ" (Natural Canvassers) เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ เป็นที่นับหน้าถือตา และมีเครือข่ายผู้ปกครองอยู่ในมือ การที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเลือกใช้โทนการสื่อสารที่ยกย่องเชิดชูครูอย่างสูงส่งในวันครู 2569 จึงมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์กับกลไกฐานเสียงนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์

3. วิกฤตหนี้สินครูและนโยบายประชานิยม: การแข่งขันเยียวยาทางเศรษฐกิจ

หนึ่งในปัญหาที่วิกฤตที่สุดและถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหาเสียงหลักคือ "หนี้สินครู" ข้อมูลจากนโยบายหาเสียงระบุว่า มีครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนคนทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้กว่า 7.2 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 80) มีภาระหนี้สินรวมกันสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท 13 สภาพการณ์นี้ทำให้ครูจำนวนมากตกอยู่ในสภาวะ "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการสอนและขวัญกำลังใจ พรรคการเมืองจึงแข่งขันกันนำเสนอ "ยาแรง" เพื่อแก้ปัญหานี้

3.1 พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "ล้างหนี้" และ "คนละครึ่ง"

พรรคเพื่อไทย ภายใต้สโลแกน "คนไทยไร้จน" ได้นำเสนอชุดนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว โดยมองว่าการแก้หนี้คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 14

  1. แพ็กเกจล้างหนี้ (Debt Clearing Package):

    • ล้างหนี้นอกระบบ: เสนอให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รายละไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อนำไปปิดหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของข้าราชการครูระดับล่าง 15

    • พักหนี้เกษตรกรและบุคลากร: นโยบายพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับเกษตรกร ซึ่งครอบคลุมไปถึงครอบครัวของครูในต่างจังหวัดที่มีพื้นเพเป็นเกษตรกรด้วย 16

  2. นโยบายแรงจูงใจ (Incentive Policy):

    • "ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด": สำหรับลูกหนี้ที่มีวินัย ผ่อนชำระตรงเวลา 1 ปี รัฐจะยกเว้นการชำระหนี้ให้ 1 งวด (วงเงินไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับยอดหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท) 15 นโยบายนี้ใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Nudge) เพื่อกระตุ้นวินัยการเงิน

  3. การเพิ่มรายได้ (Income Boosting):

    • เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท: เพื่อไทยรื้อฟื้นนโยบายการปรับฐานเงินเดือนเริ่มต้นสำหรับผู้จบปริญญาตรีเป็น 25,000 บาท และค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท 17 ซึ่งหากทำได้จริง จะส่งผลให้โครงสร้างเงินเดือนครูบรรจุใหม่ปรับตัวสูงขึ้นทันที แต่ก็มาพร้อมกับคำถามเรื่องภาระงบประมาณแผ่นดิน

3.2 พรรคภูมิใจไทย: การใช้อำนาจรัฐและกลไกราชการ

พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลรักษาการและผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ผ่านรัฐมนตรีในโควตาพรรค) จึงสามารถผลักดันมาตรการที่มีผลบังคับใช้ "ทันที" ในช่วงเลือกตั้ง

  1. โครงการเงินกู้หมุนเวียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครู 2569:

    • กลไก: สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้เปิดโครงการให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงินกู้สูงสุด 700,000 บาท ต่อราย อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 4% ต่อปี (ผ่อนชำระ 13 ปี) 18

    • ไทม์ไลน์: เปิดให้ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ 2569 18 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 1 เดือนก่อนวันเลือกตั้งพอดิบพอดี นัยยะทางการเมืองของโครงการนี้ชัดเจนมาก คือการอัดฉีดเม็ดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเข้าสู่กระเป๋าครูโดยตรงในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง เพื่อสร้างความรู้สึก "พึ่งพาได้"

  2. พักหนี้ กยศ. 5 ปี: นายอนุทินเสนอนโยบายพักชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นเวลา 5 ปี ปลดภาระผู้ค้ำประกัน และไม่มีดอกเบี้ย 19 นโยบายนี้เจาะกลุ่มเป้าหมาย "ครูรุ่นใหม่" (New Teachers) และบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังแบกภาระหนี้การศึกษา

3.3 พรรคประชาชน: การแก้ปัญหาโครงสร้างและสวัสดิการ

พรรคประชาชน (อดีตพรรคก้าวไกล) หลีกเลี่ยงการใช้นโยบายแจกเงินหรือพักหนี้แบบเหวี่ยงแห แต่เน้นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างรายจ่ายและรายได้ 16

  1. การปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรม: เน้นการเจรจากับสถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินจริง และสร้างความเป็นธรรมในสัญญาเงินกู้

  2. สวัสดิการลดรายจ่าย: พรรคประชาชนมองว่า "รายได้เหลือเก็บ" ของครูจะเพิ่มขึ้นได้ หากรายจ่ายในชีวิตประจำวันลดลง จึงเสนอนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า เช่น รถรับส่งนักเรียนฟรี อาหารกลางวันคุณภาพ และสวัสดิการเด็กเล็ก 19 ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพของครูที่มีครอบครัวทางอ้อม

  3. ความโปร่งใสของสหกรณ์: มุ่งเน้นการปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ครูให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดการแสวงหากำไรเกินควรจากสมาชิก

3.4 บทวิเคราะห์ความเสี่ยง: วินัยทางการเงินและภาระงบประมาณ

นักวิชาการจาก TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความกังวลต่อนโยบายประชานิยมเหล่านี้:

  • กับดักหนี้ (Debt Trap): มาตรการให้กู้เพิ่มเพื่อโปะหนี้เก่า (Refinance) ของ ก.ค.ศ. แม้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยระยะสั้น แต่หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเงิน หรือโครงสร้างรายได้ ครูอาจกลับมาเป็นหนี้ซ้ำซาก (Re-entry into debt cycle) 21

  • ภาระทางการคลัง (Fiscal Burden): นโยบายพักหนี้และปรับขึ้นเงินเดือนจะสร้างภาระผูกพันต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท) อย่างมหาศาล ในขณะที่หนี้สาธารณะของไทยแตะระดับ 65% ของ GDP แล้ว 22 การใช้นโยบายเหล่านี้อาจบีบให้รัฐบาลในอนาคตไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศด้านอื่น

ตารางเปรียบเทียบนโยบายแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา

พรรคการเมืองนโยบายหลักกลไกการดำเนินการกลุ่มเป้าหมายความเสี่ยง/ข้อสังเกต
เพื่อไทยแพ็กเกจล้างหนี้ / เงินเดือน ป.ตรี 25kสถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ / พักหนี้ 3 ปีครูที่มีหนี้นอกระบบ, ข้าราชการใหม่ภาระงบประมาณสูง, ผลกระทบต่อโครงสร้างเงินเดือนเอกชน
ภูมิใจไทยกู้หมุนเวียน ก.ค.ศ. 7 แสน / พักหนี้ กยศ.สำนักงาน ก.ค.ศ. / แก้ไขกฎหมาย กยศ.ครูที่มีหนี้ดอกเบี้ยสูง, ครูรุ่นใหม่ไทม์ไลน์ทับซ้อนช่วงเลือกตั้ง (Vote Buying?), วินัยการเงิน
ประชาชนปรับโครงสร้างหนี้ / สวัสดิการถ้วนหน้าเจรจาสถาบันการเงิน / รัฐสวัสดิการครูทุกกลุ่ม, ครอบครัวครูอาจไม่เห็นผลทันทีเหมือนการแจกเงิน, ต้องรื้อระบบสหกรณ์

4. การปฏิรูปวิชาชีพและระบบราชการ: จาก "ครูเวร" สู่ "วิทยฐานะใหม่"

นอกเหนือจากเรื่องปากท้อง ประเด็นเรื่อง "ภาระงาน" และ "ความก้าวหน้า" เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองต่อระบบราชการไทย

4.1 มหากาพย์ "ครูเวร": การต่อสู้ระหว่างความปลอดภัยและภาระงาน

ประเด็น "ครูเวร" หรือการให้ครูต้องเข้าเวรรักษาการณ์ในโรงเรียนยามวิกาล เป็นประเด็นร้อนที่สืบเนื่องมาจากปี 2567 ที่เกิดเหตุครูถูกทำร้ายขณะอยู่เวร จนนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิกการอยู่เวร 24

  • ผลงานรัฐบาล (ภูมิใจไทย/เพื่อไทย): รัฐบาลปัจจุบันได้อนุมัติงบประมาณปี 2567-2569 เพื่อจ้างนักการภารโรงมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทนครู โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการจัดสรรงบกว่า 2 พันล้านบาทเพื่อการนี้ 25 พรรครัฐบาลใช้สิ่งนี้เป็น "ผลงานจับต้องได้" (Tangible Achievement) ในการหาเสียงวันครู ว่าสามารถ "คืนความปลอดภัย" ให้ครูได้สำเร็จ

  • จุดยืนพรรคประชาชน: พรรคประชาชนสนับสนุนการยกเลิกครูเวรอย่างเต็มที่ แต่ขยายข้อเรียกร้องไปสู่การ "ยกเลิกงานธุรการ" ที่ไม่ใช่การสอนทั้งหมด โดยเสนอนโยบายจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการเฉพาะทาง และใช้เทคโนโลยี (AI/Database) มาจัดการงานเอกสาร เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มเวลา (Full-time Teaching) 12

4.2 เกณฑ์ ว1/2569: ทางด่วนสู่ความก้าวหน้าหรือกับดักประชานิยม?

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการใหม่ (ว1/2569) เรื่องการให้ข้าราชการครูฯ มีหรือเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ โดยเปิดช่องให้ใช้ "รางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์" (Empirical Awards) ระดับชาติหรือนานาชาติ มาเป็นคุณสมบัติแทนการทำผลงานวิชาการแบบเดิม 27

  • สาระสำคัญ: ครูที่มีผลงานรางวัลสามารถยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะได้ง่ายขึ้น โดยเกณฑ์นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป 27

  • นัยยะทางการเมือง: การประกาศเกณฑ์นี้ในช่วงก่อนเลือกตั้งเพียง 1 เดือน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบาย "ประชานิยมทางวิชาชีพ" (Professional Populism) ที่มุ่งเอาใจข้าราชการครูระดับสูงและผู้บริหารโรงเรียน (ซึ่งมีโอกาสได้รางวัลมากกว่าครูผู้น้อย) ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนคือ "คะแนนเสียง" จากกลุ่มบุคลากรที่มีอิทธิพลเหล่านี้ เพราะวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษมีค่าตอบแทนรวมสูงสุดถึง 108,000 บาท/เดือน 30

  • ข้อกังวล: นักวิชาการด้านการศึกษาเกรงว่าเกณฑ์นี้จะนำไปสู่มหกรรม "ล่ารางวัล" (Award Hunting) การจัดฉากประกวด และการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัล แทนที่จะมุ่งเน้นคุณภาพการสอนในห้องเรียนจริง 31

4.3 การคืนครูสู่ห้องเรียน: เทคโนโลยี vs อัตรากำลังคน

  • พรรคภูมิใจไทย: เน้นการใช้เทคโนโลยี Virtual School เพื่อลดภาระการสอนของครูในวิชาที่ขาดแคลน และให้ครูทำหน้าที่เป็นโค้ช (Coach) มากขึ้น 19

  • พรรคประชาชน: เน้นการ "กระจายอำนาจ" (Decentralization) ให้โรงเรียนบริหารงบประมาณและทรัพยากรบุคคลเอง เพื่อลดขั้นตอนการรายงานต่อส่วนกลาง และคืนเวลาให้ครูได้โฟกัสกับนักเรียน 12

5. สงครามนโยบายการศึกษา: เรียนฟรี, Tablet, และ Virtual School

พรรคการเมืองตระหนักดีว่าการหาเสียงเรื่องการศึกษาต้องกินใจทั้ง "ครู" และ "ผู้ปกครอง" จึงเกิดการแข่งขันเสนอนโยบายลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาที่ดุเดือด

5.1 เรียนฟรีถึงปริญญาเอก: ความเป็นไปได้และความคุ้มค่า

พรรคไทยก้าวใหม่ ได้สร้างความฮือฮาด้วยนโยบาย "เรียนฟรีถึงปริญญาเอก" 32

  • ข้อถกเถียง: แม้จะฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติ นักวิชาการมองว่าเป็นนโยบายที่ "เกินจริง" และอาจสร้างปัญหา "วุฒิการศึกษาเฟ้อ" (Degree Inflation) โดยที่ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการดุษฎีบัณฑิตจำนวนมากขนาดนั้น นอกจากนี้ งบประมาณที่ต้องใช้จะมหาศาลและอาจเบียดบังงบพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญกว่า 33

5.2 Virtual School และเทคโนโลยีการศึกษา: วิสัยทัศน์ภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทยชูธงนโยบาย "การศึกษาเท่าเทียมพลัส" และ "Virtual School" 19

  • แนวคิด: สร้างแพลตฟอร์มโรงเรียนเสมือนจริงที่รวบรวมการสอนจากครูเก่งระดับประเทศ ให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้ฟรี "ทุกที่ ทุกเวลา" แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลนครู และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

  • จุดแข็ง: ใช้งบประมาณน้อยกว่าการสร้างโรงเรียนจริง และสอดคล้องกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่

  • จุดอ่อน: ปัญหาความพร้อมของอุปกรณ์ (Device) และอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล (Digital Divide) รวมถึงคำถามว่าการเรียนออนไลน์จะทดแทนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในโรงเรียนได้หรือไม่

5.3 Learn to Earn และ Tablet per Child: ยุทธศาสตร์เพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย นำเสนอแนวคิด "Learn to Earn" หรือ "เรียนเพื่อสร้างรายได้" 35

  • 1 Tablet per Child: รื้อฟื้นนโยบายแจกแท็บเล็ต โดยปรับปรุงให้มีเนื้อหาการเรียนรู้ที่ทันสมัย และฟรีอินเทอร์เน็ต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล

  • อาชีวะสร้างชาติ: เน้นการผลิตกำลังคนสายอาชีพและทักษะระยะสั้น (Short Courses) ที่จบมาแล้วมีงานทำทันที สอดคล้องกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ

5.4 เรียนฟรีต้องฟรีจริง (Free Edu+): แนวทางพรรคประชาชน

พรรคประชาชนโจมตีว่านโยบาย "เรียนฟรี 15 ปี" ในปัจจุบัน "ไม่ฟรีจริง" เพราะมีค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden Costs) จำนวนมาก 19

  • นโยบาย: ขจัดค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าชุดนักเรียน ค่าบำรุงการศึกษาพิเศษ ค่าเดินทาง โดยเสนอสวัสดิการรถรับส่งนักเรียนฟรี และคูปองเปิดโลกการเรียนรู้

  • ปรัชญา: มองการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้อย่างเสมอภาค ไม่ใช่แค่การสงเคราะห์

ตารางเปรียบเทียบนโยบายการศึกษาสำหรับผู้เรียน

นโยบายภูมิใจไทยเพื่อไทยประชาชนไทยก้าวใหม่
ระดับการศึกษาฟรีปริญญาตรี (Virtual)เน้นอาชีวะ/มีงานทำขั้นพื้นฐาน (ฟรีจริง)ปริญญาเอก
เทคโนโลยีVirtual School Platform1 Tablet per ChildAI Database / Coding-
จุดเน้นการเข้าถึง (Access)การมีงานทำ (Employment)ความเท่าเทียม (Equity)ปริมาณ (Quantity)
สวัสดิการเสริมฟรีอินเทอร์เน็ตบัญชีออมสินเด็กรถรับส่ง / อาหารกลางวันอาหารเช้า-กลางวัน

6. ข้อจำกัดทางการคลังและบทวิเคราะห์จาก TDRI

ท่ามกลางมหกรรมประชานิยมทางการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกบทวิเคราะห์เตือนสติพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 22

6.1 พื้นที่ทางการคลังของงบประมาณปี 2569

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ชี้ให้เห็นว่า ฐานะการคลังของไทยในปี 2569 มีความเปราะบางกว่าในอดีต หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับประมาณ 65% ของ GDP งบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนงบประจำ (เงินเดือนข้าราชการ, สวัสดิการเดิม) สูงมาก ทำให้เหลือ "พื้นที่ทางการคลัง" (Fiscal Space) สำหรับนโยบายใหม่ๆ น้อยมาก 23

  • การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ/ครู หรือการเรียนฟรีถึง ป.เอก จะสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่ยากจะถอนตัว

  • TDRI เตือนว่านโยบาย "ลด-แลก-แจก-แถม" อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการคลัง และไม่ได้แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง (ผลสอบ PISA ของไทยยังตกต่ำ)

6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: สิ่งที่ประเทศต้องการ

TDRI เสนอว่า รัฐบาลใหม่ควรโฟกัสที่:

  1. Reskill/Upskill: สร้างแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะที่ขับเคลื่อนโดยความต้องการของตลาด (Demand Driven) ร่วมกับภาคเอกชน

  2. แก้หนี้เชิงพฤติกรรม: การแก้หนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างวินัยทางการเงิน ไม่ใช่แค่การพักหนี้

  3. ลดคอร์รัปชัน: ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างและการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้งบประมาณลงไปถึงห้องเรียนจริงๆ 38

7. บทสรุปและฉากทัศน์อนาคต (Conclusion and Future Scenarios)

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 และวาระ "วันครู" ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงจุดตัดทางประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทย พรรคการเมืองได้นำเสนอทางเลือกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง "การเยียวยาด้วยประชานิยม" ของพรรครัฐบาลเดิม ที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยเม็ดเงินและอำนาจรัฐ กับ "การรื้อสร้างโครงสร้าง" ของพรรคฝ่ายค้าน ที่ต้องการเปลี่ยนระบบราชการและกระจายอำนาจ

ฉากทัศน์ (Scenarios) ที่อาจเกิดขึ้น:

  • Scenario A: ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative Victory): หากพรรคภูมิใจไทยหรือเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล นโยบายแก้หนี้แบบพักชำระและโครงการเงินกู้ ก.ค.ศ. จะดำเนินต่อไป ครูจะได้ประโยชน์ทางการเงินระยะสั้น แต่โครงสร้างอำนาจในโรงเรียนและระบบวิทยฐานะแบบ ว1/2569 จะคงอยู่และเข้มข้นขึ้น การศึกษาจะเน้นการตอบสนองตลาดแรงงานและเทคโนโลยี แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างอาจยังไม่ถูกแก้

  • Scenario B: ชัยชนะของฝ่ายปฏิรูป (Reformist Victory): หากพรรคประชาชนพลิกชนะ นโยบาย "คืนครูสู่ห้องเรียน" และการยกเลิกงานธุรการจะถูกผลักดันอย่างจริงจัง แต่อาจเผชิญแรงต้านจากระบบราชการส่วนกลางและกลุ่มอำนาจเก่าที่เสียผลประโยชน์จากการกระจายอำนาจ การแก้หนี้อาจทำได้ช้ากว่าเพราะเน้นการปรับโครงสร้างสัญญามากกว่าการแจกเงิน

ท้ายที่สุด ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ "วันครู 2569" จะถูกจดจำในฐานะวันที่ "ครู" ถูกยกย่องเชิดชูสูงสุดในเชิงวาทกรรม แต่ในเชิงปฏิบัติ อนาคตของครูไทยยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายของงบประมาณแผ่นดินที่จำกัดและหนี้สินที่พะรุงพะรัง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่เป็นการเลือกระหว่าง "ความมั่นคงในแบบเดิม" หรือ "ความเสี่ยงเพื่อการเปลี่ยนแปลง" ของระบบการศึกษาไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

วันครูไทย2569! ส่องนโยบายการศึกษา–สวัสดิการครู กลายเป็นหัวใจสมรภูมิการเมือง ทำได้จริงหรือแค่ความฝัน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กำลังถูกจับตามองในฐานะ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเมืองไทยร่วมสมัย...