วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสมูเตลูธิปไตย ยุทธศาสตร์ดร.มหานิยม กราบพญานาค–หลวงปู่สอน สู้ศึกเลือกตั้งปี 2569


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังสะท้อนภาพการเมืองที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการแข่งขันเชิงนโยบายแบบเดิม เมื่อ “ศรัทธา ความเชื่อ และสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งชื่อของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครจาก พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 กลายเป็นจุดสนใจจากการเลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่ถูกขนานนามว่า “มูเตลูการเมือง”



การเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ณ วัดมหาพรหมโพธิราช ริมหนองหาร ซึ่ง ดร.นิยม เดินทางไปสักการะ หลวงปู่สอน (หลวงปู่ผมยาว) และ พญานาคหลวงปู่องค์ดำ แสนศิริจันทรานาคราช เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการทำบุญทั่วไป หากแต่ถูกนักวิชาการด้านการเมืองและวัฒนธรรมมองว่าเป็น “พิธีกรรมทางการเมือง” ที่ออกแบบมาเพื่อสื่อสารเชิงสัญญะกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง


จาก “มหานิยม” สายพุทธ สู่ผู้สมัครพรรคใหม่

ดร.นิยม หรือที่รู้จักในนาม “มหานิยม” เป็นนักการเมืองมากประสบการณ์ เคยเป็น ส.ส. สกลนคร ในนามพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยยาวนานกว่า 17 ปี อีกทั้งยังมีบทบาทด้านกิจการคณะสงฆ์ในระดับชาติ ด้วยพื้นฐานการศึกษาด้านกฎหมายและพุทธจิตวิทยา ทำให้เขามีทุนทางสังคมสูงในกลุ่มผู้นำศรัทธาและผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม การลาออกจากพรรคเพื่อไทยปลายปี 2568 และการย้ายสังกัดมาพรรคโอกาสใหม่ สะท้อนรอยร้าวทางการเมืองภายในพรรคใหญ่ และความจำเป็นในการสร้าง “จุดขายใหม่” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงกับคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม

พญานาค–หลวงปู่สอน : สัญลักษณ์การเมืองเหนือธรรมชาติ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเลือก “หลวงปู่สอน” เป็นภาพแทนของ “ความจริงแท้ภายใต้รูปลักษณ์ที่แตกต่าง” สอดรับกับสถานะของ ดร.นิยม ที่เปลี่ยนพรรคแต่ยืนยันอุดมการณ์เดิม ขณะที่ “พญานาคหลวงปู่องค์ดำ” ซึ่งเป็นพญานาคตระกูลสีดำ สื่อถึงพลังนักรบ ความเข้มแข็ง และการเฝ้าทรัพย์ ถูกใช้แทนภาพผู้นำที่พร้อมต่อสู้กับอำนาจเก่าและทุนผูกขาด

การเลือกวัดมหาพรหมโพธิราช ซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์คู่หนองหาร ยังสะท้อนการผูกโยงการเมืองเข้ากับรากเหง้าท้องถิ่น และเปิดมิติใหม่ของ “เศรษฐกิจศรัทธา” หรือมูเตลูอีโคโนมี ที่สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและรายได้ของชุมชน

ศรัทธา นโยบาย และการเมืองยุคใหม่

แม้ภาพลักษณ์พรรคโอกาสใหม่จะเน้นความเป็นนักบริหารมืออาชีพและนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น การแช่แข็งหนี้ การจัดการน้ำ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่กรณีของ ดร.นิยม แสดงให้เห็นความพยายาม “แปลนโยบาย” ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านสัญลักษณ์พญานาคซึ่งเป็นเจ้าแห่งน้ำและความอุดมสมบูรณ์

นักวิชาการมองว่า นี่คือการผสมผสานระหว่าง การเมืองเชิงนโยบายสมัยใหม่ กับ การเมืองเชิงวัฒนธรรมแบบท้องถิ่น อย่างแยบยล และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมรภูมิเลือกตั้งสกลนคร เขต 2

บทพิสูจน์ “มูเตลูธิปไตย”

ท้ายที่สุด ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์พญานาค–หลวงปู่สอน จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า “ศรัทธา” ยังสามารถคานอำนาจแบรนด์พรรคใหญ่และเครือข่ายทุนการเมืองได้มากน้อยเพียงใด ในการเลือกตั้งปี 2569

คำถามที่สังคมการเมืองกำลังจับตา คือ พญานาคหลวงปู่องค์ดำ จะสามารถนำพา “โอกาสใหม่” มาสู่สกลนครได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงปรากฏการณ์เชิงสัญลักษณ์ในประวัติศาสตร์การเมืองอีสานยุคใหม่เท่านั้น.


การวิเคราะห์พลวัตเชิงวาทกรรมและสัญญะทางการเมืองในมุมมองของ ดร.นิยม เวชกามา: กรณีศึกษาความเชื่อเรื่องพญานาค หลวงปู่สอน และบริบทการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 ปี พุทธศักราช 2569

1. บทนำ: ภูมิทัศน์ศรัทธากับการช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยในการเลือกตั้งทั่วไป ปีพุทธศักราช 2569 การแข่งขันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ "อีสาน" ยังคงดุเดือดและซับซ้อน พื้นที่นี้มิได้เป็นเพียงสมรภูมิของการต่อสู้ทางนโยบายประชานิยมหรืออุดมการณ์ประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการปะทะสังสรรค์ระหว่าง "อำนาจรัฐ" (State Power) "อำนาจทุน" (Capital Power) และ "อำนาจศักดิ์สิทธิ์" (Sacred Power) อย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์ที่เด่นชัดที่สุดประการหนึ่งคือการหวนกลับมาใช้วาทกรรมทางความเชื่อและศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) และการระดมสรรพกำลังทางคะแนนเสียง (Vote Mobilization) ของนักการเมืองท้องถิ่น

รายงานการวิจัยฉบับนี้ มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เจาะลึกกรณีศึกษาของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 สังกัด พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) หมายเลข 6 1 บุคคลผู้ซึ่งมีประวัติศาสตร์ทางการเมืองยาวนานและมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสถาบันสงฆ์ แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลับเลือกใช้อัตลักษณ์ทางความเชื่อเรื่อง "พญานาค" และ "เกจิอาจารย์ผู้ทรงอภิญญา" มาเป็นแกนหลักในการสื่อสารทางการเมือง โดยมีหมุดหมายสำคัญคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ณ วัดมหาพรหมโพธิราช ซึ่งเป็นเสมือนจุดตัดระหว่างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ตำนานปรัมปรา และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งสมัยใหม่ 3

การศึกษานี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจโลกทัศน์ของ ดร.นิยม เวชกามา ผ่านกรอบแนวคิดทางรัฐศาสตร์เชิงวัฒนธรรม (Cultural Politics) และมานุษยวิทยาความเชื่อ (Anthropology of Belief) เพื่อตอบคำถามว่า เหตุใดนักการเมืองระดับดุษฎีบัณฑิตสาขาพุทธจิตวิทยา จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ "มูเตลู" (Mutelu Strategy) ในการต่อสู้กับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และสัญลักษณ์ของ "หลวงปู่สอน" กับ "พญานาคองค์ดำ" สะท้อนนัยยะอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่ในสมการแห่งอำนาจของการเมืองสกลนคร

2. พลวัตทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา: จากรากฐานเพื่อไทยสู่ "โอกาสใหม่"

2.1 ปูมหลังและสถานะทางสังคม: "มหานิยม" ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา

ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในนาม "มหานิยม" มิใช่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นบุคลากรที่ฝังรากลึกในการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นมากว่าสองทศวรรษ พื้นฐานการศึกษาที่จบปริญญาตรีครุศาสตร์ นิติศาสตร์ และปริญญาเอกพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 1 ทำให้เขามีทุนทางสังคม (Social Capital) ที่โดดเด่นในสองลักษณะ คือ ความเป็น "นักกฎหมาย/นักปกครอง" และความเป็น "ปราชญ์ทางศาสนา"

ในอดีต ดร.นิยม เคยดำรงตำแหน่ง ส.ส. สกลนคร สังกัดพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2550 4 บทบาทที่โดดเด่นของเขาคือการเป็นหัวหอกในการอภิปรายและขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกิจการคณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาฯ 4 และล่าสุดในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร (ช่วงปี 2567-2568) ยังได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลกำกับงานด้านพุทธศาสนา 4 ภาพลักษณ์ของ "มหานิยม" จึงผูกติดอยู่กับความเป็น "พุทธแท้" และ "ผู้ปกป้องผ้าเหลือง" ในสายตาของฐานเสียงที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้นำชุมชนศรัทธา

2.2 รอยร้าวและการเปลี่ยนผ่าน: วิกฤตศรัทธาพรรคสู่การแสวงหาบ้านใหม่

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตทางการเมืองของ ดร.นิยม เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568 เมื่อเขาตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทยที่สังกัดมานานถึง 17 ปี การตัดสินใจครั้งนี้มิใช่เรื่องปกติในวัฒนธรรมการเมืองไทยที่มักยึดติดกับ "แบรนด์พรรค" โดยเฉพาะในภาคอีสานที่พรรคเพื่อไทยครองความเป็นเจ้าตลาด ดร.นิยม ให้เหตุผลว่าเขารู้สึก "ไม่มีที่ยืน" ในพรรคเดิม แม้จะมีความรักมาโดยตลอด 5 สถานการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาระบบอุปถัมภ์และการจัดสรรอำนาจภายในพรรคใหญ่ที่บีบคั้นให้นักการเมืองรุ่นเก่าต้องดิ้นรนหาทางรอด

ในช่วงแรก ดร.นิยม มีความเคลื่อนไหวที่จะย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยอ้างเหตุผลเรื่องการปกป้องพุทธศาสนาและการดูแลปากท้อง 5 แต่พลวัตการเมืองที่ผันผวนรวดเร็วทำให้ท้ายที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 เขาได้ลงสมัครในนาม พรรคโอกาสใหม่ 2 การเปลี่ยนสังกัดพรรคถึงสองครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเปราะบางของฐานคะแนนจัดตั้ง และความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้าง "จุดขายใหม่" ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของสีเสื้อพรรคการเมือง นี่จึงเป็นที่มาของการหันหน้าเข้าหา "พญานาค" และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้เป็น "สมอเรือ" ยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชนแทนอุดมการณ์พรรคที่สั่นคลอน

2.3 พรรคโอกาสใหม่: บริบทและยุทธศาสตร์ในสนามเลือกตั้ง 69

เพื่อให้เข้าใจบริบทการลงสมัครของ ดร.นิยม จำเป็นต้องวิเคราะห์โครงสร้างของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 6 พรรคนี้ชูภาพลักษณ์ของ "นักบริหารมืออาชีพ" (Technocrat) เน้นการลงมือทำมากกว่าการขายฝัน ด้วยสโลแกน "วิกฤติเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต" และ "เราไม่มีถ้า มีแต่ทำ" 8

นโยบายหลักของพรรคโอกาสใหม่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การแช่แข็งหนี้ 3 ปี, การจัดการน้ำและภัยพิบัติแบบบูรณาการ, การแก้ปัญหา PM 2.5, และการสร้างรัฐสวัสดิการ 10 อย่างไรก็ตาม สำหรับสนามเลือกตั้งภาคอีสานที่ยังคงให้ความสำคัญกับระบบความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความเชื่อ การขายนโยบายระดับมหภาคอาจไม่เพียงพอ ดร.นิยม จึงต้องทำหน้าที่เป็น "ตัวกลาง" (Intermediary) ที่แปลแปลงนโยบาย "การบริหารจัดการน้ำ" และ "เศรษฐกิจ" ของพรรค ให้กลายเป็นภาษาท้องถิ่นผ่านสัญลักษณ์ของ "พญานาค" ผู้เป็นเจ้าแห่งน้ำและความมั่งคั่ง

3. สมรภูมิสกลนคร เขต 2: ภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันที่เดิมพันสูง

3.1 ภูมิศาสตร์การเลือกตั้งและการแบ่งเขตใหม่

ในการเลือกตั้งปี 2569 จังหวัดสกลนครมีการเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอโพนนาแก้ว, อำเภอโคกศรีสุพรรณ, อำเภอเต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร (ตำบลโคกก่อง, ม่วงลาย, ดงชน, โนนหอม) 12 พื้นที่เหล่านี้มีลักษณะทางกายภาพที่เชื่อมโยงกับ "น้ำ" และ "ภูเขา" อย่างแนบแน่น โดยเฉพาะอำเภอเต่างอยที่มีชื่อเสียงเรื่องพญาเต่างอย และพื้นที่ริมหนองหารในเขตอำเภอเมือง ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางจิตวิญญาณที่สำคัญ

3.2 คู่แข่งและดุลอำนาจ

ดร.นิยม ต้องเผชิญกับศึกหนักจากคู่แข่งที่มีความแข็งแกร่งทั้งกระแสและกระสุน:

  1. นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย (พรรคเพื่อไทย): อดีต ส.ส. เขต 1 เจ้าของพื้นที่เดิมที่ย้ายข้ามเขตมาลงสมัครในเขต 2 2 การมีแบรนด์เพื่อไทยหนุนหลังและฐานคะแนนจัดตั้งที่แน่นหนา ทำให้นายอภิชาติเปรียบเสมือน "ยักษ์ใหญ่" ที่ยากจะล้ม

  2. นายชาตรี หล้าพรหม (พรรคกล้าธรรม): ย้ายสังกัดจากพรรคเดิมมาอยู่พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีเครือข่ายหัวคะแนนในระดับท้องถิ่น 2

  3. น.ส.ณภัชชา ศิลปะรายะ (พรรคภูมิใจไทย): ทายาทนักการเมืองท้องถิ่น (ลูกสาวนายก อบจ.) ซึ่งมีฐานเสียงจากเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น 2

ในสถานการณ์ที่คู่แข่งมีทั้ง "แบรนด์พรรคที่แข็งแกร่ง" (เพื่อไทย) และ "เครือข่ายบ้านใหญ่" (ภูมิใจไทย) ดร.นิยม ซึ่งสังกัดพรรคใหม่ (โอกาสใหม่) จำเป็นต้องสร้าง "อำนาจที่สาม" เพื่อมาคานดุลอำนาจเหล่านั้น และอำนาจนั้นคือ "อำนาจเหนือธรรมชาติ" (Supernatural Power)

4. ปรากฏการณ์ 11 มกราคม 2569: การถอดรหัสสัญญะ ณ วัดมหาพรหมโพธิราช

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 มิใช่เพียงการลงพื้นที่หาเสียงตามปกติ แต่เป็น "พิธีกรรมทางการเมือง" (Political Ritual) ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อสื่อสารความหมายเชิงซ้อนไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดร.นิยม ได้เดินทางไปยัง วัดมหาพรหมโพธิราช เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 2 สิ่ง คือ หลวงปู่สอน และ พญานาคหลวงปู่องค์ดำ 3

4.1 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์: นัยยะทางประวัติศาสตร์ของวัดมหาพรหมโพธิราช

การเลือกวัดมหาพรหมโพธิราช (วัดบ้านท่าวัดเหนือ) ตำบลเหล่าปอแดง (หรือดงชน) เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม มีนัยยะทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมหนองหาร แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวสกลนคร และเป็นพื้นที่ทับซ้อนทางประวัติศาสตร์หลายยุคสมัย ตั้งแต่ทวารวดี ขอม ล้านช้าง จนถึงรัตนโกสินทร์ 13

  • ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์: การเชื่อมโยงกับวัดที่มีตำนาน "พระเจ้าพรหมเทโวโพธิสัตว์" สร้างวัด 3 แห่ง (วัดเหนือ วัดกลาง วัดใต้) เป็นการตอกย้ำว่า ดร.นิยม คือ "ลูกหลานชาวสกลนคร" ที่เคารพในรากเหง้าและบรรพบุรุษ ต่างจากคู่แข่งที่อาจถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่เน้นแต่ผลประโยชน์ปัจจุบัน

  • ศูนย์กลางชุมชน: วัดมหาพรหมโพธิราชเป็นชุมชนนวัตวิถีและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม 13 การไปเยือนที่นี่คือการส่งสัญญาณสนับสนุนนโยบาย "เศรษฐกิจชุมชน" และ "การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา" ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพรรคโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น

4.2 หลวงปู่สอน (หลวงปู่ผมยาว): สัญลักษณ์ของ "ความจริงแท้" ภายใต้รูปลักษณ์ที่แตกต่าง

การเข้ากราบสักการะ "หลวงปู่สอน ปภัสสโร" หรือหลวงปู่ผมยาว อดีตเจ้าอาวาสผู้ล่วงลับ มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งทางการเมือง 3

  • การต่อสู้กับอคติ: ตำนานของหลวงปู่สอนระบุว่า ท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานที่เคร่งครัดและมีอภิญญาสูง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ไว้ผมยาว ทำให้ในอดีตท่านเคยถูกชาวบ้านบางส่วนปรามาสว่าเป็น "พระบ้า" หรือนอกรีต ก่อนที่ความจริงจะปรากฏว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์ 15

  • ภาพสะท้อนทางการเมือง: ดร.นิยม กำลังใช้อัตลักษณ์ของหลวงปู่สอนมาทาบทับ (Superimpose) กับตนเอง เพื่อสื่อสารว่า แม้เขาจะย้ายพรรคบ่อยครั้ง หรือสังกัดพรรคใหม่ที่คนอาจยังไม่คุ้นเคย (เปรียบเหมือนรูปลักษณ์ภายนอกที่แปลกไป) แต่เนื้อแท้แล้ว เขายังคงเป็น "ดร.นิยม คนเดิม" ที่มีจิตใจมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนและปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด (เปรียบเหมือนจิตวิญญาณพระป่าของหลวงปู่สอน) เป็นการเรียกร้องให้ประชาชนมองข้าม "เปลือก" (พรรค) ไปสู่ "แก่น" (ตัวบุคคล)

4.3 พญานาคหลวงปู่องค์ดำ: อำนาจใหม่แห่งความเปลี่ยนแปลง

จุดเน้นสำคัญที่สุดของพิธีกรรมนี้คือการบูชา "พญานาคหลวงปู่องค์ดำ แสนศิริจันทรานาคราช" 3 การเลือกพญานาคองค์นี้มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการบูชา "พญาศรีสัตตนาคราช" หรือ "ปู่ศรีสุทโธ" ที่เป็นกระแสหลักในภาคอีสาน

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ระหว่างพญานาคกระแสหลักกับพญานาคองค์ดำ

คุณลักษณะพญานาคกระแสหลัก (เช่น ปู่ศรีสุทโธ)พญานาคองค์ดำ (แสนศิริจันทรานาคราช)นัยยะทางการเมืองของ ดร.นิยม
ตระกูลเอราปถ (สีเขียว) / ฉัพพยาปุตตะ (สีรุ้ง)กัณหาโคตะมะ (สีดำ)สีดำคือความเข้มขลัง ลึกลับ และอำนาจเด็ดขาด เหมาะกับสถานการณ์วิกฤตที่ต้องการผู้นำเข้มแข็ง
ถิ่นกำเนิดแม่น้ำโขง / วังนาคินทร์คำชะโนดทะเลอันดามัน / ภูเก็ต / ถ้ำลึกการนำอำนาจจาก "แดนไกล" (ทะเลใต้) มาสู่สกลนคร สื่อถึง "โอกาสใหม่" และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลระดับประเทศ
บุคลิกเมตตา อารี ให้โชคลาภแบบชาวบ้านนักรบ ดุดัน เฝ้าทรัพย์สมบัติต้องการสื่อถึงความ "ใจถึงพึ่งได้" และความสามารถในการ "ต่อสู้" กับอุปสรรคทางการเมืองและเศรษฐกิจ
กลุ่มเป้าหมายชาวบ้านทั่วไป นักเสี่ยงโชคนักธุรกิจ ข้าราชการ คนรุ่นใหม่สายมูการขยายฐานเสียงจากกลุ่มรากหญ้าไปสู่กลุ่มคนที่ต้องการความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต
  • ตระกูลกัณหาโคตมะและภาวะผู้นำ: ตามคติความเชื่อ พญานาคตระกูลสีดำ (กัณหาโคตมะ) เกิดจากเหงื่อไคล หรือไข่ มีร่างกายกำยำบึกบึน มักทำหน้าที่เป็น "นักรบ" และ "ผู้เฝ้าทรัพย์แผ่นดิน" 16 ดร.นิยม ใช้สัญลักษณ์นี้เพื่อสื่อว่าตนพร้อมจะเป็น "นักรบ" ในสภาที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาวสกลนคร และเป็น "ผู้เฝ้างบประมาณ" ไม่ให้รั่วไหล สอดคล้องกับนโยบายปราบโกงและบริหารจัดการของพรรคโอกาสใหม่

  • การเชื่อมโยงข้ามภูมิภาค (Cross-regional Connection): การที่พญานาคองค์ดำมีตำนานเชื่อมโยงกับทะเลอันดามันและภูเก็ต 19 อาจถูกตีความในเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาได้ว่า ดร.นิยม ต้องการนำความเจริญมั่งคั่งแบบเมืองท่องเที่ยวชายทะเลมาสู่เมืองหนองหาร เป็นการเปิด "โอกาสใหม่" ทางเศรษฐกิจที่ไม่ยึดติดกับโมเดลเดิมๆ ของอีสาน

5. มุมมองของ ดร.นิยม ต่อบทบาทของพญานาคในการเมืองร่วมสมัย

จากการวิเคราะห์พฤติกรรมและถ้อยแถลงของ ดร.นิยม ผ่านแหล่งข้อมูลต่างๆ สามารถสังเคราะห์มุมมองของเขาที่มีต่อพญานาคได้ใน 3 มิติหลัก:

5.1 พญานาคในฐานะ "ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มองไม่เห็น" (The Invisible Electorate)

ในมุมมองของ ดร.นิยม พญานาคไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ในตำนาน แต่เป็น "ประชาคม" หนึ่งที่มีอยู่จริงในมิติทางจิตวิญญาณ การไปกราบไหว้ขอพร "ให้ชนะเลือกตั้ง" 3 สะท้อนวิธีคิดที่เชื่อว่าอำนาจทางการเมืองไม่ได้มาจากประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องได้รับ "อาณัติ" (Mandate) จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่นด้วย การได้รับการยอมรับจากพญานาค (ผ่านพิธีกรรม) เท่ากับเป็นการได้รับการยอมรับจาก "จิตวิญญาณของพื้นที่" ซึ่งจะส่งผลทางจิตวิทยาให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจและศรัทธาในตัวผู้สมัคร

5.2 พญานาคในฐานะ "เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ" (Economic Engine)

ดร.นิยม ตระหนักดีถึงพลังของ "มูเตลูอีโคโนมี" (Mutelu Economy) การชูประเด็นพญานาคองค์ดำที่วัดมหาพรหมโพธิราช ไม่ใช่เรื่องความงมงายไร้สาระ แต่เป็นวิสัยทัศน์ในการสร้าง "จุดขายใหม่" ให้กับเขตเลือกตั้งที่ 2 21 หากเขาสามารถผลักดันให้วัดนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คระดับประเทศได้ (เช่นเดียวกับถ้ำนาคา หรือคำชะโนด) เม็ดเงินมหาศาลจะหลั่งไหลเข้าสู่ชุมชน นโยบายพรรคโอกาสใหม่เรื่องการแก้หนี้และปากท้อง 10 จึงถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกการท่องเที่ยวสายมูนี้อย่างเป็นรูปธรรม

5.3 พญานาคในฐานะ "สัญลักษณ์แห่งการต่อต้าน" (Symbol of Resistance)

ท่ามกลางการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยพรรคใหญ่และทุนผูกขาด พญานาคตระกูลสีดำที่เป็นนักรบผู้โดดเดี่ยวแต่ทรงพลัง กลายเป็นสัญลักษณ์แทนตัวตนของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ที่พยายามนำเสนอทางเลือกที่ 3 การบูชาพญานาคองค์ดำคือการประกาศสงครามเชิงสัญลักษณ์กับอำนาจเก่า (Old Establishment) โดยใช้พลังแห่งความเชื่อที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางโลกมาเป็นเครื่องมือต่อรอง

6. บทวิเคราะห์ความสอดคล้องกับนโยบายพรรคโอกาสใหม่

แม้จะดูเหมือนว่ายุทธศาสตร์ "มูเตลู" ของ ดร.นิยม จะขัดแย้งกับภาพลักษณ์ "นักบริหารทันสมัย" ของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจ:

  1. การบริหารจัดการน้ำ vs เจ้าแห่งน้ำ: พรรคโอกาสใหม่มีนโยบายหลักเรื่องการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ 10 พญานาคคือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และการควบคุมน้ำ การที่ ดร.นิยม บูชาพญานาค จึงเป็นการสื่อสารนโยบายจัดการน้ำในภาษาวัฒนธรรมที่ชาวบ้านเข้าใจง่ายที่สุด

  2. การแก้หนี้และสร้างโอกาส vs ผู้เฝ้าทรัพย์: พรรคเน้นการแช่แข็งหนี้และเติมเงินเข้าระบบ พญานาคตระกูลกัณหาโคตะมะคือผู้เฝ้าขุมทรัพย์ การขอพรให้ชาวบ้านมั่งคั่งร่ำรวย 19 จึงสอดรับกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจของพรรค

  3. การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: การให้ความสำคัญกับตำนานท้องถิ่น (Local Legend) อย่างพญานาคและหลวงปู่สอน คือการยืนยันหลักการกระจายอำนาจทางวัฒนธรรม ให้ท้องถิ่นมีสิทธิกำหนดเรื่องเล่าและทิศทางการพัฒนาของตนเอง ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

7. บทสรุป: มูเตลูธิปไตยกับอนาคตการเมืองสกลนคร

การวิเคราะห์มุมมองของ ดร.นิยม เวชกามา ผ่านกรณีศึกษาพญานาคและหลวงปู่สอน ชี้ให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งปี 2569 "ศรัทธา" ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดที่มีอิทธิพลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า "นโยบาย" หรือ "กระแสพรรค" การที่ ดร.นิยม เลือกเดินเส้นทางสาย "มูเตลู" ควบคู่ไปกับนโยบาย "โอกาสใหม่" เป็นยุทธศาสตร์การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสนามเลือกตั้งที่มีการแข่งขันสูงและมีความไม่แน่นอน

"พญานาคหลวงปู่องค์ดำ" ในบริบทนี้ จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเทวรูปสำหรับกราบไหว้ แต่เป็น "สื่อกลางทางการเมือง" (Political Medium) ที่ทรงพลัง ที่ทำหน้าที่:

  1. Re-branding: สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ ดร.นิยม ในฐานะผู้นำที่เข้มแข็งและเข้าถึงจิตวิญญาณท้องถิ่น

  2. Mobilizing: ระดมฐานเสียงข้ามกลุ่ม (Cross-cutting cleavage) ทั้งคนแก่ที่ศรัทธาศาสนา และคนรุ่นใหม่ที่ชอบสายมู

  3. Legitimizing: สร้างความชอบธรรมในการอาสาเป็นตัวแทนประชาชน โดยอ้างอิงอำนาจจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ความสำเร็จของ ดร.นิยม ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การผสมผสานระหว่าง "การเมืองเชิงนโยบายแบบสากล" (Modern Policy-based Politics) ของพรรคโอกาสใหม่ กับ "การเมืองเชิงวัฒนธรรมแบบท้องถิ่น" (Local Cultural Politics) จะสามารถเอาชนะอำนาจของพรรคการเมืองใหญ่ที่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนานได้หรือไม่ และ "พญานาค" จะสามารถนำพา "โอกาสใหม่" มาสู่ชาวสกลนครได้จริงตามคำอธิษฐานหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสมูเตลูธิปไตย ยุทธศาสตร์ดร.มหานิยม กราบพญานาค–หลวงปู่สอน สู้ศึกเลือกตั้งปี 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังสะท้อนภาพการเมืองที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการแข่งขันเชิงนโยบายแบบเดิม เมื่อ “ศร...