วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

วันเด็กแห่งชาติ ประชันวิสัยทัศน์การศึกษา พรรคไหน "แจก รื้อ เสี่ยงวินัยการคลัง"

 


เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2569 ถอดรหัสนโยบายการศึกษาเลือกตั้ง 8 ก.พ. ใครแจก ใครรื้อ ใครเสี่ยงวินัยการคลัง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ไม่เพียงในมิติการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ยังเป็นสนามต่อสู้เชิงอุดมการณ์ด้าน “นโยบายการศึกษา” ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักของการหาเสียง โดยมี วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ทำหน้าที่เสมือนเวทีเปิดเกมประชันวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองต่อผู้ปกครอง เยาวชน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่


รายงานวิเคราะห์เชิงนโยบายฉบับนี้ชี้ว่า ภูมิทัศน์การศึกษาไทยในปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วย สองกระแสใหญ่ที่ปะทะกันอย่างชัดเจน ได้แก่

  1. กระแสประชานิยมทางดิจิทัลและวัตถุ ที่เน้นการแจกอุปกรณ์ การพักหนี้ และสวัสดิการเร่งด่วน

  2. กระแสปฏิรูปโครงสร้างและสิทธิมนุษยชน ที่มุ่งรื้ออำนาจนิยมในโรงเรียนและกระจายอำนาจการจัดการศึกษา

ท่ามกลางคำเตือนจากนักวิชาการถึงความเสี่ยงทางการคลัง และกับดักนโยบายที่ละเลยคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนในระยะยาว

วันเด็ก 2569 กับนัยทางการเมือง

ปีนี้ วันเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการผสมผสานวาทกรรมชาตินิยมเข้ากับกระแสความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าภายใต้วาทกรรมที่ดูทันสมัย นโยบายการศึกษาที่เป็นรูปธรรมยังคงเน้น “การแจก” มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

การศึกษา สมรภูมิใหญ่ของการเลือกตั้ง

นโยบายการศึกษากลายเป็นประเด็นร้อน ด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ

  • ปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่พอกพูน

  • ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนเมือง–ชนบท และผลคะแนน PISA ที่ตกต่ำ

  • ภาระค่าครองชีพของผู้ปกครองในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

เพื่อไทย–ภูมิใจไทย ชูประชานิยมการศึกษา

พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลเดิม เสนอแนวคิด “Learn to Earn” มุ่งเชื่อมการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านการรื้อฟื้นนโยบาย 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต และการตั้ง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อเปิดทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม นักวิชาการเตือนถึงบทเรียนความล้มเหลวในอดีต และความเสี่ยงด้านงบประมาณ รวมถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ หากขาดแผนรองรับที่รอบด้าน

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ชูภาพลักษณ์ “พูดแล้วทำ” เสนอ พักหนี้ กยศ. 5 ปี ปลอดดอกเบี้ย และโมเดล Virtual School เพื่อแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ฝ่ายเศรษฐศาสตร์เตือนว่า นโยบายพักหนี้อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลาทางการคลัง” และสร้างภาวะภัยทางศีลธรรม กระทบเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว

พรรคฝ่ายค้านเดิม ชี้รื้อระบบมากกว่าแจกของ

ด้านพรรคประชาชน เสนอแนวทางแตกต่าง โดยมุ่งเน้น การปฏิรูปโครงสร้างและสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน ทั้งการยกเลิกอำนาจนิยม การปลดล็อกทรงผม–เครื่องแบบ แนวคิด “บุฟเฟต์การศึกษา” และการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แม้นโยบายจะได้รับเสียงสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ แต่ก็เผชิญแรงต้านจากระบบราชการและกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างเข้มข้น

งบการศึกษาอึดอัด พื้นที่นโยบายจำกัด

การวิเคราะห์งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2569 พบว่า งบกว่า 62% เป็นรายจ่ายบุคลากร ทำให้พื้นที่ทางการคลังสำหรับนโยบายใหม่มีจำกัด นักวิชาการจาก TDRI เตือนว่า การแข่งขันกันแจกสวัสดิการอาจบั่นทอนวินัยการคลัง และกระทบความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

บทสรุป: วันเด็กกับคำถามอนาคตการศึกษาไทย

บทวิเคราะห์ชี้ว่า นโยบายการศึกษาปี 2569 ยังคงติดกับดัก “ประชานิยมเชิงฮาร์ดแวร์” มากกว่าการลงทุนในครู หลักสูตร และคุณภาพการเรียนรู้ที่แท้จริง พร้อมเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่หันมาเน้นการลงทุนเชิงระบบ ช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า และเปิดพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา

ท้ายที่สุด วันเด็กแห่งชาติจะมีความหมายมากกว่าการจัดงานรื่นเริงได้ก็ต่อเมื่อ นโยบายการศึกษาไม่ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือหาเสียง แต่เป็นรากฐานในการสร้าง “พลเมืองคุณภาพ” ให้กับประเทศในระยะยาว.

เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ: วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยเกี่ยวกับการศึกษา

บทคัดย่อ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยมี "วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569" เป็นปฐมบทที่สะท้อนวาทกรรมและทิศทางนโยบายสาธารณะที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอต่อสังคม รายงานฉบับนี้มุ่งทำการวิเคราะห์เชิงลึกและสังเคราะห์นโยบายด้านการศึกษาของพรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้กรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) และการศึกษาวิพากษ์ (Critical Pedagogy) ผลการศึกษาพบว่าภูมิทัศน์นโยบายการศึกษาไทยในปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วยสองกระแสหลักที่ปะทะสังสรรค์กัน คือ "กระแสประชานิยมทางดิจิทัลและวัตถุ" (Digital and Material Populism) ที่เน้นการแจกอุปกรณ์และพักหนี้สิน ซึ่งนำโดยพรรคร่วมรัฐบาลเดิม และ "กระแสปฏิรูปโครงสร้างและสิทธิมนุษยชน" (Structural Reform and Rights-Based Approach) ที่เน้นการรื้อถอนอำนาจนิยมในโรงเรียน ซึ่งนำโดยพรรคฝ่ายค้านเดิม บทวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงทางการคลัง (Fiscal Risk) จากนโยบายลดแลกแจกแถมที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว ท่ามกลางคำเตือนจากสถาบันวิชาการถึงกับดักของการพัฒนาที่ละเลยคุณภาพหลักสูตรและสมรรถนะผู้เรียนที่แท้จริง


1. บทนำ: พลวัตการเมืองไทยและนัยแห่งวันเด็กแห่งชาติ 2569

1.1 บริบททางการเมืองและไทม์ไลน์สู่การเลือกตั้ง

ในปีพุทธศักราช 2569 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 1 ซึ่งถือเป็นเดิมพันสูงสำหรับทุกขั้วอำนาจทางการเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการคัดเลือกผู้แทนราษฎร แต่เป็นการต่อสู้ทางความคิดระหว่างขั้วอนุรักษนิยมใหม่และขั้วเสรีนิยมก้าวหน้า ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจที่เปราะบางและสังคมที่โหยหาการเปลี่ยนแปลง

บรรยากาศของการรณรงค์หาเสียงเริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องมาจนถึงเดือนมกราคม 2569 โดยมีหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมการเมืองคือ "วันเด็กแห่งชาติ" ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 4 ในปีนี้ วันเด็กแห่งชาติมิได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นวันเฉลิมฉลองของเยาวชน แต่ได้กลายเป็นเวทีประชันวิสัยทัศน์ (Political Arena) ที่พรรคการเมืองใช้สื่อสารนโยบายไปยังกลุ่มผู้ปกครองและกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ (First-time Voters) อย่างมีนัยสำคัญ

1.2 วาทกรรม "รักชาติไทย ใส่ใจโลก" และสัญญะทางการเมือง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ไว้ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” 5 คำขวัญนี้มีความน่าสนใจในเชิงสัญญะศาสตร์ (Semiotics) อย่างยิ่ง เมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับคำขวัญในอดีต จะพบการผสมผสานระหว่างอุดมการณ์ชาตินิยม (Nationalism) ผ่านวลี "รักชาติไทย" ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่รัฐไทยพยายามธำรงรักษาไว้ กับกระแสโลกาภิวัตน์และสิ่งแวดล้อมนิยม (Environmentalism) ผ่านวลี "ใส่ใจโลก" 7

นักวิเคราะห์มองว่า การที่นายกรัฐมนตรีเลือกใช้วลี "ใส่ใจโลก" เป็นการตอบรับต่อเทรนด์ความยั่งยืน (Sustainability) และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นประเด็นที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญสูงสุด 7 อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้วาทกรรมที่ดูทันสมัยนี้ นโยบายที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและการศึกษาเพื่อความยั่งยืนยังคงเป็นคำถาม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการจัดสรรงบประมาณที่ยังเน้นการก่อสร้างและแจกสิ่งของมากกว่าการปลูกฝังจิตสำนึกเชิงลึก

1.3 ความสำคัญของนโยบายการศึกษาในสนามเลือกตั้ง 2569

การศึกษาได้กลายเป็น "สมรภูมิหลัก" (Battleground) ของการหาเสียงในปี 2569 ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  1. วิกฤตหนี้สิน: ปัญหาหนี้ กยศ. ที่พอกพูนจนกลายเป็นปัญหาระดับมหภาค ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหลายล้านคนรอคอยทางออก 8

  2. ความเหลื่อมล้ำ: ช่องว่างระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบทที่ถ่างกว้างขึ้น สะท้อนผ่านผลคะแนน PISA ที่ตกต่ำ 9

  3. เศรษฐกิจตกต่ำ: ผู้ปกครองคาดหวังให้นโยบายการศึกษาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน (Cost of Living) ผ่านโครงการเรียนฟรีและสวัสดิการต่างๆ 10

รายงานฉบับนี้จึงมุ่งวิเคราะห์เจาะลึกไปที่เนื้อหาของนโยบาย ความเป็นไปได้ทางการคลัง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบการศึกษาไทย โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกตามกลุ่มพรรคการเมืองและประเด็นปัญหาสำคัญ


2. กรอบแนวคิด: ประชานิยมทางการศึกษาและการปฏิรูปโครงสร้าง

ในการวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 จำเป็นต้องวางอยู่บนกรอบแนวคิดที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นถึงรากฐานความคิดของแต่ละพรรคการเมือง

2.1 ประชานิยมทางการศึกษา (Educational Populism)

แนวคิดนี้มักปรากฏในรูปแบบของนโยบายที่ให้ผลประโยชน์ทางวัตถุที่จับต้องได้ทันที (Tangible Benefits) โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปฏิรูปที่ซับซ้อน หรือที่เรียกว่า "Quick Wins" ตัวอย่างเช่น การแจกแท็บเล็ต การให้เงินอุดหนุนรายหัว หรือการพักชำระหนี้ 11 นโยบายกลุ่มนี้มักได้รับความนิยมสูงในการหาเสียงเพราะสื่อสารง่ายและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่าได้รับประโยชน์โดยตรง แต่ข้อเสียคือมักสร้างภาระทางการคลังระยะยาวและอาจไม่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่แท้จริง

2.2 การปฏิรูปโครงสร้างและสิทธิ (Structural Reform and Rights)

แนวคิดนี้เน้นการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารจัดการ กฎหมาย และวัฒนธรรมองค์กร มุ่งเน้นไปที่สิทธิเสรีภาพของผู้เรียน การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการรื้อปรับหลักสูตร 13 นโยบายกลุ่มนี้มักมีความซับซ้อนในการสื่อสารและอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผลประโยชน์เดิม (เช่น ระบบราชการส่วนกลาง) แต่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มปัญญาชนและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ


3. วิเคราะห์เจาะลึกนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลและขั้วอนุรักษนิยม

กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ซึ่งประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมอื่นๆ ต่างนำเสนอนโยบายที่เน้นความต่อเนื่องและการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการศึกษา

3.1 พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "Learn to Earn" และการฟื้นคืนชีพของแท็บเล็ต

พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลเดิม ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการบริหารที่เน้น "การกินดีอยู่ดี" และการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นโยบายการศึกษาในปี 2569 จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานเป็นหลัก ภายใต้สโลแกน "Learn to Earn: เรียนรู้มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต" 10

3.1.1 การรื้อฟื้นนโยบาย One Tablet Per Child (Free Tablet for All)

หนึ่งในนโยบายที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือการประกาศแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนและครูอีกครั้ง ภายใต้ชื่อโครงการ "1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต" และ "1 ครู 1 แท็บเล็ต" 15

  • ตรรกะเบื้องหลัง: พรรคเพื่อไทยมองว่าความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย การแจกอุปกรณ์จึงเป็นการ "ติดอาวุธ" ที่เร็วที่สุด เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงแหล่งความรู้ออนไลน์ได้เท่าเทียมกัน

  • บทวิเคราะห์เชิงวิพากษ์:

    แม้เจตนาจะดูดี แต่ประวัติศาสตร์จากโครงการ OTPC ในปี 2555 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงตามหลอกหลอน ในครั้งนั้นรัฐบาลทุ่มงบประมาณกว่า 6 พันล้านบาท แต่โครงการกลับล้มเหลวเนื่องจากปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง สเปกเครื่องต่ำ อายุการใช้งานสั้น และขาดแคลนงบซ่อมบำรุง 17

    ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ Policy Watch ชี้ให้เห็นความเสี่ยงสำคัญของการนำนโยบายนี้กลับมาใช้ใหม่ในปี 2569:

    1. ภาระงบประมาณผูกพัน: การแจกแท็บเล็ตไม่ใช่รายจ่ายครั้งเดียวจบ แต่มีค่าใช้จ่ายแฝง (Total Cost of Ownership) ทั้งค่าซอฟต์แวร์ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุก 3-5 ปี ซึ่งอาจกลายเป็นภาระงบประมาณระยะยาวที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพหากไม่มีแผนรองรับ 18

    2. กับดักฮาร์ดแวร์: การมีเครื่องมือไม่ได้การันตีการเรียนรู้ งานวิจัยระบุว่าความสำเร็จของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาขึ้นอยู่กับ "คุณภาพของเนื้อหา" (Content) และ "ทักษะของครู" (Pedagogy) มากกว่าตัวอุปกรณ์ หากแจกเครื่องไปแต่ครูยังสอนแบบบรรยายหน้าชั้นเรียน (Passive Learning) แท็บเล็ตก็จะกลายเป็นเพียงเครื่องเล่นเกมราคาแพง 19

    3. ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์: ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม (ตามคำขวัญ "ใส่ใจโลก") การแจกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นับล้านชิ้นโดยไม่มีแผนการจัดการซาก (E-waste Management) ที่ชัดเจน อาจขัดแย้งกับจุดยืนด้านความยั่งยืนของรัฐบาลเอง

3.1.2 ธนาคารหน่วยกิต (National Credit Bank) และการศึกษายืดหยุ่น

นโยบายที่ได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกจากภาคเอกชนคือการจัดตั้ง "ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ" 10 ซึ่งอนุญาตให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตจากการทำงาน การฝึกอบรม หรือการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เพื่อนำมาเทียบโอนวุฒิการศึกษาได้

  • นัยสำคัญ: นโยบายนี้พยายามทลายกำแพงระหว่างโลกวิชาการและโลกอาชีพ สอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่ให้ความสำคัญกับทักษะ (Skill) มากกว่าใบปริญญา หากทำสำเร็จจะช่วยให้แรงงานไทยสามารถ Reskill/Upskill ได้ตลอดชีวิต โดยไม่ต้องลาออกจากงานมาเรียนเต็มเวลา

  • ความท้าทาย: อุปสรรคใหญ่หลวงคือระบบราชการของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ยังยึดติดกับมาตรฐานวิชาการแบบเดิม การสร้างเกณฑ์เทียบโอนที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน (Standardization) จึงเป็นโจทย์หินที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่

3.2 พรรคภูมิใจไทย: "พูดแล้วทำ พลัส" กับเดิมพันหนี้การศึกษา

พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พยายามสร้างแบรนด์ "พูดแล้วทำ" โดยต่อยอดนโยบายเดิมและขยายผล (Plus) ไปสู่นโยบายที่แก้ปัญหาปากท้องและหนี้สินโดยตรง 10

3.2.1 กยศ. ปลอดดอกเบี้ย และพักหนี้ 5 ปี: ระเบิดเวลาทางการคลัง?

นโยบายที่โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานที่สุดของพรรคภูมิใจไทย คือข้อเสนอในการแก้กฎหมายกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้ "ไม่มีดอกเบี้ย" "ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน" และ "พักชำระหนี้ 5 ปี" 10

  • บริบทปัญหา: ปัจจุบัน กยศ. มีผู้กู้ยืมสะสมกว่า 6.28 ล้านคน คิดเป็นมูลหนี้กว่า 6.9 แสนล้านบาท 8 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่มีนัยสำคัญ การปลดภาระนี้จึงเป็นนโยบายประชานิยมที่ทรงพลังอย่างยิ่ง

  • การวิเคราะห์ผลกระทบ:

    นักเศรษฐศาสตร์การเงินมองนโยบายนี้ด้วยความกังวลอย่างยิ่ง ข้อมูลจาก 101 PUB และรายงานทางการเงินของ กยศ. ระบุว่า สถานะของกองทุนเริ่มสั่นคลอนจากการแก้กฎหมายก่อนหน้านี้ที่ลดเบี้ยปรับและดอกเบี้ยลงอย่างมาก ทำให้ยอดการชำระหนี้คืนลดต่ำลง 23

    การประกาศนโยบาย "พักหนี้ 5 ปี" และ "ปลอดดอกเบี้ย" อาจก่อให้เกิด ภาวะภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) ครั้งใหญ่ ผู้กู้ที่มีกำลังจ่ายอาจเลือกที่จะหยุดจ่ายเพื่อรอมาตรการรัฐ ส่งผลให้กระแสเงินสด (Cash Flow) ของกองทุนติดลบภายในระยะเวลาอันสั้น

    ผลที่ตามมา: เมื่อกองทุนไม่มีเงินหมุนเวียน รัฐบาลจำเป็นต้องนำงบประมาณแผ่นดิน (ภาษีประชาชน) ไปอุดหนุน กยศ. เพื่อให้มีเงินปล่อยกู้ให้นักเรียนรุ่นใหม่ หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด กองทุนอาจต้องลดจำนวนผู้กู้รายใหม่ลง ตัดโอกาสทางการศึกษาของเด็กยากจนในอนาคต 24 นี่จึงเป็นนโยบายที่ "ได้คะแนนเสียงวันนี้ แต่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหน้า"

3.2.2 Virtual School: โรงเรียนเสมือนจริง

พรรคภูมิใจไทยเสนอโมเดล "Virtual School" หรือโรงเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กและครูไม่ครบชั้น 10

  • ศักยภาพ: หากทำได้จริง จะช่วยให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้เรียนกับครูเก่งๆ หรือติวเตอร์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มกลาง ลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา

  • ข้อสังเกต: ความสำเร็จของ Virtual School ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของอินเทอร์เน็ต (ซึ่งพรรคเสนอนโยบายฟรีอินเทอร์เน็ตควบคู่) และวินัยของผู้เรียน การเรียนผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เด็กขาดทักษะทางสังคม (Social Skills) และการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต

3.3 พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ: สวัสดิการและการศึกษาพื้นฐาน

  • พรรคประชาธิปัตย์: ภายใต้การนำของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และแกนนำอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยังคงมีบทบาททางความคิด พรรคเน้นย้ำนโยบาย "เรียนฟรีต้องฟรีจริง" 26 โดยเจาะจงไปที่ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทาง และค่าอุปกรณ์ พรรคเสนอให้มีการจัดสรรแล็ปท็อป (Laptop) หรือแท็บเล็ตฟรีเช่นกัน โดยเน้นคุณภาพอุปกรณ์ที่สูงกว่าเพื่อการใช้งานจริง 10

  • พรรคพลังประชารัฐ: ชูนโยบาย "สวัสดิการการศึกษาประชารัฐ" เน้นการดูแลบุตรหลานข้าราชการและผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และนโยบายโรงเรียนใกล้บ้านที่มีคุณภาพ เพื่อลดภาระการเดินทาง 10


4. วิเคราะห์เจาะลึกนโยบายพรรคฝ่ายค้านและขั้วก้าวหน้า

ในฟากฝั่งของพรรคฝ่ายค้านเดิม โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ที่สืบทอดเจตนารมณ์จากพรรคก้าวไกล) นำเสนอนโยบายที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยเน้นไปที่ "ซอฟต์แวร์" ของระบบการศึกษามากกว่า "ฮาร์ดแวร์"

4.1 พรรคประชาชน: ปฏิวัติการศึกษาผ่านสิทธิและการกระจายอำนาจ

พรรคประชาชนนำเสนอชุดนโยบายที่มุ่งรื้อถอนโครงสร้างอำนาจนิยมในโรงเรียนและกระจายอำนาจการจัดการศึกษา ภายใต้แนวคิด "การศึกษาที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง" 14

4.1.1 บุฟเฟต์การศึกษาและหลักสูตรที่ยืดหยุ่น

นโยบาย "บุฟเฟต์การศึกษา" 26 คือแนวคิดที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนวิชาที่สนใจได้ตามความถนัด ไม่ถูกจำกัดด้วยแผนการเรียนสายวิทย์-ศิลป์แบบเดิมๆ

  • การวิเคราะห์: นี่คือการพยายามเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากการผลิตคนตามบล็อก (Standardized Production) ไปสู่การพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Personalized Learning) ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) แต่ความท้าทายมหาศาลคือ "ความพร้อมของครูและโรงเรียน" โรงเรียนในต่างจังหวัดที่มีครูจำกัดจะสามารถจัดวิชาเลือกที่หลากหลายแบบบุฟเฟต์ได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงเมนูสวยหรูที่มีให้เลือกเฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่

4.1.2 การปลดล็อกสิทธิเสรีภาพและยกเลิกอำนาจนิยม

พรรคประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่อง "สิทธิมนุษยชนในโรงเรียน" 10 โดยเสนอนโยบาย:

  • ยกเลิกการบังคับทรงผมและเครื่องแบบนักเรียน

  • ปฏิรูปกฎระเบียบวินัยให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

  • เปิดพื้นที่ให้สภานักเรียนมีอำนาจในการตัดสินใจและประเมินครู

  • นัยทางการเมือง: นโยบายนี้ดึงดูดกลุ่ม "New Voters" หรือนักเรียนมัธยมที่มีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกได้อย่างถล่มทลาย เพราะเป็นการตอบสนองต่อความคับข้องใจ (Pain Points) ที่พวกเขามีต่อระบบอำนาจนิยมในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้สร้างแรงเสียดทานอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษนิยมและครูอาวุโสที่มองว่าเป็นการทำลายวินัยและวัฒนธรรมอันดีงาม

4.1.3 การกระจายอำนาจและ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่

พรรคประชาชนประกาศผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่เน้นการลดอำนาจส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ และถ่ายโอนอำนาจการบริหารงบประมาณและบุคลากรไปให้คณะกรรมการสถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13

  • การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง: นี่คือนโยบายที่ "ยากที่สุด" ในทางปฏิบัติ เพราะเป็นการทุบหม้อข้าวของระบบราชการที่ใหญ่ที่สุดกระทรวงหนึ่งของไทย การต่อสู้กับโครงสร้างราชการที่หยั่งรากลึกต้องอาศัยพลังทางการเมืองที่มหาศาลและการเจรจาต่อรองที่ชาญฉลาด มิเช่นนั้นร่างกฎหมายอาจถูกเตะถ่วงหรือปัดตกเหมือนที่ผ่านมา


5. การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงสถิติและงบประมาณ (Comparative Analysis)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น รายงานฉบับนี้ได้ทำการเปรียบเทียบข้อมูลเชิงงบประมาณและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง

5.1 ตารางเปรียบเทียบจุดเน้นนโยบายหลัก

ประเด็นนโยบายพรรคเพื่อไทยพรรคประชาชนพรรคภูมิใจไทยพรรคประชาธิปัตย์
ปรัชญาหลักเศรษฐกิจนำการศึกษา (Learn to Earn)สิทธิมนุษยชนและการกระจายอำนาจลดภาระหนี้และใช้เทคโนโลยี (Speak & Do Plus)สวัสดิการถ้วนหน้าและคุณภาพพื้นฐาน
เทคโนโลยีแจกแท็บเล็ต 1:1, Digital Walletลดกฎระเบียบ, เน้นเสรีภาพทางดิจิทัลVirtual School, ฟรีอินเทอร์เน็ตฟรีแล็ปท็อป/อุปกรณ์คุณภาพสูง
หนี้สิน/การเงินทุน ODOS, ธนาคารหน่วยกิตเรียนฟรีจริง, ตัดงบไม่จำเป็นพักหนี้ กยศ. 5 ปี, ปลดดอกเบี้ยปรับโครงสร้างหนี้, กองทุนเริ่มตั้งตัว
หลักสูตรเน้นภาษา (2 ภาษา), ทักษะอาชีพบุฟเฟต์การศึกษา, เลือกเรียนได้เองเน้นการเรียนรู้ออนไลน์เน้นวิชาการเข้มข้น, ทักษะสากล
กลุ่มเป้าหมายแรงงานใหม่, ผู้ปกครอง, ชนชั้นกลางนักเรียน/New Voters, ปัญญาชนลูกหนี้ กยศ., คนต่างจังหวัดครอบครัว, กลุ่มรายได้น้อย

5.2 บทวิเคราะห์งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2569

จากการวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบข้อมูลที่มีนัยสำคัญดังนี้ 30:

  • งบประมาณรวมกระทรวงศึกษาธิการ: 355,108.5 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 14,333.9 ล้านบาท หรือ +4.2% จากปี 2568)

  • โครงสร้างรายจ่าย:

    • รายจ่ายบุคลากร (เงินเดือน/สวัสดิการครู): สูงถึง 220,826.3 ล้านบาท (คิดเป็น 62% ของงบทั้งหมด)

    • งบลงทุนและพัฒนา: เหลือเพียงประมาณ 20-30%

  • ข้อสังเกต: งบประมาณส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำที่ตัดทอนไม่ได้ (Rigid Expenditure) ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับดำเนินนโยบายใหม่ๆ เช่น การแจกแท็บเล็ต หรือการปรับปรุงโรงเรียน ได้น้อยมาก หากพรรคการเมืองต้องการทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้ จำเป็นต้อง "เกลี่ยงบ" (Reallocation) อย่างมโหฬาร หรือไม่ก็ต้อง "กู้เงินเพิ่ม" ซึ่งจะไปกระทบกับเพดานหนี้สาธารณะ

5.3 คำเตือนจาก TDRI และนักวิชาการ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของนโยบายหาเสียงปี 2569 ไว้ 3 ประการสำคัญ 11:

  1. ของฟรีไม่มีในโลก: ทุกนโยบายแจกแถมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ภาษีหรือหนี้สาธารณะ)

  2. กับดักประชานิยม: การแข่งขันกันแจกเงินหรือสิ่งของอาจทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

  3. วินัยการคลัง: การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องและการกู้เงินจนเต็มเพดาน อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิต (Credit Rating) ในอนาคต


6. บทวิเคราะห์ผลกระทบเชิงระบบ: เมื่อนโยบายบรรจบกับความเป็นจริง

6.1 จากนโยบายสู่ห้องเรียน: ปัญหาคอขวดของการนำไปปฏิบัติ

ไม่ว่านโยบายจะสวยหรูเพียงใด ปัญหาคลาสสิกของการศึกษาไทยคือ "การนำไปปฏิบัติ" (Implementation Gap)

  • ครูภาระล้น: นโยบายใหม่มักมาพร้อมกับภาระงานเอกสารและการประเมินผลแบบใหม่ ครูไทยที่ปัจจุบันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานธุรการอยู่แล้ว อาจไม่มีเวลาเพียงพอที่จะใส่ใจกับการสอนหรือการใช้แท็บเล็ตอย่างมีประสิทธิภาพ 32

  • โรงเรียนขนาดเล็ก: นโยบายส่วนใหญ่มักออกแบบโดยยึดโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่เป็นฐาน แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนกว่าครึ่งของประเทศเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนบุคลากร การยุบรวมโรงเรียนเป็นทางออกที่เจ็บปวดแต่จำเป็น ซึ่งยังไม่มีพรรคใดกล้าแตะต้องอย่างจริงจังเพราะกลัวเสียคะแนนเสียง 33

6.2 ผลกระทบต่อคุณภาพผู้เรียน

หากพิจารณาจากผลคะแนน PISA ที่ผ่านมา การอัดฉีดงบประมาณหรือแจกอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวไม่เคยช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาได้ สาเหตุหลักคือ "หลักสูตรและการสอนที่ไม่ชวนคิดวิเคราะห์" 34

  • นโยบาย "Learn to Earn" ของเพื่อไทย อาจช่วยเรื่องทักษะอาชีพ แต่หากละเลยทักษะพื้นฐาน (Reading, Math, Science) แรงงานไทยอาจติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง เพราะขาดทักษะขั้นสูงในการสร้างนวัตกรรม

  • นโยบาย "สิทธิเสรีภาพ" ของพรรคประชาชน อาจช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้าง "วินัยเชิงบวก" (Positive Discipline) มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาความวุ่นวายในชั้นเรียนได้


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การเลือกตั้งปี 2569 และวันเด็กแห่งชาติปีนี้ สะท้อนภาพสะท้อนของสังคมไทยที่กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างการพึงพอใจกับนโยบายประชานิยมที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า กับความกล้าหาญที่จะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างที่เจ็บปวดแต่ยั่งยืน

ข้อสรุป:

  1. พรรคการเมืองยังคงติดกับดัก "Hardware Populism" (แจกแท็บเล็ต/สร้างตึก) มากกว่า "Humanware Development" (พัฒนาครู/หลักสูตร)

  2. นโยบายแก้หนี้ กยศ. เป็น "ระเบิดเวลา" ที่อันตรายที่สุดต่อวินัยการคลังและวัฒนธรรมการชำระหนี้

  3. การกระจายอำนาจและการปฏิรูปหลักสูตรเป็นทางออกที่แท้จริง แต่เป็นสิ่งที่ทำยากที่สุดทางการเมือง

ข้อเสนอแนะ:

เพื่อให้วันเด็กแห่งชาติ 2569 มีความหมายมากกว่าการจัดงานรื่นเริง รัฐบาลชุดใหม่ควรพิจารณา:

  1. Shift Focus: เปลี่ยนจากการแจกอุปกรณ์รายบุคคล เป็นการลงทุนใน "ห้องเรียนดิจิทัล" (Smart Classroom) และโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่โรงเรียน ซึ่งดูแลง่ายกว่าและคุ้มค่ากว่า

  2. Targeted Welfare: เปลี่ยนจากการแจกหว่าน (Universal) เป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted) ไปที่กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างตรงจุด

  3. Curriculum Sandbox: เปิดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) ให้โรงเรียนที่มีความพร้อมได้ทดลองใช้หลักสูตรใหม่ โดยไม่ต้องรอกฎหมายแม่บท เพื่อให้เกิดต้นแบบความสำเร็จที่ขยายผลได้

ท้ายที่สุด การศึกษาไม่ใช่สินค้าทางการเมืองที่ใช้แลกคะแนนเสียง แต่คือรากฐานของชาติ หากเรา "รักชาติไทย" และ "ใส่ใจโลก" ตามคำขวัญวันเด็กจริง เราต้องกล้าที่จะปฏิเสธนโยบายฉาบฉวย และเรียกร้องนโยบายที่สร้าง "พลเมือง" ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

วันเด็กแห่งชาติ ประชันวิสัยทัศน์การศึกษา พรรคไหน "แจก รื้อ เสี่ยงวินัยการคลัง"

  เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2569  ถอดรหัสนโยบายการศึกษาเลือกตั้ง 8 ก.พ. ใครแจก ใครรื้อ ใครเสี่ยงวินัยการคลัง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร...