บรรยากาศการเมืองจังหวัดนครราชสีมากำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 หลังผลเลือกตั้งปี 2566 ได้ส่งสัญญาณชัดถึง “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” ของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเขตเมือง ที่เริ่มขยับออกจากการเมืองระบบอุปถัมภ์และการเมืองบ้านใหญ่ ไปสู่การตัดสินใจบนฐานอุดมการณ์และนโยบายที่จับต้องได้มากขึ้น
หนึ่งในภาพสะท้อนสำคัญ คือชัยชนะของพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) ในเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการศึกษาหลักของจังหวัด ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล ต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เพื่อทวงคืนพื้นที่เมืองอีสานตอนล่าง
การลงพื้นที่ “ตลาดเซฟวัน” ตลาดนัดกลางคืนขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง แกนนำพรรคเพื่อไทย ควบคู่กับการปรากฏตัวของนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า จึงถูกมองว่าไม่ใช่เพียงกิจกรรมหาเสียงทั่วไป หากแต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านปรากฏการณ์ที่ถูกขนานนามว่า “พันธมิตรตลาดเซฟวัน”
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า ตลาดเซฟวันทำหน้าที่เสมือน “ไมโครคอสม์” ของเศรษฐกิจและสังคมโคราช เป็นพื้นที่ที่รวมคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า นักศึกษา และชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจผันผวนอย่างชัดเจน การเลือกพื้นที่นี้จึงเท่ากับการเข้าไปแตะ “ชีพจรเศรษฐกิจจริง” และทดสอบกระแสนิยมต่อนโยบายรัฐบาลโดยตรง
ในเชิงสัญลักษณ์ การยืนเคียงกันของแกนนำเพื่อไทยและตระกูลลิปตพัลลภ สะท้อนการผนึกกำลังของกลุ่มอำนาจการเมืองดั้งเดิม เพื่อสร้างแนวร่วมกว้างในการสกัดกระแสพรรคประชาชนในเขตเมือง โดยอาศัยการผสมผสานระหว่าง “บารมีท้องถิ่น” กับ “กระสุนนโยบายระดับชาติ”
หัวใจของยุทธศาสตร์เพื่อไทยยังคงอยู่ที่นโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ซึ่งถูกวางให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเร่งด่วน เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบ ถูกคาดหวังให้หมุนเวียนในตลาดท้องถิ่นอย่างตลาดเซฟวัน สร้างกำลังซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ค้ารายย่อย และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด
ขณะเดียวกัน นายประเสริฐในฐานะรัฐมนตรีดิจิทัลฯ ยังใช้การลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความพร้อมด้านเทคโนโลยี ทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และการช่วยเหลือกลุ่มผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกหล่นจากนโยบาย
นอกเหนือจากเศรษฐกิจปากท้อง พรรคเพื่อไทยยังชู “ซอฟต์พาวเวอร์” เป็นอาวุธหาเสียงสำคัญ ผ่านความสำเร็จของ “กางเกงแมวโคราช” ที่กลายเป็นไวรัลระดับโลก และถูกนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเกม นับเป็นตัวอย่างเชิงรูปธรรมของนโยบาย One Family One Soft Power (OFOS) ที่แปลงวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นรายได้จริง พร้อมต่อยอดสู่ Gastronomy การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานะ “UNESCO Triple Crown” ของจังหวัด
ด้านสาธารณสุข พรรคเพื่อไทยเตรียมยกระดับนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ด้วยระบบ Health ID และการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รวมถึงการดูแลผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของภาคอีสาน
ขณะที่ประเด็นเมืองอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่โครงการนำสายไฟลงดิน การจัดการน้ำท่วม ไปจนถึงเมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงและท่าเรือบก ถูกวางเป็นเดิมพันสำคัญในการชิงใจชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งอ่อนไหวต่อคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์เมือง
ในมิติการเมืองเชิงสังคม เขตเลือกตั้งที่ 1 โคราช ซึ่งมีประชากร Gen Z และ Gen Y หนาแน่น ยังคงเป็นสนามรบหลัก พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญโจทย์หนักในการดึงคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่กลับมา ผ่านนโยบายสร้างงาน New S-Curve การดึงอุตสาหกรรม EV และ AI และแนวคิด Learn to Earn เพื่อให้อนาคตของคนเมืองไม่หยุดอยู่แค่การรอความช่วยเหลือจากรัฐ
นักวิชาการสรุปว่า “พันธมิตรตลาดเซฟวัน” คือยุทธศาสตร์รวมพลัง เพื่อสร้างฐานคะแนนเสียงกว้าง ครอบคลุมทั้งรากหญ้า คนเมืองดั้งเดิม และคนรุ่นใหม่ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต การลดแรงเสียดทานจากโครงการก่อสร้าง และการทำให้ซอฟต์พาวเวอร์เป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ จะเป็นตัวแปรชี้ชะตาว่า พรรคเพื่อไทยจะสามารถรีแบรนด์และทวงคืนพื้นที่เมืองหลวงอีสานได้หรือไม่ ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง
พลวัตใหม่แห่งการเมืองนครราชสีมา: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทยผ่านแว่นขยายปรากฏการณ์ 'พันธมิตรตลาดเซฟวัน'
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองที่แปรเปลี่ยนและยุทธศาสตร์ใหม่สู่ปี 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 ได้จารึกรอยเท้าสำคัญลงบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเปรียบเสมือน "เมืองหลวง" ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นประตูสู่อีสาน ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นมิได้เป็นเพียงความพ่ายแพ้หรือชัยชนะของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง หากแต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Shift) ในพฤติกรรมของผู้ลงคะแนนเสียง ที่เริ่มเคลื่อนตัวออกจากระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมหรือการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" ไปสู่การเมืองเชิงอุดมการณ์และนโยบายที่จับต้องได้มากขึ้น
ในบริบทของการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลและผู้ครองพื้นที่เดิมในหลายเขตของภาคอีสาน จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ขนานใหญ่ การลงพื้นที่หาเสียงและพบปะประชาชน ณ "ตลาดเซฟวัน" (Save One Market) ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า มิได้เป็นเพียงกิจกรรมหาเสียงปกติ แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่มีนัยสำคัญยิ่งต่อทิศทางการพัฒนาจังหวัดและการจัดวางสมการอำนาจใหม่ในพื้นที่
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2569 โดยใช้เหตุการณ์การลงพื้นที่ตลาดเซฟวันเป็นกรณีศึกษาหลัก (Case Study) เพื่อถอดรหัสความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับชาติ—อาทิ โครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล, ซอฟต์พาวเวอร์, สาธารณสุข 30 บาทรักษาทุกที่, และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ—กับการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นรูปธรรม
2. นัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ของ "ตลาดเซฟวัน" และการเมืองแบบพันธมิตร
2.1 ตลาดเซฟวันในฐานะ "Microcosm" ทางเศรษฐกิจและการเมือง
ตลาดเซฟวันมิได้เป็นเพียงตลาดนัดกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวา (Economic Vibrancy) และเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทางประชากร ทั้งผู้ค้ารายย่อย นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และราชภัฏนครราชสีมา รวมถึงแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การเลือกพื้นที่นี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการลงพื้นที่ร่วมกันของสองแกนนำทางการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเข้าถึง "Pulse" หรือชีพจรทางเศรษฐกิจของคนรากหญ้าและคนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจผันผวนมากที่สุด
การลงพื้นที่นี้มีนัยสำคัญทางสัญลักษณ์ (Symbolic Significance) สองประการ:
การผนึกกำลังของกลุ่มอำนาจเก่า (Coalition of Establishments): การปรากฏตัวเคียงคู่กันของนายประเสริฐ (เพื่อไทย) และนายเทวัญ (ชาติพัฒนา) ซึ่งในอดีตอาจเคยเป็นคู่แข่งกันในสนามเลือกตั้ง เป็นการส่งสัญญาณถึง "พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Alliance) เพื่อสกัดกั้นกระแสการเติบโตของพรรคประชาชนในเขตเมืองโคราช การผนึกกำลังนี้เป็นการนำจุดแข็งของ "บ้านใหญ่" ตระกูลลิปตพัลลภ ที่มีฐานเสียงและบารมีในเขตเมือง ผสมผสานกับ "กระสุนนโยบาย" ของพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรครัฐบาล
1 การทดสอบกระแสนิยม (Sentiment Testing): ตลาดเซฟวันเป็นพื้นที่เปิดที่นักการเมืองสามารถสัมผัสปฏิกิริยาตอบรับที่แท้จริงจากประชาชนได้ การตอบรับต่อนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตและการแก้ปัญหาปากท้องในพื้นที่นี้ จะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของนโยบายรัฐบาล
2.2 การเมืองเชิงพื้นที่ (Spatial Politics) และการแย่งชิงเขต 1
เขตเลือกตั้งที่ 1 ของนครราชสีมา (อ.เมือง) เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความซับซ้อน จากข้อมูลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจากกลุ่ม New Voters และชนชั้นกลางในเมือง
3. การวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ: "กระเป๋าเงินดิจิทัล" กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากโคราช
นโยบายเรือธง "Digital Wallet 10,000 บาท" ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2569 แม้จะมีความท้าทายในระยะเริ่มต้น แต่พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะใช้นโยบายนี้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Economic Jumpstart)
3.1 กลไกทางเศรษฐศาสตร์และการประยุกต์ใช้ในตลาดเซฟวัน
จากบทวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง "พายุหมุนทางเศรษฐกิจ" (Economic Tornado) โดยมีกลไกการทำงานที่ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่เศรษฐกิจอย่างตลาดเซฟวัน:
การอัดฉีดสภาพคล่อง (Liquidity Injection): ประชาชนในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมาที่มีสิทธิได้รับเงินดิจิทัล จะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นทันที 10,000 บาทต่อคน หากพิจารณาจำนวนประชากรในเขตเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง เม็ดเงินมหาศาลจะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น
ตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier): การกำหนดให้ใช้จ่ายในร้านค้าขนาดเล็กและวิสาหกิจชุมชน (SMEs) ภายในเขตอำเภอ เป็นการบังคับทิศทางของเม็ดเงินให้หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจฐานราก ผู้ค้าเสื้อผ้า อาหาร และสินค้าเบ็ดเตล็ดในตลาดเซฟวันจะเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรง (Direct Beneficiaries) จากนโยบายนี้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหา "ตลาดเงียบ" ที่พ่อค้าแม่ค้ามักบ่นถึง
5
3.2 ความท้าทายในการนำไปปฏิบัติและทางออก
อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ของนายประเสริฐในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ยังมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบความพร้อมและแก้ปัญหาทางเทคนิค:
ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide): แม้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในตลาดเซฟวันจะคุ้นเคยกับแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" (Thang Rath App) แต่กลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อยบางส่วนอาจเข้าถึงได้ยาก รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ ซึ่งนายประเสริฐได้เน้นย้ำถึงการลงทะเบียนกลุ่มไม่มีสมาร์ทโฟนเพื่อไม่ให้ตกหล่น
9 โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: การผลักดันให้ตลาดเซฟวันเป็น "Digital Market" ต้นแบบ ที่ร้านค้าทุกร้านสามารถรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลได้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
| ตัวแปรทางเศรษฐกิจ | ผลกระทบที่คาดการณ์ต่อตลาดเซฟวันและเศรษฐกิจโคราช | แหล่งข้อมูลอ้างอิง |
| กำลังซื้อ (Purchasing Power) | เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น (Short-term Boost) โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค | |
| การหมุนเวียนเงิน (Money Velocity) | เร่งตัวขึ้นจากการกำหนดระยะเวลาใช้จ่าย 6 เดือน กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ | |
| การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavioral Shift) | เร่งกระบวนการเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย |
4. ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power): จาก "กางเกงแมว" สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก
ภายใต้นโยบาย "One Family One Soft Power" (OFOS) และการจัดตั้ง THACCA (Thailand Creative Culture Agency) พรรคเพื่อไทยมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
4.1 ปรากฏการณ์ "กางเกงแมวโคราช" และบทเรียนความสำเร็จ
การที่ "กางเกงแมวโคราช" กลายเป็นกระแสไวรัลและสินค้าขายดี จนถูกนำไปเป็นไอเทมในเกมระดับโลกอย่าง Free Fire เป็นกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบของการนำ Soft Power มาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น
การเชื่อมโยงกับนโยบาย: นายประเสริฐและทีมงานสามารถใช้กรณีนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นโยบายการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ของรัฐบาลเพื่อไทย สามารถสร้างรายได้เข้าสู่กระเป๋าประชาชนได้จริง ไม่ใช่นามธรรม
15 ต่อยอดสู่ OFOS: นโยบาย "1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์" จะเข้ามามีบทบาทในการ "Upskill/Reskill" ให้กับชาวโคราช เพื่อเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้ผลิตและนักออกแบบ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนศูนย์บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์ในระดับตำบล เพื่อให้เกิด "กางเกงแมว" เวอร์ชันใหม่ๆ หรือสินค้าวัฒนธรรมอื่นๆ
16
4.2 ยุทธศาสตร์ Gastronomy และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
นครราชสีมาได้รับการรับรองเป็น "UNESCO Triple Crown" (มรดกโลก, พื้นที่สงวนชีวมณฑล, และจีโอพาร์คโลก) เป็นจังหวัดแรกและจังหวัดเดียวในประเทศไทย
Geo-Tourism และ Eco-Tourism: พรรคเพื่อไทยจะชูนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธรณีวิทยา โดยเชื่อมโยงพื้นที่อย่างเขายายเที่ยงและลุ่มน้ำลำตะคอง เข้ากับตลาดการท่องเที่ยวระดับโลก การพัฒนาเส้นทางปั่นจักรยานและแหล่งเรียนรู้ทางธรณีวิทยา จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนรอบนอก
21 อาหารโคราช (Korat Gastronomy): การยกระดับอาหารท้องถิ่น เช่น ผัดหมี่โคราช หรือ ขนมจีนประโดก ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ผ่านโครงการ "เชฟชุมชน" ภายใต้ OFOS จะเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญในตลาดเซฟวัน ซึ่งเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดชั้นนำ
22
5. การปฏิรูปสาธารณสุข: ยกระดับ "30 บาทรักษาทุกที่" ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
นโยบายสาธารณสุขเป็น "ลายเซ็น" (Signature Policy) ของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคเพื่อไทยจะนำเสนอเวอร์ชันอัปเกรดคือ "30 บาทรักษาทุกที่" (30 Baht Treat Anywhere) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และ Data Integration
5.1 การแก้ปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่มีความแออัดสูงมาก ประชาชนต้องรอคิวตั้งแต่เช้ามืด นโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" เข้ามาตอบโจทย์นี้โดยตรง:
บัตรประชาชนใบเดียว: ประชาชนสามารถเข้ารับบริการเบื้องต้น รับยา หรือเจาะเลือด ได้ที่คลินิกเอกชน ร้านยา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่เข้าร่วมโครงการ โดยไม่ต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาลศูนย์
25 Health ID และการเชื่อมโยงข้อมูล: การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Information Platform) ทำให้ประวัติการรักษาของผู้ป่วยเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ แพทย์ที่คลินิกปลายทางสามารถดูประวัติการรักษาได้ทันที ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความปลอดภัย
24
5.2 การดูแลผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ
นโยบาย "มะเร็งรักษาทุกที่" (Cancer Anywhere) และการจัดตั้งสถานชีวาภิบาล (Palliative Care Centers) ในทุกอำเภอ เป็นอีกหนึ่งจุดเน้นที่จะดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้สูงอายุและครอบครัว ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในภาคอีสาน
6. โครงสร้างพื้นฐานและเมืองอัจฉริยะ (Smart City): เดิมพันคะแนนเสียงคนเมือง
ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมืองเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อคะแนนเสียงในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา โดยเฉพาะปัญหาการจราจร น้ำท่วม และความไม่เป็นระเบียบของสายสื่อสาร
6.1 โครงการนำสายไฟฟ้าลงดิน: ความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อความยั่งยืนระยะยาว
โครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดินในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และเทศบาล เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากการก่อสร้างที่ส่งผลให้การจราจรติดขัด
ยุทธศาสตร์การสื่อสาร: ในการหาเสียง นายเทวัญและนายประเสริฐจำเป็นต้องสื่อสารให้ประชาชนเห็นถึง "ภาพอนาคต" (Future Visualization) ของเมืองโคราชที่ไร้สายไฟรกรุงรัง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวและเมืองอัจฉริยะ
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า: พรรคเพื่อไทยต้องแสดงความจริงใจในการเร่งรัดโครงการให้เสร็จตามกำหนดปี 2568-2569 และบริหารจัดการจราจรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดแรงเสียดทานจากประชาชน
31
6.2 Korat Smart City และการจัดการน้ำท่วม
การพัฒนาโคราชสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ครอบคลุมถึงการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการเมือง:
ระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม: การติดตั้งระบบเซนเซอร์วัดระดับน้ำและ CCTV อัจฉริยะ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน "Korat Smart City" จะช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากในพื้นที่เศรษฐกิจ
32 บริการภาครัฐออนไลน์: การยกระดับบริการของเทศบาล เช่น การชำระค่าน้ำ การขออนุญาตต่างๆ ให้เป็นระบบออนไลน์ 100% ภายในปี 2569 จะตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่
32
6.3 เมกะโปรเจกต์คมนาคม: พลิกโฉมโลจิสติกส์โคราช
การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญในระยะยาว:
รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน: แม้จะมีความล่าช้า แต่ความคืบหน้าของโครงการและการเตรียมความพร้อมของสถานีนครราชสีมา จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุน
33 ท่าเรือบก (Dry Port): การพัฒนาท่าเรือบกที่อำเภอสูงเนินหรือโนนสูง เพื่อเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง จะเปลี่ยนโคราชให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับอุตสาหกรรมเบาและการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป
34
7. พลวัตทางสังคมและการเมือง: การต่อสู้เพื่อชิงใจ New Voters
7.1 การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์และพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เขตเลือกตั้งที่ 1 นครราชสีมา เป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาชั้นนำและย่านธุรกิจ มีความหนาแน่นของประชากร Gen Z และ Gen Y สูง ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคตามอุดมการณ์และนโยบายที่ตอบโจทย์อนาคตมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว
การท้าทายของพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับโจทย์ยากในการดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มนี้คืนจากพรรคประชาชน ซึ่งมีจุดแข็งในเรื่องการสื่อสารทางการเมืองและการเรียกร้องประชาธิปไตย
ยุทธศาสตร์ Learn to Earn: เพื่อตอบโจทย์นักศึกษาจบใหม่ พรรคเพื่อไทยนำเสนอนโยบายส่งเสริมการมีงานทำ การสนับสนุน Startups และการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ๆ (New S-Curve) เช่น EV และ AI เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมรอบโคราช เพื่อสร้างงานคุณภาพรองรับบัณฑิต
38
7.2 บทบาทของ "พันธมิตรตลาดเซฟวัน" ในสมการการเมือง
การผนึกกำลังระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคชาติพัฒนากล้าที่ตลาดเซฟวัน เป็นยุทธศาสตร์ "รวมกันเราอยู่" เพื่อสร้างฐานคะแนนเสียงที่กว้างขึ้น (Broad-based Coalition) โดยพรรคเพื่อไทยเจาะกลุ่มรากหญ้าด้วยนโยบายประชานิยม ขณะที่กลุ่มสุวัจน์/เทวัญ เจาะกลุ่มอนุรักษ์นิยมและคนเมืองเดิมด้วยบารมีส่วนตัวและความผูกพันกับท้องถิ่น
8. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การเลือกตั้งปี 2569 ในจังหวัดนครราชสีมาจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของพรรคเพื่อไทยในการ "Rebrand" และปรับตัวให้เข้ากับภูมิทัศน์การเมืองใหม่ ยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่าง "นโยบายประชานิยมดิจิทัล" (Digital Populism) "ซอฟต์พาวเวอร์" และ "การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน" ผ่านการขับเคลื่อนของพันธมิตรทางการเมืองที่เข้มแข็ง เป็นกุญแจสำคัญในการทวงคืนพื้นที่
ปัจจัยความสำเร็จ (Key Success Factors):
ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของ Digital Wallet: หากประชาชนในตลาดเซฟวันและทั่วโคราชได้รับเงินและใช้จ่ายได้จริง เศรษฐกิจหมุนเวียนจริง จะเป็นคะแนนเสียงมหาศาล
การลดผลกระทบจากการก่อสร้าง: การเร่งรัดโครงการสายไฟลงดินและแก้ปัญหาจราจร จะช่วยลดแรงต้านจากคนชั้นกลาง
การเข้าถึงคนรุ่นใหม่: การใช้นโยบาย Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าพวกเขามีอนาคตและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง ไม่ใช่เพียงผู้รับนโยบาย
การลงพื้นที่ตลาดเซฟวันของนายประเสริฐและนายเทวัญ จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็น "จุดเริ่มต้น" ของการรณรงค์หาเสียงที่ยาวนานและเข้มข้น เพื่อชิงชัยในสนามเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน
ตารางสรุปการวิเคราะห์นโยบายและผลกระทบเชิงพื้นที่ (Policy Impact Matrix)
| นโยบาย (Policy) | กลุ่มเป้าหมายหลักในโคราช | ผลกระทบที่คาดหวัง (Expected Impact) | ความท้าทาย (Challenges) |
| Digital Wallet 10,000 บาท | ผู้มีรายได้น้อย, พ่อค้าแม่ค้าตลาดเซฟวัน, SMEs | กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก, เพิ่มสภาพคล่อง, เร่งสังคมไร้เงินสด | ปัญหาแอปพลิเคชัน, การเข้าถึงของผู้สูงอายุ, หนี้สาธารณะ |
| Soft Power (OFOS) | เยาวชน, ผู้ประกอบการ OTOP, ศิลปินท้องถิ่น | สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าวัฒนธรรม (กางเกงแมว, อาหาร), สร้างอาชีพใหม่ | ความต่อเนื่องของนโยบาย, การตลาดระดับโลก, งบประมาณ |
| 30 บาทรักษาทุกที่ | ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง, ผู้สูงอายุ, ประชาชนทั่วไป | ลดความแออัด รพ.มหาราช, เข้าถึงบริการสะดวกด้วยบัตรใบเดียว | ความพร้อมของระบบข้อมูล, ภาระงานบุคลากรแพทย์ |
| Smart City & Infrastructure | ชนชั้นกลางในเมือง, นักธุรกิจ, ผู้สัญจร | ภูมิทัศน์เมืองสวยงาม (สายไฟลงดิน), ลดปัญหาน้ำท่วม, โลจิสติกส์ดีขึ้น | ผลกระทบระหว่างก่อสร้าง (จราจร), ความล่าช้าของโครงการ |
| Investment Promotion (EV/AI) | นักศึกษาจบใหม่ (มทส./ราชภัฏ), แรงงานฝีมือ | สร้างงานรายได้สูง, ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) | การแข่งขันกับเพื่อนบ้าน (เวียดนาม), ความพร้อมของทักษะแรงงาน |

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น