เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ หรือ “ดร.เอ้” ลงพื้นที่เขตบางพลัด เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้กับ ดร.บุณณดา สุปิยพันธุ์ หรือ “ดร.เอ๋” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 33 บางพลัด–บางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช) หมายเลข 2 โดยพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในชุมชนวัดบางพลัด บริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 79
ทันทีที่คณะเดินทางถึงพื้นที่ ดร.เอ้ และทีมงานได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายสายันต์ พูนมาด ประธานชุมชนวัดภาณุรังษี พร้อมเครือข่ายประธานชุมชนในเขตบางพลัด สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะภาระหนี้สินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน
ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบและเบ็ดเสร็จ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของพรรค พร้อมย้ำถึงนโยบายกองทุนประชาชน วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างเป็นธรรม
ในด้านการศึกษา ดร.เอ้ ระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่เสนอให้เรียนฟรีตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงปริญญาเอก เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศอย่างแท้จริง หากการเรียนฟรีเกิดขึ้นได้จริง กองทุน กยศ. ก็จะหมดความจำเป็น และควรถูกยกเลิก เพื่อไม่ให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตด้วยภาระหนี้สิน
“ผมขอโอกาสให้ประชาชนเขตบางพลัด–บางกอกน้อย เลือกพรรคไทยก้าวใหม่ และขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชนช่วยกันขยายข้อมูลนโยบายไปยังประชาชน เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง” ดร.เอ้ กล่าว
ต่อมา ดร.เอ้ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนในพื้นที่ พบว่านโยบายที่ได้รับการตอบรับดีที่สุดคือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจากฝั่งธนบุรีต้องเผชิญทั้งมวลน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการสร้างประตูระบายน้ำพร้อมระบบเปิด–ปิด เพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร
ดร.เอ้ ยังเตือนว่า หลายสำนักวิชาการทั่วโลกชี้ตรงกันว่า หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงต่อการจมน้ำในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่อย่างบางพลัดที่ต้องเผชิญปัญหา “น้ำเหนือ–น้ำทะเลหนุน–ฝนตกหนัก” พร้อมกัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลใดประกาศแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จอย่างแท้จริง
หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ย้ำว่า ผู้สมัคร สส. ทั้ง 33 เขตในกรุงเทพฯ ของพรรค พร้อมอาสาเข้ามาหยุดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก แก้ไขครั้งเดียวให้จบ ด้วยการผลักดันโครงการขนาดใหญ่และกฎหมายที่จำเป็น ซึ่งต้องอาศัยจำนวน สส. ที่มากพอในการขับเคลื่อน
นอกจากปัญหาน้ำท่วม พรรคไทยก้าวใหม่ยังเสนอแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยนโยบายแก้หนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท
สำหรับปัญหาการจราจร ดร.เอ้ ชี้ว่า หลายประเทศที่มีประชากรหนาแน่นกว่าไทย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สามารถบริหารจัดการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคุมสัญญาณไฟจราจร พรรคไทยก้าวใหม่จึงมีแผนผลักดันระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อลดรถติด เพิ่มความปลอดภัย และประหยัดเวลาในการเดินทาง
ขณะเดียวกัน พรรคยังมุ่งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า รถโดยสารคุณภาพ และการขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของพรรค เพื่อให้ประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และทั่วถึง
ช่วงท้าย ดร.เอ้ และทีมงานได้เดินหาเสียงภายในตลาดวัดบางพลัด ใช้โทรโข่งเชิญชวนประชาชนเลือก ดร.บุณณดา สุปิยพันธุ์ เบอร์ 2 ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 โดยย้ำจุดเด่นของพรรคที่ผสาน “นวัตกรรมวิศวกรรมและเทคโนโลยี” เข้ากับ “พุทธสันติวิธี” เพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการลดความขัดแย้งในชุมชน พร้อมประกาศความพร้อมทำงานทันที หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน.
การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: การผนึกกำลังระหว่างนวัตกรรมวิศวกรรมและพุทธสันติวิธีในการเมืองระดับมหานคร กรณีศึกษาพื้นที่เขตบางพลัด
บทที่ 1: บทนำและภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองกรุงเทพมหานคร
1.1 การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในการบริหารจัดการเมือง
กรุงเทพมหานครในทศวรรษที่ 2020 กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้นในอัตราเร่ง (Exponential Growth of Challenges) ปัญหาที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องแยกส่วน (Isolated Issues) เช่น น้ำท่วม การจราจร และความขัดแย้งทางสังคม ได้กลายสภาพเป็นวิกฤตการณ์ที่ผูกโยงกันเป็นเครือข่าย (Interconnected Crises) ซึ่งวิธีการบริหารจัดการแบบดั้งเดิมที่อาศัยเพียงอำนาจรัฐราชการ (Bureaucratic Polity) หรือนโยบายประชานิยมระยะสั้น ไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตเหล่านี้ได้อีกต่อไป
ในบริบทนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ "ดร.เอ้" อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะผู้นำทีม "ไทยก้าวใหม่" ที่ลงพื้นที่หาเสียงในเขตบางพลัด จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในทางรัฐศาสตร์และการวางผังเมือง
1.2 สัญวิทยาสถาน: บางพลัดในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ (Strategic Landscape)
เขตบางพลัดไม่ได้เป็นเพียงหน่วยการปกครองหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่เป็นพื้นที่ที่เป็นตัวแทน (Microcosm) ของปัญหาเชิงโครงสร้างระดับชาติ พื้นที่นี้ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดปะทะโดยตรงของมวลน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน
การเลือกลงพื้นที่บางพลัดของทีมไทยก้าวใหม่ จึงเป็นการประกาศนัยเชิงสัญลักษณ์ว่าจะใช้พื้นที่นี้เป็น "Sandbox" หรือพื้นที่ทดลองปฏิบัติการสำหรับการนำเสนอนโยบายที่บูรณาการระหว่างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Infrastructure) กับโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Fabric) การนำเสนอผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านสันติศึกษาในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกไล่รื้อหรือเวนคืนที่ดินเพื่อทำแนวป้องกันน้ำท่วม สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปิดจุดอ่อน (Pain Point) ของการพัฒนาเมืองในอดีต ที่มักก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างรัฐกับชุมชน
1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตของการวิเคราะห์
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกใน 4 มิติหลัก ภายใต้กรอบคิด "การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและครอบคลุม" (Sustainable and Inclusive Urban Development):
มิติวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม: การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเทคนิคของนโยบายป้องกันน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ โดยเปรียบเทียบกับกรณีศึกษา Delta Works ของเนเธอร์แลนด์ และ Marina Barrage ของสิงคโปร์
มิติเทคโนโลยีและการจัดการจราจร: การประเมินประสิทธิภาพของระบบ AI Traffic Control (Project Green Light) ในบริบทของกรุงเทพฯ
มิติสังคมและสันติวิธี: การวิเคราะห์บทบาทขององค์ความรู้ด้านสันติศึกษาในการจัดการความขัดแย้งสาธารณะ และการสร้างความปรองดองในพื้นที่เปราะบาง
มิติเศรษฐศาสตร์การศึกษา: การวิเคราะห์วิกฤตหนี้ กยศ. และนโยบายด้านการศึกษา เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
บทที่ 2: วิกฤตอุทกภัยและยุทธศาสตร์วิศวกรรมป้องกันเมือง
2.1 พลวัตความเสี่ยง: ปรากฏการณ์ "Triple Squeeze" ในบางพลัด
พื้นที่บางพลัดและกรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรี กำลังเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า "Triple Squeeze" หรือแรงบีบอัดสามทาง ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยทางอุทกวิทยาที่วิกฤต ดังนี้:
ตารางที่ 2.1: องค์ประกอบของวิกฤต Triple Squeeze ในพื้นที่บางพลัด
| ปัจจัยคุกคาม (Threat Factor) | รายละเอียดทางเทคนิค (Technical Detail) | ผลกระทบต่อบางพลัด (Local Impact) | ข้อมูลอ้างอิง |
| 1. น้ำเหนือหลาก (Upstream Runoff) | การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราเร่งวิกฤตที่ 2,700-2,800 ลบ.ม./วินาที | ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างแรงดันต่อพนังกั้นน้ำและจุดฟันหลอ | |
| 2. น้ำทะเลหนุน (High Tides) | อิทธิพลของดวงจันทร์และภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทย ต้านการระบายน้ำออกสู่ทะเล | เกิดภาวะ "น้ำเท้อ" (Backwater effect) ทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำระบายออกไม่ได้ | |
| 3. ฝนตกหนักในพื้นที่ (Local Intense Rainfall) | ปรากฏการณ์ "Rain Bombs" จากลมมรสุมและ La Niña (เช่น 157 มม. ใน 24 ชม.) | ระบบท่อระบายน้ำเดิมที่มีขีดความสามารถต่ำ (Design Capacity) ระบายไม่ทัน เกิดน้ำท่วมฉับพลัน |
ข้อมูลจาก GISTDA ระบุชัดเจนว่า บางพลัด เป็นหนึ่งในพื้นที่ "สีแดง" ที่มีความเสี่ยงสูงสุดหากอัตราการระบายน้ำถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที
2.2 โมเดลการจัดการน้ำระดับโลก: บทเรียนสำหรับกรุงเทพฯ
ดร.เอ้ และทีมงานได้นำเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์และสิงคโปร์ การวิเคราะห์เชิงลึกเปรียบเทียบโมเดลเหล่านี้จะฉายภาพความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม
2.2.1 Delta Works และ Maeslantkering: ป้อมปราการแห่งเนเธอร์แลนด์
โครงการ Delta Works ของเนเธอร์แลนด์ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของโลก โดยเฉพาะส่วนของ Maeslantkering ซึ่งเป็นประตูกั้นน้ำแบบเคลื่อนที่ได้ (Moveable Storm Surge Barrier) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โครงสร้างทางวิศวกรรม: ประกอบด้วยแขนเหล็กขนาดมหึมาสองข้างที่สามารถพับเก็บเข้าอู่แห้ง (Dry Docks) ริมฝั่งได้เมื่อไม่ได้ใช้งาน ทำให้ไม่กีดขวางการจราจรทางน้ำของท่าเรือร็อตเตอร์ดัม ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุด
ต้นทุนและระยะเวลา: ใช้เวลาก่อสร้าง 6 ปี (1991-1997) ด้วยงบประมาณ 450 ล้านยูโร (มูลค่าในขณะนั้น)
8 กลไกการทำงาน: ทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ (BOS) ที่จะตัดสินใจปิดประตูเมื่อระดับน้ำทะเลสูงถึงเกณฑ์วิกฤต โดยไม่ต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด (Human Error)
นัยต่อกรุงเทพฯ: แม่น้ำเจ้าพระยาเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งทางน้ำเช่นเดียวกับ Nieuwe Waterweg ของร็อตเตอร์ดัม การสร้างเขื่อนถาวรปิดปากแม่น้ำจึงเป็นไปไม่ได้ แนวคิดประตูกั้นน้ำแบบ Maeslantkering จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมทางทฤษฎี แต่ต้องแลกมาด้วยงบประมาณมหาศาลและความซับซ้อนในการบำรุงรักษา
2.2.2 Marina Barrage: การเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสของสิงคโปร์
อีกหนึ่งโมเดลที่ทีมไทยก้าวใหม่อาจหยิบยกมาเป็นต้นแบบคือ Marina Barrage ของสิงคโปร์ ซึ่งสร้างกั้นปากแม่น้ำ Marina Channel
พหุวัตถุประสงค์ (Multi-purpose Infrastructure): ไม่เพียงแต่ป้องกันน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุน แต่ยังทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำเค็มให้เป็นอ่างเก็บน้ำจืด (Freshwater Reservoir) ขนาดใหญ่กลางเมือง เพิ่มความมั่นคงทางน้ำถึง 10% ของความต้องการทั้งประเทศ
11 มูลค่าการลงทุน: 226 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ สร้างเสร็จในปี 2008 ใช้เวลาสร้าง 4 ปี
10 กลไกการระบายน้ำ: มีประตูระบายน้ำ (Crest Gates) 9 บาน และปั๊มน้ำขนาดยักษ์ 7 ตัว ที่สามารถสูบน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำลงสู่ทะเลได้แม้ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง
นัยต่อบางพลัด: การประยุกต์ใช้โมเดลนี้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยาอาจทำได้ยากเนื่องจากขนาดของแม่น้ำที่กว้างกว่ามาก แต่หลักการ "Polder System" หรือการปิดล้อมพื้นที่บางพลัดแล้วใช้ระบบสูบน้ำประสิทธิภาพสูง (เหมือนที่ Marina Barrage ใช้) อาจเป็นทางออกระดับย่าน (District Level Solution) ที่เป็นไปได้มากกว่าการปิดปากแม่น้ำทั้งสาย
13
2.3 การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์และสังคม
การผลักดันโครงการ Mega Projects เหล่านี้ในบริบทการเมืองไทยมีความท้าทายหลายประการ:
งบประมาณและความคุ้มค่า: การศึกษาของ JICA ในอดีต
15 ชี้ว่ามาตรการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูง (High Benefit-Cost Ratio) เมื่อเทียบกับความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ (เช่นปี 2011 หรือ 2025) อย่างไรก็ตาม การจัดหางบประมาณระดับแสนล้านบาทต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็งผลกระทบสิ่งแวดล้อม: การสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การตกตะกอน และคุณภาพน้ำ ซึ่งต้องมีการทำ SEA (Strategic Environmental Assessment) อย่างรอบคอบ
17 ความเหลื่อมล้ำของพื้นที่: การป้องกันพื้นที่ไข่แดง (Inner Bangkok) อาจส่งผลให้พื้นที่รอบนอกหรือจังหวัดปริมณฑลรับภาระน้ำมากขึ้น ดังเช่นกรณีความขัดแย้งระหว่าง กทม. กับ ปทุมธานี หรือ นนทบุรี ในอดีต
16 การบริหารจัดการน้ำจึงต้องมองในภาพรวมลุ่มน้ำ (River Basin Management) ไม่ใช่แค่เขตใดเขตหนึ่ง
บทที่ 3: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการปฏิวัติระบบจราจร
นอกเหนือจากปัญหาน้ำท่วม "รถติด" คืออีกหนึ่งความทุกข์ระทมของชาวบางพลัดและคนกรุงเทพฯ ถนนจรัญสนิทวงศ์และสะพานกรุงธน (ซังฮี้) เป็นจุดที่มีความหนาแน่นของการจราจรสูง การนำเสนอเทคโนโลยี AI จึงเป็นจุดขายสำคัญของทีมที่มีหัวหน้าเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี
3.1 Project Green Light: เมื่อ Google Maps สั่งการไฟจราจร
โครงการ Project Green Light ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร (BMA) และ Google ถือเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าการจัดการจราจร
หลักการทำงาน: ระบบใช้ข้อมูล Big Data จาก Google Maps ซึ่งมีข้อมูลตำแหน่งและความเร็วของรถยนต์นับล้านคันแบบ Real-time นำมาประมวลผลด้วย AI เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจราจร (Traffic Patterns) และ "แนะนำ" การปรับจังหวะสัญญาณไฟจราจรที่เหมาะสมที่สุดให้กับเจ้าหน้าที่ หรือเชื่อมต่อกับระบบไฟโดยตรง
21 ความแตกต่างจากระบบเดิม:
ระบบเดิม (Fixed-time): ตั้งเวลาคงที่ ไม่ยืดหยุ่นตามปริมาณรถจริง
ระบบตำรวจกด: ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล ซึ่งอาจมองไม่เห็นภาพรวมของโครงข่าย
ระบบ Green Light: มองเห็นภาพรวมทั้งเมือง (City-wide Optimization) และปรับเปลี่ยนได้วินาทีต่อวินาที (Dynamic Adjustment)
3.2 ผลลัพธ์เชิงประจักษ์และประสิทธิภาพ
ข้อมูลจากการทดลองใช้งานใน 55 ทางแยกแรกของกรุงเทพฯ ในปี 2025 แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง:
การไหลเวียนของจราจร (Traffic Flow): ดีขึ้นถึง 80-90% ในบางจุด
18 การหยุดรถ (Vehicle Stops): ลดลง 30% ซึ่งหมายถึงการเบรกและออกตัวน้อยลง ช่วยประหยัดน้ำมัน
18 สิ่งแวดล้อม: ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10% จากการลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงขณะจอดติด
22
3.3 ความท้าทายในการขยายผลสู่บางพลัด
แม้ AI จะดูเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบ แต่การนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีกายภาพซับซ้อนอย่างบางพลัดมีข้อจำกัด:
คอขวดทางกายภาพ (Physical Bottlenecks): AI สามารถจัดการการไหลของรถได้ แต่ไม่สามารถขยายขนาดถนนหรือสะพานข้ามแม่น้ำได้ หากปริมาณรถเกินขีดความสามารถของถนน (Road Capacity) AI ก็ช่วยได้เพียงบรรเทา (Mitigate) ไม่ใช่แก้ไข (Solve)
วินัยจราจร: ระบบ AI คำนวณภายใต้สมมติฐานที่ว่ารถวิ่งตามกฎจราจร แต่ในความเป็นจริง การขับขี่ที่ผิดกฎ (เช่น การจอดกีดขวาง, การผ่าไฟแดง) อาจทำให้การคำนวณของ AI คลาดเคลื่อน
ความยั่งยืนของข้อมูล: การพึ่งพาข้อมูลจาก Google เพียงแหล่งเดียว (Single Source Dependency) อาจเป็นความเสี่ยงในระยะยาว รัฐควรมีการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลของตนเอง (National Data Platform) หรือใช้ระบบเซนเซอร์อื่น เช่น Gridsmart ที่ใช้กล้อง 360 องศาตรวจจับวัตถุร่วมด้วย
23
บทที่ 4: สันติศึกษาและการเมืองเชิงพุทธ: มิติใหม่ของการจัดการความขัดแย้ง
สิ่งที่ทำให้ทีมหาเสียงชุดนี้โดดเด่นและแตกต่างจากทีมเทคโนแครตทั่วไป คือการดึงเอา "นักสันติวิธี" ที่มีวุฒิการศึกษาสูงสุดทางด้านนี้มาร่วมทีม สิ่งนี้สะท้อนถึงการตระหนักรู้ว่า "ปัญหาเมืองไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นปัญหาทางสังคม"
4.1 แก่นแท้ของ "พุทธสันติศึกษา" (Buddhist Peace Studies)
หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสันติศึกษา ของ มจร ไม่ได้สอนเพียงหลักธรรม แต่เป็นการบูรณาการพุทธสันติวิธีเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่
Mindfulness & Peace: การใช้สติ (Mindfulness) เป็นฐานในการจัดการความขัดแย้ง เริ่มจากความสงบภายใน (Inner Peace) สู่สันติภายนอก (Outer Peace)
วิศวกรสันติภาพ (Peace Engineers): เป้าหมายของหลักสูตรคือการสร้างผู้นำที่สามารถ "ออกแบบ" กระบวนการยุติความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่เกื้อกูลกัน (Compassionate Society)
4.2 การประยุกต์ใช้ในพื้นที่บางพลัด: กรณีศึกษาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน
ในพื้นที่บางพลัดและริมฝั่งเจ้าพระยา มีกรณีพิพาทเรื้อรังระหว่างรัฐกับชุมชนหลายแห่ง เช่น ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี หรือชุมชนบางอ้อ ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำ (River Promenade Project)
ปมขัดแย้ง: รัฐมองว่าชุมชนรุกล้ำลำน้ำและขวางทางระบายน้ำ (สาเหตุของน้ำท่วม) ในขณะที่ชุมชนมองว่าเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมและไม่มีที่ไป การใช้กฎหมายบังคับไล่รื้อ (Eviction) ในอดีตนำไปสู่ความรุนแรงและการต่อต้าน
บทบาทของผู้สมัครดีกรีสันติศึกษา:
Deep Listening (การฟังอย่างลึกซึ้ง): แทนที่จะเริ่มด้วยการบังคับใช้กฎหมาย นักสันติวิธีจะเริ่มด้วยการฟังเสียงของชาวบ้าน เพื่อเข้าใจความต้องการและความกลัวที่แท้จริง
Conflict Transformation (การแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง): เปลี่ยนมุมมองจาก "คู่ขัดแย้ง" เป็น "หุ้นส่วนในการแก้ปัญหา" เช่น การเสนอโมเดล "บ้านมั่นคง" ที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ หรือการปรับปรุงคลองโดยไม่จำเป็นต้องรื้อย้ายชุมชนทั้งหมด (On-site Upgrading)
Mediation (การไกล่เกลี่ย): ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างหน่วยงานรัฐ (กทม., กรมชลประทาน) กับชาวบ้าน เพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ (Win-Win Solution)
4.3 โมเดลการเมืองใหม่: เทคโนโลยี + เมตตาธรรม (Technology + Compassion)
การทำงานร่วมกันของ ดร.เอ้ (ตัวแทนฝั่งเทคโนโลยี) และผู้สมัครสันติศึกษา (ตัวแทนฝั่งสังคม) สร้างสมดุลที่น่าสนใจ:
เทคโนโลยี: ช่วยหาคำตอบว่า "จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด?" (Efficiency)
สันติศึกษา: ช่วยหาคำตอบว่า "จะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง?" (Equity & Empathy)
นี่คือนวัตกรรมทางการเมืองที่พยายามก้าวข้ามกับดักความขัดแย้งเดิมๆ ของสังคมไทย
บทที่ 5: วิกฤตหนี้การศึกษาและการพัฒนาคน: โจทย์ใหญ่ของคนรุ่นใหม่
นอกเหนือจากเรื่องกายภาพเมือง ทีมไทยก้าวใหม่ยังให้ความสำคัญกับ "คน" โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินที่กัดกินอนาคตของเยาวชนและคนวัยทำงาน
5.1 สถานการณ์วิกฤตหนี้ กยศ. และ NPLs
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจจากหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. หรือ SLF)
สถิติที่น่าตกใจ: ในปี 2025 หนี้เสีย (NPLs) ในระบบกู้ยืมเพื่อการศึกษายังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้พวกเขาถูกตัดโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่ออื่นๆ ในชีวิต
25 ผลกระทบเชิงมหภาค: รายงานจากสภาพัฒน์ (NESDC) และธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนที่สูง (กว่า 87% ของ GDP) เป็นปัจจัยฉุดรั้งการบริโภคและการลงทุน
26
5.2 การลงทุนในการศึกษาระดับปริญญาเอก: คุ้มค่าหรือไม่?
การที่ผู้สมัครมีดีกรีปริญญาเอก สะท้อนถึงค่านิยมและการให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นสูง แต่ในความเป็นจริง การเข้าถึงการศึกษาระดับนี้มีต้นทุนสูงมาก
ตารางที่ 5.1: ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการศึกษาระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยไทย (2024-2025)
| ประเภทมหาวิทยาลัย | ค่าเล่าเรียนเฉลี่ยต่อปี (บาท) | ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร (3-4 ปี) | หมายเหตุ | ข้อมูลอ้างอิง |
| มหาวิทยาลัยรัฐ (Public University) | 50,000 - 150,000 | 200,000 - 600,000 | ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา (วิทยาศาสตร์จะสูงกว่าสังคมศาสตร์) | |
| มหาวิทยาลัยเอกชน (Private University) | 150,000 - 350,000 | 600,000 - 1,400,000 | ||
| หลักสูตรนานาชาติ (International Program) | 200,000 - 500,000+ | 800,000 - 2,000,000+ |
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาขั้นสูงยังเป็น "สินค้าราคาแพง" (Luxury Good) ที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงยาก หากไม่มีทุนการสนับสนุนหรือการกู้ยืม
5.3 ข้อเสนอนโยบาย: ปลดล็อกหนี้ สร้างอนาคต
ทีมไทยก้าวใหม่น่าจะนำเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มหภาคที่เสนอโดย Levy Institute
กระตุ้น GDP: ผู้ที่หลุดพ้นจากภาระหนี้จะมีกำลังซื้อ (Disposable Income) เพิ่มขึ้น นำไปสู่การบริโภคที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยให้ลูกหลานคนยากจนมีโอกาสตั้งตัวได้เร็วขึ้น
Reskilling/Upskilling: นอกจากการแก้หนี้ ต้องมีการส่งเสริมทักษะใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุค AI เพื่อเพิ่มความสามารถในการหารายได้
บทที่ 6: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์
6.1 บทสรุป: การเมืองวิถีใหม่ (New Normal Politics)
การลงพื้นที่เขตบางพลัดของทีม "ไทยก้าวใหม่" ภายใต้การนำของ ดร.เอ้ และการสนับสนุนผู้สมัครดีกรีดอกเตอร์สันติศึกษา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Inflection Point) ของการเมืองท้องถิ่น กทม. มันคือการเปลี่ยนจากการเมืองที่เน้น "ตัวบุคคล" หรือ "พรรคพวก" มาสู่การเมืองที่เน้น "ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" (Expertise-based Politics) และ "การบูรณาการข้ามศาสตร์" (Interdisciplinary Integration)
โมเดลนี้เสนอทางออกที่สมดุลระหว่าง:
Hard Infrastructure: การใช้วิศวกรรมและเทคโนโลยี AI แก้ปัญหากายภาพ (น้ำท่วม, รถติด) อย่างแม่นยำและเป็นระบบ
Soft Infrastructure: การใช้สันติวิธีและพุทธสันติวิธี แก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและเยียวยาจิตใจผู้คน
6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations)
เพื่อให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ รายงานขอเสนอแนะดังนี้:
จัดตั้ง "สภาประชาคมบางพลัด" (Bang Phlat Civic Assembly): ใช้กระบวนการสันติศึกษาเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วน (รัฐ, เอกชน, ชุมชนริมน้ำ, คอนโดมิเนียม) มาออกแบบอนาคตของเขตบางพลัดร่วมกัน เพื่อลดแรงต้านต่อนโยบายป้องกันน้ำท่วม
พัฒนา "Bangkok Water Data Center": บูรณาการข้อมูลน้ำและจราจรจากทุกหน่วยงาน (GISTDA, กรมชลฯ, กทม., Google) เข้าด้วยกัน เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและโปร่งใส
นำร่องโครงการ "หนี้แลกงาน" (Debt for Work): ให้ผู้กู้ กยศ. ที่ตกงาน สามารถทำงานบริการสังคมหรือร่วมโครงการพัฒนาเมืองของ กทม. เพื่อแลกกับการลดหย่อนหนี้สิน
เร่งรัดโครงการแก้มลิงใต้ดิน (Underground Water Retention): ในพื้นที่แออัดของบางพลัดที่ไม่สามารถขุดคลองใหม่ได้ การสร้างที่เก็บน้ำใต้ดินแบบ Pocket Park เป็นทางออกที่จำเป็น
6.3 บทส่งท้าย
ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งบางพลัด อาจมีความหมายน้อยกว่า "มรดกทางความคิด" (Intellectual Legacy) ที่ทีมไทยก้าวใหม่ได้ทิ้งไว้ นั่นคือการจุดประกายให้สังคมเห็นว่า การแก้ปัญหากรุงเทพฯ ต้องใช้ทั้ง "สมอง" (วิศวกรรม/เทคโนโลยี) และ "หัวใจ" (สันติวิธี) เดินไปพร้อมกัน หากทำได้สำเร็จ บางพลัดจะไม่ใช่แค่เขตหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่จะเป็นต้นแบบของ "มหานครแห่งความยั่งยืนและสันติสุข" ในอนาคต


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น