วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

"ดร.เอ้" นำทีมไทยก้าวใหม่ลุยบางพลัด หนุน "ดร.เอ๋" เบอร์ 2 ชูนโยบายแก้น้ำท่วมเบ็ดเสร็จ ผสานวิศวกรรม–พุทธสันติวิธีพัฒนาเมือง


เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ หรือ “ดร.เอ้” ลงพื้นที่เขตบางพลัด เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้กับ ดร.บุณณดา สุปิยพันธุ์ หรือ “ดร.เอ๋” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 33 บางพลัด–บางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช) หมายเลข 2 โดยพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในชุมชนวัดบางพลัด บริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 79


ทันทีที่คณะเดินทางถึงพื้นที่ ดร.เอ้ และทีมงานได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายสายันต์ พูนมาด ประธานชุมชนวัดภาณุรังษี พร้อมเครือข่ายประธานชุมชนในเขตบางพลัด สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะภาระหนี้สินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบและเบ็ดเสร็จ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของพรรค พร้อมย้ำถึงนโยบายกองทุนประชาชน วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างเป็นธรรม

ในด้านการศึกษา ดร.เอ้ ระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่เสนอให้เรียนฟรีตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงปริญญาเอก เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศอย่างแท้จริง หากการเรียนฟรีเกิดขึ้นได้จริง กองทุน กยศ. ก็จะหมดความจำเป็น และควรถูกยกเลิก เพื่อไม่ให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตด้วยภาระหนี้สิน

“ผมขอโอกาสให้ประชาชนเขตบางพลัด–บางกอกน้อย เลือกพรรคไทยก้าวใหม่ และขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชนช่วยกันขยายข้อมูลนโยบายไปยังประชาชน เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง” ดร.เอ้ กล่าว

ต่อมา ดร.เอ้ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนในพื้นที่ พบว่านโยบายที่ได้รับการตอบรับดีที่สุดคือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจากฝั่งธนบุรีต้องเผชิญทั้งมวลน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการสร้างประตูระบายน้ำพร้อมระบบเปิด–ปิด เพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร


ดร.เอ้ ยังเตือนว่า หลายสำนักวิชาการทั่วโลกชี้ตรงกันว่า หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงต่อการจมน้ำในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่อย่างบางพลัดที่ต้องเผชิญปัญหา “น้ำเหนือ–น้ำทะเลหนุน–ฝนตกหนัก” พร้อมกัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลใดประกาศแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จอย่างแท้จริง

หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ย้ำว่า ผู้สมัคร สส. ทั้ง 33 เขตในกรุงเทพฯ ของพรรค พร้อมอาสาเข้ามาหยุดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก แก้ไขครั้งเดียวให้จบ ด้วยการผลักดันโครงการขนาดใหญ่และกฎหมายที่จำเป็น ซึ่งต้องอาศัยจำนวน สส. ที่มากพอในการขับเคลื่อน

นอกจากปัญหาน้ำท่วม พรรคไทยก้าวใหม่ยังเสนอแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยนโยบายแก้หนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท

สำหรับปัญหาการจราจร ดร.เอ้ ชี้ว่า หลายประเทศที่มีประชากรหนาแน่นกว่าไทย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สามารถบริหารจัดการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคุมสัญญาณไฟจราจร พรรคไทยก้าวใหม่จึงมีแผนผลักดันระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อลดรถติด เพิ่มความปลอดภัย และประหยัดเวลาในการเดินทาง

ขณะเดียวกัน พรรคยังมุ่งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า รถโดยสารคุณภาพ และการขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของพรรค เพื่อให้ประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และทั่วถึง

ช่วงท้าย ดร.เอ้ และทีมงานได้เดินหาเสียงภายในตลาดวัดบางพลัด ใช้โทรโข่งเชิญชวนประชาชนเลือก ดร.บุณณดา สุปิยพันธุ์ เบอร์ 2 ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 โดยย้ำจุดเด่นของพรรคที่ผสาน “นวัตกรรมวิศวกรรมและเทคโนโลยี” เข้ากับ “พุทธสันติวิธี” เพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการลดความขัดแย้งในชุมชน พร้อมประกาศความพร้อมทำงานทันที หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน.    

การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: การผนึกกำลังระหว่างนวัตกรรมวิศวกรรมและพุทธสันติวิธีในการเมืองระดับมหานคร กรณีศึกษาพื้นที่เขตบางพลัด

บทที่ 1: บทนำและภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองกรุงเทพมหานคร

1.1 การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในการบริหารจัดการเมือง

กรุงเทพมหานครในทศวรรษที่ 2020 กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้นในอัตราเร่ง (Exponential Growth of Challenges) ปัญหาที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องแยกส่วน (Isolated Issues) เช่น น้ำท่วม การจราจร และความขัดแย้งทางสังคม ได้กลายสภาพเป็นวิกฤตการณ์ที่ผูกโยงกันเป็นเครือข่าย (Interconnected Crises) ซึ่งวิธีการบริหารจัดการแบบดั้งเดิมที่อาศัยเพียงอำนาจรัฐราชการ (Bureaucratic Polity) หรือนโยบายประชานิยมระยะสั้น ไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตเหล่านี้ได้อีกต่อไป

ในบริบทนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ "ดร.เอ้" อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะผู้นำทีม "ไทยก้าวใหม่" ที่ลงพื้นที่หาเสียงในเขตบางพลัด จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในทางรัฐศาสตร์และการวางผังเมือง 1 สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้น่าจับตามองมิใช่เพียงตัวบุคคล แต่คือ "องค์ประกอบของทีม" ที่นำเสนอการผสมผสานระหว่าง "ศาสตร์แข็ง" (Hard Science) ด้านวิศวกรรมโยธาและเทคโนโลยี เข้ากับ "ศาสตร์อ่อน" (Soft Science) ด้านสันติศึกษา ผ่านตัวผู้สมัครที่มีดีกรีปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) 2

1.2 สัญวิทยาสถาน: บางพลัดในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ (Strategic Landscape)

เขตบางพลัดไม่ได้เป็นเพียงหน่วยการปกครองหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่เป็นพื้นที่ที่เป็นตัวแทน (Microcosm) ของปัญหาเชิงโครงสร้างระดับชาติ พื้นที่นี้ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดปะทะโดยตรงของมวลน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน 3 อีกทั้งยังมีลักษณะทางกายภาพที่ผสมผสานระหว่างชุมชนดั้งเดิมริมน้ำ พื้นที่เมืองเก่า และการขยายตัวของคอนโดมิเนียมสมัยใหม่ตามแนวรถไฟฟ้า

การเลือกลงพื้นที่บางพลัดของทีมไทยก้าวใหม่ จึงเป็นการประกาศนัยเชิงสัญลักษณ์ว่าจะใช้พื้นที่นี้เป็น "Sandbox" หรือพื้นที่ทดลองปฏิบัติการสำหรับการนำเสนอนโยบายที่บูรณาการระหว่างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Infrastructure) กับโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Fabric) การนำเสนอผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านสันติศึกษาในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกไล่รื้อหรือเวนคืนที่ดินเพื่อทำแนวป้องกันน้ำท่วม สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปิดจุดอ่อน (Pain Point) ของการพัฒนาเมืองในอดีต ที่มักก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างรัฐกับชุมชน 5

1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตของการวิเคราะห์

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกใน 4 มิติหลัก ภายใต้กรอบคิด "การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและครอบคลุม" (Sustainable and Inclusive Urban Development):

  1. มิติวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม: การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเทคนิคของนโยบายป้องกันน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ โดยเปรียบเทียบกับกรณีศึกษา Delta Works ของเนเธอร์แลนด์ และ Marina Barrage ของสิงคโปร์

  2. มิติเทคโนโลยีและการจัดการจราจร: การประเมินประสิทธิภาพของระบบ AI Traffic Control (Project Green Light) ในบริบทของกรุงเทพฯ

  3. มิติสังคมและสันติวิธี: การวิเคราะห์บทบาทขององค์ความรู้ด้านสันติศึกษาในการจัดการความขัดแย้งสาธารณะ และการสร้างความปรองดองในพื้นที่เปราะบาง

  4. มิติเศรษฐศาสตร์การศึกษา: การวิเคราะห์วิกฤตหนี้ กยศ. และนโยบายด้านการศึกษา เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์


บทที่ 2: วิกฤตอุทกภัยและยุทธศาสตร์วิศวกรรมป้องกันเมือง

2.1 พลวัตความเสี่ยง: ปรากฏการณ์ "Triple Squeeze" ในบางพลัด

พื้นที่บางพลัดและกรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรี กำลังเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า "Triple Squeeze" หรือแรงบีบอัดสามทาง ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยทางอุทกวิทยาที่วิกฤต ดังนี้:

ตารางที่ 2.1: องค์ประกอบของวิกฤต Triple Squeeze ในพื้นที่บางพลัด

ปัจจัยคุกคาม (Threat Factor)รายละเอียดทางเทคนิค (Technical Detail)ผลกระทบต่อบางพลัด (Local Impact)ข้อมูลอ้างอิง
1. น้ำเหนือหลาก (Upstream Runoff)การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราเร่งวิกฤตที่ 2,700-2,800 ลบ.ม./วินาทีระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างแรงดันต่อพนังกั้นน้ำและจุดฟันหลอ3
2. น้ำทะเลหนุน (High Tides)อิทธิพลของดวงจันทร์และภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทย ต้านการระบายน้ำออกสู่ทะเลเกิดภาวะ "น้ำเท้อ" (Backwater effect) ทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำระบายออกไม่ได้4
3. ฝนตกหนักในพื้นที่ (Local Intense Rainfall)ปรากฏการณ์ "Rain Bombs" จากลมมรสุมและ La Niña (เช่น 157 มม. ใน 24 ชม.)ระบบท่อระบายน้ำเดิมที่มีขีดความสามารถต่ำ (Design Capacity) ระบายไม่ทัน เกิดน้ำท่วมฉับพลัน4

ข้อมูลจาก GISTDA ระบุชัดเจนว่า บางพลัด เป็นหนึ่งในพื้นที่ "สีแดง" ที่มีความเสี่ยงสูงสุดหากอัตราการระบายน้ำถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที 3 สภาพทางภูมิศาสตร์ของบางพลัดที่มีคลองสาขาจำนวนมากและชุมชนที่ตั้งอยู่นอกคันกั้นน้ำ ทำให้มาตรการป้องกันแบบเดิม เช่น การวางกระสอบทราย ไม่เพียงพออีกต่อไป

2.2 โมเดลการจัดการน้ำระดับโลก: บทเรียนสำหรับกรุงเทพฯ

ดร.เอ้ และทีมงานได้นำเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์และสิงคโปร์ การวิเคราะห์เชิงลึกเปรียบเทียบโมเดลเหล่านี้จะฉายภาพความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม

2.2.1 Delta Works และ Maeslantkering: ป้อมปราการแห่งเนเธอร์แลนด์

โครงการ Delta Works ของเนเธอร์แลนด์ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของโลก โดยเฉพาะส่วนของ Maeslantkering ซึ่งเป็นประตูกั้นน้ำแบบเคลื่อนที่ได้ (Moveable Storm Surge Barrier) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 7

  • โครงสร้างทางวิศวกรรม: ประกอบด้วยแขนเหล็กขนาดมหึมาสองข้างที่สามารถพับเก็บเข้าอู่แห้ง (Dry Docks) ริมฝั่งได้เมื่อไม่ได้ใช้งาน ทำให้ไม่กีดขวางการจราจรทางน้ำของท่าเรือร็อตเตอร์ดัม ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุด

  • ต้นทุนและระยะเวลา: ใช้เวลาก่อสร้าง 6 ปี (1991-1997) ด้วยงบประมาณ 450 ล้านยูโร (มูลค่าในขณะนั้น) 8

  • กลไกการทำงาน: ทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ (BOS) ที่จะตัดสินใจปิดประตูเมื่อระดับน้ำทะเลสูงถึงเกณฑ์วิกฤต โดยไม่ต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด (Human Error)

  • นัยต่อกรุงเทพฯ: แม่น้ำเจ้าพระยาเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งทางน้ำเช่นเดียวกับ Nieuwe Waterweg ของร็อตเตอร์ดัม การสร้างเขื่อนถาวรปิดปากแม่น้ำจึงเป็นไปไม่ได้ แนวคิดประตูกั้นน้ำแบบ Maeslantkering จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมทางทฤษฎี แต่ต้องแลกมาด้วยงบประมาณมหาศาลและความซับซ้อนในการบำรุงรักษา

2.2.2 Marina Barrage: การเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสของสิงคโปร์

อีกหนึ่งโมเดลที่ทีมไทยก้าวใหม่อาจหยิบยกมาเป็นต้นแบบคือ Marina Barrage ของสิงคโปร์ ซึ่งสร้างกั้นปากแม่น้ำ Marina Channel 10

  • พหุวัตถุประสงค์ (Multi-purpose Infrastructure): ไม่เพียงแต่ป้องกันน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุน แต่ยังทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำเค็มให้เป็นอ่างเก็บน้ำจืด (Freshwater Reservoir) ขนาดใหญ่กลางเมือง เพิ่มความมั่นคงทางน้ำถึง 10% ของความต้องการทั้งประเทศ 11

  • มูลค่าการลงทุน: 226 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ สร้างเสร็จในปี 2008 ใช้เวลาสร้าง 4 ปี 10

  • กลไกการระบายน้ำ: มีประตูระบายน้ำ (Crest Gates) 9 บาน และปั๊มน้ำขนาดยักษ์ 7 ตัว ที่สามารถสูบน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำลงสู่ทะเลได้แม้ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง

  • นัยต่อบางพลัด: การประยุกต์ใช้โมเดลนี้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยาอาจทำได้ยากเนื่องจากขนาดของแม่น้ำที่กว้างกว่ามาก แต่หลักการ "Polder System" หรือการปิดล้อมพื้นที่บางพลัดแล้วใช้ระบบสูบน้ำประสิทธิภาพสูง (เหมือนที่ Marina Barrage ใช้) อาจเป็นทางออกระดับย่าน (District Level Solution) ที่เป็นไปได้มากกว่าการปิดปากแม่น้ำทั้งสาย 13

2.3 การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์และสังคม

การผลักดันโครงการ Mega Projects เหล่านี้ในบริบทการเมืองไทยมีความท้าทายหลายประการ:

  1. งบประมาณและความคุ้มค่า: การศึกษาของ JICA ในอดีต 15 ชี้ว่ามาตรการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูง (High Benefit-Cost Ratio) เมื่อเทียบกับความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ (เช่นปี 2011 หรือ 2025) อย่างไรก็ตาม การจัดหางบประมาณระดับแสนล้านบาทต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็ง

  2. ผลกระทบสิ่งแวดล้อม: การสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การตกตะกอน และคุณภาพน้ำ ซึ่งต้องมีการทำ SEA (Strategic Environmental Assessment) อย่างรอบคอบ 17

  3. ความเหลื่อมล้ำของพื้นที่: การป้องกันพื้นที่ไข่แดง (Inner Bangkok) อาจส่งผลให้พื้นที่รอบนอกหรือจังหวัดปริมณฑลรับภาระน้ำมากขึ้น ดังเช่นกรณีความขัดแย้งระหว่าง กทม. กับ ปทุมธานี หรือ นนทบุรี ในอดีต 16 การบริหารจัดการน้ำจึงต้องมองในภาพรวมลุ่มน้ำ (River Basin Management) ไม่ใช่แค่เขตใดเขตหนึ่ง


บทที่ 3: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการปฏิวัติระบบจราจร

นอกเหนือจากปัญหาน้ำท่วม "รถติด" คืออีกหนึ่งความทุกข์ระทมของชาวบางพลัดและคนกรุงเทพฯ ถนนจรัญสนิทวงศ์และสะพานกรุงธน (ซังฮี้) เป็นจุดที่มีความหนาแน่นของการจราจรสูง การนำเสนอเทคโนโลยี AI จึงเป็นจุดขายสำคัญของทีมที่มีหัวหน้าเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี

3.1 Project Green Light: เมื่อ Google Maps สั่งการไฟจราจร

โครงการ Project Green Light ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร (BMA) และ Google ถือเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าการจัดการจราจร 18

  • หลักการทำงาน: ระบบใช้ข้อมูล Big Data จาก Google Maps ซึ่งมีข้อมูลตำแหน่งและความเร็วของรถยนต์นับล้านคันแบบ Real-time นำมาประมวลผลด้วย AI เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจราจร (Traffic Patterns) และ "แนะนำ" การปรับจังหวะสัญญาณไฟจราจรที่เหมาะสมที่สุดให้กับเจ้าหน้าที่ หรือเชื่อมต่อกับระบบไฟโดยตรง 21

  • ความแตกต่างจากระบบเดิม:

    • ระบบเดิม (Fixed-time): ตั้งเวลาคงที่ ไม่ยืดหยุ่นตามปริมาณรถจริง

    • ระบบตำรวจกด: ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล ซึ่งอาจมองไม่เห็นภาพรวมของโครงข่าย

    • ระบบ Green Light: มองเห็นภาพรวมทั้งเมือง (City-wide Optimization) และปรับเปลี่ยนได้วินาทีต่อวินาที (Dynamic Adjustment)

3.2 ผลลัพธ์เชิงประจักษ์และประสิทธิภาพ

ข้อมูลจากการทดลองใช้งานใน 55 ทางแยกแรกของกรุงเทพฯ ในปี 2025 แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง:

  • การไหลเวียนของจราจร (Traffic Flow): ดีขึ้นถึง 80-90% ในบางจุด 18

  • การหยุดรถ (Vehicle Stops): ลดลง 30% ซึ่งหมายถึงการเบรกและออกตัวน้อยลง ช่วยประหยัดน้ำมัน 18

  • สิ่งแวดล้อม: ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10% จากการลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงขณะจอดติด 22

3.3 ความท้าทายในการขยายผลสู่บางพลัด

แม้ AI จะดูเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบ แต่การนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีกายภาพซับซ้อนอย่างบางพลัดมีข้อจำกัด:

  1. คอขวดทางกายภาพ (Physical Bottlenecks): AI สามารถจัดการการไหลของรถได้ แต่ไม่สามารถขยายขนาดถนนหรือสะพานข้ามแม่น้ำได้ หากปริมาณรถเกินขีดความสามารถของถนน (Road Capacity) AI ก็ช่วยได้เพียงบรรเทา (Mitigate) ไม่ใช่แก้ไข (Solve)

  2. วินัยจราจร: ระบบ AI คำนวณภายใต้สมมติฐานที่ว่ารถวิ่งตามกฎจราจร แต่ในความเป็นจริง การขับขี่ที่ผิดกฎ (เช่น การจอดกีดขวาง, การผ่าไฟแดง) อาจทำให้การคำนวณของ AI คลาดเคลื่อน

  3. ความยั่งยืนของข้อมูล: การพึ่งพาข้อมูลจาก Google เพียงแหล่งเดียว (Single Source Dependency) อาจเป็นความเสี่ยงในระยะยาว รัฐควรมีการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลของตนเอง (National Data Platform) หรือใช้ระบบเซนเซอร์อื่น เช่น Gridsmart ที่ใช้กล้อง 360 องศาตรวจจับวัตถุร่วมด้วย 23


บทที่ 4: สันติศึกษาและการเมืองเชิงพุทธ: มิติใหม่ของการจัดการความขัดแย้ง

สิ่งที่ทำให้ทีมหาเสียงชุดนี้โดดเด่นและแตกต่างจากทีมเทคโนแครตทั่วไป คือการดึงเอา "นักสันติวิธี" ที่มีวุฒิการศึกษาสูงสุดทางด้านนี้มาร่วมทีม สิ่งนี้สะท้อนถึงการตระหนักรู้ว่า "ปัญหาเมืองไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นปัญหาทางสังคม"

4.1 แก่นแท้ของ "พุทธสันติศึกษา" (Buddhist Peace Studies)

หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสันติศึกษา ของ มจร ไม่ได้สอนเพียงหลักธรรม แต่เป็นการบูรณาการพุทธสันติวิธีเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่2

  • Mindfulness & Peace: การใช้สติ (Mindfulness) เป็นฐานในการจัดการความขัดแย้ง เริ่มจากความสงบภายใน (Inner Peace) สู่สันติภายนอก (Outer Peace)

  • วิศวกรสันติภาพ (Peace Engineers): เป้าหมายของหลักสูตรคือการสร้างผู้นำที่สามารถ "ออกแบบ" กระบวนการยุติความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่เกื้อกูลกัน (Compassionate Society)

4.2 การประยุกต์ใช้ในพื้นที่บางพลัด: กรณีศึกษาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน

ในพื้นที่บางพลัดและริมฝั่งเจ้าพระยา มีกรณีพิพาทเรื้อรังระหว่างรัฐกับชุมชนหลายแห่ง เช่น ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี หรือชุมชนบางอ้อ ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำ (River Promenade Project) 5

  • ปมขัดแย้ง: รัฐมองว่าชุมชนรุกล้ำลำน้ำและขวางทางระบายน้ำ (สาเหตุของน้ำท่วม) ในขณะที่ชุมชนมองว่าเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมและไม่มีที่ไป การใช้กฎหมายบังคับไล่รื้อ (Eviction) ในอดีตนำไปสู่ความรุนแรงและการต่อต้าน

  • บทบาทของผู้สมัครดีกรีสันติศึกษา:

    1. Deep Listening (การฟังอย่างลึกซึ้ง): แทนที่จะเริ่มด้วยการบังคับใช้กฎหมาย นักสันติวิธีจะเริ่มด้วยการฟังเสียงของชาวบ้าน เพื่อเข้าใจความต้องการและความกลัวที่แท้จริง

    2. Conflict Transformation (การแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง): เปลี่ยนมุมมองจาก "คู่ขัดแย้ง" เป็น "หุ้นส่วนในการแก้ปัญหา" เช่น การเสนอโมเดล "บ้านมั่นคง" ที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ หรือการปรับปรุงคลองโดยไม่จำเป็นต้องรื้อย้ายชุมชนทั้งหมด (On-site Upgrading)

    3. Mediation (การไกล่เกลี่ย): ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างหน่วยงานรัฐ (กทม., กรมชลประทาน) กับชาวบ้าน เพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ (Win-Win Solution)

4.3 โมเดลการเมืองใหม่: เทคโนโลยี + เมตตาธรรม (Technology + Compassion)

การทำงานร่วมกันของ ดร.เอ้ (ตัวแทนฝั่งเทคโนโลยี) และผู้สมัครสันติศึกษา (ตัวแทนฝั่งสังคม) สร้างสมดุลที่น่าสนใจ:

  • เทคโนโลยี: ช่วยหาคำตอบว่า "จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด?" (Efficiency)

  • สันติศึกษา: ช่วยหาคำตอบว่า "จะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง?" (Equity & Empathy)

    นี่คือนวัตกรรมทางการเมืองที่พยายามก้าวข้ามกับดักความขัดแย้งเดิมๆ ของสังคมไทย


บทที่ 5: วิกฤตหนี้การศึกษาและการพัฒนาคน: โจทย์ใหญ่ของคนรุ่นใหม่

นอกเหนือจากเรื่องกายภาพเมือง ทีมไทยก้าวใหม่ยังให้ความสำคัญกับ "คน" โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินที่กัดกินอนาคตของเยาวชนและคนวัยทำงาน

5.1 สถานการณ์วิกฤตหนี้ กยศ. และ NPLs

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจจากหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. หรือ SLF)

  • สถิติที่น่าตกใจ: ในปี 2025 หนี้เสีย (NPLs) ในระบบกู้ยืมเพื่อการศึกษายังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้พวกเขาถูกตัดโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่ออื่นๆ ในชีวิต 25

  • ผลกระทบเชิงมหภาค: รายงานจากสภาพัฒน์ (NESDC) และธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนที่สูง (กว่า 87% ของ GDP) เป็นปัจจัยฉุดรั้งการบริโภคและการลงทุน 26

5.2 การลงทุนในการศึกษาระดับปริญญาเอก: คุ้มค่าหรือไม่?

การที่ผู้สมัครมีดีกรีปริญญาเอก สะท้อนถึงค่านิยมและการให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นสูง แต่ในความเป็นจริง การเข้าถึงการศึกษาระดับนี้มีต้นทุนสูงมาก

ตารางที่ 5.1: ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการศึกษาระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยไทย (2024-2025)

ประเภทมหาวิทยาลัยค่าเล่าเรียนเฉลี่ยต่อปี (บาท)ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร (3-4 ปี)หมายเหตุข้อมูลอ้างอิง
มหาวิทยาลัยรัฐ (Public University)50,000 - 150,000200,000 - 600,000ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา (วิทยาศาสตร์จะสูงกว่าสังคมศาสตร์)28
มหาวิทยาลัยเอกชน (Private University)150,000 - 350,000600,000 - 1,400,00028
หลักสูตรนานาชาติ (International Program)200,000 - 500,000+800,000 - 2,000,000+28

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาขั้นสูงยังเป็น "สินค้าราคาแพง" (Luxury Good) ที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงยาก หากไม่มีทุนการสนับสนุนหรือการกู้ยืม

5.3 ข้อเสนอนโยบาย: ปลดล็อกหนี้ สร้างอนาคต

ทีมไทยก้าวใหม่น่าจะนำเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มหภาคที่เสนอโดย Levy Institute 32 ซึ่งระบุว่าการยกเลิกหรือปรับโครงสร้างหนี้การศึกษาจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม:

  • กระตุ้น GDP: ผู้ที่หลุดพ้นจากภาระหนี้จะมีกำลังซื้อ (Disposable Income) เพิ่มขึ้น นำไปสู่การบริโภคที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยให้ลูกหลานคนยากจนมีโอกาสตั้งตัวได้เร็วขึ้น

  • Reskilling/Upskilling: นอกจากการแก้หนี้ ต้องมีการส่งเสริมทักษะใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุค AI เพื่อเพิ่มความสามารถในการหารายได้


บทที่ 6: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์

6.1 บทสรุป: การเมืองวิถีใหม่ (New Normal Politics)

การลงพื้นที่เขตบางพลัดของทีม "ไทยก้าวใหม่" ภายใต้การนำของ ดร.เอ้ และการสนับสนุนผู้สมัครดีกรีดอกเตอร์สันติศึกษา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Inflection Point) ของการเมืองท้องถิ่น กทม. มันคือการเปลี่ยนจากการเมืองที่เน้น "ตัวบุคคล" หรือ "พรรคพวก" มาสู่การเมืองที่เน้น "ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" (Expertise-based Politics) และ "การบูรณาการข้ามศาสตร์" (Interdisciplinary Integration)

โมเดลนี้เสนอทางออกที่สมดุลระหว่าง:

  1. Hard Infrastructure: การใช้วิศวกรรมและเทคโนโลยี AI แก้ปัญหากายภาพ (น้ำท่วม, รถติด) อย่างแม่นยำและเป็นระบบ

  2. Soft Infrastructure: การใช้สันติวิธีและพุทธสันติวิธี แก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและเยียวยาจิตใจผู้คน

6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations)

เพื่อให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ รายงานขอเสนอแนะดังนี้:

  1. จัดตั้ง "สภาประชาคมบางพลัด" (Bang Phlat Civic Assembly): ใช้กระบวนการสันติศึกษาเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วน (รัฐ, เอกชน, ชุมชนริมน้ำ, คอนโดมิเนียม) มาออกแบบอนาคตของเขตบางพลัดร่วมกัน เพื่อลดแรงต้านต่อนโยบายป้องกันน้ำท่วม

  2. พัฒนา "Bangkok Water Data Center": บูรณาการข้อมูลน้ำและจราจรจากทุกหน่วยงาน (GISTDA, กรมชลฯ, กทม., Google) เข้าด้วยกัน เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและโปร่งใส

  3. นำร่องโครงการ "หนี้แลกงาน" (Debt for Work): ให้ผู้กู้ กยศ. ที่ตกงาน สามารถทำงานบริการสังคมหรือร่วมโครงการพัฒนาเมืองของ กทม. เพื่อแลกกับการลดหย่อนหนี้สิน

  4. เร่งรัดโครงการแก้มลิงใต้ดิน (Underground Water Retention): ในพื้นที่แออัดของบางพลัดที่ไม่สามารถขุดคลองใหม่ได้ การสร้างที่เก็บน้ำใต้ดินแบบ Pocket Park เป็นทางออกที่จำเป็น

6.3 บทส่งท้าย

ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งบางพลัด อาจมีความหมายน้อยกว่า "มรดกทางความคิด" (Intellectual Legacy) ที่ทีมไทยก้าวใหม่ได้ทิ้งไว้ นั่นคือการจุดประกายให้สังคมเห็นว่า การแก้ปัญหากรุงเทพฯ ต้องใช้ทั้ง "สมอง" (วิศวกรรม/เทคโนโลยี) และ "หัวใจ" (สันติวิธี) เดินไปพร้อมกัน หากทำได้สำเร็จ บางพลัดจะไม่ใช่แค่เขตหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่จะเป็นต้นแบบของ "มหานครแห่งความยั่งยืนและสันติสุข" ในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โอกาสใหม่ชูเศรษฐกิจฐานราก ดึงโมเดล “มิจิโนะเอคิ” ญี่ปุ่น ปั้นห้างข้างถนนตลาดชุมชน นำร่องร้อยเอ็ด–กาฬสินธุ์

พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค เปิดตัวแนวนโยบายเศรษฐกิจฐานรากรูปธรรม ภายใต้วาระการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 ด...