วิเคราะห์นโยบายด้านสาธารณสุขในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย: จากการสงเคราะห์สู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสุขภาพ
ระบบสาธารณสุขไทยกำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 ถูกกำหนดให้เป็นสมรภูมิทางนโยบายที่ไม่ได้มีเพียงแค่การนำเสนอสวัสดิการพื้นฐาน แต่เป็นการประชันวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการวิกฤตเชิงซ้อนที่รุมเร้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระทางการคลังและขีดความสามารถในการให้บริการของสถานพยาบาลรัฐ
ความสำคัญของนโยบายสาธารณสุขในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็น "นโยบายสวัสดิการ" แต่ได้กลายเป็น "โจทย์เชิงโครงสร้าง" ที่สะท้อนวิธีคิดของพรรคการเมืองในการออกแบบรัฐสวัสดิการและการบริหารงบประมาณในระยะยาว
สถานะทางการเงินของระบบสาธารณสุขไทยในปี 2568-2569 ตกอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างยิ่ง ข้อมูลระบุว่าโรงพยาบาลชุมชนกว่า 780 แห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาขาดทุน และเงินบำรุงโรงพยาบาลในระบบภาพรวมเหลืออยู่เพียงประมาณ 46,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงในอนาคต
ภาระค่าใช้จ่ายและวิกฤตทางสุขภาพของครัวเรือนไทยในสังคมสูงวัย
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญที่สุดต่อระบบสาธารณสุข ข้อมูลจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้เข้าถึงบริการดูแลระยะยาว (Long-term Care) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
| ตัวชี้วัดและสถานการณ์สาธารณสุขไทยปี 2568-2569 | ข้อมูลและสถิติที่สำคัญ |
| งบประมาณรวมกระทรวงสาธารณสุข (2568) | 171,965,693,900.00 บาท |
| งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ | 168,296,886,700.00 บาท |
| สัดส่วนงบสาธารณสุขต่องบประมาณรายจ่ายประเทศ | ร้อยละ 9.1 |
| จำนวนโรงพยาบาลชุมชนที่เผชิญภาวะขาดทุน | 780 แห่ง |
| เป้าหมายสัดส่วนค่าใช้จ่ายสุขภาพครัวเรือน | ไม่เกินร้อยละ 12 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด |
| เป้าหมายการเข้าถึงบริการดูแลระยะยาวของผู้สูงอายุ | ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 |
นอกจากปัจจัยด้านอายุแล้ว โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูงลิ่ว
พรรคเพื่อไทย: การยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์และยุทธศาสตร์ Medical Hub
พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน ได้นำเสนอนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคในอดีต โดยมุ่งเน้นการทำลายข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา
การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพ
พรรคเพื่อไทยนำเสนอแนวคิด "ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI" ผ่านเวที Moonshot Forum โดยเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง (Data Infrastructure) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนทั้งระบบ
AI Prediction Budgeting: การใช้ AI คาดการณ์งบประมาณล่วงหน้า 24 เดือน เพื่อให้สำนักงบประมาณและ สปสช. เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและสามารถวางแผนเชิงรุกได้ แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเงินไม่พอ.
3 Value-Based Health Care (VBHC): การเปลี่ยนจากการจ่ายงบประมาณตามปริมาณบริการ (Fee-for-service) มาเป็นการจ่ายตาม "คุณค่า" หรือผลลัพธ์สุขภาพที่ดีที่สุดของผู้ป่วย โดย AI จะช่วยตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ของการรักษาอย่างแม่นยำ.
3 Super App หมอพร้อม+: การพัฒนาแอปพลิเคชันให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพที่ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติการรักษา นัดคิวออนไลน์ และรับคำปรึกษาผ่าน Telemedicine ได้ทุกที่ทุกเวลา.
14
ความท้าทายหลักที่พรรคเพื่อไทยระบุคือ "วิกฤตความไว้วางใจ" และช่องว่างทางกฎหมาย ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว การจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในลักษณะเดียวกับระบบ X-Road ของเอสโตเนีย จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนและระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เชื่อถือได้
ยุทธศาสตร์ศูนย์กลางสุขภาพโลก (Medical Hub) และเศรษฐกิจสุขภาพ
พรรคเพื่อไทยมองว่าสาธารณสุขไทยคือ "สินทรัพย์" ที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้มหาศาล ยุทธศาสตร์ Medical Hub ถูกวางไว้เพื่อดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยการต่อยอดธุรกิจการแพทย์แผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนกังวลว่าการส่งเสริม Medical Hub อย่างเต็มสูบอาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพที่ให้บริการคนไทย เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์อาจหลั่งไหลเข้าสู่ภาคเอกชนที่ให้บริการชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในภาครัฐ
| ยุทธศาสตร์สุขภาพพรรคเพื่อไทย (Moonshot Goals) | ผลกระทบและกลไกการดำเนินการ |
| 30 บาทรักษาทุกที่ | ลดระยะเวลารอคอย ลดค่าใช้จ่ายแฝง (ค่าเดินทาง) ผ่านการใช้บัตรประชาชนใบเดียว |
| การดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Care) | จัดตั้งสถานชีวาภิบาลทุกเขต (ในกทม. ครบ 50 เขต) เพื่อให้ผู้ป่วย "ตายดี" อย่างมีศักดิ์ศรี |
| สุขภาพจิต (Mental Health) | เพิ่มช่องทางปรึกษาจิตแพทย์ผ่าน Telemedicine และโรงพยาบาลประจำเขต |
| เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) | ใช้ Medical Hub ดึงเม็ดเงินต่างชาติมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย |
พรรคประชาชน: การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความเท่าเทียมและระบบ Single Payer
พรรคประชาชนนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นความยุติธรรม (Fairness) และประสิทธิภาพ (Efficiency) โดยมองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของสาธารณสุขไทยคือ "ความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุน" (บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ)
โมเดลขนมชั้นและการบูรณาการกองทุนสุขภาพ
การรวมกองทุนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีแรงต้านสูง พรรคประชาชนจึงนำเสนอแนวทาง "โมเดลขนมชั้น" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทีละขั้น โดยมีเป้าหมายให้กองทุนทั้ง 3 ตกลงมาตรฐานสิทธิประโยชน์ขั้นต่ำที่เท่ากันก่อน แล้วจึงค่อยๆ ขยายสิทธิประโยชน์ที่หลากหลายขึ้นตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม เช่น บริการ "รับยาใกล้บ้าน" หรือ "รักษาที่ไหนก็ได้" ซึ่งสิทธิบัตรทองเริ่มนำร่องไปแล้ว
กลไกการจัดการงบประมาณแบบใหม่ที่พรรคประชาชนเสนอคือการปรับเปลี่ยนบทบาทของหน่วยบริการคู่สัญญาหลัก (Contracting Unit for Primary Care: CUP) ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลแม่ข่ายมักเป็น "คนถือกระเป๋าเงิน" และจัดสรรเงินให้สถานีอนามัยหรือ รพ.สต. อย่างไม่เป็นธรรม
การยกระดับบุคลากรสาธารณสุขและเงื่อนไขการทำงาน
พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับ "วิกฤตบุคลากรลาออก" โดยมองว่าสาเหตุไม่ได้มาจากเพียงเรื่องค่าตอบแทน แต่มาจากโครงสร้างการทำงานที่ขาดความยืดหยุ่น
การจำกัดชั่วโมงทำงานของแพทย์: ไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งแพทย์และคนไข้.
2 การยกระดับ อสม.: สู่การเป็น "แนวหน้าสุขภาพ" ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เช่น ดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุ) พร้อมค่าตอบแทนตามภาระงานจริงในอัตรา 2,000 บาทต่อเดือน.
2 การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: การถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. อย่างเป็นระบบ โดยมีกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยง" และกำหนด KPI ที่เน้นผลลัพธ์สุขภาพของคนในพื้นที่ (Outcome-Based).
19
นโยบายของพรรคประชาชนจึงเป็นการ "รื้อใหญ่" ระบบราชการสาธารณสุขเพื่อให้เกิดความคล่องตัว โปร่งใส และลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์อย่างแท้จริง
พรรคภูมิใจไทย: สวัสดิการ "สูงวัยพลัส" และเศรษฐกิจการดูแลเชิงรุกใกล้บ้าน
พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบายที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่และเป็นกลุ่มที่มีความต้องการด้านสาธารณสุขสูงสุด ภายใต้นโยบาย "สูงวัยพลัส"
นโยบายด้านรายได้และภาษีเพื่อผู้สูงอายุ
พรรคภูมิใจไทยเสนอมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย:
การจ้างงานผู้สูงอายุ: สนับสนุนให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยบริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท).
10 การลดภาษีบุคคลธรรมดา: สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50 เพื่อเพิ่มเงินออมในครัวเรือน.
10 กองทุนประกันชีวิตผู้สูงอายุ: จัดตั้งกองทุนเพื่อให้กรมธรรม์ฟรีแก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจทั้งในช่วงที่มีชีวิตอยู่และหลังเสียชีวิต.
2
นโยบาย 1 พยาบาลอาสา 1 หมู่บ้าน และศูนย์ดูแลครบวงจร
ในมิติด้านการบริการ พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิด "พยาบาลอาสา" เพื่อดูแลสุขภาพชุมชนเชิงรุก:
จ้างงานพยาบาลอาสา: 1 คนต่อ 1 หมู่บ้านทั่วประเทศ (รวมกว่า 7.5 หมื่นคน) โดยมีอัตราค่าจ้างตั้งแต่ 15,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท ตามภาระงานและประสบการณ์ โดยมีสัญญาจ้างขั้นต่ำ 4 ปี.
10 การทำงานเชิงรุก: เน้นการ "เคาะประตูบ้าน" ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยติดบ้าน และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดภาระการเดินทางไปโรงพยาบาล.
10 ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Elderly Care Centers): พรรคเสนอให้นำที่ดินของรัฐทุกประเภทมาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมลงทุนสร้างระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร (PPP Model) เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ.
10
นโยบายของพรรคภูมิใจไทยสะท้อนถึงการนำแนวคิด "Care Economy" มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างสวัสดิการไปพร้อมๆ กัน ซึ่งหากทำได้จริงจะช่วยลดความกดดันต่อสถานพยาบาลของรัฐได้อย่างมหาศาล
พรรคประชาธิปัตย์: รากฐานปฐมภูมิ การกระจายอำนาจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ
พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในแนวทาง "คิดใหญ่ ทำใหม่ สร้างความไว้วางใจ" โดยเน้นความยั่งยืนของชุมชนและการแก้ปัญหาจากฐานราก
การยกระดับ อสม. และระบบปฐมภูมิสู่อนาคต
พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้มีการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็นมากกว่าผู้ช่วยเดินตามแพทย์ แต่เป็น "ผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงอายุ" และผู้ช่วยสาธารณสุขที่มีความรู้เฉพาะด้าน
ร่าง พ.ร.บ. อสม.: เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ ประกันค่าป่วยการ และจัดสวัสดิการที่ยั่งยืนผ่านกองทุนสวัสดิการ อสม. โดยมีเป้าหมายยกระดับ อสม. ให้ได้ 10,000 รายแรกสู่ระดับผู้เชี่ยวชาญภายในปี 2569.
12 การบริหารด้วย AI: นำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการบริหารจัดการ คน-งาน-เงิน และข้อมูลสุขภาพในระดับปฐมภูมิ เพื่อให้การตัดสินใจด้านนโยบายสอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่.
12 30 บาทรักษาทุกที่ และฟอกไตฟรี: พรรคยังคงสานต่อนโยบายการรักษาฟรีด้วยบัตรประชาชนใบเดียว และขยายบริการ "ฟอกไตฟรี" ให้ครอบคลุมทุกแห่งเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง.
12
นโยบายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเชิงบูรณาการ
ความโดดเด่นของพรรคประชาธิปัตย์คือการมองว่า "สุขภาพดีเริ่มที่สิ่งแวดล้อม" พรรคจึงเสนอมาตรการที่เชื่อมโยงกับวิกฤตอากาศสะอาดและมลพิษ:
การจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ: เช่น ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน การลดการปล่อยคาร์บอนในหน่วยบริการสุขภาพ และการพัฒนาโรงพยาบาลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hospitals).
12 แรงจูงใจด้านภาษี: เสนอให้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบุคคลที่มีพฤติกรรมสุขภาพดี หรือองค์กรที่ส่งเสริมกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเป็นการป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เชิงรุก.
12 สุขภาวะเด็กปฐมวัย: ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา การส่งเสริมธาตุเหล็กและไอโอดีนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และการสร้างสถานที่เล่นที่ปลอดภัยเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บของเด็ก.
26
นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จึงมีลักษณะเป็น "ยุทธศาสตร์เชิงรับมือและป้องกัน" ที่มองไกลถึงคุณภาพชีวิตของคนรุ่นถัดไปผ่านการรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
พรรคโอกาสใหม่: การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านสุขภาพประชากร
พรรคโอกาสใหม่นำเสนอมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงสาธารณสุขเข้ากับ "ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" โดยมองว่าประชาชนที่แข็งแรงคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สุขภาพเพื่อการแข่งขันและแรงงานนอกระบบ
พรรคโอกาสใหม่เชื่อว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องเริ่มจากทำให้ประชาชน "แข็งแรงพอที่จะทำงานได้" นโยบายจึงมุ่งเน้น:
การคุ้มครองสุขภาพแรงงานแพลตฟอร์ม: จัดหาประกันสุขภาพและสวัสดิการที่สอดคล้องกับอาชีพที่ไม่มีนายจ้างแน่นอน เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีความมั่นคงในชีวิต.
27 การยกระดับระบบราชการสาธารณสุข: ให้มีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต และใช้ระบบดิจิทัลมาลดขั้นตอนการบริการ เพื่อให้ประชาชนใช้เวลาในการรอคอยน้อยที่สุดและกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น.
27 นวัตกรรมหุ่นยนต์ทางการแพทย์: ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) หุ่นยนต์สัญชาติไทยเพื่อช่วยในการบริการทางการแพทย์ เช่น หุ่นยนต์ส่งยาในโรงพยาบาลที่ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์.
29
พรรคโอกาสใหม่นำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็น "ทางเลือกใหม่" ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและหลักธรรมาภิบาลมาแก้ปัญหารากลึกของระบบสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นเข็มทิศในการดำเนินนโยบาย
การวิเคราะห์เปรียบเทียบ: นโยบายไหนคือ "ความจริง" นโยบายไหนคือ "ขายฝัน"
จากการสำรวจนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ พบว่ามีการนำเสนอที่แตกต่างกันตามฐานเสียงและอุดมการณ์ของพรรค อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ทางการคลังคือตัวตัดสินสำคัญว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่
| พรรคการเมือง | จุดเด่นเชิงนโยบาย | ความเป็นไปได้ทางการคลังและข้อสังเกต |
| พรรคเพื่อไทย | ยกระดับ 30 บาทด้วย AI และ Medical Hub | เป็นไปได้สูงเพราะต่อยอดจากฐานเดิม แต่ต้องระวังปัญหาความเหลื่อมล้ำหากเน้นต่างชาติมากเกินไป |
| พรรคประชาชน | รวม 3 กองทุนสุขภาพและปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ | มีความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว แต่มีแรงต้านทางการเมืองสูงมากจากการรวมสิทธิประโยชน์ |
| พรรคภูมิใจไทย | พยาบาลอาสา 1 หมู่บ้าน และสวัสดิการผู้สูงอายุถ้วนหน้า | ใช้งบประมาณสูงมาก (โดยเฉพาะค่าจ้างพยาบาล) จำเป็นต้องมีแหล่งรายได้ใหม่ที่ชัดเจน |
| พรรคประชาธิปัตย์ | สิ่งแวดล้อมสุขภาพและระบบปฐมภูมิยั่งยืน | เน้นความยั่งยืนและใช้งบประมาณไม่สูงมาก แต่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์สุขภาพที่ชัดเจน |
| พรรคโอกาสใหม่ | สวัสดิการแรงงานนอกระบบและเทคโนโลยีหุ่นยนต์ | เป็นมิติใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการงบประมาณที่โปร่งใส |
ประเด็นที่อาจถูกมองว่า "ขายฝัน" มากที่สุดคือการเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรและสวัสดิการแบบถ้วนหน้าโดยไม่มีการระบุที่มาของเงินทุนอย่างชัดเจน ท่ามกลางวิกฤตงบประมาณที่โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ขาดทุนอยู่แล้ว
สรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: สู่ระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนในปี 2569
การเลือกตั้งในปี 2569 จะเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคการเมืองไทยในการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในสังคมสูงวัย นโยบายสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพไม่ควรเน้นเพียงการ "ให้" สวัสดิการที่มากขึ้น แต่ต้องเน้นการ "ปรับ" โครงสร้างระบบให้ทันสมัยและยั่งยืน
การบูรณาการข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (Digital Health Transformation): ทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและ Telemedicine จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล.
3 ความเท่าเทียมและยั่งยืนระหว่างกองทุน: การมีอยู่ของ 3 กองทุนที่มีความแตกต่างกันมากเกินไปคืออุปสรรคต่อความเท่าเทียม พรรคการเมืองต้องมีความกล้าหาญในการปฏิรูปเพื่อให้เกิดมาตรฐานการรักษาขั้นต่ำที่เป็นหนึ่งเดียว (Single Standard of Care) โดยอาจใช้ "โมเดลขนมชั้น" เพื่อลดผลกระทบในระยะเปลี่ยนผ่าน.
4 การส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกและปัจจัยกำหนดสุขภาพ: ปัญหาสุขภาพไม่ได้จบที่โรงพยาบาล นโยบายที่มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม อากาศสะอาด และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผ่านแรงจูงใจทางภาษี จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้จริงมากกว่าการเพิ่มจำนวนเตียงโรงพยาบาล.
2 ความยั่งยืนทางการคลังและการร่วมจ่าย (Sustainable Financing): พรรคการเมืองต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับภาระงบประมาณ การจัดหาแหล่งรายได้ใหม่จากภาษีสุขภาพ หรือการพัฒนาระบบร่วมจ่ายสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังจ่าย เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนบัตรทองให้สามารถดูแลกลุ่มเปราะบางได้อย่างยั่งยืน.
4
บทความวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า นโยบายสาธารณสุขในปี 2569 ก้าวพ้นจากเรื่องของ "บัตรทอง" ไปสู่เรื่องของ "ระบบนิเวศสุขภาพ" ที่รวมเอาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน พรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมและมีที่มาของงบประมาณที่น่าเชื่อถือ จะเป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการนำพาประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสง่างามและมีความมั่นคง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น