การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: นโยบายพรรคเพื่อไทยกับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 และพลวัตการพัฒนาจังหวัดเชียงรายท่ามกลางวิกฤตการณ์ความมั่นคงรูปแบบใหม่
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงรายในปี 2569
1.1 บริบทการเมืองระดับมหภาค: การเลือกตั้งภายใต้เงาแห่งความเปลี่ยนแปลง
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ภายหลังความผันผวนทางการเมืองที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจและการจัดตั้งรัฐบาลผสมข้ามขั้วในช่วงปี 2566-2568 การยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล
พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai Party) ซึ่งเคยเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีคะแนนเสียงอันดับต้นของประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย การสูญเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ในบริบทนี้ จังหวัดเชียงรายมิได้เป็นเพียงเขตเลือกตั้งที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หลายที่นั่งเท่านั้น แต่เชียงรายคือ "พื้นที่ยุทธศาสตร์ทางจิตวิทยา" ที่สะท้อนถึงความศรัทธาของฐานเสียงรากหญ้าต่อตระกูลชินวัตรและเครือข่ายบ้านใหญ่ในพื้นที่ การรักษาเชียงรายให้เป็น "พื้นที่สีแดง" ของพรรคเพื่อไทยจึงมีความสำคัญยิ่งยวดต่อความชอบธรรมในการอ้างสิทธิ์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง
1.2 เชียงรายในฐานะจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ (Geopolitical Flashpoint)
จังหวัดเชียงรายตั้งอยู่ในตำแหน่งภูมิศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion - GMS) โดยมีชายแดนติดกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกทั้งยังเป็นประตูเชื่อมต่อสู่จีนตอนใต้ผ่านเส้นทาง R3A และแม่น้ำโขง สถานะ "ประตูสู่อาเซียน" (Gateway to ASEAN) นี้เป็นดาบสองคมที่กำหนดโชคชะตาของเชียงราย
ในด้านหนึ่ง เชียงรายได้รับโอกาสมหาศาลจากการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ที่กำลังจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งาน ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลจิสติกส์ของภาคเหนือ
ดังนั้น การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 จึงต้องพิจารณาผ่านเลนส์ที่ซ้อนทับกันระหว่าง "การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น" และ "การจัดการความมั่นคงข้ามพรมแดน" รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงความสอดคล้องและความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่พรรคนำเสนอกับความเป็นจริงที่ภาคประชาสังคมและกลุ่ม Chiangrai Watch เรียกร้อง
2. ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย 2569: การประสานพลังระดับชาติสู่ท้องถิ่น
2.1 โครงสร้างผู้นำและทิศทางนโยบายระดับชาติ
ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคเพื่อไทยได้ปรับทัพผู้นำครั้งสำคัญ โดยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
กรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 ที่นำเสนอโดยนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เน้นย้ำ 10 หลักการสำคัญ อาทิ การสร้างสมดุลทางการคลัง การให้สิทธิประชาชนถือครองเงินหรือคูปองเพื่อเข้าถึงบริการรัฐ (Demand-side stimulus) การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ และการดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ
2.2 เชียงรายโมเดล: การผนึกกำลัง "บ้านใหญ่" และนโยบายท้องถิ่น
ยุทธศาสตร์การเจาะพื้นที่เชียงรายของพรรคเพื่อไทยใช้รูปแบบ "Micro-Targeting" ที่เข้มข้น โดยประสานการเมืองระดับชาติเข้ากับการเมืองท้องถิ่นอย่างแนบแน่น ผ่านตัวแทนตระกูลการเมืองหลักคือ "ติยะไพรัช" และ "เตชะธีราวัฒน์"
นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ในนามพรรคเพื่อไทย ได้ทำหน้าที่เป็น "หัวหอก" ในการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ โดยเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ของพรรคส่วนกลาง ภายใต้สโลแกน "คิดใหม่ ทำใหม่ เชียงรายยิ้มได้"
นโยบาย 5 ข้อหลักของนางสลักจฤฎดิ์
3. การวิเคราะห์เจาะลึกนโยบายพัฒนาเชียงราย: ความเป็นไปได้และผลกระทบ
3.1 นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์: TONY Brand และการต่อยอด Soft Power
ข้อเสนอนโยบาย:
พรรคเพื่อไทยชูธงนโยบาย TONY Brand (Transforming Local Opportunities into a Global Network that Sparks Yearning) ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันสินค้าและบริการของเชียงรายสู่แบรนด์ระดับโลก และส่งเสริมให้เชียงรายเป็น "City of Design" ตามมาตรฐาน UNESCO 4 นโยบายนี้สอดรับกับนโยบายระดับชาติ THACCA (Thailand Creative Content Agency) และโครงการ "1 ครอบครัว 1 Soft Power" (OFOS) ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงาน 20 ล้านคน 15
การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์:
จุดแข็ง: การสร้างแบรนด์ "TONY" มีนัยยะทางการเมืองที่สื่อถึงนายทักษิณ ชินวัตร (Tony Woodsome) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการตลาดที่แข็งแกร่งในหมู่ฐานเสียงเสื้อแดง การเชื่อมโยงสินค้าท้องถิ่นเข้ากับเครือข่ายการตลาดระดับโลก (Global Network) เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและการติดกับดักสินค้า OTOP แบบเดิมที่ขาดดีไซน์และช่องทางจัดจำหน่าย
ความท้าทายจากภาคประชาสังคม: ข้อมูลจากภาคประชาสังคมระบุว่า การส่งเสริม Soft Power ในอดีตมักกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุนรายใหญ่หรือผู้ประกอบการที่มีความพร้อมอยู่แล้ว เกษตรกรรายย่อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์มักเข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้อย่างแท้จริง ข้อเรียกร้องคือ นโยบายนี้ต้องไม่เป็นเพียงการจัดอีเวนต์แฟชั่นโชว์หรือเทศกาลดนตรีฉาบฉวย แต่ต้องเป็นการสร้าง "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ที่ยั่งยืน ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของลวดลายผ้าชาติพันธุ์ และการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่เยาวชนในพื้นที่
ช่องว่างทางปฏิบัติ: การจะทำให้เชียงรายเป็น City of Design จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านศิลปะ (Art Infrastructure) เช่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ (Creative Space) ซึ่งปัจจุบันเชียงรายมีเพียงสถานที่ของเอกชน (เช่น วัดร่องขุ่น หรือบ้านดำ) รัฐบาลท้องถิ่นภายใต้พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องลงทุนในส่วนนี้เพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่พึ่งพาเพียงบารมีของศิลปินแห่งชาติบางท่าน
3.2 นวัตกรรมเกษตร: โดรนและระบบน้ำบาดาล
ข้อเสนอนโยบาย:
ศูนย์โดรนการเกษตรประจำตำบล: ตั้งเป้าจัดตั้งใน 124 ตำบล พร้อมโมเดล "1 ตำบล 1 นักบินโดรน" เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการแปลงเกษตร
4 ศูนย์บาดาลการเกษตรทุกตำบล: แก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซากด้วยการขุดเจาะบาดาลและใช้ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
4
การวิเคราะห์เชิงลึก:
นโยบายนี้สะท้อนถึงแนวคิด "Tech-Driven Agriculture" ซึ่งพรรคเพื่อไทยพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ความทันสมัย
ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์: การใช้โดรนสามารถลดต้นทุนค่าแรงงานและสารเคมีได้จริงถึง 30-50% แต่ความท้าทายอยู่ที่ "โมเดลธุรกิจ" ของศูนย์โดรน หากบริหารโดยภาครัฐหรือ อบจ. อาจประสบปัญหาเรื่องงบประมาณซ่อมบำรุงและความล่าช้าในการให้บริการ โมเดลที่ควรจะเป็นคือการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้เป็นเจ้าของและบริหารจัดการ โดยรัฐสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือการฝึกอบรม
ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล: โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ที่กระจายลงทุกตำบลมีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริตคอรัปชัน หรือการล็อกสเปกอุปกรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมในเชียงรายจับตามองอย่างใกล้ชิด การตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อโดรนและขุดเจาะบาดาลจะเป็นประเด็นชี้ขาดความสำเร็จของนโยบายนี้
3.3 โครงสร้างพื้นฐาน: รถไฟทางคู่และระเบียงเศรษฐกิจ
ข้อเสนอนโยบาย:
พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจวัฒนธรรมรอบสถานีรถไฟ 18 แห่ง (TOD - Transit Oriented Development) เชื่อมโยงด้วยระบบขนส่ง EV Cars จากสถานีหลักสู่มหาวิทยาลัยและแหล่งท่องเที่ยว 4
การวิเคราะห์ผลกระทบ:
การมาถึงของรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เป็น "Game Changer" ที่แท้จริงของเศรษฐกิจเชียงราย
โอกาส: จะเกิดการขยายตัวของเมือง (Urbanization) รอบสถานี สร้างงานและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ SMEs และภาคอสังหาริมทรัพย์
ภัยคุกคาม: ประเด็นที่กลุ่ม Chiangrai Watch และนักวิชาการกังวลคือ "การกว้านซื้อที่ดิน" (Land Grabbing) โดยกลุ่มทุนข้ามชาติและทุนสีเทาที่ใช้นอมินี
7 หากพรรคเพื่อไทยไม่มีมาตรการผังเมืองและการควบคุมการถือครองที่ดินที่เข้มงวด ผลประโยชน์จากการพัฒนาจะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนภายนอก คนเชียงรายท้องถิ่นอาจถูกเบียดขับออกจากพื้นที่เศรษฐกิจใหม่และกลายเป็นเพียงแรงงานราคาถูกในบ้านของตนเอง
4. วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม: จุดบอดและข้อเรียกร้องจากภาคประชาสังคม
ประเด็นที่ถือเป็น "จุดอ่อน" (Achilles' Heel) สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชุดปัจจุบันในการเลือกตั้งปี 2569 คือ ความล้มเหลวในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนเชียงราย
4.1 PM 2.5 และหมอกควันข้ามแดน: ความล้มเหลวของการทูต "Clear Sky"
แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะประกาศยุทธศาสตร์ "Clear Sky" และมีความพยายามในการเจรจาระดับอาเซียน
บทวิเคราะห์จากมุมมอง Chiangrai Watch:
ภาคประชาสังคมและกลุ่มเยาวชนในพื้นที่มองว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย "เกรงใจ" กลุ่มทุนเกษตรข้ามชาติ (Agro-giants) ที่เข้าไปลงทุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเผาป่า 17 ข้อเรียกร้องหลักคือ:
กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution Act): รัฐบาลต้องกล้าผลักดันกฎหมายที่สามารถเอาผิดและลงโทษบริษัทเอกชนที่มีห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวข้องกับการเผาในต่างประเทศได้จริง ไม่ใช่เพียงมาตรการขอความร่วมมือ
มาตรการกีดกันทางการค้า (Trade Sanctions): ควรระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากพื้นที่ที่มีการเผา (Traceability) อย่างเคร่งครัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงมาตรการยาแรงนี้เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อต้นทุนอาหารสัตว์และราคาสินค้าในประเทศ
4.2 มลพิษเหมืองแร่หายากในแม่น้ำโขง: ภัยเงียบที่รุนแรงกว่าฝุ่น
ข้อมูลจากการค้นคว้าเพิ่มเติมและรายงานข่าวเจาะลึกระบุว่า ในช่วงปี 2568-2569 มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเหมืองแร่หายาก (Rare Earth Elements) ในรัฐฉานและรัฐกะฉิ่นของเมียนมา โดยเฉพาะในเขตอิทธิพลของกองกำลังว้าแดง (UWSA) และกลุ่มทุนจีน
ผลกระทบต่อเชียงราย:
การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ: สถาบันวิจัย Stimson Center และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจพบค่าสารหนู (Arsenic) และโลหะหนักในแม่น้ำโขงสูงเกินมาตรฐานหลายเท่า
5 ซึ่งกระทบต่อน้ำดิบเพื่อการประปาและการเกษตรของคนเชียงรายท่าทีของพรรคเพื่อไทย: รัฐมนตรีและ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างล่าช้าและพยายามปิดบังข้อมูลเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการท่องเที่ยว
20 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน: กลุ่ม Chiangrai Watch และเครือข่ายลุ่มน้ำโขงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้กลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และการเจรจาทวิภาคีกับจีน (ซึ่งเป็นผู้รับซื้อแร่หลัก) ในการกดดันให้หยุดการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และแจ้งเตือนประชาชนทันที
22
5. อาชญากรรมข้ามชาติและทุนสีเทา: ความท้าทายต่อความมั่นคงมนุษย์
5.1 ภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์
พื้นที่ชายแดนเชียงราย โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามอำเภอแม่สายและเชียงแสน เป็นที่ตั้งของอาณาจักรคาสิโนและศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ (Scam Compounds)
สถานการณ์: ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่การหลอกลวงทางการเงิน แต่ยังเกี่ยวโยงกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และยาเสพติด ซึ่งสร้างปัญหาสังคมในพื้นที่เชียงราย
นโยบายพรรคเพื่อไทย: รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย "Cut-off" ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าข้ามแดน รวมถึงการกวาดล้างบัญชีม้า
23 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การดำเนินการยังขาดความต่อเนื่องและมีข้อครหาเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจบทวิเคราะห์: พรรคเพื่อไทยต้องพิสูจน์ความจริงใจในการปราบปรามโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่ากลุ่มทุนนั้นจะมีความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใด การปล่อยให้เชียงรายกลายเป็นทางผ่านของทุนสีเทาจะทำลายภาพลักษณ์ "เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย" และ "เมืองศิลปะ" ตามนโยบาย TONY Brand อย่างสิ้นเชิง
5.2 ผลกระทบต่อ SMEs ท้องถิ่น
การเข้ามาของทุนจีนสีเทาที่ใช้นอมินีไทยในการเปิดร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงราย ได้ทำลายระบบตลาดของ SMEs ท้องถิ่น
6. มิติทางสังคมและกลุ่มชาติพันธุ์: การต่อสู้เชิงอุดมการณ์
เชียงรายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์สูง พรรคเพื่อไทยตระหนักถึงความสำคัญของฐานเสียงกลุ่มนี้ จึงได้มอบหมายให้นายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส. เชียงราย ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
นัยสำคัญทางการเมือง:
การผลักดันกฎหมายนี้เป็นการแข่งขันโดยตรงกับพรรคประชาชน (People's Party) ที่ชูประเด็นความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชน พรรคเพื่อไทยพยายามแสดงให้เห็นว่าตนสามารถผลักดันกฎหมายให้เป็นจริงได้ผ่านกลไกรัฐสภา (Pragmatism) แตกต่างจากพรรคคู่แข่งที่อาจติดขัดในขั้นตอนการเมือง
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมยังคงจับตามองในรายละเอียดของกฎหมายว่าจะเป็นการ "อนุรักษ์แบบแช่แข็ง" (Zoo-ification) หรือเป็นการให้อำนาจในการจัดการทรัพยากรแก่กลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินทำกินในเขตป่า ซึ่งเป็นปัญหาข้อพิพาทเรื้อรังในเชียงราย
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์
7.1 ภาพรวมสถานการณ์
การเลือกตั้งปี 2569 ในจังหวัดเชียงราย คือบททดสอบว่า "แบรนด์เพื่อไทย" และระบบอุปถัมภ์แบบบ้านใหญ่ ยังคงทรงพลังเพียงพอหรือไม่ในการต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลง พรรคได้นำเสนอนโยบายที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ (TONY Brand, รถไฟ, เกษตรทันสมัย) และสังคม (สิทธิชาติพันธุ์) ซึ่งมีความโดดเด่นและจับต้องได้
7.2 ช่องว่างและความเสี่ยง (Critical Gaps)
จุดตายของพรรคเพื่อไทยคือ "ความน่าเชื่อถือในการจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อมและทุนสีเทา" ประชาชนเชียงรายตื่นตัวกับปัญหามลพิษ PM 2.5 และสารพิษในแม่น้ำโขงมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของความเป็นความตาย การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นการทูตแบบประนีประนอม (Quiet Diplomacy) กับเพื่อนบ้านและจีน ทำให้ถูกมองว่าอ่อนแอและไม่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
7.3 ข้อเสนอแนะเพื่อบูรณาการนโยบาย (Recommendations)
เพื่อให้ชนะใจคนเชียงรายและตอบโจทย์กลุ่ม Chiangrai Watch พรรคเพื่อไทยควรปรับยุทธศาสตร์ดังนี้:
ประกาศวาระ "เชียงรายสีเขียว" ที่เข้มข้น (Aggressive Green Agenda): ต้องกล้าประกาศใช้มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สินค้าเกษตรข้ามแดนอย่างจริงจัง และกดดันทางทูตต่อเมียนมาและจีนเรื่องเหมืองแร่ โดยอาจเสนอให้ตั้ง "กองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน" ที่เรียกเก็บเงินจากบริษัทคู่ค้า
ความโปร่งใสเรื่องทุนสีเทา: ต้องมีมาตรการตรวจสอบเส้นทางการเงินและนอมินีในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษรอบสถานีรถไฟอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะตกถึงมือคนท้องถิ่น
การกระจายอำนาจ: สนับสนุนให้ อบจ. และท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณในการจัดการไฟป่าและมลพิษด้วยตนเองมากขึ้น ลดการพึ่งพาส่วนกลางที่เชื่องช้า
กล่าวโดยสรุป พรรคเพื่อไทยในปี 2569 มี "สินค้า" (นโยบาย) ที่ดี แต่ต้องปรับปรุง "กระบวนการผลิต" (การบังคับใช้กฎหมายและการเจรจาระหว่างประเทศ) ให้มีมาตรฐานและตอบสนองต่อวิกฤตการณ์จริง เพื่อให้เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเมืองเศรษฐกิจ แต่เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน
ตารางสรุป: การเปรียบเทียบนโยบายพรรคเพื่อไทยกับข้อเรียกร้องภาคประชาชนในเชียงราย
| ด้านนโยบาย (Policy Area) | นโยบายหาเสียงพรรคเพื่อไทย (Pheu Thai Proposals) | ข้อเรียกร้องภาคประชาชน/Chiangrai Watch (Civil Society Demands) | การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) |
| เศรษฐกิจและ Soft Power | - TONY Brand สร้างแบรนด์ระดับโลก - ส่งเสริมเชียงรายเป็น City of Design - Homestay Agrotourism ทุกตำบล | - ต้องการการกระจายรายได้สู่รากหญ้า ไม่กระจุกตัวที่กลุ่มทุน - คุ้มครองลิขสิทธิ์ลายผ้าชาติพันธุ์ - สนับสนุน SMEs ท้องถิ่นสู้ทุนจีน | นโยบายเน้นการตลาดมหภาค แต่ยังขาดรายละเอียดการคุ้มครองผู้ผลิตรายย่อยจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ |
| เกษตรและนวัตกรรม | - 1 ตำบล 1 ศูนย์โดรน - ศูนย์บาดาลโซลาร์เซลล์ทุกตำบล | - แก้ปัญหาราคาปุ๋ยและสารเคมีแพง - ประกันราคาพืชผลที่ยั่งยืน - แก้ปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่า | โดรนช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ไม่ได้แก้ปัญหาราคาตลาดโลกหรือสิทธิที่ดินซึ่งเป็นรากเหง้าปัญหา |
| สิ่งแวดล้อม (PM 2.5 & เหมืองแร่) | - เจรจา Clear Sky Strategy ระดับอาเซียน - พรบ.อากาศสะอาด - แจ้งเตือนภัยพิบัติ | - มาตรการบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน (Transboundary Enforcement) - หยุดรับซื้อสินค้าจากพื้นที่เผา - ตรวจสอบสารพิษเหมืองแร่แม่น้ำโขงทันที | ช่องว่างวิกฤต: รัฐบาลเน้นการทูตที่นุ่มนวล แต่ภาคประชาชนต้องการมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อผู้ก่อมลพิษ |
| โครงสร้างพื้นฐาน | - ถนนเศรษฐกิจรอบสถานีรถไฟ 18 แห่ง - รถรับส่ง EV เชื่อมต่อสถานี | - ป้องกันการกว้านซื้อที่ดินโดยทุนต่างชาติ/นอมินี - การจัดการผังเมืองที่ไม่ทำลายวิถีชุมชน | มีความเสี่ยงเรื่อง Gentrification (คนท้องถิ่นถูกไล่ที่) หากไม่มีกฎหมายผังเมืองที่เข้มแข็งควบคุม |
| ความมั่นคงและทุนสีเทา | - ปราบปรามบัญชีม้าและตัดสัญญาณข้ามแดน - บูรณาการหน่วยงานความมั่นคง | - ปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง - แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กระทบเศรษฐกิจชายแดน | นโยบายดูดีในกระดาษ แต่การปฏิบัติยังไม่เห็นผลชัดเจนในสายตาคนพื้นที่ |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น