วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

เปิดนโยบายพรรคเพื่อไทย วิสัยทัศน์ผู้สมัครสส. แนวแก้ปัญหาที่ชาวเชียงรายหวัง


การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: นโยบายพรรคเพื่อไทยกับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 และพลวัตการพัฒนาจังหวัดเชียงรายท่ามกลางวิกฤตการณ์ความมั่นคงรูปแบบใหม่


1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงรายในปี 2569

1.1 บริบทการเมืองระดับมหภาค: การเลือกตั้งภายใต้เงาแห่งความเปลี่ยนแปลง



การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ภายหลังความผันผวนทางการเมืองที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจและการจัดตั้งรัฐบาลผสมข้ามขั้วในช่วงปี 2566-2568 การยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล 1 ได้เปิดฉากการแข่งขันครั้งใหม่ที่มิใช่เพียงการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับอนุรักษ์นิยมแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้บนฐานของ "ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวิกฤต" (Crisis Management Efficiency) และ "ความสามารถในการส่งมอบนโยบายที่จับต้องได้" (Policy Delivery)

พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai Party) ซึ่งเคยเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีคะแนนเสียงอันดับต้นของประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย การสูญเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 1 ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของพรรค การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็น "สงครามกอบกู้ศรัทธา" (War for Redemption) ที่พรรคเพื่อไทยต้องระดมสรรพกำลังทั้งบุคลากรระดับชาติและเครือข่ายท้องถิ่นเพื่อรักษาที่มั่นทางการเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นฐานเสียงหลัก (Stronghold) มายาวนานกว่าสองทศวรรษ

ในบริบทนี้ จังหวัดเชียงรายมิได้เป็นเพียงเขตเลือกตั้งที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หลายที่นั่งเท่านั้น แต่เชียงรายคือ "พื้นที่ยุทธศาสตร์ทางจิตวิทยา" ที่สะท้อนถึงความศรัทธาของฐานเสียงรากหญ้าต่อตระกูลชินวัตรและเครือข่ายบ้านใหญ่ในพื้นที่ การรักษาเชียงรายให้เป็น "พื้นที่สีแดง" ของพรรคเพื่อไทยจึงมีความสำคัญยิ่งยวดต่อความชอบธรรมในการอ้างสิทธิ์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

1.2 เชียงรายในฐานะจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ (Geopolitical Flashpoint)

จังหวัดเชียงรายตั้งอยู่ในตำแหน่งภูมิศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion - GMS) โดยมีชายแดนติดกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกทั้งยังเป็นประตูเชื่อมต่อสู่จีนตอนใต้ผ่านเส้นทาง R3A และแม่น้ำโขง สถานะ "ประตูสู่อาเซียน" (Gateway to ASEAN) นี้เป็นดาบสองคมที่กำหนดโชคชะตาของเชียงราย

ในด้านหนึ่ง เชียงรายได้รับโอกาสมหาศาลจากการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ที่กำลังจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งาน ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลจิสติกส์ของภาคเหนือ 4 อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง เชียงรายกลายเป็นพื้นที่รองรับผลกระทบเชิงลบ (Negative Externalities) จากเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งปัญหามลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze) ที่เกิดจากการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าไม้ในเมียนมาและลาว รวมถึงปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth Mining) ในรัฐฉานที่ปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำสายและแม่น้ำโขง 5 นอกจากนี้ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทุนสีเทา และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ตามแนวชายแดน ได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อคนเชียงรายอย่างรุนแรง 7

ดังนั้น การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 จึงต้องพิจารณาผ่านเลนส์ที่ซ้อนทับกันระหว่าง "การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น" และ "การจัดการความมั่นคงข้ามพรมแดน" รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงความสอดคล้องและความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่พรรคนำเสนอกับความเป็นจริงที่ภาคประชาสังคมและกลุ่ม Chiangrai Watch เรียกร้อง


2. ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย 2569: การประสานพลังระดับชาติสู่ท้องถิ่น

2.1 โครงสร้างผู้นำและทิศทางนโยบายระดับชาติ

ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคเพื่อไทยได้ปรับทัพผู้นำครั้งสำคัญ โดยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ 8 การเลือกนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นบุตรชายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (น้องสาวนายทักษิณ ชินวัตร) สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การดึง "ดีเอ็นเอชินวัตร" กลับมาเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากฐานเสียงเดิมที่ศรัทธาในตัวนายทักษิณ 10 ขณะเดียวกัน นายสุริยะและนายจุลพันธ์ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนและกลุ่มบ้านใหญ่ที่คอยขับเคลื่อนกลไกพรรคในทางปฏิบัติ

กรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 ที่นำเสนอโดยนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เน้นย้ำ 10 หลักการสำคัญ อาทิ การสร้างสมดุลทางการคลัง การให้สิทธิประชาชนถือครองเงินหรือคูปองเพื่อเข้าถึงบริการรัฐ (Demand-side stimulus) การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ และการดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ 11 นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัว แต่คำถามสำคัญคือ นโยบายระดับชาติเหล่านี้จะถูก "แปลความ" (Translate) ลงสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่จังหวัดเชียงรายอย่างไร

2.2 เชียงรายโมเดล: การผนึกกำลัง "บ้านใหญ่" และนโยบายท้องถิ่น

ยุทธศาสตร์การเจาะพื้นที่เชียงรายของพรรคเพื่อไทยใช้รูปแบบ "Micro-Targeting" ที่เข้มข้น โดยประสานการเมืองระดับชาติเข้ากับการเมืองท้องถิ่นอย่างแนบแน่น ผ่านตัวแทนตระกูลการเมืองหลักคือ "ติยะไพรัช" และ "เตชะธีราวัฒน์" 4

นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ในนามพรรคเพื่อไทย ได้ทำหน้าที่เป็น "หัวหอก" ในการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ โดยเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ของพรรคส่วนกลาง ภายใต้สโลแกน "คิดใหม่ ทำใหม่ เชียงรายยิ้มได้" 13 ซึ่งเป็นการนำวาทกรรมความสำเร็จในอดีตของพรรคไทยรักไทยกลับมาใช้ใหม่ (Nostalgia Marketing) เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่น

นโยบาย 5 ข้อหลักของนางสลักจฤฎดิ์ 4 ถือเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์พัฒนาเชียงราย ซึ่งรายงานนี้จะทำการวิเคราะห์เจาะลึกในลำดับต่อไป โดยเปรียบเทียบกับศักยภาพความเป็นจริงและข้อจำกัดในพื้นที่


3. การวิเคราะห์เจาะลึกนโยบายพัฒนาเชียงราย: ความเป็นไปได้และผลกระทบ

3.1 นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์: TONY Brand และการต่อยอด Soft Power

ข้อเสนอนโยบาย:

พรรคเพื่อไทยชูธงนโยบาย TONY Brand (Transforming Local Opportunities into a Global Network that Sparks Yearning) ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันสินค้าและบริการของเชียงรายสู่แบรนด์ระดับโลก และส่งเสริมให้เชียงรายเป็น "City of Design" ตามมาตรฐาน UNESCO 4 นโยบายนี้สอดรับกับนโยบายระดับชาติ THACCA (Thailand Creative Content Agency) และโครงการ "1 ครอบครัว 1 Soft Power" (OFOS) ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงาน 20 ล้านคน 15

การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์:

  1. จุดแข็ง: การสร้างแบรนด์ "TONY" มีนัยยะทางการเมืองที่สื่อถึงนายทักษิณ ชินวัตร (Tony Woodsome) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการตลาดที่แข็งแกร่งในหมู่ฐานเสียงเสื้อแดง การเชื่อมโยงสินค้าท้องถิ่นเข้ากับเครือข่ายการตลาดระดับโลก (Global Network) เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและการติดกับดักสินค้า OTOP แบบเดิมที่ขาดดีไซน์และช่องทางจัดจำหน่าย

  2. ความท้าทายจากภาคประชาสังคม: ข้อมูลจากภาคประชาสังคมระบุว่า การส่งเสริม Soft Power ในอดีตมักกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุนรายใหญ่หรือผู้ประกอบการที่มีความพร้อมอยู่แล้ว เกษตรกรรายย่อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์มักเข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้อย่างแท้จริง ข้อเรียกร้องคือ นโยบายนี้ต้องไม่เป็นเพียงการจัดอีเวนต์แฟชั่นโชว์หรือเทศกาลดนตรีฉาบฉวย แต่ต้องเป็นการสร้าง "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ที่ยั่งยืน ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของลวดลายผ้าชาติพันธุ์ และการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่เยาวชนในพื้นที่

  3. ช่องว่างทางปฏิบัติ: การจะทำให้เชียงรายเป็น City of Design จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านศิลปะ (Art Infrastructure) เช่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ (Creative Space) ซึ่งปัจจุบันเชียงรายมีเพียงสถานที่ของเอกชน (เช่น วัดร่องขุ่น หรือบ้านดำ) รัฐบาลท้องถิ่นภายใต้พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องลงทุนในส่วนนี้เพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่พึ่งพาเพียงบารมีของศิลปินแห่งชาติบางท่าน

3.2 นวัตกรรมเกษตร: โดรนและระบบน้ำบาดาล

ข้อเสนอนโยบาย:

  1. ศูนย์โดรนการเกษตรประจำตำบล: ตั้งเป้าจัดตั้งใน 124 ตำบล พร้อมโมเดล "1 ตำบล 1 นักบินโดรน" เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการแปลงเกษตร 4

  2. ศูนย์บาดาลการเกษตรทุกตำบล: แก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซากด้วยการขุดเจาะบาดาลและใช้ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 4

การวิเคราะห์เชิงลึก:

นโยบายนี้สะท้อนถึงแนวคิด "Tech-Driven Agriculture" ซึ่งพรรคเพื่อไทยพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ความทันสมัย

  • ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์: การใช้โดรนสามารถลดต้นทุนค่าแรงงานและสารเคมีได้จริงถึง 30-50% แต่ความท้าทายอยู่ที่ "โมเดลธุรกิจ" ของศูนย์โดรน หากบริหารโดยภาครัฐหรือ อบจ. อาจประสบปัญหาเรื่องงบประมาณซ่อมบำรุงและความล่าช้าในการให้บริการ โมเดลที่ควรจะเป็นคือการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้เป็นเจ้าของและบริหารจัดการ โดยรัฐสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือการฝึกอบรม

  • ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล: โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ที่กระจายลงทุกตำบลมีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริตคอรัปชัน หรือการล็อกสเปกอุปกรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมในเชียงรายจับตามองอย่างใกล้ชิด การตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อโดรนและขุดเจาะบาดาลจะเป็นประเด็นชี้ขาดความสำเร็จของนโยบายนี้

3.3 โครงสร้างพื้นฐาน: รถไฟทางคู่และระเบียงเศรษฐกิจ

ข้อเสนอนโยบาย:

พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจวัฒนธรรมรอบสถานีรถไฟ 18 แห่ง (TOD - Transit Oriented Development) เชื่อมโยงด้วยระบบขนส่ง EV Cars จากสถานีหลักสู่มหาวิทยาลัยและแหล่งท่องเที่ยว 4

การวิเคราะห์ผลกระทบ:

การมาถึงของรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เป็น "Game Changer" ที่แท้จริงของเศรษฐกิจเชียงราย

  • โอกาส: จะเกิดการขยายตัวของเมือง (Urbanization) รอบสถานี สร้างงานและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ SMEs และภาคอสังหาริมทรัพย์

  • ภัยคุกคาม: ประเด็นที่กลุ่ม Chiangrai Watch และนักวิชาการกังวลคือ "การกว้านซื้อที่ดิน" (Land Grabbing) โดยกลุ่มทุนข้ามชาติและทุนสีเทาที่ใช้นอมินี 7 หากพรรคเพื่อไทยไม่มีมาตรการผังเมืองและการควบคุมการถือครองที่ดินที่เข้มงวด ผลประโยชน์จากการพัฒนาจะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนภายนอก คนเชียงรายท้องถิ่นอาจถูกเบียดขับออกจากพื้นที่เศรษฐกิจใหม่และกลายเป็นเพียงแรงงานราคาถูกในบ้านของตนเอง


4. วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม: จุดบอดและข้อเรียกร้องจากภาคประชาสังคม

ประเด็นที่ถือเป็น "จุดอ่อน" (Achilles' Heel) สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชุดปัจจุบันในการเลือกตั้งปี 2569 คือ ความล้มเหลวในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนเชียงราย

4.1 PM 2.5 และหมอกควันข้ามแดน: ความล้มเหลวของการทูต "Clear Sky"

แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะประกาศยุทธศาสตร์ "Clear Sky" และมีความพยายามในการเจรจาระดับอาเซียน 17 แต่สถิติคุณภาพอากาศในเชียงรายช่วงปี 2567-2568 ยังคงวิกฤต โดยมีค่า PM 2.5 สูงเกินมาตรฐาน WHO ต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพร้ายแรง 18

บทวิเคราะห์จากมุมมอง Chiangrai Watch:

ภาคประชาสังคมและกลุ่มเยาวชนในพื้นที่มองว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย "เกรงใจ" กลุ่มทุนเกษตรข้ามชาติ (Agro-giants) ที่เข้าไปลงทุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเผาป่า 17 ข้อเรียกร้องหลักคือ:

  1. กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution Act): รัฐบาลต้องกล้าผลักดันกฎหมายที่สามารถเอาผิดและลงโทษบริษัทเอกชนที่มีห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวข้องกับการเผาในต่างประเทศได้จริง ไม่ใช่เพียงมาตรการขอความร่วมมือ

  2. มาตรการกีดกันทางการค้า (Trade Sanctions): ควรระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากพื้นที่ที่มีการเผา (Traceability) อย่างเคร่งครัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงมาตรการยาแรงนี้เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อต้นทุนอาหารสัตว์และราคาสินค้าในประเทศ

4.2 มลพิษเหมืองแร่หายากในแม่น้ำโขง: ภัยเงียบที่รุนแรงกว่าฝุ่น

ข้อมูลจากการค้นคว้าเพิ่มเติมและรายงานข่าวเจาะลึกระบุว่า ในช่วงปี 2568-2569 มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเหมืองแร่หายาก (Rare Earth Elements) ในรัฐฉานและรัฐกะฉิ่นของเมียนมา โดยเฉพาะในเขตอิทธิพลของกองกำลังว้าแดง (UWSA) และกลุ่มทุนจีน 5 สารเคมีจากการทำเหมือง เช่น กรดซัลฟิวริกและโลหะหนัก ได้ไหลลงสู่แม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน

ผลกระทบต่อเชียงราย:

  • การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ: สถาบันวิจัย Stimson Center และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจพบค่าสารหนู (Arsenic) และโลหะหนักในแม่น้ำโขงสูงเกินมาตรฐานหลายเท่า 5 ซึ่งกระทบต่อน้ำดิบเพื่อการประปาและการเกษตรของคนเชียงราย

  • ท่าทีของพรรคเพื่อไทย: รัฐมนตรีและ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างล่าช้าและพยายามปิดบังข้อมูลเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการท่องเที่ยว 20

  • ข้อเรียกร้องเร่งด่วน: กลุ่ม Chiangrai Watch และเครือข่ายลุ่มน้ำโขงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้กลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และการเจรจาทวิภาคีกับจีน (ซึ่งเป็นผู้รับซื้อแร่หลัก) ในการกดดันให้หยุดการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และแจ้งเตือนประชาชนทันที 22


5. อาชญากรรมข้ามชาติและทุนสีเทา: ความท้าทายต่อความมั่นคงมนุษย์

5.1 ภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์

พื้นที่ชายแดนเชียงราย โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามอำเภอแม่สายและเชียงแสน เป็นที่ตั้งของอาณาจักรคาสิโนและศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ (Scam Compounds) 7

  • สถานการณ์: ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่การหลอกลวงทางการเงิน แต่ยังเกี่ยวโยงกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และยาเสพติด ซึ่งสร้างปัญหาสังคมในพื้นที่เชียงราย

  • นโยบายพรรคเพื่อไทย: รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย "Cut-off" ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าข้ามแดน รวมถึงการกวาดล้างบัญชีม้า 23 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การดำเนินการยังขาดความต่อเนื่องและมีข้อครหาเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ

  • บทวิเคราะห์: พรรคเพื่อไทยต้องพิสูจน์ความจริงใจในการปราบปรามโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่ากลุ่มทุนนั้นจะมีความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจใด การปล่อยให้เชียงรายกลายเป็นทางผ่านของทุนสีเทาจะทำลายภาพลักษณ์ "เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย" และ "เมืองศิลปะ" ตามนโยบาย TONY Brand อย่างสิ้นเชิง

5.2 ผลกระทบต่อ SMEs ท้องถิ่น

การเข้ามาของทุนจีนสีเทาที่ใช้นอมินีไทยในการเปิดร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงราย ได้ทำลายระบบตลาดของ SMEs ท้องถิ่น 7 พรรคเพื่อไทยมีนโยบายสนับสนุน SMEs และปรับโครงสร้างหนี้ 11 แต่หากไม่สามารถสกัดกั้นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากทุนสีเทาได้ นโยบายเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ


6. มิติทางสังคมและกลุ่มชาติพันธุ์: การต่อสู้เชิงอุดมการณ์

เชียงรายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์สูง พรรคเพื่อไทยตระหนักถึงความสำคัญของฐานเสียงกลุ่มนี้ จึงได้มอบหมายให้นายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส. เชียงราย ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ 24

นัยสำคัญทางการเมือง:

การผลักดันกฎหมายนี้เป็นการแข่งขันโดยตรงกับพรรคประชาชน (People's Party) ที่ชูประเด็นความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชน พรรคเพื่อไทยพยายามแสดงให้เห็นว่าตนสามารถผลักดันกฎหมายให้เป็นจริงได้ผ่านกลไกรัฐสภา (Pragmatism) แตกต่างจากพรรคคู่แข่งที่อาจติดขัดในขั้นตอนการเมือง

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมยังคงจับตามองในรายละเอียดของกฎหมายว่าจะเป็นการ "อนุรักษ์แบบแช่แข็ง" (Zoo-ification) หรือเป็นการให้อำนาจในการจัดการทรัพยากรแก่กลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินทำกินในเขตป่า ซึ่งเป็นปัญหาข้อพิพาทเรื้อรังในเชียงราย


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์

7.1 ภาพรวมสถานการณ์

การเลือกตั้งปี 2569 ในจังหวัดเชียงราย คือบททดสอบว่า "แบรนด์เพื่อไทย" และระบบอุปถัมภ์แบบบ้านใหญ่ ยังคงทรงพลังเพียงพอหรือไม่ในการต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลง พรรคได้นำเสนอนโยบายที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ (TONY Brand, รถไฟ, เกษตรทันสมัย) และสังคม (สิทธิชาติพันธุ์) ซึ่งมีความโดดเด่นและจับต้องได้

7.2 ช่องว่างและความเสี่ยง (Critical Gaps)

จุดตายของพรรคเพื่อไทยคือ "ความน่าเชื่อถือในการจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อมและทุนสีเทา" ประชาชนเชียงรายตื่นตัวกับปัญหามลพิษ PM 2.5 และสารพิษในแม่น้ำโขงมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของความเป็นความตาย การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นการทูตแบบประนีประนอม (Quiet Diplomacy) กับเพื่อนบ้านและจีน ทำให้ถูกมองว่าอ่อนแอและไม่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

7.3 ข้อเสนอแนะเพื่อบูรณาการนโยบาย (Recommendations)

เพื่อให้ชนะใจคนเชียงรายและตอบโจทย์กลุ่ม Chiangrai Watch พรรคเพื่อไทยควรปรับยุทธศาสตร์ดังนี้:

  1. ประกาศวาระ "เชียงรายสีเขียว" ที่เข้มข้น (Aggressive Green Agenda): ต้องกล้าประกาศใช้มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สินค้าเกษตรข้ามแดนอย่างจริงจัง และกดดันทางทูตต่อเมียนมาและจีนเรื่องเหมืองแร่ โดยอาจเสนอให้ตั้ง "กองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน" ที่เรียกเก็บเงินจากบริษัทคู่ค้า

  2. ความโปร่งใสเรื่องทุนสีเทา: ต้องมีมาตรการตรวจสอบเส้นทางการเงินและนอมินีในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษรอบสถานีรถไฟอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะตกถึงมือคนท้องถิ่น

  3. การกระจายอำนาจ: สนับสนุนให้ อบจ. และท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณในการจัดการไฟป่าและมลพิษด้วยตนเองมากขึ้น ลดการพึ่งพาส่วนกลางที่เชื่องช้า

กล่าวโดยสรุป พรรคเพื่อไทยในปี 2569 มี "สินค้า" (นโยบาย) ที่ดี แต่ต้องปรับปรุง "กระบวนการผลิต" (การบังคับใช้กฎหมายและการเจรจาระหว่างประเทศ) ให้มีมาตรฐานและตอบสนองต่อวิกฤตการณ์จริง เพื่อให้เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเมืองเศรษฐกิจ แต่เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน


ตารางสรุป: การเปรียบเทียบนโยบายพรรคเพื่อไทยกับข้อเรียกร้องภาคประชาชนในเชียงราย

ด้านนโยบาย (Policy Area)นโยบายหาเสียงพรรคเพื่อไทย (Pheu Thai Proposals)ข้อเรียกร้องภาคประชาชน/Chiangrai Watch (Civil Society Demands)การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis)
เศรษฐกิจและ Soft Power

- TONY Brand สร้างแบรนด์ระดับโลก 4


- ส่งเสริมเชียงรายเป็น City of Design 14


- Homestay Agrotourism ทุกตำบล

- ต้องการการกระจายรายได้สู่รากหญ้า ไม่กระจุกตัวที่กลุ่มทุน


- คุ้มครองลิขสิทธิ์ลายผ้าชาติพันธุ์


- สนับสนุน SMEs ท้องถิ่นสู้ทุนจีน

นโยบายเน้นการตลาดมหภาค แต่ยังขาดรายละเอียดการคุ้มครองผู้ผลิตรายย่อยจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ
เกษตรและนวัตกรรม

- 1 ตำบล 1 ศูนย์โดรน 4


- ศูนย์บาดาลโซลาร์เซลล์ทุกตำบล

- แก้ปัญหาราคาปุ๋ยและสารเคมีแพง


- ประกันราคาพืชผลที่ยั่งยืน


- แก้ปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่า

โดรนช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ไม่ได้แก้ปัญหาราคาตลาดโลกหรือสิทธิที่ดินซึ่งเป็นรากเหง้าปัญหา
สิ่งแวดล้อม (PM 2.5 & เหมืองแร่)

- เจรจา Clear Sky Strategy ระดับอาเซียน 17


- พรบ.อากาศสะอาด


- แจ้งเตือนภัยพิบัติ

- มาตรการบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน (Transboundary Enforcement)


- หยุดรับซื้อสินค้าจากพื้นที่เผา


- ตรวจสอบสารพิษเหมืองแร่แม่น้ำโขงทันที 22

ช่องว่างวิกฤต: รัฐบาลเน้นการทูตที่นุ่มนวล แต่ภาคประชาชนต้องการมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อผู้ก่อมลพิษ
โครงสร้างพื้นฐาน

- ถนนเศรษฐกิจรอบสถานีรถไฟ 18 แห่ง 4


- รถรับส่ง EV เชื่อมต่อสถานี

- ป้องกันการกว้านซื้อที่ดินโดยทุนต่างชาติ/นอมินี


- การจัดการผังเมืองที่ไม่ทำลายวิถีชุมชน

มีความเสี่ยงเรื่อง Gentrification (คนท้องถิ่นถูกไล่ที่) หากไม่มีกฎหมายผังเมืองที่เข้มแข็งควบคุม
ความมั่นคงและทุนสีเทา

- ปราบปรามบัญชีม้าและตัดสัญญาณข้ามแดน 23


- บูรณาการหน่วยงานความมั่นคง

- ปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง


- แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กระทบเศรษฐกิจชายแดน

นโยบายดูดีในกระดาษ แต่การปฏิบัติยังไม่เห็นผลชัดเจนในสายตาคนพื้นที่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ เขย่าภาพจำพุทธเถรวาทในสหรัฐฯ จากศาสนาบนหิ้งสู่ “ศรัทธาที่เดินดิน”

    การเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ: ปรากฏการณ์ "ศาสนาที่มีชีวิต" และการประกอบสร้างภาพจำใหม่ของพุทธศาสนาเถรวาทในสหรัฐอเมริกา บทนำ: ภ...