วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

‘ยศชนัน’ วิ่งสวนลุมพินี ชูแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 หากเป็นรัฐบาลจะรับรอง พ.ร.บ.อากาศสะอาด


วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย ในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

วิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน $2.5$ ไมครอน (PM2.5) ได้กลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของประเทศไทยในทศวรรษปัจจุบัน ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังคาบเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจมหภาค สุขภาพสาธารณะ และความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างแยกไม่ออก ในบริบทของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีความเข้มข้นเชิงนโยบายและมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และการแถลงนโยบาย ณ สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 กิจกรรมดังกล่าวนำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการบูรณาการนโยบาย "เศรษฐกิจ-สุขภาพ-สิ่งแวดล้อม" เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแพลตฟอร์มการหาเสียงที่ตอบโจทย์คนเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นระบบ


บริบทและยุทธศาสตร์การลงพื้นที่สวนลุมพินี: การสื่อสารนโยบายผ่านวิถีชีวิตคนเมือง


เหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 ณ สวนลุมพินี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์หาเสียงที่เน้นการปฏิบัติจริงและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ยุทธศาสตร์ใจกลางกรุงเทพมหานคร การเลือกสวนลุมพินีซึ่งเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นศูนย์กลางกิจกรรมเพื่อสุขภาพของคนกรุง มีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์ถึงการเชื่อมโยงนโยบายสาธารณะเข้ากับคุณภาพชีวิตประจำวัน 1 โดยทางเข้าฝั่งถนนวิทยุซึ่งเป็นจุดนัดพบสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้ สะท้อนถึงการเจาะกลุ่มเป้าหมายในเขตเศรษฐกิจและย่านที่พักอาศัยหนาแน่น ซึ่งได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศและการจราจรอย่างรุนแรง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ร่วมทำกิจกรรมกับนายเดวิด มกรพงศ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เขตราชเทวี เขตปทุมวัน และเขตสาทร เบอร์ 5 2 การร่วมวิ่งและวอร์มอัพกับประชาชนทั่วไปเป็นกลวิธีในการแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารระดับนโยบายมีความเข้าใจในสภาวะแวดล้อมที่ประชาชนต้องเผชิญ โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่มักเกิดวิกฤตฝุ่นละอองสะสมเนื่องจากสภาพอากาศนิ่ง 2 นโยบายที่ถูกนำเสนอในพื้นที่นี้จึงมีความโดดเด่นใน 4 ด้านหลัก คือ การใช้ระบบขนส่งสาธารณะราคาถูก การผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด การส่งเสริมสุขภาพเพื่อลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้มีความเท่าเทียม

ข้อมูลพื้นฐานกิจกรรมการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยรายละเอียด
วันที่ดำเนินกิจกรรม2 มกราคม 2569
สถานที่หลักสวนลุมพินี (ทางเข้าฝั่งถนนวิทยุ)
ตัวแทนหลักศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ผู้สมัคร สส. พื้นที่นายเดวิด มกรพงศ์ (เขต 2: ราชเทวี, ปทุมวัน, สาทร)
ประเด็นการสื่อสารหลักขนส่งราคาถูก, พ.ร.บ. อากาศสะอาด, ป้องกันโรค NCDs, สวนสาธารณะเท่าเทียม

ระบบขนส่งสาธารณะราคาถูก: กลไกการลดมลพิษจากภาคจราจรและประหยัดค่าครองชีพ

ภาคการขนส่งทางบกถือเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 อันดับหนึ่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะจากไอเสียของยานพาหนะและการจราจรที่ติดขัด 3 พรรคเพื่อไทยจึงนำเสนอนโยบายขนส่งสาธารณะราคาถูกเป็นอาวุธหลักในการจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมุ่งเน้นไปที่สองโครงสร้างหลักคือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์ปรับอากาศ 10 บาทตลอดสาย 2

การวิเคราะห์นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดกำแพงด้านราคาที่ทำให้ประชาชนชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงระบบรางได้ยาก ปัจจุบันค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนและมีราคาสูงเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ การกำหนดราคา 20 บาทตลอดสายทุกเส้นทางจึงเป็นมาตรการอุดหนุนทางสังคมที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง 5 ข้อมูลจากการศึกษาระบุว่าหากราคาตั๋วลดลงเหลือ 20 บาท จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารโดยเฉลี่ยได้ถึง $30\%$ และช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางรวมถึงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 7

ในเชิงงบประมาณ รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยได้เริ่มดำเนินนโยบายนำร่องในสายสีแดงและสีม่วง ซึ่งพบว่ามียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น $14-20\%$ ภายใน 5 เดือนแรก 8 อย่างไรก็ตาม การขยายผลสู่ทุกสายต้องเผชิญกับอุปสรรคเรื่องสัญญาสัมปทาน โดยเฉพาะสายสีเขียว ซึ่งพรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางการเจรจาปรับสัญญาและใช้เงินอุดหนุนส่วนต่างค่าโดยสารผ่านงบประมาณของ กทม. และงบกลางที่มีการสำรองไว้สำหรับการนโยบายเร่งด่วน 6

นโยบายรถเมล์ปรับอากาศ 10 บาทและการเชื่อมต่อระบบ Feeder

เพื่อให้ระบบรางทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พรรคเพื่อไทยเสนอการยกระดับรถเมล์ปรับอากาศให้เป็นระบบ Feeder ที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อในราคาเพียง 10 บาท 2 การเปลี่ยนรถเมล์ กทม. หลายพันคันให้เป็นรถไฟฟ้า (EV Bus) โดยเร็วที่สุดถือเป็นเป้าหมายหลักเพื่อลดควันดำและมลพิษ PM2.5 ในระดับพื้นผิว 10 การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะด้วยราคาที่ไม่เกิน $10\%$ ของค่าแรงขั้นต่ำ หรือประมาณ $40-50$ บาทต่อวันสำหรับไป-กลับ เป็นเกณฑ์ที่ภาคประชาชนและนักวิชาการมองว่ามีความเหมาะสมและช่วยสร้างความเป็นธรรมทางสังคม 7

เปรียบเทียบเป้าหมายและงบประมาณนโยบายขนส่งสาธารณะรายละเอียด
รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายอุดหนุนส่วนต่างราคา, เจรจาสัมปทาน, เพิ่มผู้โดยสาร $30\%$
รถเมล์ปรับอากาศ 10 บาทเปลี่ยนเป็นรถ EV Bus ทั้งหมด, เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า, ลดมลพิษต้นทาง
ระบบตั๋วร่วม (Common Ticket)ใช้แอปฯ "ทางรัฐ" และบัตร EMV เชื่อมต่อทุกค่ายด้วยบัตรเดียว
งบประมาณโดยประมาณ (สายสีแดง-ม่วง)ประมาณ 9,500 ล้านบาท สำหรับการอุดหนุนต่อเนื่องปี 2568-2569

นโยบายเหล่านี้ยังมีความเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีการประกาศใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทั่วกรุง 8 การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางจึงไม่เพียงแต่เป็นการแก้ปัญหาปากท้อง แต่เป็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้นเหตุผ่านการเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คน 5

นิติรัฐเพื่ออากาศสะอาด: การผลักดันกฎหมายและการต่อสู้เชิงอำนาจในรัฐสภา

ในการลงพื้นที่สวนลุมพินี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ย้ำเตือนถึงความสำคัญของร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ..... ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่จะให้อำนาจรัฐในการจัดการมลพิษข้ามเขตและข้ามพรมแดน 2 สถานะของกฎหมายฉบับนี้ ณ ต้นปี 2569 ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตา เนื่องจากมีความเสี่ยงที่กฎหมายจะตกไปหากวุฒิสภาไม่สามารถพิจารณาให้เสร็จสิ้นก่อนมีการยุบสภาในปลายเดือนมกราคม 2569 12

กลไกและสาระสำคัญของร่างกฎหมายอากาศสะอาด

ร่างกฎหมายที่พรรคเพื่อไทยผลักดันไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายควบคุมมลพิษทั่วไป แต่เป็นการบูรณาการสิทธิมนุษยชนเข้ากับมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ 13 สาระสำคัญประกอบด้วย:

  1. สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด: การสถาปนาให้คนไทยทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตด้วยอากาศที่ไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ และรัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องสิทธินี้ 14

  2. หลักการผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย (Polluter Pays Principle - PPP): กำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งกำเนิดมลพิษต้องเสียค่าธรรมเนียมและภาษีมลพิษ รวมถึงบทลงโทษทางแพ่งและอาญาที่รุนแรงเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ผลิต 14

  3. การจัดการมลพิษข้ามพรมแดน: ให้อำนาจรัฐบาลในการเจรจาและดำเนินมาตรการต่อแหล่งกำเนิดมลพิษนอกประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่เผาในที่โล่งในประเทศเพื่อนบ้าน 10

  4. กองทุนอากาศสะอาด: เพื่อนำรายได้จากค่าธรรมเนียมมลพิษมาใช้สนับสนุนมาตรการควบคุมมลพิษ การช่วยเหลือเกษตรกรปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และการรักษาพยาบาลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 16

อุปสรรคในชั้นวุฒิสภาและแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรม

การพิจารณาร่างกฎหมายในชั้นวุฒิสภาเผชิญกับการเตะถ่วงและการชะลอเวลาอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการขยายเวลาพิจารณาออกไปหลายครั้งจนถึงกุมภาพันธ์ 2569 12 ภาคประชาชนและนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปล่อยมลพิษสูงอาจพยายามขัดขวางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง โดยเฉพาะข้อโต้แย้งเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมายและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 12 อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อสุขภาพของคนไทยกว่า 65 ล้านคน และจะเร่งรัดการออกกฎหมายลูก 22 ฉบับเพื่อให้การบังคับใช้เกิดขึ้นจริงโดยเร็วที่สุด 2

เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข: การลดภาระโรค NCDs และความสูญเสียเชิงโครงสร้าง

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและวิศวกรรม ได้ให้ข้อมูลที่สะท้อนถึงวิกฤตสุขภาพที่เชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศ โดยระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศสูงถึง $10\%$ ของ GDP และกลุ่มโรค NCDs คือสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตกว่า $400,000$ รายต่อปี 2

ผลกระทบของ PM2.5 ต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

ฝุ่น PM2.5 เป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 81 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ 21 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2562 ประเมินว่าสูงถึง $1.6$ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ $9.7$ ของ GDP 22 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสูญเสียผลิตภาพจากการขาดงานหรือการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

สถิติความสูญเสียจากโรค NCDs และมลพิษทางอากาศข้อมูลเชิงตัวเลข
จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs 4 โรคหลักต่อวันมากกว่า 1,000 ราย
สัดส่วนความสูญเสียผลิตภาพแรงงานจาก NCDs$91\%$ ของมูลค่าความสูญเสียทั้งหมด
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมต่อปี$1.6 \times 10^{12}$ บาท
งบประมาณที่ควรลงทุนเพื่อป้องกัน NCDs2.11 แสนล้านบาท (ให้ผลประโยชน์ 4.3 แสนล้าน)

พรรคเพื่อไทยจึงนำเสนอแนวคิด "การป้องกันดีกว่าการรักษา" โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการส่งเสริมการออกกำลังกายในที่สาธารณะ เช่น สวนลุมพินี เพื่อเป็นมาตรการลดภาระโรค NCDs ในระยะยาว 2 การจัดสรรงบประมาณที่เคยใช้เพื่อการรักษาปลายทางมาสู่การปรับปรุงคุณภาพอากาศและสภาพแวดล้อมเมืองจึงเป็นยุทธศาสตร์ทางการคลังที่มีความคุ้มค่าสูง

การพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่เท่าเทียม: Universal Design และเศรษฐกิจฐานราก

นอกเหนือจากเรื่องฝุ่นและการคมนาคม พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่เมืองที่เป็นมิตรต่อคนทุกกลุ่ม (Inclusive Cities) ผ่านโครงการปรับปรุงพื้นที่รอบสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ 1

สะพานเขียว (Green Bridge) และหลักการ Universal Design

โครงการปรับปรุงสะพานเขียวซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ ระยะทาง 1.6 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 260 ล้านบาท 24 เป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ใช้หลัก Universal Design เช่น การติดตั้งลิฟต์สำหรับวีลแชร์และรถเข็นเด็ก การทำทางลาดที่ปลอดภัย และเลนปั่นจักรยานวัสดุพิเศษ 1 การออกแบบนี้มุ่งเน้นให้คนทุกรุ่น ทั้งเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงพื้นที่พักผ่อนและออกกำลังกายได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสุขภาวะที่ดี 26

โครงการ Hawker Center: ยกระดับสตรีทฟู้ดและผู้ค้าเดิม

การจัดการพื้นที่ทางเท้ารอบสวนลุมพินีถูกยกระดับสู่โครงการ Hawker Center บริเวณถนนราชดำริ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการต้นปี 2569 27 โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยให้มีความสะอาด ปลอดภัย และมีสุขอนามัยตามมาตรฐาน กทม. โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์สตรีทฟู้ดและราคาที่ย่อมเยาสำหรับประชาชน 28 ที่สำคัญคือมีการให้สิทธิ์แก่ผู้ค้าเดิมที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบพื้นที่สารสินเข้าขายเป็นกลุ่มแรก เพื่อคุ้มครองเศรษฐกิจฐานรากและแหล่งรายได้ของคนตัวเล็กในเมือง 1

รายละเอียดโครงการ Hawker Center สวนลุมพินีข้อมูลจำเพาะ
จำนวนร้านค้าที่รองรับสูงสุด 88 ร้านต่อรอบ (เช้า/เย็น)
ช่วงเวลาให้บริการรอบเช้า 05.00-16.00 น. / รอบเย็น 16.00-24.00 น.
การออกแบบอาคารระบายอากาศธรรมชาติ (No AC), หลังคาสีหม่นลดการสะท้อนแสง
บริบททางสังคมเชื่อมโยงวิถีชีวิตผู้ออกกำลังกายและนักท่องเที่ยว

การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงนโยบาย: เพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทย

ในตลาดการเมืองปี 2569 นโยบาย PM2.5 ของแต่ละพรรคมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน แม้จะมีเป้าหมายร่วมกันในการลดฝุ่นละออง

  • พรรคเพื่อไทย: เน้นการใช้อำนาจรัฐผ่านกฎหมายอากาศสะอาด การอุดหนุนราคาขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ (20 บาทตลอดสาย) และการเจรจาระดับระหว่างประเทศเพื่อหยุดการเผาไร่ 10

  • พรรคก้าวไกล: เน้นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (งบปรับตัวตำบลละ 3 ล้านบาท) การจำกัดการเผาภายใน 3 ปี และการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนฟางข้าวเป็นรายได้ รวมถึงรถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด 10

  • พรรคภูมิใจไทย: เน้นการติดตั้งโซลาร์รูฟฟรีทุกครัวเรือนเพื่อลดโลกร้อน และมาตรการวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันละ 6,000 บาท เพื่อสนับสนุนรายย่อย 10

ยุทธศาสตร์ของเพื่อไทยมีความโดดเด่นในการเชื่อมโยง "ระบบโครงสร้างพื้นฐานเมือง" เข้ากับ "สิทธิทางสุขภาพ" ซึ่งสอดคล้องกับฐานเสียงในกลุ่มคนเมืองและชนชั้นกลางที่ต้องการความสะดวกสบายควบคู่ไปกับความปลอดภัยในชีวิต 2

ความท้าทายและบทสรุปเชิงนโยบายสำหรับการเลือกตั้งปี 2569

นโยบายการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของพรรคเพื่อไทยที่นำเสนอผ่านกิจกรรม ณ สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 สะท้อนถึงความพยายามในการใช้รัฐสวัสดิการและการจัดการเชิงเทคนิคัลเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยชี้ขาดหลายประการ

ประการแรก ความสามารถในการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้ผ่านด่านวุฒิสภาในช่วงโค้งสุดท้ายถือเป็นบททดสอบสำคัญของความจริงใจทางการเมือง 12 หากกฎหมายนี้ไม่ผ่าน กระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองในการจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อม ประการที่สอง ความยั่งยืนทางการเงินของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทและรถเมล์ 10 บาท จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณที่รัดกุมและมีความชัดเจนในเรื่องการจัดเก็บภาษีมลพิษมาอุดหนุนส่วนต่าง 5

ในภาพรวม นโยบายของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 ไม่ได้มองว่าฝุ่น PM2.5 เป็นเพียงมลพิษที่ต้องกำจัด แต่มองว่าเป็นโอกาสในการปฏิรูประบบขนส่งมวลชน ปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้เป็นสากล และสร้างพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน 14 การบูรณาการข้อมูลทางสุขภาพ (NCDs) เข้ากับข้อมูลทางเศรษฐกิจ (GDP) และการออกแบบเมือง (Universal Design) ทำให้แพลตฟอร์มการหาเสียงครั้งนี้มีความลุ่มลึกและท้าทายกระบวนทัศน์การจัดการเมืองแบบเดิมๆ ซึ่งหากสามารถทำได้จริงตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ณ สวนลุมพินี จะถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยสู่มาตรฐานใหม่ที่เท่าเทียมและปลอดภัยในทุกลมหายใจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ เขย่าภาพจำพุทธเถรวาทในสหรัฐฯ จากศาสนาบนหิ้งสู่ “ศรัทธาที่เดินดิน”

    การเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ: ปรากฏการณ์ "ศาสนาที่มีชีวิต" และการประกอบสร้างภาพจำใหม่ของพุทธศาสนาเถรวาทในสหรัฐอเมริกา บทนำ: ภ...