วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

ทางสองแพร่งเศรษฐกิจไทย พรรคโอกาสใหม่เสนอ รื้อโครงสร้างสู้วิกฤตซ้อน


จากการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569: กรณีศึกษาพรรคโอกาสใหม่และทางแพร่งของประเทศไทย ระบุชัดว่า การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมืองตามวาระปกติ แต่คือจุดตัดสินชะตากรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางสภาวะ “Poly-crisis” หรือวิกฤตซ้อนทับหลายมิติที่ไทยกำลังเผชิญพร้อมกัน


 เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่มการเติบโตต่ำเรื้อรัง (Stagnation) จากการเสื่อมถอยของโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาการส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำและการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ ข้อมูลจากธนาคารโลก สภาพัฒน์ และสำนักวิจัยชั้นนำ สอดคล้องกันว่า GDP ไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5–1.7% ลดลงจากปี 2568 และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง มากกว่าวิกฤตชั่วคราว

ปัจจัยลบสำคัญที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ได้แก่ สงครามการค้าและกำแพงภาษีของสหรัฐฯ วิกฤตกำลังซื้อจากหนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบ 90% ต่อ GDP และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นแบบ “ตัว K” คือบางอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังเติบโตได้ แต่ SME และภาคเกษตรกลับถดถอยต่อเนื่อง เพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม

จากการเปรียบเทียบนโยบายรัฐบาลปัจจุบันที่มุ่ง “ประคับประคองระยะสั้น” ผ่านมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการเงิน กับแนวคิดของ พรรคโอกาสใหม่ ที่เสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างแบบ “รื้อและสร้างใหม่” (Demolish and Rebuild) แทนการ “ปะผุ” ระบบเดิม โดยมองว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่สภาพคล่อง แต่คือการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพแรงงาน


หนึ่งในประเด็นใหญ่คือ วิกฤตหนี้ครัวเรือน รายงานวิจารณ์นโยบายพักหนี้ของรัฐบาลว่าเสี่ยงสร้างกับดักทางศีลธรรม ดอกเบี้ยสะสม และวงจรหนี้ไม่รู้จบ ขณะที่พรรคโอกาสใหม่เสนอโมเดล “ปรับโครงสร้างหนี้แบบมุ่งเป้า” ผ่านการตั้งกองทุนบริหารสินทรัพย์ (AMC) การลดเงินต้นจริง (Haircut) การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายบุคคล และการบังคับอบรมวินัยทางการเงิน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ด้านการคลัง รายงานเตือนว่าหนี้สาธารณะไทยใกล้แตะเพดานความยั่งยืน 70% ต่อ GDP และการใช้งบประมาณนอกระบบผ่านมาตรา 28 ทำให้เกิด “งบประมาณซ่อนเร้น” พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอออกกฎหมายความโปร่งใสทางการคลัง ปฏิรูประบบรายได้ด้วยภาษีความมั่งคั่งและภาษีกำไรทุน พร้อมใช้ระบบงบประมาณฐานศูนย์ เพื่อตัดงบที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ

ในภาคอุตสาหกรรม รายงานระบุว่า ไทยกำลังสูญเสียสถานะฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาค การแข่งสร้างโรงงานชิปต้นน้ำเป็นความเสี่ยงสูง พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอแนวทาง “Smart Niche” เน้นอุตสาหกรรมกลางน้ำ-ปลายน้ำ การสร้างอุปสงค์ในประเทศผ่าน EV และเครื่องมือแพทย์ รวมถึงการปลดล็อกภาคบริการที่ถูกผูกขาด เพื่อให้บริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องจักรใหม่ของ GDP

ภาคเกษตรกรรมถูกชี้ว่าเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง แม้ใช้แรงงานถึง 30% แต่สร้าง GDP เพียง 8% พรรคโอกาสใหม่เสนอเลิกนโยบายประกันราคาแบบให้เปล่าในระยะ 4 ปี แล้วเปลี่ยนเป็นการลงทุนเพิ่มผลิตภาพ เกษตรแม่นยำ เกษตรมูลค่าสูง และการเชื่อม GI กับ Gastrodiplomacy เพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

ในมิติรัฐสวัสดิการ รายงานยกประเด็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด พรรคโอกาสใหม่ชูนโยบาย บำนาญประชาชน 3,000 บาทถ้วนหน้า พร้อมแหล่งเงินชัดเจนจากการตัดงบที่ไม่จำเป็นและภาษีความมั่งคั่ง ควบคู่การพัฒนา Silver Economy เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” เป็นพลังทางเศรษฐกิจ

ยังให้ความสำคัญกับ อธิปไตยทางดิจิทัลและ AI โดยพรรคโอกาสใหม่เสนอสร้าง Sovereign AI และ Thai LLM ของไทยเอง ลงทุนการศึกษา AI Literacy ตั้งแต่ระดับต้น เพื่อไม่ให้ประเทศตกเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างชาติ

ดังนั้น การเลือกตั้งปี 2569 คือทางแพร่งระหว่างการ “ประคับประคองความเสื่อมถอย” กับการ “เสี่ยงเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง” แม้นโยบายพรรคโอกาสใหม่จะมีต้นทุนทางการเมืองและแรงต้านสูง แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ว่า หากไทยยังยึดโมเดลเดิม ประเทศอาจเผชิญภาวะล้มละลายอย่างช้าๆ ในระยะยาว รายงานจึงแนะให้การหาเสียงยึดการสื่อสารบนฐานข้อมูลจริง เพื่ออธิบายว่าความเจ็บปวดระยะสั้นจากการปฏิรูป คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของประเทศในอนาคต.


รายงานการวิจัยเชิงวิชาการ: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569: กรณีศึกษาพรรคโอกาสใหม่และทางแพร่งของประเทศไทย

บทนำ: มหาวิกฤตซ้อนทับและโจทย์ใหม่ของการเมืองไทย

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองไทย ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Poly-crisis" หรือวิกฤตซ้อนทับหลายมิติ ซึ่งไม่ใช่เพียงวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงตามปกติ แต่เป็นการเสื่อมถอยของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมที่เคยขับเคลื่อนประเทศมากว่าสามทศวรรษ รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ภูมิทัศน์ทางนโยบายเศรษฐกิจ โดยเน้นเปรียบเทียบระหว่างแนวนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เน้นการประคับประคองระยะสั้น กับข้อเสนอเชิงปฏิรูปโครงสร้างของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ประสิทธิภาพ และผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย

จากการรวบรวมข้อมูลและบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2567-2569 พบว่าประเทศไทยติดอยู่ในหล่มการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ (Stagnation) อย่างเรื้อรัง โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บ่งชี้ว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มต่ำและการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ ได้เดินทางมาถึงทางตันแล้ว 1 ความท้าทายนี้ถูกซ้ำเติมด้วยการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงเสียดฟ้า และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

พรรคโอกาสใหม่ ในฐานะตัวแทนของแนวคิดการปฏิรูป ได้นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการ "รื้อและสร้างใหม่" (Demolish and Rebuild) โครงสร้างเศรษฐกิจ แทนที่การ "ปะผุ" (Patchwork) แบบเดิม รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของนโยบายเหล่านี้ โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าทางเลือกในปี 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกพรรคการเมือง แต่คือการเลือกชะตากรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ


1. ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาค 2568-2569: พายุที่สมบูรณ์แบบ (The Perfect Storm)

1.1 การคาดการณ์การเติบโต: สัญญาณเตือนภัยจากตัวเลข GDP

เมื่อพิจารณาตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 พบว่ามีความสอดคล้องกันอย่างน่ากังวลในหมู่สำนักวิจัยชั้นนำ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธนาคารโลก, และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ต่างประเมินว่า GDP ของไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้เพียง 1.5% ถึง 1.7% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 2.0% 1 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วิกฤตชั่วคราว

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจประมาณการปี 2568คาดการณ์ปี 2569แหล่งข้อมูลอ้างอิง
การเติบโตของ GDP (ธปท.)2.2%1.6%1
การเติบโตของ GDP (World Bank)2.5%1.7%1
การเติบโตของ GDP (SCB EIC)2.0%1.5%1
หนี้ครัวเรือน (% ต่อ GDP)88.4%~87-88%3
เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation)0.5%1.4%5
หนี้สาธารณะ (% ต่อ GDP)64.5%68.17%6

ปัจจัยลบที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ประกอบด้วยสามปัจจัยหลัก:

  1. สงครามการค้าและกำแพงภาษี: นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะมีการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) สูงถึง 19% ต่อสินค้าไทย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก 1

  2. วิกฤตกำลังซื้อภายในประเทศ: หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับวิกฤตทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นถูกนำไปชำระหนี้แทนที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอย (Deleveraging effect) 9

  3. ความไม่แน่นอนทางการเมือง: สศช. ระบุชัดเจนว่าความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ 1

1.2 การฟื้นตัวแบบตัว K (K-Shaped Recovery)

ลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นแบบ "ตัว K" อย่างชัดเจน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงและอิเล็กทรอนิกส์ยังพอไปได้ แต่กลุ่มธุรกิจ SME และภาคเกษตรกรรมกลับตกต่ำลงเรื่อยๆ 1 สถานการณ์นี้สร้างความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น

ข้อวิเคราะห์นโยบายพรรคโอกาสใหม่:

พรรคโอกาสใหม่ตีความข้อมูลมหภาคนี้ว่า รัฐบาลปัจจุบันพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยเครื่องมือทางการเงินระยะสั้น (Monetary Easing) และมาตรการกระตุ้นการบริโภค (Fiscal Stimulus) ซึ่งไม่เพียงพอ การที่ SCB EIC คาดการณ์ว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตเพียงเล็กน้อยในปี 2569 แม้จะมีมาตรการ BOI 1 สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ขาดสภาพคล่อง" แต่อยู่ที่ "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" ที่ถดถอย ดังนั้น ข้อเสนอของพรรคโอกาสใหม่จึงมุ่งเน้นที่การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ผ่านการปฏิรูปกฎหมายและการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ มากกว่าการแจกเงินที่ให้ผลเพียงชั่วคราว


2. วิกฤตหนี้ครัวเรือน: จากการ "พักหนี้" สู่การ "ผ่าตัดโครงสร้างหนี้"

ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย ด้วยสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่สูงเกือบ 90% และหนี้เสีย (NPLs) ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และบัตรเครดิต 4 ปัญหานี้กัดกร่อนกำลังซื้อและทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไร้ผล (Liquidity Trap)

2.1 บทวิเคราะห์นโยบาย "พักชำระหนี้" ของรัฐบาลปัจจุบัน

แนวนโยบายหลักของรัฐบาลชุดปัจจุบันคือการ "พักหนี้" (Debt Moratorium) โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรและลูกหนี้รายย่อย โดยมีการอนุมัติโครงการพักหนี้มูลค่ากว่า 1.22 แสนล้านบาทสำหรับลูกหนี้ 3.4 ล้านราย 11 และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารรัฐ 12

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) และบทวิเคราะห์จาก IMF ชี้ให้เห็นถึงผลข้างเคียงที่อันตรายของนโยบายนี้:

  1. กับดักทางศีลธรรม (Moral Hazard): การพักหนี้แบบปูพรมสร้างพฤติกรรม "เบี้ยวหนี้" ในหมู่ผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ เพราะคาดหวังว่าจะมีการยกเว้นในอนาคต 13

  2. หนี้พอกหางหมู: โครงการส่วนใหญ่เป็นการพัก การชำระเงินต้น แต่ดอกเบี้ยยังคงเดินหน้าต่อไป (Interest Accrual) ทำให้เมื่อจบโครงการ ลูกหนี้มีภาระหนี้รวมสูงกว่าเดิม 9

  3. การสะสมหนี้เพิ่ม: ข้อมูลพบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพักหนี้มักนำสภาพคล่องที่เหลือไปก่อหนี้เพิ่มในช่องทางอื่น ส่งผลให้วงจรหนี้ไม่จบสิ้น 14

2.2 ข้อเสนอปฏิรูปหนี้ของ "พรรคโอกาสใหม่"

พรรคโอกาสใหม่เสนอให้ยกเลิกนโยบายพักหนี้แบบเหมาเข่ง และเปลี่ยนไปใช้โมเดล "การปรับโครงสร้างหนี้แบบมุ่งเป้า" (Targeted Debt Restructuring) ซึ่งมีความยั่งยืนกว่า โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบแนวทางแก้ปัญหาหนี้สิน

มิติการแก้ปัญหาแนวทางรัฐบาลปัจจุบัน (Status Quo)ข้อเสนอพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity)
กลไกหลักการพักชำระหนี้ (Debt Suspension) ชะลอการจ่ายเงินต้น/ดอกเบี้ยการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) และการตัดลดหนี้ (Haircut)
กลุ่มเป้าหมายเกษตรกรและลูกหนี้รายย่อยแบบวงกว้าง (Broad-based)กลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นหนี้เสียแต่มีศักยภาพ (Targeted NPLs)
ผลกระทบระยะยาวดอกเบี้ยสะสมเพิ่มขึ้น, Moral Hazard สูงลดภาระหนี้จริง, ปรับพฤติกรรมวินัยการเงิน
งบประมาณใช้เงินอุดหนุนดอกเบี้ยผ่านธนาคารรัฐ (Section 28)ตั้งกองทุนบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อรับซื้อและบริหารหนี้เสีย

รายละเอียดมาตรการของพรรคโอกาสใหม่:

  1. Haircut over Holiday: เน้นการเจรจาลดเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับหนี้เสีย (NPL) โดยรัฐบาลสนับสนุนผ่านกลไก AMC ที่รับซื้อหนี้เสียจากธนาคารมาบริหารเอง เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการลดหนี้มากกว่าธนาคารพาณิชย์ 11

  2. การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายบุคคลธรรมดา: เสนอให้ลดระยะเวลาการล้มละลายเหลือ 3 ปี และสร้างกระบวนการ "เริ่มต้นใหม่" (Fresh Start) ที่ง่ายขึ้น เพื่อดึงลูกหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ และลดตราบาปทางสังคมของการล้มละลาย 10

  3. เงื่อนไขความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy Conditionality): การได้รับความช่วยเหลือต้องแลกมาด้วยการเข้าอบรมวินัยทางการเงินภาคบังคับ และการจำกัดการก่อหนี้ใหม่ในช่วงฟื้นฟู เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ 10


3. นโยบายการคลัง: ความยั่งยืนทางงบประมาณและกับดักมาตรา 28

สถานะทางการคลังของไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ สถาบัน Moody’s และ Fitch ได้ปรับมุมมองต่อประเทศไทยเป็น "ลบ" (Negative) เนื่องจากความกังวลต่อการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น 16

3.1 กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) และหนี้สาธารณะ

แผนการคลังระยะปานกลางปี 2569-2573 คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะแตะระดับ 69.78% ของ GDP ในปี 2571 ซึ่งเฉียดเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ที่ 70% 7 รัฐบาลปัจจุบันจัดทำงบประมาณขาดดุลสูงถึง 8.6 แสนล้านบาทในปี 2569 (4.4% ของ GDP) เพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 17

3.2 ปัญหา "งบประมาณซ่อนเร้น" ผ่านมาตรา 28

ประเด็นที่พรรคโอกาสใหม่โจมตีอย่างหนักคือการใช้ มาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลสั่งการให้ธนาคารรัฐ (โดยเฉพาะ BAAC) สำรองจ่ายเงินโครงการประชานิยมไปก่อน แล้วรัฐบาลตั้งงบชดเชยคืนในภายหลัง ยอดคงค้างตามมาตรา 28 นี้พุ่งสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาท 16 ซึ่งไม่ถูกนับรวมในตัวเลขขาดดุลงบประมาณประจำปีอย่างชัดเจน ทำให้ภาพลวงตาของเสถียรภาพการคลังดูดีกว่าความเป็นจริง

ข้อเสนอปฏิรูปการคลังของพรรคโอกาสใหม่:

  1. พ.ร.บ. ความโปร่งใสทางการคลัง: กำหนดเพดานการใช้มาตรา 28 ให้เข้มงวดขึ้น และบังคับให้โครงการสวัสดิการถาวร (เช่น เงินผู้สูงอายุ) ต้องอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำเท่านั้น ห้ามใช้เงินนอกงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนเห็นต้นทุนที่แท้จริง

  2. การปฏิรูปรายได้ (Revenue Reform): คัดค้านการขึ้น VAT แบบเหมารวม (Flat Rate) เป็น 10% ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 18 เพราะจะกระทบคนจน แต่เสนอ ภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) และการเก็บภาษีจากกำไรส่วนทุน (Capital Gains Tax) ในตลาดหลักทรัพย์สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ รวมถึงการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI ที่ให้กับทุนใหญ่มายาวนานแต่ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี 19

  3. Zero-Based Budgeting: รื้อระบบงบประมาณฐานศูนย์ เพื่อตัดลดงบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ โดยเฉพาะงบกองทัพและงบก่อสร้างที่ไม่จำเป็น แล้วนำมาโปะสวัสดิการ


4. การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม: จากโรงงานรับจ้างผลิตสู่เศรษฐกิจฐานบริการและเทคโนโลยี

ภาคการผลิตของไทยซึ่งเคยเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" กำลังสูญเสียมนต์ขลัง ข้อมูลระบุว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวต่อเนื่อง และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำ 8 การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติไปยังเวียดนามและอินโดนีเซียสะท้อนว่าไทยสูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรง แต่ยังไม่มีทักษะแรงงานเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทค

4.1 กลยุทธ์เซมิคอนดักเตอร์: ฝันเฟื่องหรือโอกาสจริง?

รัฐบาลปัจจุบันพยายามดึงดูดการลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fab) ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 13 ปี 20 แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่เป็น "เกมของคนรวย" ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและบุคลากรวิศวกรรมนับแสนคน ซึ่งไทยยังขาดแคลนอย่างหนัก 21

กลยุทธ์ "Smart Niche" ของพรรคโอกาสใหม่:

พรรคโอกาสใหม่มองว่าการแข่งสร้างโรงงานผลิตชิปต้นน้ำกับยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC เป็นเรื่องเพ้อฝันและสิ้นเปลืองงบประมาณ จึงเสนอแนวทางที่สมจริงกว่า:

  1. เน้นอุตสาหกรรมกลางน้ำ-ปลายน้ำ (Back-end & OSAT): ส่งเสริมการลงทุนในขั้นตอนการประกอบและทดสอบ (Advanced Packaging) ซึ่งไทยมีพื้นฐานอยู่แล้วและมีความเสี่ยงต่ำกว่า 22

  2. สร้างอุปสงค์ในประเทศ (Demand-Led Strategy): แทนที่จะถมเงินอุดหนุนผู้ผลิตชิปต่างชาติ ควรสร้างตลาดชิปในประเทศผ่านการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ชิป เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่แท้จริง 21

  3. Sandbox การศึกษา: แก้ปัญหาคอขวดด้านบุคลากรด้วยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสร้างหลักสูตรเร่งด่วนผลิตวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ โดยตั้งเป้าผลิตให้ได้ตามความต้องการ 86,000 คน 22

4.2 การปลดล็อกภาคบริการ (Service Liberalization)

ธนาคารโลกและ OECD ระบุตรงกันว่าภาคบริการของไทยมีกฎระเบียบที่เข้มงวดและกีดกันการแข่งขันสูงเป็นอันดับ 4 จาก 51 ประเทศที่สำรวจ 23

นโยบายพรรคโอกาสใหม่:

  1. ทลายการผูกขาด: บังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจังในธุรกิจค้าปลีก โทรคมนาคม และพลังงาน เพื่อเปิดทางให้ SME และ Startups เกิดขึ้นได้จริง

  2. เปิดเสรีภาคบริการทักษะสูง: อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมากในธุรกิจบริการบางประเภทที่ไทยขาดแคลน เช่น การศึกษา การแพทย์เฉพาะทาง และบริการด้านข้อมูล (Data Center) เพื่อเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานรายได้สูง 23

  3. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy): ไม่ใช่แค่ Soft Power ที่เป็นคำโฆษณา แต่เป็นการแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ การเซ็นเซอร์ และการสนับสนุนเงินทุนสำหรับนักสร้างคอนเทนต์ เกม และดีไซน์ เพื่อให้ภาคบริการเป็นเครื่องจักรใหม่ในการขับเคลื่อน GDP แทนโรงงาน


5. การปฏิวัติภาคเกษตรกรรม: เลิกจำนำ-ประกันราคา สู่เกษตรแม่นยำ

ภาคเกษตรจ้างงานคนไทยถึง 30% แต่สร้าง GDP ได้เพียง 8% สะท้อนผลิตภาพที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน 19 รัฐบาลปัจจุบันใช้นโยบาย "ประกันรายได้" และ "ไร่ละพัน" ซึ่งใช้งบประมาณปีละกว่า 1.5 แสนล้านบาท 25 แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่หรือคุณภาพสินค้า

5.1 ข้อเสนอ "เปลี่ยนเงินอุดหนุนเป็นเงินลงทุน" ของพรรคโอกาสใหม่

พรรคโอกาสใหม่ประกาศนโยบายที่กล้าหาญและเสี่ยงต่อคะแนนเสียงที่สุด คือการเสนอ "Sunset Clause" หรือเงื่อนเวลาในการยกเลิกโครงการประกันราคาและเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าภายใน 4 ปี โดยจะเปลี่ยนงบประมาณก้อนนี้ไปใช้ในทางอื่น:

  1. Productivity Grants: ให้ทุนเกษตรกรในการซื้อเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เช่น โดรนพ่นปุ๋ย ระบบเซนเซอร์ดิน และระบบน้ำอัจฉริยะ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานสูงวัย 19

  2. เกษตรมูลค่าสูง (High-Value Agriculture): ถอดบทเรียนจาก "โครงการพัฒนาดอยตุง" ที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง (กาแฟ, แมคคาเดเมีย) จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 18 เท่า 27 พรรคโอกาสใหม่จะขยายโมเดลนี้ไปยังพื้นที่อื่น โดยเน้นการแปรรูปและการสร้างแบรนด์ (Branding)

  3. GI & Gastrodiplomacy: เชื่อมโยงสินค้าเกษตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เข้ากับร้านอาหารไทยทั่วโลก ผ่านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ร้านอาหารไทยในต่างแดนใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทยโดยตรง ไม่ใช่วัตถุดิบจากประเทศคู่แข่ง 29


6. สวัสดิการสังคมในยุค Super-Aged Society

ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว และประชากรวัยทำงานกำลังลดลง สวัสดิการผู้สูงอายุจึงเป็นประเด็นหาเสียงหลัก

6.1 ศึกชิงธงบำนาญ: 600 บาท vs 3,000 บาท

ปัจจุบัน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได 600-1,000 บาท ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและต่ำกว่าเส้นความยากจน 31 รัฐบาลอ้างว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะปรับเพิ่มเป็น 3,000 บาทถ้วนหน้า ซึ่งต้องใช้งบกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี 32

ข้อเสนอพรรคโอกาสใหม่:

พรรคโอกาสใหม่ยืนยันนโยบาย "บำนาญประชาชน 3,000 บาทถ้วนหน้า" โดยเสนอวิธีการหาเงินที่ชัดเจน (Funding Mechanism) เพื่อโต้แย้งข้อครหาเรื่องประชานิยมขายฝัน:

  1. รีดไขมันงบประมาณ: ตัดงบกองทัพ งบก่อสร้างถนนที่ซ้ำซ้อน และงบอุดหนุนราคาพืชผลที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ

  2. ภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax): เก็บภาษีที่ดินรกร้างในอัตราก้าวหน้า และภาษีทรัพย์สินสำหรับมหาเศรษฐี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและนำมาเติมเต็มสวัสดิการ

  3. เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy): มองผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ แต่เป็นตลาดใหม่ โดยส่งเสริมธุรกิจ Health Tech และที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติและสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ดูแลคนรุ่นเก่า 33


7. ยุทธศาสตร์ดิจิทัลและ AI: อธิปไตยทางเทคโนโลยี

ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันด้าน AI ประเทศไทยเสี่ยงที่จะตกขบวนและล้าหลังถึง 10 ปีหากไม่เร่งปรับตัว 35

ข้อเสนอพรรคโอกาสใหม่: Sovereign AI

พรรคโอกาสใหม่วิจารณ์ว่าการดึงดูด Data Center ของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ (เช่น Microsoft, Google) เป็นเรื่องดี แต่ไม่เพียงพอ ไทยต้องสร้าง "Sovereign AI" หรือปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นของไทยเอง โดย:

  1. Thai LLM: ลงทุนสร้าง Large Language Model ที่เทรนด้วยภาษาไทยและข้อมูลบริบทสังคมไทย เพื่อให้ AI เข้าใจวัฒนธรรมและกฎหมายไทย ลดการพึ่งพาโมเดลต่างชาติ

  2. การศึกษาฐานสมรรถนะ: เปลี่ยนงบประมาณจัดซื้อแท็บเล็ต มาเป็นการลงทุนพัฒนาหลักสูตร Coding และ AI Literacy ตั้งแต่ประถม เพื่อสร้าง "พลเมืองดิจิทัล" ไม่ใช่แค่ "ผู้บริโภคดิจิทัล" 36


8. ภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์การค้าโลก

ไทยกำลังถูกบีบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สินค้าจีนทะลักเข้าไทยทำให้ SME ตายเรียบ ในขณะที่สหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่ส่งออกจากไทยหากสงสัยว่าเป็นสินค้าจีนสวมสิทธิ์ 1

นโยบายการต่างประเทศเชิงเศรษฐกิจของพรรคโอกาสใหม่:

  1. Rules of Origin ที่เข้มงวด: ตรวจสอบสินค้าจีนที่เข้ามาสวมสิทธิ์ "Made in Thailand" อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกหางเลขจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

  2. Diversification: เร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่ม EFTA ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีนและสหรัฐฯ มากเกินไป 37

  3. Soft Power ที่จับต้องได้: ใช้ Gastrodiplomacy และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เป็นหัวหอกในการบุกตลาดโลก โดยรัฐทำหน้าที่ "อำนวยความสะดวก" (Facilitator) ด้านวีซ่าและเงินทุน ไม่ใช่ "ผู้สั่งการ" (Regulator) ที่คอยเซ็นเซอร์ 29


บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์

การเลือกตั้งปี 2569 คือทางแพร่งระหว่าง "การประคับประคองความเสื่อมถอย" ของรัฐบาลปัจจุบัน กับ "การเสี่ยงเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง" ของพรรคโอกาสใหม่

ข้อเสนอของพรรคโอกาสใหม่มีความเสี่ยงในทางปฏิบัติสูง โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งและการตัดงบอุดหนุนเกษตรกร ซึ่งจะเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุนและฐานเสียงในชนบท อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางเศรษฐกิจชี้ชัดว่าหากไทยยังคงเดินตามโมเดลเดิม ความเสี่ยงจาก GDP ที่หดตัว ผลกระทบจากโลกร้อน และสังคมสูงวัย จะทำให้ประเทศล้มละลายอย่างช้าๆ (Boiled Frog Syndrome)

คำแนะนำสำหรับการหาเสียง:

พรรคโอกาสใหม่ควรสื่อสารด้วยข้อมูลความจริง (Data-driven communication) ว่า "ความเจ็บปวดระยะสั้น" จากการปฏิรูป จะนำไปสู่ "ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน" ในระยะยาว อย่างไร โดยต้องชี้ให้เห็นว่าสวัสดิการ 3,000 บาท และโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่ คือผลตอบแทนที่คุ้มค่าของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" นำโอกาสใหม่ชู ถอนรากถอนโคนยาเสพติด ผสานอำนาจ "รัฐ–ธรรม" แก้สกลนครวิกฤตเรื้อรัง

พรรคโอกาสใหม่ชู “ถอนรากถอนโคน” ปราบยาเสพติด ดัน “ดร.นิยม เวชกามา” สู้ศึกสกลนคร เขต 2 ผสานอำนาจรัฐ–อำนาจธรรม แก้วิกฤตเรื้อรัง การเลือกตั้งสม...