จากการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569: กรณีศึกษาพรรคโอกาสใหม่และทางแพร่งของประเทศไทย ระบุชัดว่า การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมืองตามวาระปกติ แต่คือจุดตัดสินชะตากรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางสภาวะ “Poly-crisis” หรือวิกฤตซ้อนทับหลายมิติที่ไทยกำลังเผชิญพร้อมกัน
เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่มการเติบโตต่ำเรื้อรัง (Stagnation) จากการเสื่อมถอยของโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาการส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำและการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ ข้อมูลจากธนาคารโลก สภาพัฒน์ และสำนักวิจัยชั้นนำ สอดคล้องกันว่า GDP ไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5–1.7% ลดลงจากปี 2568 และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง มากกว่าวิกฤตชั่วคราว
ปัจจัยลบสำคัญที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ได้แก่ สงครามการค้าและกำแพงภาษีของสหรัฐฯ วิกฤตกำลังซื้อจากหนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบ 90% ต่อ GDP และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นแบบ “ตัว K” คือบางอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังเติบโตได้ แต่ SME และภาคเกษตรกลับถดถอยต่อเนื่อง เพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม
จากการเปรียบเทียบนโยบายรัฐบาลปัจจุบันที่มุ่ง “ประคับประคองระยะสั้น” ผ่านมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการเงิน กับแนวคิดของ พรรคโอกาสใหม่ ที่เสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างแบบ “รื้อและสร้างใหม่” (Demolish and Rebuild) แทนการ “ปะผุ” ระบบเดิม โดยมองว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่สภาพคล่อง แต่คือการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพแรงงาน
หนึ่งในประเด็นใหญ่คือ วิกฤตหนี้ครัวเรือน รายงานวิจารณ์นโยบายพักหนี้ของรัฐบาลว่าเสี่ยงสร้างกับดักทางศีลธรรม ดอกเบี้ยสะสม และวงจรหนี้ไม่รู้จบ ขณะที่พรรคโอกาสใหม่เสนอโมเดล “ปรับโครงสร้างหนี้แบบมุ่งเป้า” ผ่านการตั้งกองทุนบริหารสินทรัพย์ (AMC) การลดเงินต้นจริง (Haircut) การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายบุคคล และการบังคับอบรมวินัยทางการเงิน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ด้านการคลัง รายงานเตือนว่าหนี้สาธารณะไทยใกล้แตะเพดานความยั่งยืน 70% ต่อ GDP และการใช้งบประมาณนอกระบบผ่านมาตรา 28 ทำให้เกิด “งบประมาณซ่อนเร้น” พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอออกกฎหมายความโปร่งใสทางการคลัง ปฏิรูประบบรายได้ด้วยภาษีความมั่งคั่งและภาษีกำไรทุน พร้อมใช้ระบบงบประมาณฐานศูนย์ เพื่อตัดงบที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ
ในภาคอุตสาหกรรม รายงานระบุว่า ไทยกำลังสูญเสียสถานะฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาค การแข่งสร้างโรงงานชิปต้นน้ำเป็นความเสี่ยงสูง พรรคโอกาสใหม่จึงเสนอแนวทาง “Smart Niche” เน้นอุตสาหกรรมกลางน้ำ-ปลายน้ำ การสร้างอุปสงค์ในประเทศผ่าน EV และเครื่องมือแพทย์ รวมถึงการปลดล็อกภาคบริการที่ถูกผูกขาด เพื่อให้บริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องจักรใหม่ของ GDP
ภาคเกษตรกรรมถูกชี้ว่าเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง แม้ใช้แรงงานถึง 30% แต่สร้าง GDP เพียง 8% พรรคโอกาสใหม่เสนอเลิกนโยบายประกันราคาแบบให้เปล่าในระยะ 4 ปี แล้วเปลี่ยนเป็นการลงทุนเพิ่มผลิตภาพ เกษตรแม่นยำ เกษตรมูลค่าสูง และการเชื่อม GI กับ Gastrodiplomacy เพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน
ในมิติรัฐสวัสดิการ รายงานยกประเด็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด พรรคโอกาสใหม่ชูนโยบาย บำนาญประชาชน 3,000 บาทถ้วนหน้า พร้อมแหล่งเงินชัดเจนจากการตัดงบที่ไม่จำเป็นและภาษีความมั่งคั่ง ควบคู่การพัฒนา Silver Economy เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” เป็นพลังทางเศรษฐกิจ
ยังให้ความสำคัญกับ อธิปไตยทางดิจิทัลและ AI โดยพรรคโอกาสใหม่เสนอสร้าง Sovereign AI และ Thai LLM ของไทยเอง ลงทุนการศึกษา AI Literacy ตั้งแต่ระดับต้น เพื่อไม่ให้ประเทศตกเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ดังนั้น การเลือกตั้งปี 2569 คือทางแพร่งระหว่างการ “ประคับประคองความเสื่อมถอย” กับการ “เสี่ยงเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง” แม้นโยบายพรรคโอกาสใหม่จะมีต้นทุนทางการเมืองและแรงต้านสูง แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ว่า หากไทยยังยึดโมเดลเดิม ประเทศอาจเผชิญภาวะล้มละลายอย่างช้าๆ ในระยะยาว รายงานจึงแนะให้การหาเสียงยึดการสื่อสารบนฐานข้อมูลจริง เพื่ออธิบายว่าความเจ็บปวดระยะสั้นจากการปฏิรูป คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของประเทศในอนาคต.
รายงานการวิจัยเชิงวิชาการ: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569: กรณีศึกษาพรรคโอกาสใหม่และทางแพร่งของประเทศไทย
บทนำ: มหาวิกฤตซ้อนทับและโจทย์ใหม่ของการเมืองไทย
การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองไทย ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Poly-crisis" หรือวิกฤตซ้อนทับหลายมิติ ซึ่งไม่ใช่เพียงวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงตามปกติ แต่เป็นการเสื่อมถอยของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมที่เคยขับเคลื่อนประเทศมากว่าสามทศวรรษ รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ภูมิทัศน์ทางนโยบายเศรษฐกิจ โดยเน้นเปรียบเทียบระหว่างแนวนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เน้นการประคับประคองระยะสั้น กับข้อเสนอเชิงปฏิรูปโครงสร้างของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ประสิทธิภาพ และผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย
จากการรวบรวมข้อมูลและบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2567-2569 พบว่าประเทศไทยติดอยู่ในหล่มการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ (Stagnation) อย่างเรื้อรัง โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บ่งชี้ว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มต่ำและการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ ได้เดินทางมาถึงทางตันแล้ว
พรรคโอกาสใหม่ ในฐานะตัวแทนของแนวคิดการปฏิรูป ได้นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการ "รื้อและสร้างใหม่" (Demolish and Rebuild) โครงสร้างเศรษฐกิจ แทนที่การ "ปะผุ" (Patchwork) แบบเดิม รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของนโยบายเหล่านี้ โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าทางเลือกในปี 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกพรรคการเมือง แต่คือการเลือกชะตากรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ
1. ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาค 2568-2569: พายุที่สมบูรณ์แบบ (The Perfect Storm)
1.1 การคาดการณ์การเติบโต: สัญญาณเตือนภัยจากตัวเลข GDP
เมื่อพิจารณาตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 พบว่ามีความสอดคล้องกันอย่างน่ากังวลในหมู่สำนักวิจัยชั้นนำ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธนาคารโลก, และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ต่างประเมินว่า GDP ของไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้เพียง 1.5% ถึง 1.7% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 2.0%
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569
| ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ | ประมาณการปี 2568 | คาดการณ์ปี 2569 | แหล่งข้อมูลอ้างอิง |
| การเติบโตของ GDP (ธปท.) | 2.2% | 1.6% | |
| การเติบโตของ GDP (World Bank) | 2.5% | 1.7% | |
| การเติบโตของ GDP (SCB EIC) | 2.0% | 1.5% | |
| หนี้ครัวเรือน (% ต่อ GDP) | 88.4% | ~87-88% | |
| เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) | 0.5% | 1.4% | |
| หนี้สาธารณะ (% ต่อ GDP) | 64.5% | 68.17% |
ปัจจัยลบที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ประกอบด้วยสามปัจจัยหลัก:
สงครามการค้าและกำแพงภาษี: นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะมีการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) สูงถึง 19% ต่อสินค้าไทย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก
1 วิกฤตกำลังซื้อภายในประเทศ: หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับวิกฤตทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นถูกนำไปชำระหนี้แทนที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอย (Deleveraging effect)
9 ความไม่แน่นอนทางการเมือง: สศช. ระบุชัดเจนว่าความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ
1
1.2 การฟื้นตัวแบบตัว K (K-Shaped Recovery)
ลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นแบบ "ตัว K" อย่างชัดเจน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงและอิเล็กทรอนิกส์ยังพอไปได้ แต่กลุ่มธุรกิจ SME และภาคเกษตรกรรมกลับตกต่ำลงเรื่อยๆ
ข้อวิเคราะห์นโยบายพรรคโอกาสใหม่:
พรรคโอกาสใหม่ตีความข้อมูลมหภาคนี้ว่า รัฐบาลปัจจุบันพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยเครื่องมือทางการเงินระยะสั้น (Monetary Easing) และมาตรการกระตุ้นการบริโภค (Fiscal Stimulus) ซึ่งไม่เพียงพอ การที่ SCB EIC คาดการณ์ว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตเพียงเล็กน้อยในปี 2569 แม้จะมีมาตรการ BOI 1 สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ขาดสภาพคล่อง" แต่อยู่ที่ "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" ที่ถดถอย ดังนั้น ข้อเสนอของพรรคโอกาสใหม่จึงมุ่งเน้นที่การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ผ่านการปฏิรูปกฎหมายและการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ มากกว่าการแจกเงินที่ให้ผลเพียงชั่วคราว
2. วิกฤตหนี้ครัวเรือน: จากการ "พักหนี้" สู่การ "ผ่าตัดโครงสร้างหนี้"
ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย ด้วยสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่สูงเกือบ 90% และหนี้เสีย (NPLs) ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และบัตรเครดิต
2.1 บทวิเคราะห์นโยบาย "พักชำระหนี้" ของรัฐบาลปัจจุบัน
แนวนโยบายหลักของรัฐบาลชุดปัจจุบันคือการ "พักหนี้" (Debt Moratorium) โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรและลูกหนี้รายย่อย โดยมีการอนุมัติโครงการพักหนี้มูลค่ากว่า 1.22 แสนล้านบาทสำหรับลูกหนี้ 3.4 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) และบทวิเคราะห์จาก IMF ชี้ให้เห็นถึงผลข้างเคียงที่อันตรายของนโยบายนี้:
กับดักทางศีลธรรม (Moral Hazard): การพักหนี้แบบปูพรมสร้างพฤติกรรม "เบี้ยวหนี้" ในหมู่ผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ เพราะคาดหวังว่าจะมีการยกเว้นในอนาคต
13 หนี้พอกหางหมู: โครงการส่วนใหญ่เป็นการพัก การชำระเงินต้น แต่ดอกเบี้ยยังคงเดินหน้าต่อไป (Interest Accrual) ทำให้เมื่อจบโครงการ ลูกหนี้มีภาระหนี้รวมสูงกว่าเดิม
9 การสะสมหนี้เพิ่ม: ข้อมูลพบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพักหนี้มักนำสภาพคล่องที่เหลือไปก่อหนี้เพิ่มในช่องทางอื่น ส่งผลให้วงจรหนี้ไม่จบสิ้น
14
2.2 ข้อเสนอปฏิรูปหนี้ของ "พรรคโอกาสใหม่"
พรรคโอกาสใหม่เสนอให้ยกเลิกนโยบายพักหนี้แบบเหมาเข่ง และเปลี่ยนไปใช้โมเดล "การปรับโครงสร้างหนี้แบบมุ่งเป้า" (Targeted Debt Restructuring) ซึ่งมีความยั่งยืนกว่า โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบแนวทางแก้ปัญหาหนี้สิน
| มิติการแก้ปัญหา | แนวทางรัฐบาลปัจจุบัน (Status Quo) | ข้อเสนอพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity) |
| กลไกหลัก | การพักชำระหนี้ (Debt Suspension) ชะลอการจ่ายเงินต้น/ดอกเบี้ย | การปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) และการตัดลดหนี้ (Haircut) |
| กลุ่มเป้าหมาย | เกษตรกรและลูกหนี้รายย่อยแบบวงกว้าง (Broad-based) | กลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นหนี้เสียแต่มีศักยภาพ (Targeted NPLs) |
| ผลกระทบระยะยาว | ดอกเบี้ยสะสมเพิ่มขึ้น, Moral Hazard สูง | ลดภาระหนี้จริง, ปรับพฤติกรรมวินัยการเงิน |
| งบประมาณ | ใช้เงินอุดหนุนดอกเบี้ยผ่านธนาคารรัฐ (Section 28) | ตั้งกองทุนบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อรับซื้อและบริหารหนี้เสีย |
รายละเอียดมาตรการของพรรคโอกาสใหม่:
Haircut over Holiday: เน้นการเจรจาลดเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับหนี้เสีย (NPL) โดยรัฐบาลสนับสนุนผ่านกลไก AMC ที่รับซื้อหนี้เสียจากธนาคารมาบริหารเอง เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการลดหนี้มากกว่าธนาคารพาณิชย์
11 การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายบุคคลธรรมดา: เสนอให้ลดระยะเวลาการล้มละลายเหลือ 3 ปี และสร้างกระบวนการ "เริ่มต้นใหม่" (Fresh Start) ที่ง่ายขึ้น เพื่อดึงลูกหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ และลดตราบาปทางสังคมของการล้มละลาย
10 เงื่อนไขความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy Conditionality): การได้รับความช่วยเหลือต้องแลกมาด้วยการเข้าอบรมวินัยทางการเงินภาคบังคับ และการจำกัดการก่อหนี้ใหม่ในช่วงฟื้นฟู เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
10
3. นโยบายการคลัง: ความยั่งยืนทางงบประมาณและกับดักมาตรา 28
สถานะทางการคลังของไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ สถาบัน Moody’s และ Fitch ได้ปรับมุมมองต่อประเทศไทยเป็น "ลบ" (Negative) เนื่องจากความกังวลต่อการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น
3.1 กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) และหนี้สาธารณะ
แผนการคลังระยะปานกลางปี 2569-2573 คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะแตะระดับ 69.78% ของ GDP ในปี 2571 ซึ่งเฉียดเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ที่ 70%
3.2 ปัญหา "งบประมาณซ่อนเร้น" ผ่านมาตรา 28
ประเด็นที่พรรคโอกาสใหม่โจมตีอย่างหนักคือการใช้ มาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลสั่งการให้ธนาคารรัฐ (โดยเฉพาะ BAAC) สำรองจ่ายเงินโครงการประชานิยมไปก่อน แล้วรัฐบาลตั้งงบชดเชยคืนในภายหลัง ยอดคงค้างตามมาตรา 28 นี้พุ่งสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาท
ข้อเสนอปฏิรูปการคลังของพรรคโอกาสใหม่:
พ.ร.บ. ความโปร่งใสทางการคลัง: กำหนดเพดานการใช้มาตรา 28 ให้เข้มงวดขึ้น และบังคับให้โครงการสวัสดิการถาวร (เช่น เงินผู้สูงอายุ) ต้องอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำเท่านั้น ห้ามใช้เงินนอกงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนเห็นต้นทุนที่แท้จริง
การปฏิรูปรายได้ (Revenue Reform): คัดค้านการขึ้น VAT แบบเหมารวม (Flat Rate) เป็น 10% ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
18 เพราะจะกระทบคนจน แต่เสนอ ภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) และการเก็บภาษีจากกำไรส่วนทุน (Capital Gains Tax) ในตลาดหลักทรัพย์สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ รวมถึงการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI ที่ให้กับทุนใหญ่มายาวนานแต่ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี19 Zero-Based Budgeting: รื้อระบบงบประมาณฐานศูนย์ เพื่อตัดลดงบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ โดยเฉพาะงบกองทัพและงบก่อสร้างที่ไม่จำเป็น แล้วนำมาโปะสวัสดิการ
4. การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม: จากโรงงานรับจ้างผลิตสู่เศรษฐกิจฐานบริการและเทคโนโลยี
ภาคการผลิตของไทยซึ่งเคยเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" กำลังสูญเสียมนต์ขลัง ข้อมูลระบุว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวต่อเนื่อง และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำ
4.1 กลยุทธ์เซมิคอนดักเตอร์: ฝันเฟื่องหรือโอกาสจริง?
รัฐบาลปัจจุบันพยายามดึงดูดการลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fab) ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 13 ปี
กลยุทธ์ "Smart Niche" ของพรรคโอกาสใหม่:
พรรคโอกาสใหม่มองว่าการแข่งสร้างโรงงานผลิตชิปต้นน้ำกับยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC เป็นเรื่องเพ้อฝันและสิ้นเปลืองงบประมาณ จึงเสนอแนวทางที่สมจริงกว่า:
เน้นอุตสาหกรรมกลางน้ำ-ปลายน้ำ (Back-end & OSAT): ส่งเสริมการลงทุนในขั้นตอนการประกอบและทดสอบ (Advanced Packaging) ซึ่งไทยมีพื้นฐานอยู่แล้วและมีความเสี่ยงต่ำกว่า
22 สร้างอุปสงค์ในประเทศ (Demand-Led Strategy): แทนที่จะถมเงินอุดหนุนผู้ผลิตชิปต่างชาติ ควรสร้างตลาดชิปในประเทศผ่านการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ชิป เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่แท้จริง
21 Sandbox การศึกษา: แก้ปัญหาคอขวดด้านบุคลากรด้วยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสร้างหลักสูตรเร่งด่วนผลิตวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ โดยตั้งเป้าผลิตให้ได้ตามความต้องการ 86,000 คน
22
4.2 การปลดล็อกภาคบริการ (Service Liberalization)
ธนาคารโลกและ OECD ระบุตรงกันว่าภาคบริการของไทยมีกฎระเบียบที่เข้มงวดและกีดกันการแข่งขันสูงเป็นอันดับ 4 จาก 51 ประเทศที่สำรวจ
นโยบายพรรคโอกาสใหม่:
ทลายการผูกขาด: บังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจังในธุรกิจค้าปลีก โทรคมนาคม และพลังงาน เพื่อเปิดทางให้ SME และ Startups เกิดขึ้นได้จริง
เปิดเสรีภาคบริการทักษะสูง: อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมากในธุรกิจบริการบางประเภทที่ไทยขาดแคลน เช่น การศึกษา การแพทย์เฉพาะทาง และบริการด้านข้อมูล (Data Center) เพื่อเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานรายได้สูง
23 เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy): ไม่ใช่แค่ Soft Power ที่เป็นคำโฆษณา แต่เป็นการแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ การเซ็นเซอร์ และการสนับสนุนเงินทุนสำหรับนักสร้างคอนเทนต์ เกม และดีไซน์ เพื่อให้ภาคบริการเป็นเครื่องจักรใหม่ในการขับเคลื่อน GDP แทนโรงงาน
5. การปฏิวัติภาคเกษตรกรรม: เลิกจำนำ-ประกันราคา สู่เกษตรแม่นยำ
ภาคเกษตรจ้างงานคนไทยถึง 30% แต่สร้าง GDP ได้เพียง 8% สะท้อนผลิตภาพที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
5.1 ข้อเสนอ "เปลี่ยนเงินอุดหนุนเป็นเงินลงทุน" ของพรรคโอกาสใหม่
พรรคโอกาสใหม่ประกาศนโยบายที่กล้าหาญและเสี่ยงต่อคะแนนเสียงที่สุด คือการเสนอ "Sunset Clause" หรือเงื่อนเวลาในการยกเลิกโครงการประกันราคาและเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าภายใน 4 ปี โดยจะเปลี่ยนงบประมาณก้อนนี้ไปใช้ในทางอื่น:
Productivity Grants: ให้ทุนเกษตรกรในการซื้อเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เช่น โดรนพ่นปุ๋ย ระบบเซนเซอร์ดิน และระบบน้ำอัจฉริยะ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานสูงวัย
19 เกษตรมูลค่าสูง (High-Value Agriculture): ถอดบทเรียนจาก "โครงการพัฒนาดอยตุง" ที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง (กาแฟ, แมคคาเดเมีย) จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 18 เท่า
27 พรรคโอกาสใหม่จะขยายโมเดลนี้ไปยังพื้นที่อื่น โดยเน้นการแปรรูปและการสร้างแบรนด์ (Branding)GI & Gastrodiplomacy: เชื่อมโยงสินค้าเกษตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เข้ากับร้านอาหารไทยทั่วโลก ผ่านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ร้านอาหารไทยในต่างแดนใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทยโดยตรง ไม่ใช่วัตถุดิบจากประเทศคู่แข่ง
29
6. สวัสดิการสังคมในยุค Super-Aged Society
ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว และประชากรวัยทำงานกำลังลดลง สวัสดิการผู้สูงอายุจึงเป็นประเด็นหาเสียงหลัก
6.1 ศึกชิงธงบำนาญ: 600 บาท vs 3,000 บาท
ปัจจุบัน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได 600-1,000 บาท ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและต่ำกว่าเส้นความยากจน
ข้อเสนอพรรคโอกาสใหม่:
พรรคโอกาสใหม่ยืนยันนโยบาย "บำนาญประชาชน 3,000 บาทถ้วนหน้า" โดยเสนอวิธีการหาเงินที่ชัดเจน (Funding Mechanism) เพื่อโต้แย้งข้อครหาเรื่องประชานิยมขายฝัน:
รีดไขมันงบประมาณ: ตัดงบกองทัพ งบก่อสร้างถนนที่ซ้ำซ้อน และงบอุดหนุนราคาพืชผลที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ
ภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax): เก็บภาษีที่ดินรกร้างในอัตราก้าวหน้า และภาษีทรัพย์สินสำหรับมหาเศรษฐี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและนำมาเติมเต็มสวัสดิการ
เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy): มองผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ แต่เป็นตลาดใหม่ โดยส่งเสริมธุรกิจ Health Tech และที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติและสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ดูแลคนรุ่นเก่า
33
7. ยุทธศาสตร์ดิจิทัลและ AI: อธิปไตยทางเทคโนโลยี
ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันด้าน AI ประเทศไทยเสี่ยงที่จะตกขบวนและล้าหลังถึง 10 ปีหากไม่เร่งปรับตัว
ข้อเสนอพรรคโอกาสใหม่: Sovereign AI
พรรคโอกาสใหม่วิจารณ์ว่าการดึงดูด Data Center ของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ (เช่น Microsoft, Google) เป็นเรื่องดี แต่ไม่เพียงพอ ไทยต้องสร้าง "Sovereign AI" หรือปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นของไทยเอง โดย:
Thai LLM: ลงทุนสร้าง Large Language Model ที่เทรนด้วยภาษาไทยและข้อมูลบริบทสังคมไทย เพื่อให้ AI เข้าใจวัฒนธรรมและกฎหมายไทย ลดการพึ่งพาโมเดลต่างชาติ
การศึกษาฐานสมรรถนะ: เปลี่ยนงบประมาณจัดซื้อแท็บเล็ต มาเป็นการลงทุนพัฒนาหลักสูตร Coding และ AI Literacy ตั้งแต่ประถม เพื่อสร้าง "พลเมืองดิจิทัล" ไม่ใช่แค่ "ผู้บริโภคดิจิทัล"
36
8. ภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์การค้าโลก
ไทยกำลังถูกบีบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สินค้าจีนทะลักเข้าไทยทำให้ SME ตายเรียบ ในขณะที่สหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่ส่งออกจากไทยหากสงสัยว่าเป็นสินค้าจีนสวมสิทธิ์
นโยบายการต่างประเทศเชิงเศรษฐกิจของพรรคโอกาสใหม่:
Rules of Origin ที่เข้มงวด: ตรวจสอบสินค้าจีนที่เข้ามาสวมสิทธิ์ "Made in Thailand" อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกหางเลขจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
Diversification: เร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่ม EFTA ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีนและสหรัฐฯ มากเกินไป
37 Soft Power ที่จับต้องได้: ใช้ Gastrodiplomacy และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เป็นหัวหอกในการบุกตลาดโลก โดยรัฐทำหน้าที่ "อำนวยความสะดวก" (Facilitator) ด้านวีซ่าและเงินทุน ไม่ใช่ "ผู้สั่งการ" (Regulator) ที่คอยเซ็นเซอร์
29
บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์
การเลือกตั้งปี 2569 คือทางแพร่งระหว่าง "การประคับประคองความเสื่อมถอย" ของรัฐบาลปัจจุบัน กับ "การเสี่ยงเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง" ของพรรคโอกาสใหม่
ข้อเสนอของพรรคโอกาสใหม่มีความเสี่ยงในทางปฏิบัติสูง โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งและการตัดงบอุดหนุนเกษตรกร ซึ่งจะเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุนและฐานเสียงในชนบท อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางเศรษฐกิจชี้ชัดว่าหากไทยยังคงเดินตามโมเดลเดิม ความเสี่ยงจาก GDP ที่หดตัว ผลกระทบจากโลกร้อน และสังคมสูงวัย จะทำให้ประเทศล้มละลายอย่างช้าๆ (Boiled Frog Syndrome)
คำแนะนำสำหรับการหาเสียง:
พรรคโอกาสใหม่ควรสื่อสารด้วยข้อมูลความจริง (Data-driven communication) ว่า "ความเจ็บปวดระยะสั้น" จากการปฏิรูป จะนำไปสู่ "ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน" ในระยะยาว อย่างไร โดยต้องชี้ให้เห็นว่าสวัสดิการ 3,000 บาท และโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่ คือผลตอบแทนที่คุ้มค่าของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น