วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

โลกหลัง “มาดูโร” ดร.นิยม เวชกามา ชูพุทธสันติวิธี ถ่วงดุลอำนาจทหารสหรัฐฯ บนระเบียบโลกใหม่


เหตุการณ์ที่โลกจับตาในช่วงต้นปี 2569 คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาในการเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ปฏิบัติการ “Absolute Resolve” ซึ่งใช้กำลังทางอากาศและหน่วยรบพิเศษบุกถึงทำเนียบประธานาธิบดี ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระเบียบโลกและหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง


แม้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะอ้างความชอบธรรมในฐานะปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายเพื่อต่อสู้กับ “นาร์โค-เทอเรอริซึม” แต่เสียงวิพากษ์จากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศในละตินอเมริกา จีน และรัสเซีย กลับมองว่านี่คือการละเมิดอธิปไตยรัฐชาติอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นสัญญาณของการหวนคืนสู่ลัทธิอำนาจนิยมฝ่ายเดียวของมหาอำนาจตะวันตก


ท่ามกลางความขัดแย้งที่โลกกำลังเผชิญ แนวคิดเรื่อง “สันติภาพ” ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง ไม่ใช่ในความหมายของ “ผลลัพธ์หลังสงคราม” แบบตะวันตก แต่เป็นสันติภาพในฐานะ “กระบวนการ” ที่เน้นการปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งสะท้อนผ่านบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา รัฐบุรุษอาวุโสของไทย ผู้ได้รับรางวัล Sweden World Peace Award 2025 ณ กรุงสตอกโฮล์ม

รางวัลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเกียรติยศส่วนบุคคล หากแต่เป็นการรับรองแนวคิด “พุทธสันติวิธี” และ “ปฏิญญาสตอกโฮล์ม” ที่เสนอให้โลกแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการสานเสวนา เมตตาธรรม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แทนการใช้อำนาจแข็งและกำลังทหาร

นักวิเคราะห์ชี้ว่า เหตุการณ์เวเนซุเอลาสะท้อนการปะทะกันของสองกระบวนทัศน์อย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือแนวคิด “Peace through Strength” ที่มองว่าการโค่นล้มผู้นำคือหนทางสู่ประชาธิปไตย อีกด้านหนึ่งคือแนวคิดสันติภาพเชิงพุทธของดร.นิยม ที่เห็นว่าสันติภาพที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดจากการสร้างความอับอาย ความกลัว และความโกรธแค้น ซึ่งมีแต่จะก่อวงจรความรุนแรงระลอกใหม่

ในมุมมองของดร.นิยม การจับกุมมาดูโรอาจเป็นชัยชนะทางยุทธวิธีของสหรัฐฯ แต่กลับเป็นความพ่ายแพ้ทางศีลธรรม เพราะเป็นการทำลายหลักอหิงสาและความเสมอภาคของรัฐชาติ อีกทั้งยังละเลยรากเหง้าของปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความเหลื่อมล้ำ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และความแตกแยกภายในเวเนซุเอลา ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการ “ตัดตอน” ตัวบุคคล

บทบาทของไทยในสถานการณ์นี้จึงถูกจับตามองในฐานะประเทศขนาดกลางที่มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งโลกตะวันตกและมหาอำนาจตะวันออก โดยดร.นิยม เวชกามา ซึ่งมีความชอบธรรมทางจริยธรรมจากรางวัลสันติภาพระดับโลก ถูกมองว่าอาจเป็น “สะพานเชื่อม” สำคัญในการผลักดันการเจรจาและลดระดับความตึงเครียด ผ่านแนวทางที่เรียกว่า “พุทธการทูต”

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประเมินว่า ในยุคที่มหาอำนาจสามารถใช้อำนาจทหาร “อุ้ม” ผู้นำต่างชาติได้ทุกเมื่อ แนวคิดสันติภาพเชิงพุทธอาจดูอ่อนโยน แต่กลับมีพลังเชิงศีลธรรมสูงในการถ่วงดุลอำนาจดิบ และสร้างความ (legitimacy) ในระยะยาวมากกว่าการครอบงำด้วยกำลัง

บทเรียนจากกรณีเวเนซุเอลาและบทบาทของดร.นิยม เวชกามา จึงเป็นคำถามสำคัญต่อโลกว่า ระเบียบโลกใหม่จะเดินหน้าไปด้วย “ปลายกระบอกปืน” หรือด้วย “ปัญญาและความเมตตา” และสันติภาพที่แท้จริงจะเป็นชัยชนะของผู้ถืออาวุธ หรือของผู้ที่กล้าวางอาวุธลงเพื่อหันหน้าเข้าหากัน

บทวิเคราะห์เชิงลึก: ดร.นิยม เวชกามา กับบทบาทการสร้างสันติภาพโลก

กรณีกรณีสหรัฐปฏิบัติการทางทหารจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรแห่งเวเนซุเอลา

และนัยสำคัญของรางวัล Sweden World Peace Award 2025 ต่อระเบียบโลกใหม่


1. บทนำ: การปะทะกันของสองกระบวนทัศน์ในรุ่งอรุณแห่งปี 2026

เมื่อนาฬิกาบอกเวลา 02.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงคารากัส ในเช้าวันที่ 3 มกราคม 2026 โลกได้ตื่นขึ้นพบกับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์รูปแบบใหม่ที่สั่นสะเทือนรากฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ปฏิบัติการ "Absolute Resolve" ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่ใช้กำลังทางอากาศกว่า 150 ลำ และหน่วยรบพิเศษ Delta Force บุกเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา ถึงทำเนียบมิราฟลอเรส (Miraflores Palace) 1 ไม่ได้เป็นเพียงปฏิบัติการทางทหารเพื่อการบังคับใช้กฎหมายตามข้ออ้างเรื่อง "นาร์โค-เทอเรอริซึม" (Narco-terrorism) เพียงอย่างเดียว 2 แต่เป็นสัญลักษณ์ของการหวนคืนสู่ลัทธิอำนาจนิยมฝ่ายเดียว (Unilateralism) ของมหาอำนาจตะวันตก ที่พร้อมจะละเมิดอธิปไตยของรัฐชาติ (Westphalian Sovereignty) เพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และทรัพยากร 1

ในขณะที่โลกตะวันตกภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เฉลิมฉลองชัยชนะเหนือ "เผด็จการ" อีกซีกโลกหนึ่งกลับมองเห็นภาพที่ต่างออกไป คือภาพของความรุนแรงเชิงโครงสร้างและการใช้อำนาจแข็ง (Hard Power) ที่ปราศจากความยับยั้งชั่งใจ ท่ามกลางวิกฤตการณ์แห่งความชอบธรรมนี้ แนวคิดเรื่อง "สันติภาพ" ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง ไม่ใช่ในนิยามของตะวันตกที่หมายถึง "ผลลัพธ์หลังสงคราม" (Post-war Order) แต่เป็นนิยามจากฝั่งตะวันออกที่เน้น "กระบวนการสร้างความปรองดอง" (Reconciliation Process)

บุคคลสำคัญที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทในฐานะสัญลักษณ์แห่งทางเลือกใหม่นี้คือ ดร.นิยม เวชกามา รัฐบุรุษอาวุโสจากภาคอีสานของไทย ผู้ซึ่งได้รับการยอมรับในเวทีโลกผ่านรางวัล Sweden World Peace Award 2025 ณ กรุงสตอกโฮล์ม 4 รางวัลนี้มิได้เป็นเพียงเกียรติยศส่วนบุคคล แต่เป็นการประกาศรับรอง "ปฏิญญาสตอกโฮล์ม" (Stockholm Declaration) ที่เสนอแนวทางพุทธสันติวิธี (Buddhist Peace Method) เป็นทางออกของความขัดแย้งโลก 5

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงลึกถึงบทบาทและแนวคิดของ ดร.นิยม เวชกามา ในบริบทของวิกฤตการณ์เวเนซุเอลาปี 2026 โดยจะเปรียบเทียบตรรกะของการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง (Interventionism) ของสหรัฐฯ กับตรรกะของสันติวิธีเชิงพุทธ (Buddhist Peace Theory) ที่ดร.นิยมนำเสนอ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า ในโลกที่มหาอำนาจพร้อมจะ "อุ้ม" ผู้นำต่างชาติได้ทุกเมื่อ ปรัชญาแห่งความเมตตาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติจะมีที่ยืนและมีอานุภาพเพียงพอที่จะถ่วงดุลอำนาจดิบเถื่อนได้หรือไม่


2. ภูมิรัฐศาสตร์แห่งความรุนแรง: ปฏิบัติการ Absolute Resolve และการล่มสลายของอธิปไตย

เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนของแนวทางสันติภาพที่ ดร.นิยม เวชกามา นำเสนอ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงบริบทและความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของการทูตแบบดั้งเดิม

2.1 ปฐมบทแห่งการแทรกแซง: จากมาตรการคว่ำบาตรสู่ปฏิบัติการทางทหาร

วิกฤตการณ์ในเดือนมกราคม 2026 มิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลพวงของการสะสมกำลังและความตึงเครียดตลอดช่วงปลายปี 2025 ภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 (2025 National Security Strategy - NSS) ของสหรัฐฯ ที่ระบุชัดเจนถึงความต้องการ "ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก" (Restore American Preeminence) 3 สิ่งนี้ถูกนักวิเคราะห์ขนานนามว่า "Trump Corollary" หรือบทขยายความของทรัมป์ต่อลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) ซึ่งมองว่าละตินอเมริกาคือสนามหลังบ้านที่ห้ามมิให้มหาอำนาจอื่นเข้ามามีอิทธิพล

ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การจับกุมมีดังนี้:

  • สิงหาคม 2025: สหรัฐฯ เริ่มระดมกำลังทหารและเรือรบเข้าสู่ทะเลแคริบเบียนตอนใต้.1

  • พฤศจิกายน - ธันวาคม 2025: การวางกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford และการเริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) เพื่อสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมัน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการปราบปรามยาเสพติด.1

  • ธันวาคม 2025: CIA เริ่มปฏิบัติการลับภาคพื้นดินในเวเนซุเอลาเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีมาดูโร.1

2.2 ยุทธวิธี "เด็ดหัว" และภาพลักษณ์แห่งความอัปยศ

ปฏิบัติการในเช้ามืดวันที่ 3 มกราคม 2026 คือการแสดงอำนาจทางทหารที่เบ็ดเสร็จ กองทัพสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินรบกว่า 150 ลำโจมตีเป้าหมายทางทหารทั่วนอร์เทิร์นเวเนซุเอลา รวมถึงฐานทัพ Fort Tiuna และสนามบิน La Carlota 1 เพื่อทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ เปิดทางให้เฮลิคอปเตอร์ของหน่วย 160th Special Operations Aviation Regiment นำกำลัง Delta Force และทีมช่วยเหลือตัวประกันของ FBI บุกเข้าจับกุมตัวนายมาดูโรและนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยา ถึงห้องนอนในทำเนียบ 6

ภาพที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ลงใน Truth Social เป็นภาพของนายมาดูโรในสภาพถูกปิดตา สวมหูฟังตัดเสียง ใส่ชุดวอร์ม Nike Tech Fleece สีเทา และถือขวดน้ำพลาสติก บนเรือ USS Iwo Jima 1 ภาพนี้มิใช่เพียงหลักฐานการจับกุม แต่เป็น "ปฏิบัติการจิตวิทยา" (Psychological Operation) ที่มุ่งทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสถานะประธานาธิบดีของมาดูโรอย่างสิ้นเชิง เป็นการส่งสารไปยังผู้นำทั่วโลกว่า "ไม่มีใครปลอดภัย" จากเงื้อมมือของพญาอินทรี

2.3 ข้อถกเถียงทางกฎหมาย: ความยุติธรรมหรือการล่าอาณานิคมใหม่?

การจับกุมครั้งนี้อ้างอิงอำนาจตามคำฟ้อง (Indictment) ของศาลแขวงนิวยอร์กใต้ ในข้อหา "นาร์โค-เทอเรอริซึม" 1 ซึ่งทางสหรัฐฯ มองว่าเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement Operation) ที่มีความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ประชาคมโลกส่วนใหญ่มองเห็นต่างออกไป

เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "บรรทัดฐานที่อันตราย" (Dangerous Precedent) 1 เพราะหากยอมรับว่ากฎหมายภายในของประเทศหนึ่งสามารถใช้อำนาจจับกุมประธานาธิบดีของอีกประเทศหนึ่งได้ หลักการ "ความเสมอภาคของรัฐ" (Sovereign Equality) ตามกฎบัตรสหประชาชาติก็จะล่มสลายลงทันที นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะ "บริหารประเทศ" (Run the country) และกล่าวถึงน้ำมันของเวเนซุเอลาว่า "เราน่าจะยึดมันไว้ทั้งหมด" 1 ยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่อง "ลัทธิล่าอาณานิคมทางทรัพยากร" (Resource Colonialism)

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบท่าทีนานาชาติต่อการจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร

กลุ่มประเทศ / ภูมิภาคท่าทีหลักวาทกรรมสำคัญ / การกระทำแหล่งข้อมูล
สหรัฐอเมริกา (ฝ่ายบริหาร)สนับสนุนเต็มที่ / ผู้ชนะ"เราจะบริหารประเทศ... และทำให้น้ำมันไหลมาเทมา" (Trump)6
ละตินอเมริกา (บราซิล, เม็กซิโก)ประณามรุนแรง"การข้ามเส้นที่ยอมรับไม่ได้", "ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง"9
ยุโรป (EU, UK, เยอรมนี)สนับสนุนอย่างระมัดระวังเรียกร้องให้ "ยับยั้งชั่งใจ" แต่ยืนยันว่ามาดูโรขาดความชอบธรรม9
มหาอำนาจตะวันออก (จีน, รัสเซีย)คัดค้านหัวชนฝา"พฤติกรรมความเป็นเจ้าโลก" (Hegemonic acts), "การรุกรานด้วยอาวุธ"9
อาเซียน (ไทย, มาเลเซีย)สงวนท่าที / เรียกร้องสันติเรียกร้องให้ยึดมั่นในกฎบัตร UN และแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี12

ท่ามกลางความขัดแย้งที่เสี่ยงจะลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคนี้เอง ที่บทบาทของผู้นำทางความคิดจากประเทศขนาดกลางอย่างประเทศไทย และแนวคิดสันติวิธีเชิงพุทธของ ดร.นิยม เวชกามา เริ่มฉายแสงในฐานะ "ทางเลือกที่สาม"


3. ดร.นิยม เวชกามา: จากสกลนครสู่เวทีโลก

ก่อนจะวิเคราะห์ถึงแนวคิด จำเป็นต้องทำความรู้จักกับ "ผู้ส่งสาร" ดร.นิยม เวชกามา มิใช่นักการทูตอาชีพ แต่เป็นนักการเมืองที่เติบโตมาจากฐานรากของสังคมไทย ผสมผสานกับความเป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนา ทำให้มุมมองของท่านมีความเป็นเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงระหว่าง "โลกทางโลก" และ "โลกทางธรรม"

3.1 ภูมิหลังและรากฐานทางความคิด

ดร.นิยม เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ที่อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร 14 พื้นเพจากภาคอีสานซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงและมีความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ได้หล่อหลอมตัวตนของท่าน ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาพุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 14 ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้แนวคิดทางการเมืองของท่านมีรากฐานมาจากหลักธรรมทางจิตวิทยาพุทธศาสตร์

ในบทบาททางการเมือง ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนครหลายสมัยสังกัดพรรคเพื่อไทย และดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4 บทบาทของท่านมักจะเกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิของคนยากจน การเรียกร้องความเป็นธรรม และการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่อยู่ข้าง "ผู้เปราะบาง" (Vulnerable Populations) เสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายในสภาเรื่องการจัดสรรงบประมาณวัคซีนโควิด-19 ที่ท่านกล้าวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานที่ล้มเหลวในการดูแลชีวิตประชาชน 15

3.2 Sweden World Peace Award 2025: เกียรติยศแห่งสันติภาพ

ในเดือนพฤษภาคม 2025 ก่อนหน้าวิกฤตการณ์เวเนซุเอลาเพียงครึ่งปี ดร.นิยม ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเดินทางไปรับรางวัล World Peace Award ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน 4 งานดังกล่าวมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง:

  1. สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งสันติภาพ: พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่ Stockholm Concert Hall ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ใช้จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล (Nobel Prize) ในทุกๆ ปี 4 การที่ดร.นิยมได้ขึ้นเวทีนี้ เป็นการยกระดับสถานะของนักสันติวิธีจากเอเชียให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล

  2. ความเชื่อมโยงกับสถาบัน: ผู้มอบรางวัลคือ Lysandre C. Seraidaris บุตรชายของพระอาจารย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 4 สิ่งนี้สร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ให้กับดร.นิยม ทั้งในมิติสากลและมิติประวัติศาสตร์ไทย

  3. การแต่งตั้งเป็นทูตสันติภาพ: ดร.นิยม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "เอกอัครราชทูตสันติภาพประจำประเทศไทย" (Ambassador of Peace) 4 ซึ่งมาพร้อมกับภารกิจในการนำหลักการของปฏิญญาสตอกโฮล์มมาขับเคลื่อนจริง

3.3 ปฏิญญาสตอกโฮล์ม (Stockholm Declaration): พิมพ์เขียวเพื่อโลกใหม่

หัวใจสำคัญของการรับรางวัลครั้งนี้คือการร่วมลงนามและประกาศใช้ "World Peace Declaration – Stockholm" ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2025 5 ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 8 ประการ ที่กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิพากษ์และเสนอทางออกให้กับวิกฤตการณ์โลก:

  1. การปฏิบัติด้วยศรัทธา สันติ และความรัก (Practicing Faith, Peace, and Love): เป็นรากฐานของความสามัคคี

  2. การขจัดความรุนแรงและความขัดแย้ง (Eliminating Violence and Conflict): ในทุกระดับ ตั้งแต่ปัจเจกบุคคลไปจนถึงระดับชาติ

  3. การโอบรับความหลากหลาย (Embracing Diversity): มองความแตกต่างเป็นความงดงาม ไม่ใช่ชนวนขัดแย้ง

  4. การเสริมพลังคนรุ่นใหม่ (Empowering the Next Generation): สร้างทูตสันติภาพรุ่นเยาว์

  5. การสนับสนุนประชากรกลุ่มเปราะบาง (Supporting Vulnerable Populations): โดยเฉพาะเด็กและผู้ด้อยโอกาส

  6. การใชาศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ (Harnessing the Arts): ใช้ศิลปะ ดนตรี การทำสมาธิ เป็นเครื่องมือเยียวยา

  7. การปลูกฝังความเมตตาต่อสรรพสัตว์ (Cultivating Compassion for All Beings): ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

  8. การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ (Promoting a Culture of Peace): ที่ก้าวข้ามพรมแดนรัฐชาติ

หลักการทั้ง 8 ข้อนี้ เมื่อนำมาทาบทับกับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา จะเห็นได้ชัดว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับแนวทาง "America First" และ "Peace through Strength" ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยสิ้นเชิง


4. การวิเคราะห์เปรียบเทียบ: สองรางวัลสันติภาพแห่งปี 2025 กับสองทางแพร่งของโลก

ปี 2025 เป็นปีที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโลกได้มอบรางวัลสันติภาพให้กับบุคคลสองท่านที่สะท้อนอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และอุดมการณ์ทั้งสองนี้ได้มาปะทะกันโดยตรงในวิกฤตการณ์เวเนซุเอลา

4.1 รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2025: มาเรีย โครินา มาชาโด (Maria Corina Machado)

คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์มอบรางวัลให้กับ นางมาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ด้วยเหตุผลยกย่อง "การทำงานอย่างไม่ย่อท้อในการส่งเสริมสิทธิประชาธิปไตย... และการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย" 16

  • นัยสำคัญ: รางวัลนี้เป็นการรับรองความชอบธรรมให้กับการต่อสู้ทางการเมือง (Political Struggle) เป็นการส่งสัญญาณว่า "สันติภาพ" ในมุมมองตะวันตก คือปลายทางที่ได้มาหลังจาก "กำจัด" เผด็จการแล้ว แนวคิดนี้สอดรับกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มองว่าการจับกุมมาดูโรคือ "การปลดปล่อย" (Liberation) เพื่อให้ประชาธิปไตย (ในร่างของมาชาโด) ได้เบ่งบาน

  • ผลลัพธ์: การยกย่องมาชาโด กลายเป็นการสร้างความชอบธรรมทางศีลธรรม (Moral Justification) ให้กับสหรัฐฯ ในการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง เพราะสหรัฐฯ อ้างว่าทำเพื่อปกป้องประชาธิปไตยที่โลกยกย่อง

4.2 รางวัล Sweden World Peace Award 2025: ดร.นิยม เวชกามา

ในทางตรงกันข้าม รางวัลที่มอบให้ดร.นิยม เน้นย้ำเรื่อง "การสานเสวนา" (Dialogue), "ความเข้าใจมนุษย์" (Human Understanding), และ "สันติภาพภายใน" (Inner Peace) 4

  • นัยสำคัญ: รางวัลนี้มองว่า "สันติภาพ" คือกระบวนการ (Process) ที่ต้องเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการหักหาญเอาชนะ ดร.นิยมเป็นตัวแทนของแนวคิดที่ว่า การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องไม่ใช้วิธีการที่รุนแรง (Non-violent means) เพราะความรุนแรงจะนำมาซึ่งความรุนแรงระลอกใหม่ (Cycle of Violence)

  • บทวิพากษ์: หากมองผ่านเลนส์ของดร.นิยม การจับกุมมาดูโร แม้จะอ้างเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตย แต่กระบวนการที่ใช้นั้นขัดแย้งกับหลักการสันติภาพอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการสร้างความอับอาย (Humiliation) และความโกรธแค้น ซึ่งขัดกับหลัก "การปลูกฝังความเมตตา" (Principle 7)

ตารางที่ 2: การเปรียบเทียบกระบวนทัศน์สันติภาพ 2 รูปแบบในปี 2025

หัวข้อเปรียบเทียบNobel Peace Model (Machado / US Support)World Peace Award Model (Wechagama)
จุดเน้น (Focus)การเปลี่ยนแปลงระบอบ (Regime Change)การเปลี่ยนผ่านจิตสำนึก (Consciousness Shift)
วิธีการ (Methodology)การต่อสู้, การกดดัน, การแทรกแซง, การคว่ำบาตรการสานเสวนา, การทูตวัฒนธรรม, สันติวิธี, เมตตาธรรม
มุมมองต่อศัตรูศัตรูคือ "ปัญหา" ที่ต้องกำจัด (Elimination)ศัตรูคือ "เพื่อนมนุษย์" ที่หลงผิด (Compassion)
เป้าหมายสูงสุดประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy)สังคมสันติสุขและเกื้อกูล (Harmonious Society)
ความยั่งยืนต่ำ (เสี่ยงต่อสงครามกลางเมืองและการต่อต้าน)สูง (สร้างรากฐานจากความเข้าใจและความไว้วางใจ)

5. กรอบทฤษฎี: สันติวิธีเชิงพุทธ (Buddhist Peace Theory) กับการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์โลก

จากการวิเคราะห์งานวิชาการและบทบาทของ ดร.นิยม พบว่าท่านไม่ได้ใช้เพียงสามัญสำนึกทางการเมือง แต่ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาพุทธศาสนาในการมองปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งสามารถอธิบายปรากฏการณ์เวเนซุเอลาได้ลึกซึ้งกว่ากรอบคิดแบบตะวันตก

5.1 อหิงสา (Ahimsa) กับกรรมวิบากของการแทรกแซง

หลักการพื้นฐานที่สุดที่ ดร.นิยม ยึดถือคือ อหิงสา หรือการไม่เบียดเบียน 19 ในบริบทของปฏิบัติการ Absolute Resolve การทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐาน การสังหารทหาร และการบุกรุกเคหสถาน ถือเป็นการละเมิดหลักอหิงสาอย่างชัดเจน

ในทางพุทธศาสนา การกระทำ (กรรม) ย่อมส่งผล (วิบาก) ดร.นิยมมักเตือนสติสังคมเสมอว่า การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงจะสร้าง "วงจรอุบาทว์" สหรัฐฯ อาจจะชนะในเชิงยุทธวิธี (จับกุมมาดูโรได้) แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ ได้สร้าง "เจ้ากรรมนายเวร" (Karmic Enemies) ขึ้นมาใหม่ ความโกรธแค้นของชาวเวเนซุเอลาฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล และความหวาดระแวงของนานาชาติ จะย้อนกลับมาทำร้ายสหรัฐฯ ในรูปแบบของความไม่มั่นคงในอนาคต เช่น การก่อการร้าย หรือการรวมตัวต่อต้านของกลุ่มประเทศ Global South

5.2 ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination): การมองปัญหาเชิงโครงสร้าง

ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างวาทกรรมว่า "มาดูโรคือต้นตอของปัญหาทั้งหมด" (Maduro is the root cause) แนวคิดพุทธสันติวิธีมองผ่านกฎ ปฏิจจสมุปบาท คือ "สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" (Because of this, that arises) 20

ดร.นิยม และนักคิดแนวพุทธสันติวิธี จะมองว่าวิกฤตเวเนซุเอลาไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เกิดจากปัจจัยที่อิงอาศัยกัน (Interdependent factors) อาทิ:

  • ความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลก

  • การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่บีบคั้นประชาชนจนยากจน 22

  • การบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาลเวเนซุเอลา

  • ความแตกแยกทางการเมืองภายใน

ดังนั้น การ "ตัดตอน" ด้วยการจับกุมมาดูโร จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่เหตุปัจจัย (Root Cause) แต่เป็นการจัดการที่ปลายเหตุ ซึ่งจะไม่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน (Sustainable Peace) หากโครงสร้างความรุนแรงทางเศรษฐกิจและการเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไข การเปลี่ยนตัวผู้นำก็เป็นเพียงการเปลี่ยน "ตัวละคร" ในโศกนาฏกรรมเดิม

5.3 มัชฌิมาปฏิปทา (Middle Way) ทางการทูต

ท่าทีของไทยต่อวิกฤตการณ์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.นิยม คือการยึด ทางสายกลาง 12 ไม่สุดโต่งไปทางสนับสนุนการแทรกแซง (Extreme of Intervention) และไม่สุดโต่งไปทางเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน (Extreme of Indifference)

ดร.นิยม ในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีส่วนในการผลักดันให้ไทยแสดงจุดยืนที่ "เป็นมิตรกับทุกฝ่ายแต่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด" (Friends with all, allied with none in conflict) โดยเน้นย้ำเรื่องการเจรจาและการเคารพกฎกติการะหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนหลักการทูตที่ใช้ปัญญา (Wisdom-based Diplomacy) มากกว่าการใช้อำนาจ (Power-based Diplomacy)


6. บทบาทของไทยและ ดร.นิยม ในการขับเคลื่อน "พุทธการทูต" (Buddhist Diplomacy)

ท่ามกลางพายุฝุ่นตลบของภูมิรัฐศาสตร์โลก ดร.นิยม เวชกามา ได้ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและศาสนาของไทยในการสร้างพื้นที่สำหรับการเจรจาและสร้างความเข้าใจ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Soft Power ที่ทรงพลัง

6.1 จากนโยบายในประเทศสู่เวทีโลก

ดร.นิยม ไม่ได้จำกัดบทบาทของตนเองอยู่เพียงการเมืองท้องถิ่น ข้อมูลระบุถึงบทบาทของท่านในการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากจีนมาประดิษฐานในไทย และการต้อนรับผู้นำระดับสูง 23 กิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็น Buddhist Diplomacy ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ในขณะเดียวกัน การที่ท่านได้รับรางวัลจากสวีเดน (ประเทศตะวันตก) ก็แสดงให้เห็นว่าท่านสามารถเป็น "สะพานเชื่อม" (Bridge Builder) ระหว่างตะวันออกและตะวันตกได้

ในกรณีเวเนซุเอลา ซึ่งจีนและรัสเซียมีท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ อย่างมาก ไทยซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองขั้วอำนาจ โดยมีบุคคลอย่าง ดร.นิยม ที่มีความชอบธรรมทางจริยธรรม (Moral Legitimacy) จากรางวัลระดับโลก สามารถเล่นบทบาท "คนกลาง" หรือผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา (Facilitator) เพื่อลดระดับความรุนแรงได้

6.2 การประยุกต์ใช้หลักการ "Stockholm Declaration" กับวิกฤตการณ์

หากพิจารณาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามแนวทางของ ดร.นิยม เพื่อแก้ปัญหานี้ จะพบแนวทางที่น่าสนใจ:

  • Principle 2 (Eliminate Violence): ไทยควรเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมและถอนกำลังรบออกจากน่านน้ำเวเนซุเอลาทันที เพื่อเปิดทางสู่การเจรจา

  • Principle 5 (Support Vulnerable Populations): แทนที่จะส่งอาวุธหรือทหารเข้าไป "บริหารประเทศ" ประชาคมโลกควรระดมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อาหาร และยา เข้าไปช่วยเหลือชาวเวเนซุเอลาที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีและการคว่ำบาตร โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนใคร

  • Principle 4 (Empower Next Generation): การสร้างสันติภาพในระยะยาว ต้องเริ่มจากการฟื้นฟูจิตใจเยาวชนเวเนซุเอลาที่เติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้ง ให้พวกเขาไม่รับมรดกความเกลียดชัง (Hatred Heritage) ต่อสหรัฐฯ หรือฝ่ายตรงข้าม


7. บทสรุป: ชัยชนะทางยุทธวิธี vs ความพ่ายแพ้ทางศีลธรรม

ปฏิบัติการจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรในเดือนมกราคม 2026 อาจถูกบันทึกในประวัติศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ ว่าเป็นความสำเร็จอันงดงามของการวางแผนและการปฏิบัติการที่เฉียบขาด แต่ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งสันติภาพโลก เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพครั้งใหญ่

การวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของ ดร.นิยม เวชกามา และรางวัล Sweden World Peace Award 2025 ชี้ให้เห็นว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากปลายกระบอกปืน หรือการบังคับขู่เข็ญ (Coercion) สหรัฐฯ อาจยึดครองทำเนียบมิราฟลอเรสได้ แต่ไม่สามารถยึดครอง "ใจ" ของประชาชนและประชาคมโลกได้ด้วยความกลัว

ดร.นิยม และปฏิญญาสตอกโฮล์ม ได้เสนอทางเลือกที่กล้าหาญยิ่งกว่าการส่งหน่วยรบพิเศษ นั่นคือความกล้าหาญที่จะ "วางอาวุธและหันหน้าเข้าหากัน" ความกล้าหาญที่จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวศัตรู และความกล้าหาญที่จะเชื่อว่าโลกสามารถสงบสุขได้ด้วยความเมตตา ไม่ใช่อำนาจ

บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา จึงมิใช่เพียงนักการเมืองท้องถิ่นหรือนักวิชาการพุทธศาสนา แต่คือรัฐบุรุษผู้ถือคบเพลิงแห่งปัญญา (Torch of Wisdom) ท่ามกลางความมืดมิดของลัทธิอำนาจนิยม ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ อย่างไทย แต่ด้วยพลังแห่ง Soft Power ทางวัฒนธรรมและหลักธรรมที่ลึกซึ้ง เราสามารถเสนอทางรอดให้กับโลกที่กำลังบ้าคลั่งด้วยสงครามได้

ในท้ายที่สุด บทเรียนจากกรณีมาดูโรและดร.นิยม คือข้อเตือนใจว่า "ผู้ที่ชนะด้วยดาบ อาจครองแผ่นดินได้ แต่ผู้ที่ชนะด้วยธรรม เท่านั้นที่จะครองสันติภาพได้อย่างยั่งยืน"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อไทยงัด “ประชานิยมเชิงโครงสร้าง” สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 วิเคราะห์ยุทธศาสตร์พัฒนาร้อยเอ็ด จากทุ่งกุลาร้องไห้สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรอีสาน

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวน เศรษฐกิจฐ...