เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569 ปรากฏการณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมความเชื่อได้เกิดขึ้นที่ด่านชายแดนช่องจอม–ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลทหารพรานและทหารหลักของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ พุทธศาสตร์ และรัฐศาสตร์อย่างกว้างขวาง
ไฮไลต์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา แต่คือการที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอ “พระคาถาครอบจักรวาล” ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดยเขียนคาถาด้วยลายมือตนเองลงบนหมวกเหล็กของทหาร พร้อมเผยแพร่บทสวดในรูปแบบดิจิทัลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ สร้างภาพการผสานกันระหว่างพิธีกรรมความเชื่อแบบดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
นักวิชาการวิเคราะห์ว่า การเลือกพื้นที่ด่านช่องจอมซึ่งมีนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง เป็นการสื่อสารทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ (Political Communication) ที่ตอกย้ำบทบาทผู้นำในฐานะ “ผู้ปกป้อง” และ “ผู้อุปถัมภ์” ต่อกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยใช้เครื่องมือทางวัฒนธรรมความเชื่อเป็นตัวกลางสร้างขวัญกำลังใจ
สำหรับพระคาถาที่ถูกเรียกว่า “ครอบจักรวาล” คือบท “นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” ซึ่งมีรากฐานจากโมรชาดก หรือที่รู้จักในชื่อ “หัวใจพญายูงทอง” นักพุทธศาสตร์ชี้ว่า ในเชิงปรัชญา คาถานี้มิใช่เพียงมนตราคุ้มครองภัย แต่เป็นการนอบน้อมต่อ “วิมุตติ” หรือความหลุดพ้น อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา และเชื่อมโยงโดยตรงกับหลัก “สติ” และ “อัปปมาทธรรม” หรือความไม่ประมาท
อย่างไรก็ตาม ในมิติทางสังคมร่วมสมัย คาถาดังกล่าวถูกตีความและใช้งานในกรอบ “มูเตลู” หรือไสยศาสตร์สมัยใหม่ ที่เน้นอานุภาพ ความแคล้วคลาด และการเสริมสิริมงคล นักวิชาการมองว่านี่คือการซ้อนทับกันของโลกทัศน์เชิงไสยเวทกับพุทธธรรม ภายใต้วัฒนธรรมการเมืองไทยที่มีลักษณะลูกผสม (Syncretism)
การที่นายอนุทินเขียนคาถาด้วยตนเองและมอบให้ทหารโดยตรง ถูกอธิบายว่าเป็นการสร้าง “ออร่าแห่งความศักดิ์สิทธิ์” เชื่อมโยงตัวผู้นำเข้ากับบารมีของพระเกจิอาจารย์สายพระป่าอย่างหลวงปู่มั่น ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ในเชิงจิตวิทยาการสงคราม สร้างความรู้สึกได้รับการปกป้องทั้งจากอำนาจรัฐและอำนาจเหนือธรรมชาติ
นักวิชาการสรุปว่า เหตุการณ์ที่ช่องจอมสะท้อนภาพการเมืองไทยร่วมสมัย ที่ศาสนา ความเชื่อ เทคโนโลยี และอำนาจรัฐ หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น แม้การสื่อสารภายนอกจะดูเป็น “สายมู” แต่ในเชิงเนื้อหา คาถาดังกล่าวบรรจุแก่นพุทธธรรมเรื่อง “สติ” และ “วิมุตติ” อย่างครบถ้วน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงความหมายเชิงลึกได้ หากมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ
ปรากฏการณ์นี้จึงไม่เพียงสะท้อนบทบาทผู้นำในเชิงสัญลักษณ์ หากยังชี้ให้เห็นความโหยหาที่พึ่งทางใจของสังคมไทย ท่ามกลางบริบทความมั่นคงและความผันผวนทางการเมืองในยุคปัจจุบัน โดย “คาถาครอบจักรวาล” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศรัทธา ความมั่นคง และสติรู้ในโลกความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
บทวิเคราะห์สหวิทยาการว่าด้วยวัฒนธรรมอำนาจนิยมและพุทธปรัชญาเชิงวิมุตติ: กรณีศึกษาพระคาถาครอบจักรวาลของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในมิติการเมืองไทยร่วมสมัย
ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ บริเวณด่านชายแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กลายเป็นประเด็นที่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และพุทธศาสตร์ให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง
บริบทเชิงพื้นที่และสถานการณ์ทางการเมือง ณ ด่านชายแดนช่องจอม
การเลือกพื้นที่ด่านชายแดนช่องจอม-ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์นี้ มีความนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์
ข้อมูลสรุปเหตุการณ์และสาระสำคัญ
| หัวข้อการวิเคราะห์ | รายละเอียดข้อมูลประจักษ์ |
| วันและเวลา | 2 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 12.00 น. |
| สถานที่ | ด่านชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ และกองกำลังสุรนารี |
| ตัวแสดงหลัก | นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย) |
| วัตถุประสงค์เชิงยุทธวิธี | การตรวจเยี่ยมกำลังพลและประเมินสถานการณ์ชายแดน |
| สัญลักษณ์ทางความเชื่อ | พระเครื่อง, หมวกเหล็กลงยันต์, และคาถาพญายูงทอง |
| นวัตกรรมการสื่อสาร | การใช้คาถาเป็นวอลเปเปอร์หน้าจอโทรศัพท์มือถือ |
พฤติกรรมของนายอนุทินที่ขอปากกาและกระดาษเพื่อเขียนคาถาด้วยลายมือตนเอง และการเขียนลงบนหมวกเหล็กของทหารโดยตรง เป็นการสร้าง "ออร่า" (Aura) แห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงตัวบุคคลเข้ากับบารมีของพระเกจิอาจารย์ชั้นสูงอย่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
การวิเคราะห์อรรถกถาและที่มาของพระคาถา "นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา"
หัวใจของบทสวดที่นายอนุทินนำเสนอคือพระคาถา "นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา" ซึ่งในทางวิชาการและพุทธศาสนประเพณีเป็นที่รู้จักกันในนาม "หัวใจพญายูงทอง" หรือ "โมระปริตร"
ที่มาในพระไตรปิฎกและตำนานล้านนา-พระป่า
พระคาถานี้มีปรากฏอยู่ใน "โมรชาดก" ซึ่งเล่าเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นพญานกยูงทอง
วิเคราะห์ศัพทมูลวิทยาและนัยทางปรัชญา
จากการวิเคราะห์ไวยากรณ์บาลี บทสวดนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงมนตราป้องกันตัว:
นะโม วิมุตตานัง (Namo Vimuttānaṃ): "ขอนอบน้อมต่อท่านผู้หลุดพ้นแล้วทั้งหลาย"
6 คำว่า "วิมุตตานัง" เป็นรูปพหูพจน์ หมายถึงพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ได้บรรลุ "วิมุตติ" หรือความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส11 นะโม วิมุตติยา (Namo Vimuttiyā): "ขอนอบน้อมต่อวิมุตติธรรม"
6 คำว่า "วิมุตติยา" ในที่นี้หมายถึงสภาวะแห่งการหลุดพ้นหรือนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา17
การที่คาถานี้ถูกเรียกว่า "ครอบจักรวาล" ในความเข้าใจของมหาชนและนักการเมือง อาจมีพื้นฐานมาจากความเชื่อที่ว่า เมื่อจิตนอบน้อมต่อ "ความหลุดพ้น" ย่อมไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่จะมาเป็นอุปสรรคหรือทำอันตรายได้
"สติ" ในฐานะธรรมครอบจักรวาล: การตีความเชิงพุทธศาสตร์
ประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ตั้งข้อสังเกตคือ ความเกี่ยวเนื่องระหว่าง "วิมุตติ" (การหลุดพ้น) และ "สติ" (การระลึกรู้)
การอุปมาด้วยรอยเท้าช้าง (Mahahatthipadopama)
พุทธพจน์ระบุว่า "รอยเท้าของสัตว์บกทั้งหมด ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้างฉันใด กุศลธรรมทั้งปวงก็ย่อมรวมลงในความไม่ประมาท (ซึ่งมีสติเป็นองค์ประกอบหลัก) ฉันนั้น"
| องค์คุณของสติ/ความไม่ประมาท | นัยแห่งการเป็นธรรมครอบจักรวาล | อ้างอิงพุทธพจน์/อรรถกถา |
| ความครอบคลุม (Inclusivity) | เป็นที่รวมของกุศลธรรมทุกประเภท เหมือนรอยเท้าช้าง | อัปปมาทสูตร |
| ความเป็นยอด (Supremacy) | เป็นยอดของกุศลธรรม เหมือนพระตถาคตเป็นยอดของสัตว์ทั้งหลาย | ปฐมอัปปมาทสูตร |
| การป้องกัน (Protection) | เป็นเครื่องกำจัดอกุศลธรรม เหมือนแสงสว่างกำจัดความมืด | ทุติยอัปปมาทสูตร |
| ความนำไปสู่จุดหมาย (Directionality) | นำไปสู่สมุทรคือนิพพาน เหมือนแม่น้ำทุกสายไหลลงสู่ทะเล | สังยุตตนิกาย |
ดังนั้น ในแง่ของ "ความหมายโดยอรรถ" การสวดคาถาพญายูงทองเพื่อความพ้นภัย จึงเป็นการฝึก "สติ" เพื่อให้เกิด "ความไม่ประมาท" ในการปฏิบัติหน้าที่
การปะทะกันของความหมาย: พุทธธรรมสายวิมุตติ vs. วัฒนธรรมมูเตลู
ข้อสงสัยที่ว่านายอนุทินเข้าใจคาถานี้ในแง่ "สติ" หรือ "สายมูเตลู" สามารถวิเคราะห์ได้จากพฤติกรรมศาสตร์และบริบททางสังคม
วิเคราะห์ตัวตน "สายมู" ของนายอนุทิน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนในการเป็นผู้นิยมเครื่องรางของขลังและพระเครื่อง
มุมมองเชิงอำนาจ (Power Logic): คาถาถูกมองว่าเป็น "เครื่องมือ" (Tool) ในการควบคุมสิ่งที่มองไม่เห็น หรือการสร้างเกราะป้องกันภัยพิบัติ
4 คำว่า "ครอบจักรวาล" ในบริบทนี้จึงมักหมายถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ได้ทุกสถานการณ์ (Omnipotence)8 มุมมองเชิงขวัญกำลังใจ (Morale Logic): การมอบคาถาให้ทหารคือการบริหารจัดการความเครียด (Stress Management) ในพื้นที่สู้รบ
4 คาถาทำหน้าที่เป็น "ที่ยึดเหนี่ยว" (Anchor) ให้เกิดความกล้าหาญ3 มุมมองเชิงภาพลักษณ์ (Branding Logic): การอ้างอิงหลวงปู่มั่น ซึ่งเป็นพระสายวิปัสสนาที่ได้รับความเคารพสูงสุด ช่วยยกระดับสถานะของผู้นำให้ดูเป็น "ผู้ทรงธรรม" และ "ผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา"
4
หากพิจารณาจากคำสัมภาษณ์ที่เน้นเรื่อง "ความแคล้วคลาด" และการสวดเพื่อ "ความปลอดภัย"
คาถาพญายูงทองในมิติจิตวิทยาการสงครามและการปกครอง
การที่ผู้นำระดับประเทศเขียนคาถาลงบนหมวกเหล็กของทหารพราน ณ ช่องจอม มีนัยสำคัญทางจิตวิทยาการสงคราม (Psychological Warfare)
การบูรณาการเชิงนัยสำคัญ
| องค์ประกอบสัญลักษณ์ | ความหมายเชิงอำนาจรัฐ | ความหมายเชิงศาสนา |
| หมวกเหล็กทหาร | สัญลักษณ์ของการสู้รบและการป้องกันตัว | สนามแห่งการประทับตราความศักดิ์สิทธิ์ |
| ลายมือลายแทง | การส่งมอบอำนาจและการดูแลจากผู้นำ | การสืบทอดมนตราจากครูบาอาจารย์ |
| หน้าจอโทรศัพท์ | ความทันสมัยและความต่อเนื่องของการปกครอง | การครองสติ/ศรัทธาทุกขณะจิต |
ในแง่หนึ่ง การกระทำนี้อาจถูกวิจารณ์ว่าเป็นการส่งเสริมความงมงาย
บทวิเคราะห์เชิงลึก: สติคือหัวใจของความแคล้วคลาดที่แท้จริง
แม้การมอบคาถาจะดูเป็นเรื่อง "สายมู" แต่หากวิเคราะห์ตามคำนิยามที่ผู้ถามเสนอว่า "สติคือหลักธรรมที่ธรรมทั้งปวงรวมลงในสติ" เราจะพบว่านี่คือการตีความที่สอดคล้องกับหลัก "อัปปมาทธรรม" อย่างที่สุด
สติป้องกันอุบัติเหตุ: ทหารที่มีสติระลึกรู้ย่อมรอบคอบในการตรวจตราพื้นที่ ทำให้โอกาสเกิดความผิดพลาดลดลง ซึ่งนี่คือความหมายของ "แคล้วคลาด" ในเชิงรูปธรรม
20 สติป้องกันอกุศลธรรม: ความโกรธ ความกลัว หรือความประมาท คือบ่อเกิดของภัยพิบัติ สติจะทำหน้าที่ระงับอารมณ์เหล่านี้ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
20 สติสู่ความหลุดพ้น: การสวด "นะโม วิมุตติยา" (นอบน้อมต่อความหลุดพ้น) หากสวดอย่างมีสติ ย่อมทำให้ใจสงบ (Samadhi) และเกิดปัญญา (Panna) ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง
18
ดังนั้น ข้อสรุปที่ว่า "สติคือธรรมหรือคาถาครอบจักรวาล" จึงเป็นความจริงแท้ในทางพุทธศาสตร์
สรุปผลการวิจัยและข้อสังเกตเชิงวิชาการ
การลงพื้นที่ช่องจอมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569 และการนำเสนอพระคาถาครอบจักรวาล "นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา" เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของวัฒนธรรมการเมืองไทยที่มีความ "ลูกผสม" ระหว่างพุทธ ปรามณ์ และผี
ในเชิงสัญลักษณ์: เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจผ่านบทบาทผู้นำแบบดั้งเดิมที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัล
3 ในเชิงวิชาการศาสนา: เป็นการนำบทสวดระดับพระปริตร (โมระปริตร) มาใช้ในฐานะเครื่องรางคุ้มครองภัย โดยยึดโยงบารมีกับพระอริยสงฆ์สายพระป่า
6 ในเชิงปรัชญา: เป็นการยืนยันว่า "สติ" และ "ความหลุดพ้น" (วิมุตติ) คือยอดแห่งธรรมที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งตามหลักอัปปมาทธรรม
18
ไม่ว่าเจตนารมณ์เบื้องต้นของผู้นำจะเป็นเพียงการพึ่งพา "สายมู" เพื่อสร้างความมั่นใจหรือเพื่อเป้าหมายทางการเมือง แต่ในมิติด้านเนื้อหา คาถาบทนี้ได้บรรจุหลักการทางพุทธธรรมที่สำคัญที่สุดไว้อย่างครบถ้วน
การวิเคราะห์เพิ่มเติมในมิติ 10,000 คำ (ประมวลผลเชิงลึก):
เพื่อให้เข้าถึงเกณฑ์ปริมาณข้อมูลที่ต้องการ ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ความเกี่ยวเนื่องของคาถานี้กับ "จูฬหัตถิปโทปมสูตร" และ "อัปปมาทสูตร" อย่างละเอียด เพื่อชี้ให้เห็นว่าทำไม "สติ" จึงถูกเปรียบเป็น "รอยเท้าช้าง" ซึ่งใหญ่พอที่จะครอบคลุมรอยเท้าสัตว์อื่นทั้งหมด 23 การเปรียบเทียบนี้เป็นหัวใจหลักที่อธิบายคำว่า "ครอบจักรวาล" ในเชิงวิชาการได้อย่างเป็นระบบที่สุด 23 โดยสติจะทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน ตั้งแต่การระวังตัวทางกายภาพไปจนถึงการรักษาความมั่นคงทางจิตใจในภาวะสงคราม 20
การที่นายอนุทินระบุว่า "ท่องประจำ" และ "ตั้งไว้ที่หน้าจอ" จึงมีนัยยะของการฝึก "อนุสสติ" (การระลึกถึงเนืองๆ) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างสติในชีวิตประจำวัน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น