วิเคราะห์นโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เกี่ยวกับมูเตลู: จากความศรัทธาสู่ยุทธศาสตร์เชิงนโยบายและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สภาวการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในช่วงรอยต่อก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการนำเอา "มูเตลู" หรือวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโชคลาง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการสื่อสารนโยบายและการสร้างความนิยมทางการเมือง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความงมงายส่วนบุคคล แต่ได้วิวัฒนาการสู่การเป็น "เศรษฐกิจสายมู" (Mu-conomy) และกลไกเชิงอำนาจละมุน (Soft Power) ที่พรรคการเมืองทุกระดับตั้งแต่นักเสรีนิยมหัวก้าวหน้าไปจนถึงกลุ่มเทคโนแครตและกลุ่มอนุรักษนิยม ต่างหันมาให้ความสำคัญเพื่อช่วงชิงพื้นที่ในใจของประชาชนท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุมเร้า
รากฐานและวิวัฒนาการของมูเตลูในฐานะตัวแปรทางการเมืองและเศรษฐกิจ
มูเตลูในยุคปี 2568-2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพิธีกรรมในวัดหรือการบูชาเครื่องรางของขลังในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ได้ปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลอย่างแนบแน่นผ่านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์ จนเกิดเป็นพฤติกรรม "สายมูดิจิทัล" ที่เข้าถึงสินค้าและบริการด้านความเชื่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ความสำคัญของมูเตลูต่อเศรษฐกิจไทยสามารถพิจารณาได้จากอัตราการเติบโตของนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจความเชื่อ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากกิจการครัวเรือนสู่ระบบธุรกิจที่เป็นทางการมากขึ้น ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงให้เห็นถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี 2562 ถึง 2566 ดังนี้
| ปี พ.ศ. | รายได้รวมของธุรกิจกลุ่มโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ (ล้านบาท) | อัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 |
| 2562 | 24.28 | - |
| 2565 | 152.03 | +526.15% |
| 2566 | 231.00 | +851.40% |
นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2568 มีนิติบุคคลจดทะเบียนในกลุ่มนี้ถึง 167 ราย โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 181.75 ล้านบาท
พรรคประชาชนกับการสังเคราะห์วัฒนธรรมในพื้นที่ภาคอีสาน: กรณีศึกษาการลงพื้นที่โคราช
พรรคประชาชน (People's Party) ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ "เท้ง" หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ได้นำเสนอแนวทางการหาเสียงที่น่าสนใจในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะในจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ซึ่งเป็นสนามการเลือกตั้งที่มีความซับซ้อนและมีความเป็น "บ้านใหญ่" สูง
การสลายกำแพงความแปลกแยกผ่านพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์
ยุทธศาสตร์การเข้าหาชาวโคราชของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เน้นการใช้ "สัญลักษณ์ทางความเชื่อ" เพื่อสื่อสารความเป็นพวกเดียวกันและการให้เกียรติต่ออัตลักษณ์พื้นที่ กิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) และการลอดประตูชุมพล ซึ่งมีความหมายทางจิตวิทยาการเมืองอย่างลึกซึ้ง
การสักการะย่าโม: ย่าโมไม่ได้เป็นเพียงวีรสตรีในประวัติศาสตร์ แต่เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณและความสามัคคีของคนโคราช การที่ผู้นำพรรคประชาชนเข้าสักการะย่าโมเป็นการแสดงความกตัญญูและยอมรับในคุณค่าดั้งเดิมของพื้นที่ ซึ่งช่วยบรรเทาความรู้สึกที่ว่าพรรคต้องการทำลายจารีต (Disruption) ที่ชาวบ้านยึดถือ
6 การลอดประตูชุมพล: ตามความเชื่อพื้นถิ่น การลอดประตูชุมพลคือการขออนุญาตเป็นส่วนหนึ่งของเมือง การที่แกนนำพรรคเข้าร่วมกิจกรรมนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็น "การมูแบบเนียนๆ" เพื่อสร้างความรู้สึกไว้วางใจ (In-group feeling) ให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับนักการเมืองที่เข้าถึงง่ายและเคารพในจิตวิญญาณท้องถิ่น
6
การปรับตัวดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการละทิ้งอุดมการณ์เสรีนิยม แต่เป็นการปรับเปลี่ยน "วิธีการสื่อสาร" โดยใช้มูเตลูเป็นสื่อกลางเพื่อเปิดทางให้พรรคสามารถนำเสนอนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการแก้ปัญหากลุ่มทุนสีเทา ภายใต้สโลแกน "มีส้มไม่มีเทา"
การปะทะกันของกระบวนทัศน์: นโยบายก้าวหน้ากับอำนาจบ้านใหญ่
ในสมรภูมิอีสาน พรรคประชาชนพยายามนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ฐานราก (Pain-points) เช่น สิทธิที่ดินทำกินและการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นประเด็นที่บ้านใหญ่หรือกลุ่มการเมืองเดิมครองอำนาจผ่านระบบอุปถัมภ์มาอย่างยาวนาน
พรรคโอกาสใหม่: การบริหารจัดการมูเตลูผ่านเลนส์เทคโนแครตและนักบริหาร
ในอีกขั้วหนึ่งของสนามการเลือกตั้ง 2569 พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) นำโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและอดีตข้าราชการระดับสูง ได้นำเสนอแนวทางที่แตกต่างออกไป
นโยบายเกี่ยวกับมูเตลูของพรรคโอกาสใหม่ไม่ได้มุ่งเน้นที่ตัวบุคคลหรือพิธีกรรมเป็นหลัก แต่ถูกบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว" ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก 14 ด้านของพรรค
ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Mu-conomy ของพรรคโอกาสใหม่
พรรคโอกาสใหม่มองมูเตลูในฐานะ "ทุนทางวัฒนธรรม" ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับสู่สากล โดยมีรายละเอียดการเชื่อมโยงนโยบายดังนี้:
| องค์ประกอบนโยบาย | แนวทางปฏิบัติและเป้าหมายของพรรคโอกาสใหม่ |
| การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม | พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางจิตวิญญาณให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและความสะดวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว (Wellness & Faith Destination) |
| เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | สนับสนุนการสร้าง Storytelling ให้กับความเชื่อท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า (Faith Fashion) และบริการให้มีราคาและคุณค่าสูงขึ้น |
| โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล | ใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมในการส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลวัฒนธรรมและความเชื่อ เพื่อสร้างระบบนิเวศของ Soft Power ที่ตรวจสอบได้และโปร่งใส |
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ชูจุดขายเรื่อง "โอกาสสำหรับทุกคน" โดยมองว่ามูเตลูเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน และเป็นการใช้จุดแข็งด้าน Service Mind ของคนไทยมาสร้างรายได้ใหม่ๆ เข้าประเทศ
การก้าวข้ามความขัดแย้งและนโยบายรัฐสวัสดิการ
พรรคโอกาสใหม่พยายามเสนอตัวเป็น "ทางออก" ของประเทศเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์เพื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย
การใช้มูเตลูของพรรคการเมืองไทยในปี 2569 สามารถจำแนกตามวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของประชาชนในแต่ละกลุ่ม
จิตวิทยาการเมืองของคนแต่ละรุ่นกับสายมู
ความสำเร็จของนโยบายสายมูขึ้นอยู่กับการตอบโจทย์ความต้องการทางจิตวิทยาที่แตกต่างกันไปตามเจเนอเรชัน ซึ่งพรรคการเมืองต้องใช้การสื่อสารที่จำเพาะเจาะจง
กลุ่ม Gen X (กลุ่มผู้รักษาจารีต): สนใจการทำบุญเพื่อสุขภาพและความมั่นคง พรรคที่แสดงออกถึงความกตัญญูต่อสถาบันและความเชื่อดั้งเดิม เช่น พรรคโอกาสใหม่ หรือกิจกรรมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพรรคประชาชน จะได้รับแต้มต่อในแง่ของความน่านับถือ
2 กลุ่ม Gen Y (กลุ่มสร้างตัว): เน้นมูเตลูเพื่อการเงินและการงาน พรรคที่ชูเรื่อง "เศรษฐกิจสายมู" และการสร้างอาชีพจากทุนวัฒนธรรมแบบพรรคเพื่อไทยหรือพรรคโอกาสใหม่จะดึงดูดกลุ่มนี้ได้ดี
2 กลุ่ม Gen Z (กลุ่มสมัยใหม่): นิยมมูเตลูที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ (Minimal Mutelu) และโลกดิจิทัล พรรคประชาชนที่มีภาพลักษณ์เป็น AI Government และการสื่อสารผ่าน Social Media ที่ทันสมัย สามารถใช้ "วอลเปเปอร์สายส้ม" หรือกิจกรรมมูที่สร้างสรรค์เพื่อเข้าถึงกลุ่มนี้ได้โดยไม่เสียความรู้สึกทันสมัย
2
กลยุทธ์การตลาดและการกำหนดราคาความศรัทธา (Muketing)
พรรคการเมืองเริ่มนำหลักการ "Muketing" มาใช้ในการหาเสียง โดยเปลี่ยนจากการประกาศนโยบายที่แห้งแล้ง เป็นการสร้าง "เรื่องราว" (Storytelling) ที่เชื่อมโยงความเชื่อเข้ากับความหวังของผู้คน เช่น การเปลี่ยนเครื่องรางให้เป็นสินค้าแฟชั่น หรือการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แค่การชมความงามแต่คือการไป "รับพลัง"
บทสรุป: อนาคตของมูเตลูในฐานะตัวแปรตัดสินผลการเลือกตั้ง 2569
มูเตลูได้ก้าวผ่านการเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลสู่การเป็น "ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์" ที่มีนัยสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในการเลือกตั้งปี 2569 การลงพื้นที่ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่โคราชเพื่อสักการะย่าโมและลอดประตูชุมพล เป็นบทเรียนที่ชัดเจนของการที่พรรคคนรุ่นใหม่ยอมรับและปรับตัวเข้าหาจิตวิญญาณท้องถิ่นเพื่อมัดใจชาวเมือง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่รออยู่คือ "ความยั่งยืนและความน่าเชื่อถือ" ของนโยบายเหล่านี้ พรรคการเมืองจำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามูเตลูไม่ใช่เพียงฉากหน้าเพื่อการหาเสียง แต่คือส่วนหนึ่งของการเห็นคุณค่าในมนุษย์และการสร้างความสุขทางจิตใจควบคู่ไปกับความเจริญทางวัตถุ หากพรรคการเมืองใดสามารถบูรณาการ "ศรัทธา" เข้ากับ "นโยบายที่ทำได้จริง" ได้อย่างสมดุล พรรคนั้นย่อมมีโอกาสสูงที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และนำพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตสู่โอกาสใหม่ที่ยั่งยืน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น