วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ใครจะถอดบทเรียนให้ คณะสงฆ์ไทยกับภัยน้ำท่วม มหาอุทกภัยปี 2554 สู่ 2568


วิเคราะห์คณะสงฆ์ไทยกับภัยน้ำท่วม: บทเรียนการจัดการมหาอุทกภัยจากปี 2554 สู่ 2568

1. บทนำ: พลวัตของสถาบันสงฆ์ในภูมิทัศน์ภัยพิบัติสมัยใหม่

 


ในท่ามกลางวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยได้เผชิญกับภัยธรรมชาติที่มีความถี่และขนาดที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ "อุทกภัย" ซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักต่อความมั่นคงของมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคม การจัดการภัยพิบัติในบริบทของสังคมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของรัฐและกลไกราชการเท่านั้น แต่ยังมีตัวแสดงทางสังคมที่มีรากฐานหยั่งลึกมายาวนานนั่นคือ "สถาบันสงฆ์" และ "วัด" ซึ่งมีจำนวนกว่า 42,000 แห่งกระจายตัวอยู่ทั่วทุกตำบลและหมู่บ้าน บทบาทของคณะสงฆ์ไทยในการรับมือกับภัยพิบัติได้ผ่านวิวัฒนาการที่น่าสนใจ จากเดิมที่เน้นมิติทางพิธีกรรมและการให้กำลังใจทางจิตวิญญาณ (Spiritual Support) ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำในการจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Disaster Risk Management: CBDRM) อย่างเต็มตัว โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือมหาอุทกภัยปี 2554 ที่เผยให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัด นำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและนโยบายที่ส่งผลสืบเนื่องมาจนถึงวิกฤตการณ์น้ำท่วมปี 2567-2568

รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตดังกล่าว โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยเชิงวิชาการ เอกสารนโยบายของมหาเถรสมาคม และกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ เพื่อถอดบทเรียนสำคัญในการจัดการน้ำท่วมของคณะสงฆ์ไทย การศึกษานี้จะชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากกระบวนทัศน์แบบ "การสงเคราะห์" (Charity) สู่ "การพัฒนาที่ยั่งยืน" (Sustainable Development) ภายใต้กรอบคิด "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) และวิเคราะห์ความท้าทายในเชิงโครงสร้าง พระธรรมวินัย และการบูรณาการร่วมกับภาครัฐ เพื่อเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายสำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้

1.1 บริบทความเปราะบางและช่องว่างการจัดการของรัฐ

สังคมไทยมีลักษณะทางกายภาพที่ตั้งอยู่ในเขตมรสุมและที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทำให้มีความเสี่ยงต่ออุทกภัยโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองที่ไร้ทิศทาง (Unplanned Urbanization) และการบริหารจัดการน้ำที่ขาดเอกภาพได้ซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น มหาอุทกภัยปี 2554 กลไกของรัฐส่วนกลางมักประสบปัญหาความล่าช้าในการเข้าถึงพื้นที่และการกระจายทรัพยากร เนื่องจากขั้นตอนทางราชการที่ซับซ้อนและโครงสร้างการสั่งการที่รวมศูนย์ 1 ในสภาวะสุญญากาศของการช่วยเหลือเช่นนี้ สถาบันสงฆ์ได้ก้าวเข้ามาอุดช่องว่างด้วยต้นทุนทางสังคม (Social Capital) ที่สูงลิ่ว ความไว้วางใจจากชุมชน และความคล่องตัวในการระดมทรัพยากรผ่านเครือข่ายศรัทธา

1.2 จาก "ทาน" สู่ "การจัดการความเสี่ยง"

การเปลี่ยนแปลงบทบาทของพระสงฆ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่ยังสะท้อนถึงการตีความหลักธรรมทางพุทธศาสนาใหม่ในบริบทของสังคมสมัยใหม่ แนวคิด "พุทธศาสนาเพื่อสังคม" (Socially Engaged Buddhism) ได้รับการนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยการแปลงหลัก "สังคหวัตถุ 4" (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา) จากนามธรรมให้เป็นปฏิบัติการกู้ภัย การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการเยียวยาฟื้นฟู 3 บทเรียนจากการสัมมนาและงานวิจัยต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า คณะสงฆ์ไทยกำลังพยายามยกระดับบทบาทจาก "ผู้ให้" (Giver) มาเป็น "ผู้จัดการ" (Manager) ที่มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น แม้จะยังเผชิญกับข้อท้าทายด้านทักษะและระเบียบปฏิบัติอยู่บ้างก็ตาม


2. มหาอุทกภัย 2554: จุดเปลี่ยนแห่งการตื่นรู้ (The Awakening Crisis)

ปี พ.ศ. 2554 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ภัยพิบัติของไทย น้ำท่วมใหญ่ที่กินเวลานานหลายเดือนและครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ได้ทำลายความเชื่อมั่นในระบบป้องกันของรัฐอย่างสิ้นเชิง ในช่วงเวลาแห่งความโกลาหลนั้น วัดได้กลายเป็น "ที่พึ่งสุดท้าย" (Last Resort) ของประชาชนอย่างเป็นธรรมชาติ การวิเคราะห์เหตุการณ์ในปีนั้นทำให้เห็นภาพสะท้อนของศักยภาพและปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้โครงสร้างของคณะสงฆ์

2.1 การตอบสนองแบบฉับพลันและบทบาทเชิงรับ (Spontaneous Response)

ในช่วงวิกฤตปี 2554 การตอบสนองของคณะสงฆ์มีลักษณะเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบสถานการณ์เฉพาะหน้า (Ad-hoc Response) มากกว่าการเตรียมความพร้อมที่เป็นระบบ งานวิจัยในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และลุ่มน้ำเจ้าพระยาพบว่า พระสงฆ์ต้องปรับบทบาทอย่างกะทันหันจากการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณมาเป็นผู้นำในการกู้ชีพและโลจิสติกส์ 1 วัดหลายแห่งแปรสภาพเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยโดยไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า อาศัยเพียงศาลาการเปรียญและพื้นที่ลานวัดในการรองรับผู้อพยพเรือนพัน

การดำเนินงานในระยะนี้ขับเคลื่อนด้วย "บารมี" ส่วนตัวของเจ้าอาวาสและเครือข่ายลูกศิษย์เป็นหลัก ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บัญชาการของรัฐ ทำให้เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนในการแจกจ่ายสิ่งของช่วยเหลือ บางพื้นที่ได้รับบริจาคเกินความจำเป็น ขณะที่บางพื้นที่ตกสำรวจ 1 อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นและการตัดสินใจที่รวดเร็วของเจ้าอาวาสในการทุบกำแพงวัดเพื่อระบายน้ำ หรือการเปิดกุฏิให้ชาวบ้านพักอาศัย กลับกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่ช่วยชีวิตผู้คนได้มากกว่าระเบียบราชการที่แข็งตัว

2.2 บทบาทเชิงพุทธบูรณาการและการเยียวยาจิตใจ

จุดแข็งที่สุดที่ปรากฏชัดในปี 2554 คือบทบาทในการ "เยียวยาจิตใจ" (Psychological Healing) ท่ามกลางความสูญเสียทรัพย์สินและความเครียดจากการดำรงชีพ ผู้ประสบภัยที่พักพิงในวัดมีระดับความเครียดน้อยกว่าผู้ที่พักในศูนย์ของราชการอย่างมีนัยสำคัญ การได้ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ การได้ร่วมสวดมนต์ทำวัตร และการได้รับคำปรึกษาเชิงธรรมะ ช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถทำใจยอมรับความสูญเสีย (Acceptance) และฟื้นฟูสภาพจิตใจได้เร็วกว่า 1 พระสงฆ์ใช้วิธีการสื่อสารแบบ "ปิยวาจา" ผ่านหอกระจายข่าวเพื่อลดความตื่นตระหนก และใช้หลัก "สมานัตตา" ในการวางตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชาวบ้าน ไม่ทิ้งวัดหนีภัย ซึ่งสร้างขวัญและกำลังใจอย่างมหาศาล

2.3 ข้อจำกัดทางกายภาพและสุขอนามัย

แม้จะประสบความสำเร็จในการช่วยชีวิตและจิตใจ แต่บทเรียนปี 2554 ก็เผยให้เห็นข้อจำกัดร้ายแรงด้าน "โครงสร้างพื้นฐาน" และ "สุขอนามัย" วัดส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยรวม (Mass Shelter) ระบบห้องน้ำมีจำนวนไม่เพียงพอและไม่ถูกสุขลักษณะเมื่อต้องรองรับคนจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำเสียและขยะติดเชื้อ 5 นอกจากนี้ ยังขาดพื้นที่เฉพาะสำหรับสตรี เด็ก และผู้ป่วยติดเตียง ทำให้เกิดประเด็นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างการบริหารจัดการภายในวัดเป็นระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchal) ที่อาจมองข้ามความต้องการละเอียดอ่อนของเพศหญิง เช่น ผ้าอนามัย หรือพื้นที่ให้นมบุตร 4

ตารางที่ 1: การสังเคราะห์บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554

มิติการวิเคราะห์สภาพการณ์ปี 2554ผลกระทบและบทเรียน
โครงสร้างการสั่งการกระจายศูนย์ (Decentralized) ตามอัธยาศัยของแต่ละวัดขาดเอกภาพ ข้อมูลไม่เชื่อมโยง แต่มีความรวดเร็วในการตัดสินใจ
ทรัพยากรและการระดมทุนพึ่งพาเครือข่ายลูกศิษย์และศรัทธาส่วนตัวมีความเหลื่อมล้ำระหว่างวัดดังและวัดเล็ก ทรัพยากรกระจุกตัว
สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมวิกฤต ขาดระบบจัดการขยะและน้ำเสียเกิดโรคระบาดในศูนย์พักพิง เป็นบทเรียนให้ต้องปฏิรูประบบสาธารณูปโภคในวัด
บทบาททางจิตวิทยาโดดเด่นมาก เป็นศูนย์กลางความหวังพิสูจน์ว่า "ธรรมะ" เป็นเครื่องมือจัดการความเครียดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

1


3. การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาและนโยบายสาธารณสงเคราะห์ (2560-2566)

จากความตื่นตัวในปี 2554 นำไปสู่กระบวนการตกผลึกทางความคิดและการถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างคณะสงฆ์ รัฐ และภาควิชาการ จนนำไปสู่การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เป็นทางการ เพื่อเปลี่ยนการทำงานแบบ "จิตอาสาชั่วคราว" ให้กลายเป็น "พันธกิจถาวร" ที่มีระบบรองรับ

3.1 ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 2560-2564

มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ประกาศใช้ "แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2560-2564)" ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด โดยมีการกำหนดให้งาน "สาธารณสงเคราะห์" (Public Welfare) เป็น 1 ใน 6 ด้านหลักของการปฏิรูป (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 4 ด้านหลัก คือ ปกครอง ศาสนศึกษา ศึกษาสงเคราะห์ เผยแผ่) 6

ยุทธศาสตร์ที่ 5 "ส่งเสริมงานสาธารณสงเคราะห์" มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางการช่วยเหลือสังคมอย่างครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่แจกของ แต่รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ และการจัดการภัยพิบัติ โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น จำนวนวัดที่มีความพร้อมเป็นศูนย์พักพิง จำนวนพระสงฆ์ที่ผ่านการอบรมทักษะการกู้ชีพ และการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย 6 การมียุทธศาสตร์ระดับชาตินี้ทำให้การทำงานของพระสงฆ์ในพื้นที่ได้รับการยอมรับและสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐได้ง่ายขึ้น

3.2 ระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการสาธารณสงเคราะห์ พ.ศ. 2562

เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ดังกล่าว มหาเถรสมาคมได้ตรา "ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการสาธารณสงเคราะห์" ขึ้น เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมายคณะสงฆ์ ระเบียบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของการ "ปลดล็อก" ความกังวลเรื่องพระวินัย โดยระบุชัดเจนว่าการสงเคราะห์ประชาชน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการพัฒนาชุมชน ถือเป็น "กิจของสงฆ์" ที่ชอบด้วยกฎหมายและพระธรรมวินัย 8

สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ประกอบด้วย:

  1. โครงสร้างการบริหาร: ให้มีการจัดตั้ง "ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์" ในทุกระดับการปกครองสงฆ์ ตั้งแต่หน ภาค จังหวัด อำเภอ จนถึงตำบล เพื่อให้มีสายการบังคับบัญชาและการประสานงานที่ชัดเจนเมื่อเกิดภัยพิบัติ 9

  2. ขอบเขตงาน: ครอบคลุม 4 ด้านหลัก คือ การสงเคราะห์ (Welfare), การเกื้อกูล (Support), การพัฒนา (Development), และการบูรณาการ (Integration) ซึ่งรวมถึงการจัดการภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังน้ำลด 8

  3. กลไกงบประมาณ: เปิดช่องให้วัดสามารถตั้งงบประมาณหรือจัดตั้งมูลนิธิกองทุนเพื่อการสาธารณสงเคราะห์ได้อย่างโปร่งใส และสามารถขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินได้

3.3 แผนแม่บทและการถอดบทเรียนวิถีพุทธ

นอกจากกฎระเบียบแล้ว ยังมีการจัดทำคู่มือและแผนแม่บทในการปฏิบัติงาน เช่น "คู่มือการสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ" และการถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาต่างๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Management) ให้กับพระสังฆาธิการ แผนแม่บทเหล่านี้เน้นย้ำเรื่อง "พุทธบูรณาการ" คือการใช้หลักธรรมนำการปฏิบัติ และการสร้างเครือข่าย "บวร" ที่เข้มแข็ง 7 การมีคู่มือปฏิบัติงานช่วยให้พระสงฆ์ในพื้นที่ห่างไกลมีแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติผิดพลาด


4. นวัตกรรมเชิงกลไก: โครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข" และโมเดลจัดการภัยพิบัติ

ภายใต้ร่มใหญ่ของการปฏิรูป ได้เกิดนวัตกรรมและโมเดลการทำงานในระดับพื้นที่มากมายที่มีประสิทธิภาพในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะโครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข" ซึ่งเป็นการนำแนวคิด 5ส มาประยุกต์ใช้ในการจัดระเบียบวัด และขยายผลไปสู่การเป็นศูนย์จัดการภัยพิบัติชุมชน

4.1 "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข": จากความสะอาดสู่ความปลอดภัย

โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องความสะอาดทางกายภาพ แต่เป็นกุศโลบายในการสร้าง "เครือข่ายความร่วมมือ" ระหว่างวัด ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 11 ในภาวะปกติ คณะกรรมการโครงการจะร่วมกันทำกิจกรรม 5ส (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย) เพื่อจัดผังวัดและปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติ เครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานนี้จะเปลี่ยนบทบาททันที:

  • พื้นที่ที่ถูก "สะสาง": กลายเป็นพื้นที่รองรับผู้อพยพที่จัดระเบียบได้ง่าย ลดความแออัด

  • "สุขลักษณะ": นำไปสู่การปรับปรุงห้องน้ำมาตรฐาน (Healthy Accessibility Safety - HAS) ที่รองรับคนจำนวนมากได้ ซึ่งแก้ปัญหาจุดอ่อนสำคัญในปี 2554 13

  • เครือข่ายกรรมการ: กลายเป็นทีมงานกู้ภัยและจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ เพราะมีการทำงานร่วมกันอยู่แล้วและมีฐานข้อมูลชุมชน 12

กรณีศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์และชุมพรชี้ให้เห็นว่า วัดที่ผ่านการประเมินโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข มีศักยภาพในการเป็นศูนย์พักพิงที่ได้มาตรฐานสูงกว่าวัดทั่วไป มีการแยกโซนขยะติดเชื้อ โซนประกอบอาหาร และโซนที่พักอาศัยอย่างชัดเจน 11

4.2 โมเดล "อุบลโมเดล" และเครือข่าย บวร

ในภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานีได้พัฒนาโมเดลการจัดการน้ำท่วมโดยใช้เครือข่าย "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน) เป็นแกนหลัก โดยมีการถอดบทเรียนจากน้ำท่วมซ้ำซากมาสู่การสร้าง "คลังอาหารชุมชน" และการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรให้ทนทานต่อน้ำท่วม 15 วัดทำหน้าที่เป็น "คลังสำรอง" (Buffer Stock) เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และเสบียงแห้งในยามปกติ และเป็นศูนย์กระจายสินค้าในยามวิกฤต โมเดลนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้บรรเทาทุกข์" (Relief) มาสู่ "ผู้สร้างความมั่นคงทางอาหาร" (Food Security) ในระยะยาว


5. การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน: อุทกภัย 2567-2568 (Current Landscape Analysis)

สถานการณ์อุทกภัยในช่วงปี พ.ศ. 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 นำเสนอความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งในแง่ของความรุนแรงของภัยธรรมชาติ (Flash Flood และดินโคลนถล่ม) และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป การตอบสนองของคณะสงฆ์ในวิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปที่ผ่านมา แต่ก็เปิดเผยประเด็นปัญหาใหม่ที่ต้องขบคิด

5.1 กรณีศึกษาภาคเหนือ: พระสงฆ์ในโคลนตมและข้อถกเถียงทางสังคม

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในปี 2567 เป็นบททดสอบที่หนักหน่วง ภาพลักษณ์ของ "พระสงฆ์จิตอาสา" ที่ลงพื้นที่ตักโคลน ล้างบ้าน และลุยน้ำเชี่ยวเพื่อแจกอาหาร กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง 16

  • เชิงบวก: แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและบทบาทเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว พระสงฆ์ไม่ได้รอรับการถวายทาน แต่เป็นผู้ลงแรงกายช่วยเหลือ (Active Compassion) ซึ่งสร้างศรัทธาและความประทับใจให้กับคนรุ่นใหม่และผู้ประสบภัยอย่างมาก

  • ข้อถกเถียง: เกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์จากบางกลุ่มเกี่ยวกับ "ความสำรวม" และความเหมาะสมทางพระวินัย (สมณสารูป) พระพยอม กัลยาโณ และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ต้องออกมาทำความเข้าใจกับสังคมว่า ในภาวะวิกฤตที่ชีวิตเพื่อนมนุษย์เดือดร้อน การช่วยเหลือถือเป็น "เมตตาธรรม" ที่เหนือกว่ากฎระเบียบทางกายภาพ ตราบใดที่จิตใจยังคงสำรวม 16

  • การจัดการข้อมูล: ในวิกฤตครั้งนี้ สื่อโซเชียลมีเดียและพระสงฆ์ที่มีทักษะการสื่อสารได้ทำหน้าที่เป็น "นักข่าวพลเมือง" รายงานสถานการณ์สดและขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีความรวดเร็วกว่าระบบราชการ แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องความถูกต้องของข้อมูล (Fake News) 18

5.2 การเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยภาคใต้ 2568

สำหรับสถานการณ์ในภาคใต้ช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 คณะสงฆ์ได้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนล่วงหน้า (Preparedness) ที่เป็นระบบมากขึ้นตามแนวทางยุทธศาสตร์

  • กองทุนวัดช่วยวัด: มหาเถรสมาคมมีมติให้จัดสรรงบประมาณจาก "กองทุนวัดช่วยวัด" เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูวัดที่ได้รับผลกระทบในภาคใต้ทันทีโดยไม่ต้องรอกระบวนการบริจาคใหม่ 19 นี่คือพัฒนาการสำคัญทางการเงิน (Financial Resilience) ที่ทำให้วัดมีสภาพคล่องในการจัดการวิกฤต

  • ศูนย์พักพิงเชิงรุก: วัดในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น นครศรีธรรมราชและนราธิวาส ได้รับการเตรียมความพร้อมให้เป็นศูนย์พักพิงที่มีการสำรองเสบียงและเครื่องมือสื่อสารล่วงหน้า โดยประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างใกล้ชิด 21


6. บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: ศักยภาพและช่องว่าง (Critical Analysis)

จากการประมวลข้อมูลทั้งหมด สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึกในมิติต่างๆ ของการจัดการภัยพิบัติโดยคณะสงฆ์ไทยได้ดังนี้

6.1 มิติกายภาพและวิศวกรรม: ความพร้อมของ "Hardware"

  • จุดแข็ง: วัดมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่ดี (Strategic Location) มักอยู่ใจกลางชุมชนและบนที่ดอน เข้าถึงได้ง่าย มีพื้นที่โถงกว้าง (ศาลา) ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย 5

  • จุดอ่อน: ขาดการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว (Universal Design) โดยเฉพาะห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ ระบบระบายอากาศในศาลาที่อาจไม่เพียงพอเมื่อคนอยู่หนาแน่น และระบบไฟฟ้าที่ไม่ทนต่อน้ำท่วม การวิจัยชี้ว่าการปรับปรุงวัดให้เป็นศูนย์พักพิงมาตรฐานยังต้องใช้งบประมาณสูงและขาดความรู้ด้านวิศวกรรมสุขาภิบาล 5

6.2 มิติสังคมและวัฒนธรรม: พลังของ "Software"

  • ความไว้วางใจ (Trust Capital): นี่คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด ชาวบ้านรู้สึกปลอดภัยทางใจเมื่ออยู่ใกล้พระ รั้ววัดให้ความรู้สึกคุ้มครองที่ศูนย์ราชการให้ไม่ได้ 22

  • การจัดการความตาย (Management of the Dead): ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิต วัดเป็นสถาบันเดียวที่สามารถจัดการศพได้ครบวงจรทั้งทางกายภาพ (เมรุ) และจิตวิญญาณ (สวดอภิธรรม) ซึ่งช่วยลดภาระทางจิตใจของชุมชนได้อย่างมหาศาล 4

  • ประเด็นเพศสภาพ (Gender Gap): ข้อจำกัดทางพระวินัยและโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่ ทำให้บทบาทของแม่ชีและสตรีจิตอาสายังไม่ถูกบูรณาการอย่างเต็มที่ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยหญิงในเรื่องละเอียดอ่อนยังเป็นช่องว่างที่ต้องได้รับการจัดการผ่านการเสริมบทบาทของแม่ชีและอุบาสิกา 4

6.3 มิติการบริหารจัดการ: ระบบ "Operating System"

  • ความยืดหยุ่น vs ความเป็นระบบ: การบริหารงานของเจ้าอาวาสมีความยืดหยุ่นสูง ตัดสินใจได้ทันที (Agility) แต่ขาดความยั่งยืนหากเปลี่ยนเจ้าอาวาส การพยายามนำระบบราชการ (ระเบียบ มส.) มาจับ ช่วยสร้างมาตรฐานแต่อาจลดทอนความคล่องตัวลงหากบังคับใช้เข้มงวดเกินไป

  • ข้อมูลข่าวสาร: วัดเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่ยังขาดการเชื่อมต่อฐานข้อมูลผู้ประสบภัยกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของรัฐ ทำให้การช่วยเหลือยังคงมีความซ้ำซ้อนในบางจุด 1

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบสมรรถนะการจัดการภัยพิบัติระหว่าง รัฐ และ วัด

สมรรถนะภาครัฐ (Government)คณะสงฆ์/วัด (Sangha)การบูรณาการ (Synergy)
ทรัพยากรงบประมาณสูง, เครื่องจักรหนัก, บุคลากรเฉพาะทางเงินบริจาค, แรงงานศรัทธา, พื้นที่พักพิงรัฐสนับสนุนงบซ่อมแซมวัด, วัดระดมทุนช่วยรัฐ
กระบวนการระเบียบซับซ้อน, ล่าช้า, สั่งการตามสายงานตัดสินใจรวดเร็ว, ยืดหยุ่น, ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวรัฐรับรองสถานะวัดเป็นศูนย์พักพิงตามกฎหมาย
การเข้าถึงเข้าถึงยากในพื้นที่สีแดง, ขาดความไว้ใจในบางพื้นที่เข้าถึงลึกถึงระดับครัวเรือน, ได้รับความไว้วางใจสูงใช้พระสงฆ์เป็นสื่อกลางประสานงานรัฐ-ชุมชน
การฟื้นฟูเน้นโครงสร้างพื้นฐานและเงินเยียวยาเน้นจิตใจและสังคมสงเคราะห์ใช้กระบวนการ "บวร" ฟื้นฟูชุมชนแบบองค์รวม

25


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Conclusion & Policy Recommendations)

จากการถอดบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 จนถึงอุทกภัยปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า คณะสงฆ์ไทยได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งจารีตเดิมมาสู่การเป็น "หุ้นส่วนการพัฒนา" (Development Partner) ที่สำคัญที่สุดของสังคมไทยในการจัดการภัยพิบัติ การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาและโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องยืนยันว่าสถาบันสงฆ์มีความตื่นตัวและพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การจัดการภัยพิบัติในอนาคตมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้:

7.1 การยกระดับ "พระคิลานุปัฏฐาก" สู่ "พระอาสาสมัครป้องกันภัย"

ควรขยายผลหลักสูตรการอบรมพระสงฆ์ จากเดิมที่เน้นการดูแลสุขภาพ (พระคิลานุปัฏฐาก) ให้ครอบคลุมทักษะการกู้ชีพ (CPR), การปฐมพยาบาล, การจัดการศูนย์พักพิงมาตรฐาน Sphere Standard และการบริหารจัดการค่ายอพยพ โดยร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อสร้าง "หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางสงฆ์" ในทุกตำบล 1

7.2 มาตรฐานวัดศูนย์พักพิง (Temple Shelter Standardization)

มหาเถรสมาคมควรร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ออกแบบและกำหนดมาตรฐาน "อาคารอเนกประสงค์ต้านภัยพิบัติ" สำหรับวัดที่จะก่อสร้างใหม่หรือปรับปรุง โดยเน้นการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) มีห้องน้ำที่เพียงพอและแยกสัดส่วน และมีระบบสำรองไฟฟ้า/น้ำประปา เพื่อให้วัดพร้อมเป็นศูนย์พักพิงได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงหน้างาน 5

7.3 การบูรณาการฐานข้อมูลดิจิทัล (Digital Integration)

ผลักดันให้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูล "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข" และข้อมูลทรัพยากรของวัด (เช่น จำนวนศาลา, เรือ, รถ) เข้ากับระบบเตือนภัยแห่งชาติ (Thai Disaster Alert) หรือแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลางสามารถมองเห็นศักยภาพการรองรับของวัดแต่ละแห่งได้แบบ Real-time (Dashboard) ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรในภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด 18

7.4 การเสริมพลังบทบาทสตรีในงานสาธารณสงเคราะห์

เปิดพื้นที่และกำหนดบทบาทที่ชัดเจนให้กับแม่ชีและอุบาสิกาในโครงสร้างคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ เพื่อให้เข้ามาดูแลงานด้านสุขภาวะสตรี เด็ก และกลุ่มเปราะบางในศูนย์พักพิง ซึ่งจะช่วยปิดช่องว่างเรื่องเพศสภาพและทำให้การสงเคราะห์มีความละเอียดอ่อนและครอบคลุมยิ่งขึ้น 4

บทส่งท้าย

คณะสงฆ์ไทยได้พิสูจน์แล้วว่า "ธรรมะ" ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในคัมภีร์ แต่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น "ปฏิบัติการ" ที่ช่วยชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คนในยามวิกฤตได้ การเปลี่ยนผ่านจากปี 2554 สู่ 2568 คือการเดินทางของการเรียนรู้และเติบโต หากได้รับการสนับสนุนทางนโยบายและเทคโนโลยีที่เหมาะสม "วัด" จะยังคงเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของสังคมไทยในการรับมือกับความท้าทายจากภัยพิบัติในอนาคตสืบไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดภูมิทัศน์เลือกตั้ง 2569 ศึกสามขั้ว ชนกันบนสมรภูมิ AI–นิติสงคราม–พลังเงียบ

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์สื่อสารการเมือง พรรคการเมือง เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ลงคะแนนเสียง ก่อนวันชี้ชะตา 8 กุมภาพันธ์ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน...