วิเคราะห์คณะสงฆ์ไทยกับภัยน้ำท่วม: บทเรียนการจัดการมหาอุทกภัยจากปี 2554 สู่ 2568
1. บทนำ: พลวัตของสถาบันสงฆ์ในภูมิทัศน์ภัยพิบัติสมัยใหม่
ในท่ามกลางวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยได้เผชิญกับภัยธรรมชาติที่มีความถี่และขนาดที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ "อุทกภัย" ซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักต่อความมั่นคงของมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคม การจัดการภัยพิบัติในบริบทของสังคมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของรัฐและกลไกราชการเท่านั้น แต่ยังมีตัวแสดงทางสังคมที่มีรากฐานหยั่งลึกมายาวนานนั่นคือ "สถาบันสงฆ์" และ "วัด" ซึ่งมีจำนวนกว่า 42,000 แห่งกระจายตัวอยู่ทั่วทุกตำบลและหมู่บ้าน บทบาทของคณะสงฆ์ไทยในการรับมือกับภัยพิบัติได้ผ่านวิวัฒนาการที่น่าสนใจ จากเดิมที่เน้นมิติทางพิธีกรรมและการให้กำลังใจทางจิตวิญญาณ (Spiritual Support) ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำในการจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Disaster Risk Management: CBDRM) อย่างเต็มตัว โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือมหาอุทกภัยปี 2554 ที่เผยให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัด นำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและนโยบายที่ส่งผลสืบเนื่องมาจนถึงวิกฤตการณ์น้ำท่วมปี 2567-2568
รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตดังกล่าว โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยเชิงวิชาการ เอกสารนโยบายของมหาเถรสมาคม และกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ เพื่อถอดบทเรียนสำคัญในการจัดการน้ำท่วมของคณะสงฆ์ไทย การศึกษานี้จะชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากกระบวนทัศน์แบบ "การสงเคราะห์" (Charity) สู่ "การพัฒนาที่ยั่งยืน" (Sustainable Development) ภายใต้กรอบคิด "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) และวิเคราะห์ความท้าทายในเชิงโครงสร้าง พระธรรมวินัย และการบูรณาการร่วมกับภาครัฐ เพื่อเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายสำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้
1.1 บริบทความเปราะบางและช่องว่างการจัดการของรัฐ
สังคมไทยมีลักษณะทางกายภาพที่ตั้งอยู่ในเขตมรสุมและที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทำให้มีความเสี่ยงต่ออุทกภัยโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองที่ไร้ทิศทาง (Unplanned Urbanization) และการบริหารจัดการน้ำที่ขาดเอกภาพได้ซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น มหาอุทกภัยปี 2554 กลไกของรัฐส่วนกลางมักประสบปัญหาความล่าช้าในการเข้าถึงพื้นที่และการกระจายทรัพยากร เนื่องจากขั้นตอนทางราชการที่ซับซ้อนและโครงสร้างการสั่งการที่รวมศูนย์
1.2 จาก "ทาน" สู่ "การจัดการความเสี่ยง"
การเปลี่ยนแปลงบทบาทของพระสงฆ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่ยังสะท้อนถึงการตีความหลักธรรมทางพุทธศาสนาใหม่ในบริบทของสังคมสมัยใหม่ แนวคิด "พุทธศาสนาเพื่อสังคม" (Socially Engaged Buddhism) ได้รับการนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยการแปลงหลัก "สังคหวัตถุ 4" (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา) จากนามธรรมให้เป็นปฏิบัติการกู้ภัย การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการเยียวยาฟื้นฟู
2. มหาอุทกภัย 2554: จุดเปลี่ยนแห่งการตื่นรู้ (The Awakening Crisis)
ปี พ.ศ. 2554 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ภัยพิบัติของไทย น้ำท่วมใหญ่ที่กินเวลานานหลายเดือนและครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ได้ทำลายความเชื่อมั่นในระบบป้องกันของรัฐอย่างสิ้นเชิง ในช่วงเวลาแห่งความโกลาหลนั้น วัดได้กลายเป็น "ที่พึ่งสุดท้าย" (Last Resort) ของประชาชนอย่างเป็นธรรมชาติ การวิเคราะห์เหตุการณ์ในปีนั้นทำให้เห็นภาพสะท้อนของศักยภาพและปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้โครงสร้างของคณะสงฆ์
2.1 การตอบสนองแบบฉับพลันและบทบาทเชิงรับ (Spontaneous Response)
ในช่วงวิกฤตปี 2554 การตอบสนองของคณะสงฆ์มีลักษณะเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบสถานการณ์เฉพาะหน้า (Ad-hoc Response) มากกว่าการเตรียมความพร้อมที่เป็นระบบ งานวิจัยในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และลุ่มน้ำเจ้าพระยาพบว่า พระสงฆ์ต้องปรับบทบาทอย่างกะทันหันจากการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณมาเป็นผู้นำในการกู้ชีพและโลจิสติกส์
การดำเนินงานในระยะนี้ขับเคลื่อนด้วย "บารมี" ส่วนตัวของเจ้าอาวาสและเครือข่ายลูกศิษย์เป็นหลัก ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บัญชาการของรัฐ ทำให้เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนในการแจกจ่ายสิ่งของช่วยเหลือ บางพื้นที่ได้รับบริจาคเกินความจำเป็น ขณะที่บางพื้นที่ตกสำรวจ
2.2 บทบาทเชิงพุทธบูรณาการและการเยียวยาจิตใจ
จุดแข็งที่สุดที่ปรากฏชัดในปี 2554 คือบทบาทในการ "เยียวยาจิตใจ" (Psychological Healing) ท่ามกลางความสูญเสียทรัพย์สินและความเครียดจากการดำรงชีพ ผู้ประสบภัยที่พักพิงในวัดมีระดับความเครียดน้อยกว่าผู้ที่พักในศูนย์ของราชการอย่างมีนัยสำคัญ การได้ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ การได้ร่วมสวดมนต์ทำวัตร และการได้รับคำปรึกษาเชิงธรรมะ ช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถทำใจยอมรับความสูญเสีย (Acceptance) และฟื้นฟูสภาพจิตใจได้เร็วกว่า
2.3 ข้อจำกัดทางกายภาพและสุขอนามัย
แม้จะประสบความสำเร็จในการช่วยชีวิตและจิตใจ แต่บทเรียนปี 2554 ก็เผยให้เห็นข้อจำกัดร้ายแรงด้าน "โครงสร้างพื้นฐาน" และ "สุขอนามัย" วัดส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยรวม (Mass Shelter) ระบบห้องน้ำมีจำนวนไม่เพียงพอและไม่ถูกสุขลักษณะเมื่อต้องรองรับคนจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำเสียและขยะติดเชื้อ
ตารางที่ 1: การสังเคราะห์บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554
| มิติการวิเคราะห์ | สภาพการณ์ปี 2554 | ผลกระทบและบทเรียน |
| โครงสร้างการสั่งการ | กระจายศูนย์ (Decentralized) ตามอัธยาศัยของแต่ละวัด | ขาดเอกภาพ ข้อมูลไม่เชื่อมโยง แต่มีความรวดเร็วในการตัดสินใจ |
| ทรัพยากรและการระดมทุน | พึ่งพาเครือข่ายลูกศิษย์และศรัทธาส่วนตัว | มีความเหลื่อมล้ำระหว่างวัดดังและวัดเล็ก ทรัพยากรกระจุกตัว |
| สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม | วิกฤต ขาดระบบจัดการขยะและน้ำเสีย | เกิดโรคระบาดในศูนย์พักพิง เป็นบทเรียนให้ต้องปฏิรูประบบสาธารณูปโภคในวัด |
| บทบาททางจิตวิทยา | โดดเด่นมาก เป็นศูนย์กลางความหวัง | พิสูจน์ว่า "ธรรมะ" เป็นเครื่องมือจัดการความเครียดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด |
3. การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาและนโยบายสาธารณสงเคราะห์ (2560-2566)
จากความตื่นตัวในปี 2554 นำไปสู่กระบวนการตกผลึกทางความคิดและการถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างคณะสงฆ์ รัฐ และภาควิชาการ จนนำไปสู่การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เป็นทางการ เพื่อเปลี่ยนการทำงานแบบ "จิตอาสาชั่วคราว" ให้กลายเป็น "พันธกิจถาวร" ที่มีระบบรองรับ
3.1 ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 2560-2564
มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ประกาศใช้ "แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2560-2564)" ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด โดยมีการกำหนดให้งาน "สาธารณสงเคราะห์" (Public Welfare) เป็น 1 ใน 6 ด้านหลักของการปฏิรูป (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 4 ด้านหลัก คือ ปกครอง ศาสนศึกษา ศึกษาสงเคราะห์ เผยแผ่)
ยุทธศาสตร์ที่ 5 "ส่งเสริมงานสาธารณสงเคราะห์" มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางการช่วยเหลือสังคมอย่างครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่แจกของ แต่รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ และการจัดการภัยพิบัติ โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น จำนวนวัดที่มีความพร้อมเป็นศูนย์พักพิง จำนวนพระสงฆ์ที่ผ่านการอบรมทักษะการกู้ชีพ และการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย
3.2 ระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการสาธารณสงเคราะห์ พ.ศ. 2562
เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ดังกล่าว มหาเถรสมาคมได้ตรา "ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการสาธารณสงเคราะห์" ขึ้น เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมายคณะสงฆ์ ระเบียบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของการ "ปลดล็อก" ความกังวลเรื่องพระวินัย โดยระบุชัดเจนว่าการสงเคราะห์ประชาชน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการพัฒนาชุมชน ถือเป็น "กิจของสงฆ์" ที่ชอบด้วยกฎหมายและพระธรรมวินัย
สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ประกอบด้วย:
โครงสร้างการบริหาร: ให้มีการจัดตั้ง "ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์" ในทุกระดับการปกครองสงฆ์ ตั้งแต่หน ภาค จังหวัด อำเภอ จนถึงตำบล เพื่อให้มีสายการบังคับบัญชาและการประสานงานที่ชัดเจนเมื่อเกิดภัยพิบัติ
9 ขอบเขตงาน: ครอบคลุม 4 ด้านหลัก คือ การสงเคราะห์ (Welfare), การเกื้อกูล (Support), การพัฒนา (Development), และการบูรณาการ (Integration) ซึ่งรวมถึงการจัดการภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังน้ำลด
8 กลไกงบประมาณ: เปิดช่องให้วัดสามารถตั้งงบประมาณหรือจัดตั้งมูลนิธิกองทุนเพื่อการสาธารณสงเคราะห์ได้อย่างโปร่งใส และสามารถขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินได้
3.3 แผนแม่บทและการถอดบทเรียนวิถีพุทธ
นอกจากกฎระเบียบแล้ว ยังมีการจัดทำคู่มือและแผนแม่บทในการปฏิบัติงาน เช่น "คู่มือการสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ" และการถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาต่างๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Management) ให้กับพระสังฆาธิการ แผนแม่บทเหล่านี้เน้นย้ำเรื่อง "พุทธบูรณาการ" คือการใช้หลักธรรมนำการปฏิบัติ และการสร้างเครือข่าย "บวร" ที่เข้มแข็ง
4. นวัตกรรมเชิงกลไก: โครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข" และโมเดลจัดการภัยพิบัติ
ภายใต้ร่มใหญ่ของการปฏิรูป ได้เกิดนวัตกรรมและโมเดลการทำงานในระดับพื้นที่มากมายที่มีประสิทธิภาพในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะโครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข" ซึ่งเป็นการนำแนวคิด 5ส มาประยุกต์ใช้ในการจัดระเบียบวัด และขยายผลไปสู่การเป็นศูนย์จัดการภัยพิบัติชุมชน
4.1 "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข": จากความสะอาดสู่ความปลอดภัย
โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องความสะอาดทางกายภาพ แต่เป็นกุศโลบายในการสร้าง "เครือข่ายความร่วมมือ" ระหว่างวัด ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
พื้นที่ที่ถูก "สะสาง": กลายเป็นพื้นที่รองรับผู้อพยพที่จัดระเบียบได้ง่าย ลดความแออัด
"สุขลักษณะ": นำไปสู่การปรับปรุงห้องน้ำมาตรฐาน (Healthy Accessibility Safety - HAS) ที่รองรับคนจำนวนมากได้ ซึ่งแก้ปัญหาจุดอ่อนสำคัญในปี 2554
13 เครือข่ายกรรมการ: กลายเป็นทีมงานกู้ภัยและจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ เพราะมีการทำงานร่วมกันอยู่แล้วและมีฐานข้อมูลชุมชน
12
กรณีศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์และชุมพรชี้ให้เห็นว่า วัดที่ผ่านการประเมินโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข มีศักยภาพในการเป็นศูนย์พักพิงที่ได้มาตรฐานสูงกว่าวัดทั่วไป มีการแยกโซนขยะติดเชื้อ โซนประกอบอาหาร และโซนที่พักอาศัยอย่างชัดเจน
4.2 โมเดล "อุบลโมเดล" และเครือข่าย บวร
ในภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานีได้พัฒนาโมเดลการจัดการน้ำท่วมโดยใช้เครือข่าย "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน) เป็นแกนหลัก โดยมีการถอดบทเรียนจากน้ำท่วมซ้ำซากมาสู่การสร้าง "คลังอาหารชุมชน" และการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรให้ทนทานต่อน้ำท่วม
5. การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน: อุทกภัย 2567-2568 (Current Landscape Analysis)
สถานการณ์อุทกภัยในช่วงปี พ.ศ. 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 นำเสนอความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งในแง่ของความรุนแรงของภัยธรรมชาติ (Flash Flood และดินโคลนถล่ม) และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป การตอบสนองของคณะสงฆ์ในวิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปที่ผ่านมา แต่ก็เปิดเผยประเด็นปัญหาใหม่ที่ต้องขบคิด
5.1 กรณีศึกษาภาคเหนือ: พระสงฆ์ในโคลนตมและข้อถกเถียงทางสังคม
เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในปี 2567 เป็นบททดสอบที่หนักหน่วง ภาพลักษณ์ของ "พระสงฆ์จิตอาสา" ที่ลงพื้นที่ตักโคลน ล้างบ้าน และลุยน้ำเชี่ยวเพื่อแจกอาหาร กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
เชิงบวก: แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและบทบาทเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว พระสงฆ์ไม่ได้รอรับการถวายทาน แต่เป็นผู้ลงแรงกายช่วยเหลือ (Active Compassion) ซึ่งสร้างศรัทธาและความประทับใจให้กับคนรุ่นใหม่และผู้ประสบภัยอย่างมาก
ข้อถกเถียง: เกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์จากบางกลุ่มเกี่ยวกับ "ความสำรวม" และความเหมาะสมทางพระวินัย (สมณสารูป) พระพยอม กัลยาโณ และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ต้องออกมาทำความเข้าใจกับสังคมว่า ในภาวะวิกฤตที่ชีวิตเพื่อนมนุษย์เดือดร้อน การช่วยเหลือถือเป็น "เมตตาธรรม" ที่เหนือกว่ากฎระเบียบทางกายภาพ ตราบใดที่จิตใจยังคงสำรวม
16 การจัดการข้อมูล: ในวิกฤตครั้งนี้ สื่อโซเชียลมีเดียและพระสงฆ์ที่มีทักษะการสื่อสารได้ทำหน้าที่เป็น "นักข่าวพลเมือง" รายงานสถานการณ์สดและขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีความรวดเร็วกว่าระบบราชการ แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องความถูกต้องของข้อมูล (Fake News)
18
5.2 การเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยภาคใต้ 2568
สำหรับสถานการณ์ในภาคใต้ช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 คณะสงฆ์ได้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนล่วงหน้า (Preparedness) ที่เป็นระบบมากขึ้นตามแนวทางยุทธศาสตร์
กองทุนวัดช่วยวัด: มหาเถรสมาคมมีมติให้จัดสรรงบประมาณจาก "กองทุนวัดช่วยวัด" เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูวัดที่ได้รับผลกระทบในภาคใต้ทันทีโดยไม่ต้องรอกระบวนการบริจาคใหม่
19 นี่คือพัฒนาการสำคัญทางการเงิน (Financial Resilience) ที่ทำให้วัดมีสภาพคล่องในการจัดการวิกฤตศูนย์พักพิงเชิงรุก: วัดในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น นครศรีธรรมราชและนราธิวาส ได้รับการเตรียมความพร้อมให้เป็นศูนย์พักพิงที่มีการสำรองเสบียงและเครื่องมือสื่อสารล่วงหน้า โดยประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างใกล้ชิด
21
6. บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: ศักยภาพและช่องว่าง (Critical Analysis)
จากการประมวลข้อมูลทั้งหมด สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึกในมิติต่างๆ ของการจัดการภัยพิบัติโดยคณะสงฆ์ไทยได้ดังนี้
6.1 มิติกายภาพและวิศวกรรม: ความพร้อมของ "Hardware"
จุดแข็ง: วัดมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่ดี (Strategic Location) มักอยู่ใจกลางชุมชนและบนที่ดอน เข้าถึงได้ง่าย มีพื้นที่โถงกว้าง (ศาลา) ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย
5 จุดอ่อน: ขาดการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว (Universal Design) โดยเฉพาะห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ ระบบระบายอากาศในศาลาที่อาจไม่เพียงพอเมื่อคนอยู่หนาแน่น และระบบไฟฟ้าที่ไม่ทนต่อน้ำท่วม การวิจัยชี้ว่าการปรับปรุงวัดให้เป็นศูนย์พักพิงมาตรฐานยังต้องใช้งบประมาณสูงและขาดความรู้ด้านวิศวกรรมสุขาภิบาล
5
6.2 มิติสังคมและวัฒนธรรม: พลังของ "Software"
ความไว้วางใจ (Trust Capital): นี่คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด ชาวบ้านรู้สึกปลอดภัยทางใจเมื่ออยู่ใกล้พระ รั้ววัดให้ความรู้สึกคุ้มครองที่ศูนย์ราชการให้ไม่ได้
22 การจัดการความตาย (Management of the Dead): ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิต วัดเป็นสถาบันเดียวที่สามารถจัดการศพได้ครบวงจรทั้งทางกายภาพ (เมรุ) และจิตวิญญาณ (สวดอภิธรรม) ซึ่งช่วยลดภาระทางจิตใจของชุมชนได้อย่างมหาศาล
4 ประเด็นเพศสภาพ (Gender Gap): ข้อจำกัดทางพระวินัยและโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่ ทำให้บทบาทของแม่ชีและสตรีจิตอาสายังไม่ถูกบูรณาการอย่างเต็มที่ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยหญิงในเรื่องละเอียดอ่อนยังเป็นช่องว่างที่ต้องได้รับการจัดการผ่านการเสริมบทบาทของแม่ชีและอุบาสิกา
4
6.3 มิติการบริหารจัดการ: ระบบ "Operating System"
ความยืดหยุ่น vs ความเป็นระบบ: การบริหารงานของเจ้าอาวาสมีความยืดหยุ่นสูง ตัดสินใจได้ทันที (Agility) แต่ขาดความยั่งยืนหากเปลี่ยนเจ้าอาวาส การพยายามนำระบบราชการ (ระเบียบ มส.) มาจับ ช่วยสร้างมาตรฐานแต่อาจลดทอนความคล่องตัวลงหากบังคับใช้เข้มงวดเกินไป
ข้อมูลข่าวสาร: วัดเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่ยังขาดการเชื่อมต่อฐานข้อมูลผู้ประสบภัยกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของรัฐ ทำให้การช่วยเหลือยังคงมีความซ้ำซ้อนในบางจุด
1
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบสมรรถนะการจัดการภัยพิบัติระหว่าง รัฐ และ วัด
| สมรรถนะ | ภาครัฐ (Government) | คณะสงฆ์/วัด (Sangha) | การบูรณาการ (Synergy) |
| ทรัพยากร | งบประมาณสูง, เครื่องจักรหนัก, บุคลากรเฉพาะทาง | เงินบริจาค, แรงงานศรัทธา, พื้นที่พักพิง | รัฐสนับสนุนงบซ่อมแซมวัด, วัดระดมทุนช่วยรัฐ |
| กระบวนการ | ระเบียบซับซ้อน, ล่าช้า, สั่งการตามสายงาน | ตัดสินใจรวดเร็ว, ยืดหยุ่น, ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว | รัฐรับรองสถานะวัดเป็นศูนย์พักพิงตามกฎหมาย |
| การเข้าถึง | เข้าถึงยากในพื้นที่สีแดง, ขาดความไว้ใจในบางพื้นที่ | เข้าถึงลึกถึงระดับครัวเรือน, ได้รับความไว้วางใจสูง | ใช้พระสงฆ์เป็นสื่อกลางประสานงานรัฐ-ชุมชน |
| การฟื้นฟู | เน้นโครงสร้างพื้นฐานและเงินเยียวยา | เน้นจิตใจและสังคมสงเคราะห์ | ใช้กระบวนการ "บวร" ฟื้นฟูชุมชนแบบองค์รวม |
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Conclusion & Policy Recommendations)
จากการถอดบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 จนถึงอุทกภัยปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า คณะสงฆ์ไทยได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งจารีตเดิมมาสู่การเป็น "หุ้นส่วนการพัฒนา" (Development Partner) ที่สำคัญที่สุดของสังคมไทยในการจัดการภัยพิบัติ การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาและโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องยืนยันว่าสถาบันสงฆ์มีความตื่นตัวและพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การจัดการภัยพิบัติในอนาคตมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้:
7.1 การยกระดับ "พระคิลานุปัฏฐาก" สู่ "พระอาสาสมัครป้องกันภัย"
ควรขยายผลหลักสูตรการอบรมพระสงฆ์ จากเดิมที่เน้นการดูแลสุขภาพ (พระคิลานุปัฏฐาก) ให้ครอบคลุมทักษะการกู้ชีพ (CPR), การปฐมพยาบาล, การจัดการศูนย์พักพิงมาตรฐาน Sphere Standard และการบริหารจัดการค่ายอพยพ โดยร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อสร้าง "หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางสงฆ์" ในทุกตำบล
7.2 มาตรฐานวัดศูนย์พักพิง (Temple Shelter Standardization)
มหาเถรสมาคมควรร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ออกแบบและกำหนดมาตรฐาน "อาคารอเนกประสงค์ต้านภัยพิบัติ" สำหรับวัดที่จะก่อสร้างใหม่หรือปรับปรุง โดยเน้นการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) มีห้องน้ำที่เพียงพอและแยกสัดส่วน และมีระบบสำรองไฟฟ้า/น้ำประปา เพื่อให้วัดพร้อมเป็นศูนย์พักพิงได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงหน้างาน
7.3 การบูรณาการฐานข้อมูลดิจิทัล (Digital Integration)
ผลักดันให้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูล "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข" และข้อมูลทรัพยากรของวัด (เช่น จำนวนศาลา, เรือ, รถ) เข้ากับระบบเตือนภัยแห่งชาติ (Thai Disaster Alert) หรือแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลางสามารถมองเห็นศักยภาพการรองรับของวัดแต่ละแห่งได้แบบ Real-time (Dashboard) ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรในภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด
7.4 การเสริมพลังบทบาทสตรีในงานสาธารณสงเคราะห์
เปิดพื้นที่และกำหนดบทบาทที่ชัดเจนให้กับแม่ชีและอุบาสิกาในโครงสร้างคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ เพื่อให้เข้ามาดูแลงานด้านสุขภาวะสตรี เด็ก และกลุ่มเปราะบางในศูนย์พักพิง ซึ่งจะช่วยปิดช่องว่างเรื่องเพศสภาพและทำให้การสงเคราะห์มีความละเอียดอ่อนและครอบคลุมยิ่งขึ้น
บทส่งท้าย
คณะสงฆ์ไทยได้พิสูจน์แล้วว่า "ธรรมะ" ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในคัมภีร์ แต่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น "ปฏิบัติการ" ที่ช่วยชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คนในยามวิกฤตได้ การเปลี่ยนผ่านจากปี 2554 สู่ 2568 คือการเดินทางของการเรียนรู้และเติบโต หากได้รับการสนับสนุนทางนโยบายและเทคโนโลยีที่เหมาะสม "วัด" จะยังคงเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของสังคมไทยในการรับมือกับความท้าทายจากภัยพิบัติในอนาคตสืบไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น