วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ขอโอกาสใหม่ พัฒนายางพาราไทย สมรภูมิเลือกตั้งปี 2569


 วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: นโยบายยางพาราในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 และพลวัตของพรรคโอกาสใหม่ในภูมิทัศน์การเมืองไทย


บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 โดยมีจุดเน้นเฉพาะเจาะจงที่อุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจฐานรากที่มีความสำคัญสูงสุดต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ รายงานฉบับนี้ได้สังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น คำแถลงนโยบาย และบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารพรรคการเมือง เพื่อฉายภาพบริบทความท้าทายใหม่ที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะผลกระทบจากกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) ที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

การศึกษานี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการวิเคราะห์บทบาทของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ซึ่งนำเสนอมิติใหม่ของการผนวกความเชี่ยวชาญด้านระบบราชการและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจปากท้อง การวิเคราะห์ยังครอบคลุมการเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์กับพรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ทางการเมือง จากนโยบายอุดหนุนราคาแบบดั้งเดิม (Price Subsidy) ไปสู่การปรับโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน (Structural Reform for Sustainability) และการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)


1. บทนำ: ภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเมืองไทยและวาระยางพารา 2569

1.1 ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของยางพาราในการเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งทั่วไปที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ท่ามกลางบริบทความผันผวนของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) 1 ยางพาราไม่ได้ดำรงสถานะเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตร (Commodity) อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "สินทรัพย์ทางการเมือง" (Political Asset) ที่มีอำนาจในการชี้ขาดผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีความหนาแน่นของพื้นที่ปลูกยางสูง เช่น ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จากการประเมินสถานการณ์ตลาดในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจได้คาดการณ์ว่าราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 3 หลัก หรือกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม 2 สภาวะราคานี้ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยบวกที่ลดแรงกดดันต่อรัฐบาล แต่ในความเป็นจริง กลับสร้างความท้าทายใหม่ในเชิงนโยบาย พรรคการเมืองไม่สามารถหาเสียงด้วยมาตรการ "ประกันรายได้ขั้นต่ำ" เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เนื่องจากราคาตลาดอาจสูงกว่าราคาประกัน แต่โจทย์ใหม่คือการสร้าง "เสถียรภาพระยะยาว" และการรักษา "กำไรสุทธิ" (Net Profit) ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย ค่าแรงงาน และต้นทุนในการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล

1.2 แรงกดดันจากระเบียบโลกใหม่: EUDR ในฐานะตัวแปรวิกฤต

ปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการกำหนดนโยบายหาเสียงในปี 2569 คือ กฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่นำเข้ามายังตลาดยุโรปเป็นสาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า แม้ว่าจะมีการเลื่อนกำหนดการบังคับใช้สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยไปเป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2569 3 แต่เส้นตายดังกล่าวอยู่ห่างจากวันเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องบรรจุนโยบายการรับมือ EUDR ไว้ในวาระเร่งด่วน

กฎระเบียบนี้ได้เปลี่ยนสถานะของ "ที่ดินทำกิน" ให้กลายเป็นประเด็นการค้าระหว่างประเทศ ยางพาราไทยต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ถึงแปลงปลูก และต้องมีพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Geolocation) ที่ชัดเจน 4 สิ่งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลต่อเกษตรกรรายย่อยที่ทำกินในพื้นที่ที่เอกสารสิทธิ์ยังไม่ชัดเจน เช่น พื้นที่ ภ.บ.ท.5 หรือพื้นที่รอยต่อเขตป่า ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองต้องนำเสนอทางออกที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงวาทกรรม

1.3 การเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองเชิงนโยบาย (Policy-Based Politics)

บรรยากาศก่อนการเลือกตั้ง 40 วันสุดท้าย สะท้อนให้เห็นการแข่งขันที่เข้มข้นในการเสนอนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 3-5% 1 พรรคการเมืองต่างๆ พยายามฉีกหนีจากนโยบายประชานิยมแจกเงินแบบดั้งเดิม มาสู่นโยบายที่เน้นการสร้างรายได้ใหม่ (New Income Creation) การแก้ปัญหาหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จ และการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย การวิเคราะห์นโยบายยางพาราในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงต้องมองผ่านเลนส์ของ "ยุทธศาสตร์ชาติ" ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)


2. การวิเคราะห์ตัวแสดงใหม่: พรรคโอกาสใหม่ (Phak Okat Mai) และนโยบายยางพารา

2.1 กำเนิดและปรัชญาทางการเมือง: จาก Technocrat สู่เวทีเลือกตั้ง

"พรรคโอกาสใหม่" ถือเป็นตัวแปรที่น่าจับตามองที่สุดในการเลือกตั้ง 2569 พรรคนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2564 (เดิมชื่อพรรคไทยเป็นหนึ่ง) และได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตผู้บริหารระดับสูงในหลายกระทรวงเศรษฐกิจและสังคม ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค 5

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ มิใช่นักการเมืองหน้าใหม่ในความหมายของการขาดประสบการณ์ แต่เป็น "Technocrat" หรือข้าราชการมืออาชีพที่ผ่านงานบริหารราชการแผ่นดินในระดับสูงสุดมาอย่างโชกโชน ทั้งบทบาทในการแก้ปัญหามลพิษ ทรัพยากรน้ำ และอุทยานแห่งชาติ 5 การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของนายจตุพร ภายใต้สโลแกน "วิกฤตเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต" และ "เปลี่ยนคำว่า 'ถ้า' เป็นคำว่า 'ทำ'" 5 สะท้อนถึงความพยายามที่จะนำ "ระเบียบวิธีคิดแบบราชการที่ยืดหยุ่น" (Flexible Bureaucracy) มาใช้แก้ปัญหาคอขวดของประเทศ

2.2 โครงสร้างพรรคและฐานอำนาจ

จากการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 พรรคโอกาสใหม่ได้วางโครงสร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง โดยมี นายธงชัย ลืออดุลย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด (บึงกาฬ, บุรีรัมย์, นครราชสีมา) เป็นเลขาธิการพรรค 10 การมีอดีตข้าราชการปกครองและผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแกนนำ บ่งชี้ว่าพรรคมีเครือข่ายราชการส่วนภูมิภาคที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเจาะฐานเสียงในต่างจังหวัด รวมถึงพื้นที่ปลูกยางพารา

พรรคโอกาสใหม่ประกาศส่งผู้สมัคร ส.ส. ครบทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ โดยตั้งเป้าหมาย ส.ส. ขั้นต่ำ 25 ที่นั่ง เพื่อให้มีสิทธิเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 9 ยุทธศาสตร์ของพรรคไม่ได้เน้นการโจมตีคู่แข่ง แต่เน้นการเป็น "ทางเลือกที่ 3" ที่ประนีประนอมและเน้นผลสัมฤทธิ์ (Results-Oriented)

2.3 นโยบายยางพารา: การบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติและเศรษฐกิจ

จุดแข็งที่สุดของพรรคโอกาสใหม่ คือ ความเชี่ยวชาญของหัวหน้าพรรคในเรื่อง "กฎหมายที่ดินและป่าไม้" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปัญหายางพาราไทยในยุค EUDR จากการวิเคราะห์ถ้อยแถลงและภูมิหลังของผู้บริหาร นโยบายยางพาราของพรรคโอกาสใหม่ มีลักษณะเด่นดังนี้:

A. ยุทธศาสตร์ "ยางพาราสีเขียว" และคาร์บอนเครดิต (Green Rubber & Carbon Credit)

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 5 นโยบายยางพาราของพรรคจึงมุ่งเน้นการเปลี่ยน "ภาระทางสิ่งแวดล้อม" ให้เป็น "สินทรัพย์"

  • แนวคิด: ส่งเสริมให้สวนยางพาราเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญจากการเคยบริหารกระทรวงทรัพยากรฯ มาสร้างมาตรฐานการตรวจวัดคาร์บอนที่สากลยอมรับ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทางที่สองนอกเหนือจากการขายน้ำยาง

  • นัยสำคัญ: นโยบายนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความผันผวนด้านราคา หากราคายางตกต่ำ เกษตรกรยังมีรายได้จากการขายเครดิตคาร์บอนมาชดเชย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยั่งยืนกว่าการประกันราคา

B. การแก้ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน (Land Tenure Solution)

พรรคโอกาสใหม่มีศักยภาพสูงสุดในการเสนอนโยบายแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างเขตป่ากับพื้นที่ทำกินของชาวสวนยาง เนื่องจากหัวหน้าพรรคเข้าใจกลไกภายในของกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้เป็นอย่างดี

  • แนวทาง: คาดการณ์ว่าพรรคจะเสนอโมเดลการออกเอกสารรับรองสิทธิการทำกินในรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับกฎหมาย EUDR โดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและการเดินสำรวจที่แม่นยำ เพื่อแปลงสถานะที่ดินของเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบที่ถูกกฎหมาย (Legalize) โดยไม่ทำลายป่าเพิ่ม

C. การปรับโครงสร้าง กยท. สู่องค์กรแห่งอนาคต

ในวาระครบรอบ 10 ปี ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ (ซึ่งทำงานร่วมกับฝ่ายข้าราชการประจำ) ได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนยางพาราสู่ความยั่งยืน 11 พรรคโอกาสใหม่ในฐานะพรรคที่เติบโตจากฐานข้าราชการ มีแนวโน้มที่จะสานต่อนโยบายนี้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของ กยท. ให้เป็นหน่วยงานที่ "เชื่อมโยงบูรณาการ" (Integrator) มากกว่าเป็นเพียงผู้กำกับดูแล เน้นการลดต้นทุนการผลิตและการเข้าถึงแหล่งทุน 10,000 ล้านบาท สำหรับสถาบันเกษตรกร 11


3. การวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายพรรคการเมืองหลัก: สมรภูมิเลือกตั้ง 2569

นอกจากการเกิดขึ้นของพรรคโอกาสใหม่ พรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้ง 2569 ต่างงัดกลยุทธ์ที่เข้มข้นเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากเกษตรกรชาวสวนยาง โดยสามารถจำแนกกลุ่มนโยบายได้ดังนี้

3.1 พรรคภูมิใจไทย: ยุทธศาสตร์ "เศรษฐกิจ 10+" และ "Barter Trade"

พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจนำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นำเสนอนโยบายชุด "เศรษฐกิจ 10 พลัส" (Economy 10+) และสโลแกน "พูดแล้วทำพลัส" 1

  • นโยบาย Barter Trade: นายอนุทินได้ปัดฝุ่นแนวคิดการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับสินค้าทุน (Barter Trade) กลับมาอีกครั้ง เช่น การนำยางพาราไปแลกเครื่องบิน หรือสินค้าอุตสาหกรรมหนักจากต่างประเทศ 1 นโยบายนี้มุ่งเน้นการระบายสต็อกยางพาราจำนวนมหาศาลออกจากตลาด เพื่อดึงราคาในประเทศให้สูงขึ้น

  • เกษตรร่ำรวยและ SMEs Plus: นโยบายเพิ่มวงเงินกู้และลดภาระดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการแปรรูปยาง (SMEs) และเกษตรกร เพื่อให้เกิดการแปรรูปภายในประเทศ (Demand Creation)

  • วิเคราะห์: จุดแข็งคือความกล้าได้กล้าเสียและภาพลักษณ์ของการเป็น "เซลล์แมนประเทศ" แต่ความท้าทายคือความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของ Barter Trade ภายใต้กฎกติกาการค้าโลก (WTO) และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

3.2 พรรคเพื่อไทย: 3 เสาหลักและเป้าหมาย GDP 5%

พรรคเพื่อไทย นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และทีมยุทธศาสตร์ เสนอนโยบายเชิงโครงสร้างผ่าน "3 เสาหลัก" (เศรษฐกิจ, ความมั่นคง, นิติรัฐ) พร้อมตั้งเป้า GDP โต 5% 12

  • ประกันกำไรสินค้าเกษตร: ยกระดับจาก "ประกันรายได้" หรือ "จำนำ" มาเป็นการ "ประกันกำไร" (Profit Guarantee) ซึ่งหมายถึงการคำนวณต้นทุนบวกกำไรที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

  • พักหนี้และเพิ่มผลิตภาพ: สานต่อนโยบายพักหนี้เกษตรกร และเน้นการใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย

  • วิเคราะห์: พรรคเพื่อไทยพยายามวางตำแหน่งเป็นพรรคบริหารเศรษฐกิจมืออาชีพ (Economic Manager) การเน้น GDP และภาพรวมมหภาคอาจดึงดูดความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจ แต่อาจต้องสื่อสารให้ชัดเจนถึงกลไก "ประกันกำไร" ว่าจะทำได้อย่างไรโดยไม่ขัดต่อวินัยการคลัง

3.3 พรรคประชาชน (สืบทอดอุดมการณ์ก้าวไกล): ปฏิรูปโครงสร้างและทลายทุนผูกขาด

พรรคประชาชน นำเสนอแนวทางที่แตกต่างด้วยการมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบอุปถัมภ์ 14

  • ทลายทุนผูกขาด: มองว่าปัญหาราคายางไม่ได้เกิดจากอุปสงค์อุปทานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการฮั้วราคาของพ่อค้าคนกลางและกลุ่มทุนใหญ่ นโยบายจึงเน้นการเปิดเสรีตลาดและสนับสนุนสหกรณ์ท้องถิ่นให้มีอำนาจต่อรอง

  • รัฐเป็นผู้กำหนดราคาโลก (Price Setter): ส.ส. ชุติมา คชพันธ์ เสนอให้รัฐบาลไทยในฐานะผู้ผลิตอันดับ 1 ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเป็นผู้กำหนดราคายางในตลาดโลก แทนที่จะเป็นผู้รับราคา (Price Taker) 15

  • สวัสดิการและการปลดหนี้: ตั้งเป้าปลดหนี้เกษตรกร 300,000 ราย และเพิ่มวงเงินสินเชื่อประกอบกิจการยางพารา รายละ 100,000 บาท 14 รวมถึงการผลักดันการแปรรูปในท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

  • วิเคราะห์: นโยบายมีความก้าวหน้าและดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ต้องเผชิญแรงเสียดทานสูงจากกลุ่มอำนาจเก่าและระบบราชการ

3.4 พรรครวมไทยสร้างชาติ: พลังงานและนิคมอุตสาหกรรม

พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เน้นจุดยืนเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและการสร้างรายได้จากอุตสาหกรรม 17

  • โครงการ CARE (Capital Flow in Rubber Industrial Estate): สานต่อโครงการยกระดับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมยางพารา สนับสนุนเงินทุน 2,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการแปรรูปยางครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ 17

  • ลดต้นทุนพลังงาน: การตรึงราคาน้ำมันและค่าไฟ ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในการขนส่งและแปรรูปยางพารา 19

3.5 พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม: ศึกชิงฐานเสียงภาคใต้

  • พรรคประชาธิปัตย์: มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรเป็นวาระหลัก โดยเสนอมาตรการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่มีเงินต้นไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก 20 รวมถึงนโยบายดั้งเดิมอย่างการประกันรายได้

  • พรรคกล้าธรรม (นำโดย ร.อ.ธรรมนัส): ชูผลงานการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนยางที่ทำกินในเขต ส.ป.ก. ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น 21


4. การวิเคราะห์ประเด็นเฉพาะ: ยางพาราไทยภายใต้กฎ EUDR และเทคโนโลยี

4.1 สถานะความพร้อมและมาตรการ "Low Risk"

ประเทศไทยได้รับสถานะประเทศที่มี "ความเสี่ยงต่ำ" (Low Risk) ภายใต้เกณฑ์การประเมินของ EUDR ซึ่งส่งผลให้ยางพาราจากไทยจะถูกสุ่มตรวจ ณ ด่านศุลกากรอียูเพียง 1% เท่านั้น 3 นี่คือความได้เปรียบเชิงแข่งขันมหาศาลเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีความเสี่ยงสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่ำในระดับประเทศไม่ได้การันตีความรอดของเกษตรกรรายย่อย

4.2 ระบบ Thai Rubber Trade (TRT) และ Blockchain

รัฐบาลและ กยท. ได้เร่งพัฒนาระบบ Thai Rubber Trade (TRT) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการประมูลยางพาราอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกร ข้อมูลแปลงที่ดิน และปริมาณยาง เข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) 4

  • นัยสำคัญ: พรรคการเมืองที่จะชนะใจเกษตรกรต้องไม่เพียงแค่พูดถึงราคา แต่ต้องเสนอนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงระบบ TRT นี้ได้ง่าย เช่น การสนับสนุนสมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ตฟรีในพื้นที่สวนยาง หรือเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยง (Smart Extension Officers) ที่คอยช่วยเหลือเกษตรกรสูงอายุในการลงทะเบียนข้อมูล

4.3 ผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิต

กฎ EUDR จะบีบให้โครงสร้างการผลิตยางพาราไทยแตกออกเป็น 2 ตลาดชัดเจน (Two-Tier Market):

  1. ตลาดยางพรีเมียม (EUDR-Compliant): ยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง มีพิกัดแปลงชัดเจน จะขายได้ราคาดีและส่งออกไปยุโรปได้

  2. ตลาดยางทั่วไป (Non-EUDR): ยางจากพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ จะถูกกดราคาและต้องส่งออกไปตลาดที่มีมาตรฐานต่ำกว่า เช่น จีน (ซึ่งจีนเองก็เริ่มปรับตัวตามมาตรฐานโลกแล้ว)

พรรคโอกาสใหม่และพรรคประชาชน มีข้อเสนอที่ชัดเจนในการพยายามดึงยางกลุ่มที่ 2 ให้เข้าสู่กลุ่มที่ 1 ผ่านการแก้กฎหมายที่ดิน ในขณะที่พรรครัฐบาลเดิมเน้นการสนับสนุนกลุ่มที่ 1 ให้เข้มแข็งขึ้น


5. ตารางเปรียบเทียบนโยบายยางพาราเชิงลึก (เลือกตั้ง 2569)

ตารางต่อไปนี้แสดงการเปรียบเทียบจุดยืนและนโยบายสำคัญของพรรคการเมืองหลัก โดยสังเคราะห์จากข้อมูลวิจัย:

พรรคการเมืองยุทธศาสตร์หลัก (Key Strategy)นโยบายเด่นด้านยางพารา (Flagship Policy)จุดยืนเรื่อง EUDR & ที่ดินกลุ่มเป้าหมายหลัก
พรรคโอกาสใหม่Green & Bureaucratic Reformยางพาราสีเขียว & คาร์บอนเครดิต: เปลี่ยนสวนยางเป็นแหล่งรายได้คาร์บอน, แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนด้วยเทคโนโลยีออกเอกสารสิทธิ์แบบใหม่ให้คนอยู่กับป่าอย่างถูกกฎหมายเกษตรกรในพื้นที่ทับซ้อน, คนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
พรรคภูมิใจไทยEconomy 10+Barter Trade: แลกยางกับสินค้าทุน, เกษตรร่ำรวย: พักหนี้, สินเชื่อ SMEs Plusสนับสนุนผ่านกลไกกระทรวงมหาดไทย (ผู้ว่าฯ) และการขึ้นทะเบียนฐานเสียงเดิม, เกษตรกรรายย่อย, SMEs
พรรคเพื่อไทยGDP Growth 5%ประกันกำไร (Profit Guarantee): เน้นรายได้สุทธิ, เจรจา FTA เปิดตลาดใหม่ใช้กลไกพาณิชย์และการต่างประเทศเจรจาผ่อนผัน/ปรับตัวเกษตรกรทั่วไป, ภาคธุรกิจส่งออก
พรรคประชาชนStructural Reformทลายทุนผูกขาด: แปรรูปท้องถิ่น, รัฐกำหนดราคาโลก, กระจายอำนาจเงิน CESSเร่งเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด, ตรวจสอบย้อนกลับด้วย Blockchainเกษตรกรก้าวหน้า, สหกรณ์ยาง, คนรุ่นใหม่
พรรครวมไทยสร้างชาติEnergy & Industryนิคมอุตสาหกรรมยาง (CARE): สนับสนุนทุนแปรรูป 2,000 ล้าน, ลดต้นทุนพลังงานเน้นมาตรฐานโรงงานและการผลิตปลายน้ำผู้ประกอบการโรงงาน, แรงงานในภาคอุตสาหกรรม
พรรคประชาธิปัตย์Debt Reliefลดหนี้สิน: ปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท, ประกันรายได้ผลักดันการออกโฉนดที่ดินทำกินเกษตรกรภาคใต้, กลุ่มอนุรักษ์นิยม

6. บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

จากการประมวลภาพรวมทั้งหมด พบว่าการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นการแข่งขันกันระหว่าง "ความเร็วในการช่วยเหลือ" (Speed of Relief) กับ "ความยั่งยืนของโครงสร้าง" (Sustainability of Structure)

  1. กับดักประชานิยม vs ความเป็นจริงของตลาดโลก: แม้พรรคการเมืองจะพยายามเสนอนโยบายแทรกแซงราคา (เช่น ประกันรายได้ หรือ Barter Trade) แต่กลไกตลาดโลกและกฎ EUDR มีอิทธิพลเหนือกว่า การใช้นโยบายอุดหนุนราคาอย่างเดียวอาจไม่ได้ผลในระยะยาว และอาจกลายเป็นการอุดหนุน "ยางเถื่อน" หากไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ดีพอ

  2. บทบาทของพรรคโอกาสใหม่: การเข้ามาของพรรคโอกาสใหม่ที่มีภาพลักษณ์ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialist) อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เบื่อหน่ายความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดิม นโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาระเบียบราชการ (Red Tape) และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่พรรคอื่นยังพูดถึงน้อย

  3. ความจำเป็นของเทคโนโลยี: ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล การสานต่อระบบ Thai Rubber Trade และการพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ของยางพาราเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลชุดต่อไปต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับภาคเกษตร (Digital Infrastructure for Agriculture) อย่างจริงจัง

ข้อเสนอแนะสำหรับการจัดทำนโยบาย (Policy Recommendations)

  • ควรเปลี่ยนจาก "การประกันราคา" เป็น "การประกันความเสี่ยง" (Risk Insurance): สนับสนุนเบี้ยประกันภัยพืชผลและประกันภัยราคาตกต่ำ แทนการจ่ายเงินชดเชยโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณและสร้างวินัยทางการเงิน

  • จัดตั้ง "กองทุนปรับตัว EUDR" (EUDR Adaptation Fund): สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองมาตรฐานและการทำพิกัดแปลงให้แก่เกษตรกรรายย่อยฟรี เพื่อป้องกันไม่ให้รายย่อยหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทาน

  • ส่งเสริม "เศรษฐกิจยางพาราหมุนเวียน" (Circular Rubber Economy): สนับสนุนการนำยางเก่ากลับมาใช้ใหม่ หรือการแปรรูปไม้ยางพาราเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดจากต้นยางหนึ่งต้น

7. บทสรุป

การเลือกตั้งปี 2569 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมยางพาราไทยจะต้องเลือกระหว่างการ "ประคองตัว" ด้วยนโยบายช่วยเหลือระยะสั้น หรือการ "ปฏิรูป" เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำยางพารายั่งยืนระดับโลก พรรคโอกาสใหม่ได้นำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจด้วยการผนวกเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับเศรษฐกิจ ในขณะที่พรรคใหญ่ต่างก็มีจุดแข็งในเชิงทรัพยากรและเครือข่าย

ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับว่าพรรคใดสามารถสื่อสารให้เกษตรกรเข้าใจถึง "วิกฤตซ้อนโอกาส" ของ EUDR และสามารถนำเสนอทางออกที่ "ทำได้จริง" และ "ยั่งยืน" มากที่สุด การเปลี่ยนคำว่า "ถ้า" เป็นคำว่า "ทำ" ดังที่หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่กล่าวไว้ อาจเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจของประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.เอ้" นำทีมไทยก้าวใหม่ลุยบางพลัด หนุน "ดร.เอ๋" เบอร์ 2 ชูนโยบายแก้น้ำท่วมเบ็ดเสร็จ ผสานวิศวกรรม–พุทธสันติวิธีพัฒนาเมือง

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ หรือ “ดร.เอ้” ลงพื้นที่เขตบางพลัด เพ...