วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ส่องนโยบายปัญญาประดิษฐ์ พรรคการเมืองไทย ชูสู้ศึกเลือกตั้งไทย 2569


รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิทัลของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2569


บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองไทยภายใต้กระแสธารแห่งเทคโนโลยี

การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 1 มิใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจบริหารตามวงรอบปกติของระบอบประชาธิปไตย หากแต่เป็น "จุดเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง" (Structural Transition Point) ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของชาติ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเผชิญกับคลื่นลูกที่สี่ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (The Fourth Industrial Revolution) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ประเทศไทยในฐานะระบบเศรษฐกิจขนาดกลางที่กำลังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) จำเป็นต้องแสวงหายุทธศาสตร์ใหม่ที่จะสามารถปลดล็อกศักยภาพของประเทศให้ก้าวพ้นจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกไปที่แนวนโยบายของพรรคการเมืองหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศ ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย โดยพิจารณาถึงการนำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ใน 4 มิติยุทธศาสตร์หลัก คือ การสาธารณสุข (Healthcare), การเกษตร (Agriculture), วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs), และโครงสร้างพื้นฐานทางรัฐกิจ (State Platform) ภายใต้สมมติฐานที่ว่า "เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน แต่เป็นแกนกลางของนโยบายสาธารณะสมัยใหม่" (Technology as the Core of Modern Public Policy)

1.1 บริบททางเศรษฐกิจมหภาคและความท้าทายปี 2569

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เต็มไปด้วยความเปราะบางและความท้าทายรอบด้าน จากข้อมูลร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่นำเสนอโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย วงเงินงบประมาณถูกกำหนดไว้ที่ 3.78 ล้านล้านบาท 2 โดยมีสมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 2.3 – 3.3 2 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Recovery) แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งเคยมีการเติบโตในระดับสูงกว่านี้ในอดีต

ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ หนี้สาธารณะที่คงค้างอยู่ที่ระดับ 12.08 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64.4 ของ GDP ณ เดือนมีนาคม 2568 2 แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ร้อยละ 70 แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนถึงข้อจำกัดในพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกประเทศยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา ที่มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าถึงร้อยละ 19 ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย 4 รวมถึงความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น

ในสภาวการณ์เช่นนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่สามารถพึ่งพานโยบายประชานิยมแบบดั้งเดิมที่เน้นการแจกเงินอุดหนุน (Cash Handout) เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป จำเป็นต้องมีการนำเสนอนโยบายที่สามารถ "สร้างมูลค่าเพิ่ม" (Value Creation) และ "เพิ่มประสิทธิภาพ" (Efficiency Enhancement) ให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคำตอบของโจทย์นี้คือการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้าสู่ภาคการผลิตและบริการจริง

1.2 สถานะความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทย (AI Readiness)

จากการประเมินดัชนีความพร้อมของรัฐบาลด้าน AI (Government AI Readiness Index) โดย Oxford Insights พบว่าประเทศไทยมีความตื่นตัวในระดับนโยบายที่ค่อนข้างสูง โดยมีการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Strategy and Action Plan) ระยะปี 2565–2570 5 ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในด้าน "ทุนมนุษย์" (Human Capital) และ "ความพร้อมของข้อมูล" (Data Availability) 5

คะแนนความพร้อมของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศรายได้สูง (High Income Countries) ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะในมิติของบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูงและการมีตัวแทนของข้อมูลที่ครอบคลุม (Data Representativeness) สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาครัฐจะมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า แต่การนำไปสู่การปฏิบัติจริงยังติดขัดที่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลพื้นฐาน 5 ดังนั้น นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 จึงต้องมุ่งเน้นไปที่การปิดช่องว่าง (Gap Closing) เหล่านี้ ผ่านการลงทุนในการศึกษา การพัฒนาทักษะ (Upskilling/Reskilling) และการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลเปิด (Open Data Platform) ที่ใช้งานได้จริง


2. การพลิกโฉมระบบสาธารณสุข: จาก "30 บาทรักษาทุกโรค" สู่ "30 บาทพลัส" ด้วยปัญญาประดิษฐ์

ภาคสาธารณสุขถือเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญที่สุดของนโยบายสังคมไทย และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่พรรคการเมืองใช้ในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงฐานเสียง การระบาดของโรคอุบัติใหม่และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Super-Aged Society) ทำให้ระบบสาธารณสุขแบบเดิมไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ การนำ AI เข้ามาช่วยจึงเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

2.1 พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "Moonshot" และการแพทย์แม่นยำ

พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ริเริ่มนโยบาย "30 บาทรักษาทุกโรค" ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ในการยกระดับโครงการนี้ไปอีกขั้น ภายใต้แคมเปญ "30 บาทพลัส" หรือ "30 บาทรักษาทุกที่" โดยใช้เวทีเสวนา "Moonshot Forum" ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ "ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI : รักษาดี อยู่ดี ตายดี" เป็นจุดเริ่มต้นในการประกาศนโยบายเชิงรุก 7

2.1.1 แนวคิดการเปลี่ยนผ่านสู่ "การแพทย์เชิงรุก" (Proactive Healthcare)

แกนหลักของนโยบายสาธารณสุขพรรคเพื่อไทยคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ "รอให้ป่วยแล้วรักษา" (Passive/Reactive) ไปสู่การ "ป้องกันและดูแลล่วงหน้า" (Active/Proactive) โดยอาศัยเทคโนโลยี AI และ Big Data 7

  • การทำนายโรค (Predictive Analytics): การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรม (Genomics) และข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคของแต่ละบุคคล ทำให้สามารถวางแผนป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดการเจ็บป่วยจริง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลระยะยาวได้อย่างมหาศาล

  • การวินิจฉัยโรค (AI Diagnosis): นำเทคโนโลยี AI มาช่วยแพทย์ในการอ่านผลภาพถ่ายทางการแพทย์ (Radiology) เช่น เอกซเรย์ปอด หรือ MRI สมอง รวมถึงการวิเคราะห์ชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการวินิจฉัย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 7

2.1.2 ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Data Platform)

อุปสรรคสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยคือการกระจัดกระจายของข้อมูล (Data Silos) พรรคเพื่อไทยจึงเสนอนโยบายสร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติที่เชื่อมโยงข้อมูลจากโรงพยาบาลทุกสังกัด ทั้งภาครัฐ เอกชน และคลินิก เข้าด้วยกัน 7

  • ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability): การสร้างมาตรฐานข้อมูลกลางเพื่อให้ระบบต่างๆ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างไร้รอยต่อ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องถือประวัติการรักษาไปมา และแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลประวัติการแพ้ยาหรือผลเลือดล่าสุดได้ทันทีไม่ว่าจะเข้ารับการรักษาที่ใด

  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy & Security): เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พรรคเพื่อไทยได้เตรียมการผลักดันกฎหมายลำดับรองและมาตรฐานธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลสุขภาพที่มีความอ่อนไหวสูง 7

2.1.3 การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) และมิติ "ตายดี"

นวัตกรรมทางความคิดที่น่าสนใจของพรรคเพื่อไทยคือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (End-of-life Care) ภายใต้แนวคิด "อยู่ดี ตายดี" 7 การใช้ระบบ Telemedicine และอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เพื่อติดตามอาการผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายกับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ ลดความแออัดในโรงพยาบาล และลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ โดยมี AI ช่วยประเมินระดับความเจ็บปวดและแจ้งเตือนเมื่อเกิดภาวะวิกฤต

2.1.4 Super App "หมอพร้อมพลัส"

การพัฒนาแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" ให้กลายเป็น "Super App" ทางด้านสุขภาพที่ครบวงจร เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ 8 แอปพลิเคชันนี้จะไม่ใช่แค่สมุดวัคซีนดิจิทัล แต่จะเป็นพอร์ทัลหลักในการนัดหมายแพทย์ รับใบรับรองแพทย์ดิจิทัล ปรึกษาแพทย์ทางไกล และเชื่อมต่อกับระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพภาครัฐ ทั้งหมดนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วย AI Chatbot ที่สามารถตอบคำถามสุขภาพเบื้องต้นและคัดกรองอาการ (Triage) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

2.2 พรรคภูมิใจไทย: "AI ถึงมือ งานถึงตัว" และการเข้าถึงระดับชุมชน

พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีแนวทางที่เน้นการปฏิบัติและการเข้าถึงระดับรากหญ้า ภายใต้นโยบาย "10 Plus" ที่มีข้อ 7 ระบุชัดเจนถึง "ดิจิทัล AI พลัส" 9

  • การเสริมศักยภาพ อสม. ด้วยเทคโนโลยี: แม้จะไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคเท่าพรรคเพื่อไทย แต่แนวทางของภูมิใจไทยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีลงสู่ระดับชุมชน โดยเฉพาะการติดอาวุธทางปัญญาและเครื่องมือดิจิทัลให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้เป็นด่านหน้าในการคัดกรองสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุในชุมชน 9

  • การแพทย์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ: การใช้ AI ในการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) และการพยากรณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เช่น ฝุ่น PM2.5 หรือโรคระบาดที่มากับน้ำท่วม สอดคล้องกับนโยบาย "พร้อมก่อนภัย" ของพรรค 11

2.3 การเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์

มิติการวิเคราะห์พรรคเพื่อไทยพรรคภูมิใจไทย
ปรัชญาหลักการปฏิรูประบบโครงสร้าง (Systemic Reform) และการก้าวกระโดด (Moonshot)การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการเข้าถึง (Pragmatic Access)
เทคโนโลยีหลักBig Data Platform, Genomics AI, Super AppTelemedicine ระดับชุมชน, AI พยากรณ์ภัยสุขภาพ
กลุ่มเป้าหมายประชาชนทั้งระบบ, โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปชุมชนท้องถิ่น, อสม., พื้นที่ห่างไกล
ความท้าทายความซับซ้อนของการบูรณาการข้อมูลข้ามสังกัด และกฎหมาย PDPAความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล

3. เกษตรอัจฉริยะ (AgriTech): ยุทธศาสตร์น่านฟ้าและข้อมูลเพื่อความมั่งคั่ง

ภาคการเกษตรยังคงเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยและเป็นฐานเสียงสำคัญ การนำ AI มาใช้ในภาคเกษตร (AgriTech) ของพรรคการเมืองในปี 2569 มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาคลาสสิกของเกษตรกรไทย คือ "ยากจน เจ็บป่วย และแก่ตัว" ผ่านเทคโนโลยีความแม่นยำสูง (Precision Agriculture)

3.1 พรรคเพื่อไทย: "ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม" และเป้าหมายรายได้ 3 เท่า

พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่งในการ "เพิ่มรายได้เกษตรกรเป็น 3 เท่าภายใน 4 ปี" 12 โดยใช้นโยบาย "ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม" เป็นหัวใจสำคัญ

  • การจับคู่ Demand-Supply ด้วย AI (Market Matching): ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำเกิดจากการขาดข้อมูล พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลตลาดโลกแบบ Real-time เพื่อพยากรณ์ความต้องการสินค้าเกษตรล่วงหน้า และแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชที่ตลาดต้องการ (Zoning) 13

  • เกษตรแม่นยำ (Precision Farming): สนับสนุนการใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เซนเซอร์วัดความชื้นและธาตุอาหารในดิน ควบคู่กับระบบให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติที่ควบคุมด้วย AI เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ (Yield) 14

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ (Joint Lab): การจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยร่วมไทย-จีน (Joint Lab) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการเกษตร โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์พืชและการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 15

3.2 พรรคประชาชน: เทคโนโลยีเพื่อปลดแอกเกษตรกรรายย่อย

พรรคประชาชน (สืบทอดเจตนารมณ์พรรคก้าวไกล) มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองมากขึ้น โดยไม่เน้นการอุดหนุนราคาที่บิดเบือนกลไกตลาด

  • โดรนเกษตรและการสนับสนุนค่าบริการ: นโยบายสนับสนุนการใช้โดรนเพื่อการเกษตร (Agricultural Drones) สำหรับการพ่นปุ๋ยและยา เพื่อลดการสัมผัสสารเคมีของเกษตรกรและเพิ่มความแม่นยำ โดยมีโมเดลการอุดหนุนแบบ "คนละครึ่ง" หรือการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับวิสาหกิจชุมชนในการจัดหาโดรน 16

  • AI พยากรณ์อากาศและภัยพิบัติ: การใช้ข้อมูลดาวเทียมและ AI ในการพยากรณ์สภาพอากาศระดับจุลภาค (Micro-climate) เพื่อแจ้งเตือนภัยแล้งหรือน้ำท่วมให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ช่วยลดความเสียหายของผลผลิต 17

  • Blockchain เพื่อความโปร่งใส: แม้จะไม่ได้เน้นย้ำมากในรอบนี้ แต่แนวคิดเดิมเรื่องการใช้ Blockchain ในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สินค้าเกษตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและตัดวงจรพ่อค้าคนกลางที่เอาเปรียบยังคงเป็นรากฐานของนโยบาย 17

3.3 พรรคภูมิใจไทย: เกษตรมูลค่าสูงและภูมิปัญญาท้องถิ่น

พรรคภูมิใจไทยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรผ่านอัตลักษณ์พื้นถิ่นและมาตรฐานสากล

  • นโยบายเกษตร 5,000 สายพันธุ์: ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืชท้องถิ่นกว่า 5,000 ชนิด และขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (G.I.) เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดโลก 18

  • AI Storytelling: การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในการสร้างเรื่องราว (Storytelling) ให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ เพื่อเจาะตลาดพรีเมียมออนไลน์ สอดคล้องกับนโยบาย "Made in Thailand" ที่ต้องการยกระดับสินค้าไทย 9

3.4 บทวิเคราะห์เชิงลึก: โดรน vs ข้อมูล

การแข่งขันในเชิงนโยบายเกษตรมีความแตกต่างกันที่จุดเน้น พรรคประชาชนเน้น "Hardware & Tool" (โดรน เครื่องจักร) เพื่อลดต้นทุนแรงงานที่กำลังขาดแคลนจากสังคมสูงวัย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเน้น "Software & Data" (ข้อมูลตลาด การพยากรณ์) เพื่อแก้ปัญหาราคาและความผันผวน ทั้งสองแนวทางมีความจำเป็นควบคู่กัน แต่ความท้าทายอยู่ที่ "การเข้าถึง" (Accessibility) เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) การมีเทคโนโลยีแต่ใช้ไม่เป็นอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีกลไก "Extension Service" หรือนักส่งเสริมการเกษตรยุคใหม่ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางเทคโนโลยี


4. SMEs และเศรษฐกิจฐานราก: การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการเข้าถึงแหล่งทุน

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมากที่สุด นโยบายของพรรคการเมืองในปี 2569 จึงมุ่งเน้นการ "ติดอาวุธ" ให้ SMEs สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในยุคดิจิทัล

4.1 พรรคเพื่อไทย: Digital Transformation Fund และระบบนิเวศการสนับสนุน

พรรคเพื่อไทยใช้องคาพยพของรัฐ โดยเฉพาะสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

  • d-voucher และ d-transform: โครงการแจกคูปองดิจิทัล (d-voucher) ให้กับ SMEs เพื่อนำไปแลกซื้อซอฟต์แวร์ ระบบบัญชี หรือบริการ AI จากผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียน (Digital Providers) เพื่อลดต้นทุนในการเริ่มต้นใช้งานเทคโนโลยี (Adoption Cost) โดยตั้งเป้าสนับสนุน SMEs นับหมื่นราย 19

  • One Tablet One SME: ต่อยอดจากนโยบายด้านการศึกษา สู่การสนับสนุนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์พื้นฐานให้กับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันบริหารจัดการร้านค้าและช่องทางออนไลน์ได้ 21

  • การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching): ใช้ AI ในการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และจับคู่ SMEs ไทยกับคู่ค้าในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดส่งออก

4.2 พรรคประชาชน: นวัตกรรมทางนโยบาย "หวยใบเสร็จ" และแต้มต่อทางภาษี

พรรคประชาชนนำเสนอแนวคิดที่ฉีกกรอบเดิมๆ ด้วยการใช้กลไกทางจิตวิทยา (Gamification) มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล 22

  • หวยใบเสร็จ SMEs (Receipt Lottery): มาตรการจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าจากร้านค้า SMEs รายย่อย โดยทุกการใช้จ่ายที่ได้รับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) จะถูกแปลงเป็นสิทธิ์ลุ้นรางวัลคล้ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" หรือแพลตฟอร์มกลาง

    • กลไกเชิงลึก: นโยบายนี้มีเป้าหมายแฝง (Ulterior Motive) ในการดึงร้านค้า SMEs เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลภาษีอย่างสมัครใจ (Formalization of Informal Economy) โดยใช้แรงจูงใจแทนการบังคับ เมื่อร้านค้าเข้าสู่ระบบ รัฐจะมีข้อมูล (Data) เพื่อนำไปออกแบบนโยบายช่วยเหลือได้ตรงจุด

  • แต้มต่อ SMEs: การกำหนดนโยบายภาษีและกฎระเบียบที่เอื้อต่อรายย่อยมากกว่าทุนใหญ่ (Progressive Policy) เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม

4.3 พรรคภูมิใจไทย: สินเชื่อ AI และเศรษฐกิจแบ่งปัน

พรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นการแก้ปัญหา "สภาพคล่อง" ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของ SMEs

  • Credit Scoring จากข้อมูลทางเลือก (Alternative Data): นโยบายผลักดันให้สถาบันการเงินใช้ AI ในการวิเคราะห์เครดิตจากข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน (Non-financial Data) เช่น พฤติกรรมการขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์, การชำระค่าน้ำค่าไฟ, หรือประวัติการใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ SMEs ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ 9

  • พักหนี้และเติมทุน: นโยบายพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลดดอกคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท ควบคู่กับการเติมทุนใหม่ผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี เพื่อให้ธุรกิจสามารถตั้งตัวได้ใหม่ 25


5. แพลตฟอร์มรัฐและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: Super App ปะทะ Platform State

การต่อสู้ทางความคิดที่เข้มข้นและมีนัยสำคัญที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือรูปแบบของ "รัฐบาลดิจิทัล" (Digital Government) ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาการบริหารประเทศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

5.1 พรรคเพื่อไทย: โมเดล "Super App" และการรวมศูนย์บริการ

พรรคเพื่อไทยยังคงยึดมั่นในโมเดล "Super App" ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากโครงการ Digital Wallet และแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" 8

  • แนวคิด (Concept): การสร้างแอปพลิเคชันเดียวที่ครอบคลุมทุกบริการของภาครัฐ (All-in-One) ตั้งแต่การยืนยันตัวตน (Digital ID), การรับสวัสดิการ, การชำระภาษี, ไปจนถึงบริการสาธารณสุข

  • ข้อดี: ประชาชนจดจำง่าย ใช้งานสะดวกจุดเดียว (One-stop Service)

  • ความเสี่ยงและข้อวิจารณ์: การรวมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Centralized Data) ไว้ในที่เดียว ทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่ล่อแหลมต่อการโจมตีทางไซเบอร์ (Single Point of Failure) นอกจากนี้ ระบบที่มีความซับซ้อนสูง (Monolithic Architecture) มักจะมีความยืดหยุ่นต่ำและยากต่อการปรับปรุงแก้ไขในอนาคต

5.2 พรรคประชาชน: โมเดล "Platform State" และรัฐแบบเปิด

พรรคประชาชนนำเสนอวิสัยทัศน์ "รัฐแพลตฟอร์ม" (Platform State) หรือรัฐที่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกทางโครงสร้างพื้นฐาน 27

  • แนวคิด (Concept): รัฐทำหน้าที่สร้าง "ถนนดิจิทัล" และเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ผ่าน API (Application Programming Interface) ที่เป็นมาตรฐาน เพื่อให้ภาคเอกชน สตาร์ทอัพ หรือนักพัฒนาอิสระ สามารถนำข้อมูลไปสร้างบริการใหม่ๆ ต่อยอดได้

  • ความโปร่งใส (Transparency): การใช้ AI ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (AI for Anti-Corruption) และการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ (Machine-readable) เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถตรวจสอบได้ง่าย 28

  • การลดขนาดรัฐ (Lean Government): ใช้เทคโนโลยีในการยุบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน และเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ (End-to-End Digital Process) ลดการใช้กระดาษและการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่

5.3 พรรคภูมิใจไทย: การเชื่อมโยงข้อมูลและระบบเตือนภัย

พรรคภูมิใจไทยเน้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 11

  • Data Integration: การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมกองต่างๆ เพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาต (Red Tape)

  • Disaster Warning System: การพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติอัจฉริยะที่แม่นยำและรวดเร็ว โดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูลจากเซนเซอร์ทั่วประเทศ ส่งตรงถึงมือประชาชนผ่านแอปพลิเคชันหรือข้อความ SMS แบบ Location-based 11

ตารางเปรียบเทียบโมเดลรัฐบาลดิจิทัล

คุณลักษณะSuper App (เพื่อไทย)Platform State (ประชาชน)Digital Connect (ภูมิใจไทย)
โครงสร้างระบบรวมศูนย์ (Centralized)กระจายศูนย์/เปิดกว้าง (Decentralized/Open)เชื่อมโยง (Integrated)
บทบาทของรัฐผู้ให้บริการหลัก (Service Provider)ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Enabler)ผู้ประสานงาน (Coordinator)
การจัดการข้อมูลฐานข้อมูลกลางขนาดใหญ่Open Data / Open APIการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
จุดเน้นความสะดวกสบายของผู้ใช้ (UX)ความโปร่งใสและนวัตกรรม (Innovation)ความรวดเร็วในการแก้ปัญหา (Speed)

6. วิเคราะห์ความเป็นไปได้และความท้าทาย (Feasibility Analysis)

การประกาศนโยบายที่สวยหรูย่อมต้องเผชิญกับบททดสอบในโลกความเป็นจริง ทั้งในมิติของงบประมาณ กฎหมาย และความพร้อมของบุคลากร

6.1 ข้อจำกัดทางงบประมาณ (Fiscal Constraints)

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนงบลงทุนเพียงร้อยละ 22.9 (ประมาณ 8.6 แสนล้านบาท) ในขณะที่งบรายจ่ายประจำ (เงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการเดิม) กินสัดส่วนถึงร้อยละ 70.2 2

  • ผลกระทบ: การลงทุนสร้าง Super App หรือ National Health Platform ของพรรคเพื่อไทย ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการจัดซื้อ Server, Cloud, และจ้างนักพัฒนาระบบ หากไม่สามารถตัดงบส่วนอื่นมาโปะได้ อาจต้องใช้วิธีการกู้เงินหรือให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ซึ่งอาจนำมาสู่ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

  • ทางออก: นโยบายของพรรคประชาชนที่เน้น Open Data และ Open API อาจใช้งบประมาณน้อยกว่าในระยะยาว เพราะผลักภาระการพัฒนาแอปพลิเคชันไปให้ภาคเอกชน แต่ต้องลงทุนสูงในช่วงแรกในการทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleansing) และวางระบบ API Gateway

6.2 ความท้าทายทางกฎหมายและจริยธรรม (Legal & Ethical Challenges)

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการร่างและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล 29

  • AI Act: ร่างกฎหมาย AI ของไทยที่กำลังพิจารณา มีการแบ่งระดับความเสี่ยง (Risk-based Approach) คล้ายกับกฎหมาย EU AI Act การนำ AI มาใช้ในภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือการสอดส่องพฤติกรรมประชาชน (Social Scoring) อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ความเสี่ยงสูง" หรือ "ต้องห้าม" ซึ่งอาจขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน 29

  • PDPA: การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและข้อมูลการเงินข้ามหน่วยงาน ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างเคร่งครัด ความเสี่ยงที่ข้อมูลรั่วไหล (Data Breach) จากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐเป็นสิ่งที่น่ากังวลที่สุด

6.3 วิกฤตขาดแคลนแรงงานดิจิทัล (Digital Talent Shortage)

ทุกพรรคการเมืองเผชิญกับอุปสรรคเดียวกันคือ ประเทศไทยขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI, Data Science, และ Cybersecurity อย่างรุนแรง 24

  • นโยบายระยะสั้น: พรรคเพื่อไทยเสนอการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ (Global Talent Visa) และการ Re-skill แรงงานระยะสั้น 24

  • นโยบายระยะยาว: พรรคประชาชนและพรรคไทยก้าวใหม่เสนอการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา สอน Coding ตั้งแต่ประถม และลดวิชาเรียนที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้าง "Digital Native" รุ่นใหม่ 30 แต่ผลสัมฤทธิ์ต้องใช้เวลา 10-20 ปี ซึ่งไม่ทันต่อการใช้งานในวาระรัฐบาลหน้า


7. บทสรุป: สู่ยุค "ประชานิยมทางเทคโนโลยี" (Tech-Populism)

การเลือกตั้งปี 2569 นับเป็นจุดกำเนิดของยุค "ประชานิยมทางเทคโนโลยี" (Tech-Populism) อย่างแท้จริงในการเมืองไทย พรรคการเมืองไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ตัวเลขเม็ดเงินที่จะแจกจ่ายให้กับประชาชนอีกต่อไป แต่แข่งขันกันด้วย "ความอัจฉริยะ" และ "ประสิทธิภาพ" ของเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากร

  • พรรคเพื่อไทย นำเสนอโมเดล "รัฐอำนวยการอัจฉริยะ" (Smart Directing State) ที่ใช้เทคโนโลยี AI เสริมความแข็งแกร่งให้กับนโยบายประชานิยมเดิม (30 บาท, กองทุนหมู่บ้าน, Digital Wallet) เน้นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้และสเกลใหญ่

  • พรรคประชาชน นำเสนอโมเดล "รัฐเปิดฐานราก" (Open Platform State) ที่ใช้เทคโนโลยีรื้อถอนโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ เพิ่มความโปร่งใส และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดที่เป็นธรรม

  • พรรคภูมิใจไทย นำเสนอโมเดล "รัฐปฏิบัติการ" (Pragmatic Action State) ที่ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เชื่อมโยงระบบ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับฐานทรัพยากรเดิมของประเทศ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย:

ไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ต้องตระหนักว่า "เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย" (Technology is a tool, not a panacea) ความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ไม่ได้อยู่ที่ความล้ำสมัยของอัลกอริทึม แต่อยู่ที่ "ธรรมาภิบาล" (Governance) ในการกำกับดูแล การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน (Trust) และการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) เพื่อไม่ให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความมั่งคั่งให้เฉพาะกลุ่มทุนเทคโนโลยี แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่กระจายความอยู่ดีกินดีสู่ประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง


(รายงานฉบับนี้เรียบเรียงขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์และเอกสารเผยแพร่ของพรรคการเมือง ณ เดือนธันวาคม 2568 เพื่อประโยชน์ในการศึกษาและติดตามนโยบายสาธารณะ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายหาเสียง ผ่านกระจก Elon Musk บนเวทีดาวอส

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายพรรคการเมืองไทยบนคลื่น Agentic AI และระเบียบโลกใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไท...