รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: พลวัตการเมืองไทยและการวิเคราะห์เชิงลึกนโยบาย "การขยายโอกาส" ของพรรคโอกาสใหม่ ในบริบทการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยในช่วงรอยต่อของการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการก่อตัวและยุทธศาสตร์ทางนโยบายของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของกลุ่มข้าราชการระดับสูงและนักบริหารมืออาชีพ การศึกษานี้เจาะลึกถึงแนวคิด "การขยายโอกาส" (Opportunity Expansion) ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะทางเลือกที่สามท่ามกลางความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่างขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมก้าวหน้า รายงานฉบับนี้ยังได้ทำการเปรียบเทียบเชิงวิพากษ์ระหว่างชุดนโยบายของพรรคโอกาสใหม่กับพรรคการเมืองหลักอื่นๆ ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ผลกระทบทางการคลัง และนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะมีต่อทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลและการบริหารประเทศในทศวรรษหน้า
บทที่ 1: บริบทมหภาคและจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษการเมืองไทย 2569
1.1 ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์การเมือง: จากวิกฤตศรัทธาสู่การรีเซ็ตอำนาจ
การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 มิได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลตามวาระปกติ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis) ของสังคมไทย ทั้งในมิติความขัดแย้งทางการเมือง ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายหลังการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สถานการณ์ทางการเมืองได้เดินทางมาสู่จุดแตกหักเมื่อเกิดความขัดแย้งในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากเป็นการจัดการเลือกตั้งควบคู่ไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
1.2 โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบางและกับดักรายได้ปานกลาง
บริบททางเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้ง 2569 เต็มไปด้วยความท้าทาย หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับวิกฤต ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ
ในสถานการณ์เช่นนี้ โจทย์ใหญ่ของการเลือกตั้งจึงมิใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการ "ปรับโครงสร้าง" (Restructuring) เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและการถดถอยของความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก สิ่งนี้สร้างช่องว่างทางการตลาด (Market Gap) ให้กับพรรคการเมืองที่เน้น "การบริหารจัดการ" และ "การสร้างโอกาสระยะยาว" มากกว่าการสงเคราะห์
1.3 วิกฤตการณ์ "โลกเดือด" และวาระแห่งชาติใหม่
อีกหนึ่งบริบทที่ไม่อาจมองข้ามคือปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือภาวะ "โลกเดือด" (Global Boiling) ซึ่งนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหลัก
บทที่ 2: การก่อตัวและสถาปัตยกรรมองค์กรของ "พรรคโอกาสใหม่"
2.1 พัฒนาการจาก "ไทยเป็นหนึ่ง" สู่ "โอกาสใหม่": ยุทธศาสตร์การรีแบรนด์
พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) เดิมจดทะเบียนจัดตั้งในชื่อ "พรรคไทยเป็นหนึ่ง" เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2564 ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและชื่อพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง 2569
สัญลักษณ์ของพรรคที่ออกแบบใหม่ด้วยรูปทรงหยดน้ำและเส้นโค้งวงโคจรสีชมพู
2.2 ผู้นำพรรคและฐานอำนาจ: ปรากฏการณ์ "Technocrat" คืนถิ่น
ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของพรรคโอกาสใหม่คือภาพลักษณ์และบารมีของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค
การก้าวเข้าสู่การเมืองของกลุ่มข้าราชการระดับสูงกลุ่มนี้ แตกต่างจากการลงมาเล่นการเมืองของกลุ่มทหารหรือนักการเมืองอาชีพ เพราะพวกเขานำเสนอจุดขายเรื่อง "Efficiency" หรือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
2.3 โครงสร้างองค์กร: พันธมิตร "รัฐ-เอกชน"
โครงสร้างกรรมการบริหารพรรคโอกาสใหม่สะท้อนโมเดล "ประชารัฐ" ในเวอร์ชันที่ทันสมัยขึ้น โดยเป็นการผสมผสานระหว่าง:
กลุ่มอดีตข้าราชการระดับสูง (The Bureaucrats): เช่น นายธงชัย ลืออดุลย์ (เลขาธิการพรรค, อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด), นายโสภณ ทองดี (เหรัญญิก, อดีตอธิบดี)
15 กลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็น "สมอง" ในการกลั่นกรองนโยบายให้สามารถปฏิบัติได้จริงตามระเบียบราชการกลุ่มนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่ (The Private Sector & New Gen): การดึงนักธุรกิจและตัวแทนคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทีม
15 เพื่อเติมเต็มมุมมองด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่
การผสมผสานนี้มีเป้าหมายเพื่อลบจุดอ่อนเรื่องความล่าช้าของระบบราชการ และสร้างภาพลักษณ์ของพรรคที่มีความสมดุลระหว่าง "ความมั่นคง" และ "ความก้าวหน้า"
บทที่ 3: ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "การขยายโอกาส" (Opportunity Expansion)
แก่นแกนทางอุดมการณ์ของพรรคโอกาสใหม่ไม่ใช่ "ประชานิยม" (Populism) ที่เน้นการแจกเงิน และไม่ใช่ "เสรีนิยมใหม่" (Neoliberalism) ที่ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างอิสระ แต่คือแนวคิด "Managerial Opportunity" หรือการใช้กลไกรัฐเพื่อบริหารจัดการและขยายช่องทางโอกาสให้กับประชาชน โดยแบ่งออกเป็น 4 มิติยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้:
3.1 มิติเศรษฐกิจ: จาก "Thai First" สู่การแช่แข็งหนี้ (Economic Opportunity)
3.1.1 ห่วงโซ่อุปทาน "ไทยทำ ไทยใช้" (Thai-First Supply Chain)
พรรคโอกาสใหม่เสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ (Constructive Economic Nationalism) ภายใต้แนวคิด "เศรษฐกิจไทย เพื่อโอกาสของคนไทย"
การวิเคราะห์เชิงลึก: นโยบายนี้พยายามแก้ปัญหาความเสียเปรียบของทุนท้องถิ่นต่อทุนข้ามชาติและทุนผูกขาด โดยใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ (Government Procurement) เป็นเครื่องมือชี้นำตลาด ซึ่งเป็นวิธีที่กลุ่ม Technocrat ถนัดและสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายใหญ่
3.1.2 ยุทธศาสตร์ "แช่แข็งหนี้" (Debt Freeze)
ในขณะที่พรรคอื่นเสนอนโยบาย "พักหนี้" (Debt Moratorium) ซึ่งมักจะเป็นเพียงการยืดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยยังเดินต่อ พรรคโอกาสใหม่เสนอแนวคิดที่ก้าวหน้ากว่าคือการ "หยุดและแช่แข็งปัญหาหนี้" (Freeze Debt)
กลไกการทำงาน: การแช่แข็งหนี้ในนิยามของพรรค คือการหยุดทั้งต้นและดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ควบคู่ไปกับมาตรการ "สร้างรายได้" เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการชำระหนี้
9 นี่คือการมองปัญหาหนี้สินในมิติของ "กระแสเงินสด" (Cash Flow) และ "ศักยภาพในการหารายได้" (Earning Capacity) ไม่ใช่แค่ภาระทางบัญชี
3.2 มิติสังคม: รัฐสวัสดิการสำหรับ "คนนอกระบบ" (Social Opportunity)
3.2.1 ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ "Dual Welfare"
ประเทศไทยมีโครงสร้างสวัสดิการแบบทวิลักษณ์ (Dual Structure) คือ ข้าราชการมีสวัสดิการที่ดีเยี่ยม ในขณะที่ประชาชนทั่วไปและแรงงานนอกระบบมีสวัสดิการที่จำกัด พรรคโอกาสใหม่จึงประกาศนโยบาย "รัฐสวัสดิการเพื่อให้ประชาชนที่ไม่ใช่บุคลากรภาครัฐได้รับสวัสดิการภาครัฐอย่างทั่วถึง"
นัยสำคัญ: นโยบายนี้เป็นการ "ซื้อใจ" ฐานเสียงขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ แรงงานนอกระบบ เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของแกนนำพรรคที่เป็นอดีตข้าราชการในการออกแบบระบบที่ไม่ทำลายสถานะของข้าราชการเดิม แต่ยกระดับคนกลุ่มอื่นขึ้นมา
สวัสดิการแรงงานนอกระบบ: ขยายผลจากกองทุนสวัสดิการที่มีอยู่เดิม สร้างหลักประกันความมั่นคงทางรายได้หลังเกษียณ และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพเทียบเท่าระบบราชการ
19
3.3 มิติสิ่งแวดล้อม: เศรษฐกิจสีเขียวบนฐานทรัพยากร (Environmental Opportunity)
3.3.1 พลิกวิกฤต "โลกเดือด" เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
ด้วยพื้นหลังของหัวหน้าพรรคที่เป็นอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นโยบายสิ่งแวดล้อมจึงเป็น "Flagship Policy" ที่โดดเด่นที่สุด พรรคมองว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่แค่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)
นโยบาย: การส่งเสริมคาร์บอนเครดิตภาคประชาชน, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงาน), และการปรับเปลี่ยนภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การวิเคราะห์: นี่คือการนำเสนอ "Green Growth" ที่จับต้องได้ โดยเชื่อมโยงเรื่องปากท้องเข้ากับเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งแตกต่างจากพรรคอื่นที่อาจมองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องรอง หรือเป็นเพียง CSR
3.4 มิติการศึกษาและทุนมนุษย์: Workfare และการพัฒนาทักษะ (Human Capital Opportunity)
3.4.1 จาก Welfare สู่ Workfare
พรรคโอกาสใหม่เน้นย้ำเรื่องการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ
หลักสูตรการศึกษา: ปฏิรูปหลักสูตรให้เท่าทันเทคโนโลยี เน้นทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อแก้ปัญหา "เรียนจบแต่ตกงาน" (Skills Mismatch)
8
บทที่ 4: การเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายกับคู่แข่งทางการเมือง
เพื่อให้เห็นภาพตำแหน่งแห่งที่ (Positioning) ของพรรคโอกาสใหม่ในสนามเลือกตั้ง 2569 ได้ชัดเจน จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองหลักอื่นๆ ผ่านตารางวิเคราะห์ดังนี้:
ตารางที่ 4.1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์และนโยบายหลักของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 2569
| มิติการเปรียบเทียบ | พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity) | พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai) | พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai) | พรรคประชาชน (People's Party) |
| ปรัชญาหลัก | การจัดการนิยม (Managerialism) เน้นประสิทธิภาพและการปฏิบัติจริง | ประชานิยมใหม่ (Neo-Populism) เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | ปฏิบัตินิยมท้องถิ่น (Local Pragmatism) เน้นการพัฒนาพื้นที่และก่อสร้าง | โครงสร้างนิยม (Structuralism) เน้นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ |
| สโลแกนรณรงค์ | "วิกฤตเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต" | "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน" | "พูดแล้วทำ พลัส (Economy 10+)" | "ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก" |
| นโยบายเศรษฐกิจหลัก | - แช่แข็งหนี้ (Freeze Debt) - Thai First Supply Chain - Green Economy | - ดิจิทัลวอลเล็ต / เติมเงิน - หวยเกษียณ - รถไฟฟ้า 20 บาท | - พักหนี้ 3 ปี - คนละครึ่งพลัส - ลงทุนรัฐ 30% ของ GDP | - ทลายทุนผูกขาด - หวยใบเสร็จ (SME) - อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ |
| นโยบายสังคม/สวัสดิการ | - สวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับคนนอกระบบ - Workfare (ฝึกทักษะแลกสวัสดิการ) | - ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค - 1 ครอบครัว 1 Soft Power | - สวัสดิการ อสม. - กองทุนประกันชีวิตผู้สูงอายุ | - รัฐสวัสดิการครบวงจร - ยกเลิกเกณฑ์ทหาร - ปฏิรูปประกันสังคม |
| จุดยืนทางการเมือง | อนุรักษ์นิยมก้าวหน้า (Progressive Conservative) ประนีประนอม, เน้นการทำงานร่วมกับระบบราชการ | เสรีนิยมปากท้อง เน้นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ, ประนีประนอมกับขั้วอำนาจเก่า | อนุรักษ์นิยมท้องถิ่น ปกป้องสถาบันฯ, เน้นการเป็นรัฐบาล | เสรีนิยมประชาธิปไตย ปฏิรูปกองทัพ, แก้ไข รธน. ทั้งฉบับ |
| จุดแข็ง | ภาพลักษณ์มืออาชีพ, ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน, ไม่มีแผลทางการเมือง | แบรนด์ที่แข็งแกร่ง, ฐานเสียงจัดตั้งแน่นหนา, ประสบการณ์บริหาร | เครือข่ายบ้านใหญ่, ทรัพยากรพรรค, คุมกลไกมหาดไทย | อุดมการณ์ชัดเจน, ฐานเสียงคนรุ่นใหม่/Online, นโยบายเชิงโครงสร้าง |
| จุดอ่อน | พรรคใหม่ ขาดฐานเสียงจัดตั้งในพื้นที่, ภาพลักษณ์ข้าราชการอาจดูเข้าถึงยาก | ข้อครหาเรื่องดีลลับ, ความเบื่อหน่ายจากรัฐบาลเดิม, ปัญหาจำนำข้าวในอดีต | ภาพลักษณ์ผลประโยชน์ทับซ้อน, ความขัดแย้งกับพรรคประชาชน | ถูกมองว่าสุดโต่ง, แรงต้านจากกลุ่มจารีต, ไม่มีหัวคะแนนระบบเก่า |
ที่มา: การวิเคราะห์สังเคราะห์จากเอกสาร
4.1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงลึก
โอกาสใหม่ vs เพื่อไทย: ในขณะที่เพื่อไทยใช้ยุทธศาสตร์ "ลด แลก แจก แถม" ผ่านนโยบายดิจิทัลและหวยเกษียณ
6 พรรคโอกาสใหม่พยายามวางตำแหน่งเป็น "ทางเลือกที่มีวินัย" (Disciplined Alternative) โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ (Root Cause) เช่น การปรับโครงสร้างหนี้และการเพิ่มทักษะ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการทำให้นโยบายเหล่านี้ "กินได้" หรือน่าสนใจเท่ากับตัวเงินที่จับต้องได้ของเพื่อไทยโอกาสใหม่ vs ภูมิใจไทย: ภูมิใจไทยเน้นนโยบายก่อสร้างและการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) โดยตั้งเป้าการลงทุนรัฐถึง 30% ของ GDP
6 ซึ่งนักวิชาการมองว่าอาจนำไปสู่การขยายอำนาจรัฐเกินความจำเป็น พรรคโอกาสใหม่จึงนำเสนอโมเดลที่เน้น "Soft Infrastructure" (กฎหมาย, ระบบสวัสดิการ, สิ่งแวดล้อม) ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่าแต่สร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้โดยตรงโอกาสใหม่ vs พรรคประชาชน: พรรคประชาชนเน้นการแก้ปัญหาที่ "โครงสร้างอำนาจ" เช่น การปฏิรูปกองทัพและภาษีที่ดินรวมแปลง
21 ซึ่งสร้างแรงเสียดทานสูง พรรคโอกาสใหม่เลือกที่จะแก้ที่ "กลไกการบริหาร" (Administrative Mechanism) ซึ่งประนีประนอมกว่าและมีโอกาสสำเร็จในทางปฏิบัติสูงกว่าในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน
บทที่ 5: บทวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์และความเป็นไปได้ในสนามเลือกตั้ง 2569
5.1 ยุทธศาสตร์ "พรรคตัวแปร" (The Kingmaker Strategy)
ด้วยระบบการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ (สส.เขต และ บัญชีรายชื่อ) พรรคโอกาสใหม่อาจไม่สามารถกวาดที่นั่ง สส.เขต ได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนพรรคที่มีฐานเสียงบ้านใหญ่ แต่โอกาสของพรรคอยู่ที่ "บัญชีรายชื่อ" (Party List) หากสามารถสร้างกระแส (Air War) ได้สำเร็จ โดยเฉพาะในกลุ่มคนชั้นกลางในเมืองใหญ่และหัวเมืองต่างจังหวัดที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่า
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้มากที่สุดของพรรคโอกาสใหม่ ไม่ใช่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่คือการได้รับที่นั่งในระดับ 25-40 ที่นั่ง เพื่อเป็น "พรรคตัวแปร" (Kingmaker) หรือ "พรรคร่วมรัฐบาลที่เนื้อหอมที่สุด" ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และไม่เป็นศัตรูถาวรกับใคร ทำให้พรรคโอกาสใหม่สามารถเข้าร่วมได้กับทั้งขั้วเพื่อไทยและขั้วภูมิใจไทย (หรือแม้แต่ขั้วอนุรักษ์นิยมใหม่)
5.2 ความท้าทายและความเสี่ยง (Challenges & Risks)
กับดักระบบราชการ (Bureaucratic Trap): การที่แกนนำพรรคส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการ อาจทำให้วัฒนธรรมองค์กรของพรรคขาดความยืดหยุ่นและการตอบสนองที่รวดเร็ว (Agility) ซึ่งจำเป็นมากในสนามการเมืองยุคดิจิทัล
ความเป็นไปได้ทางการคลัง (Fiscal Feasibility): นโยบายรัฐสวัสดิการและการแช่แข็งหนี้ จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล ในขณะที่พรรคยังไม่มีความชัดเจนเรื่องที่มาของรายได้ใหม่ นอกเหนือจากการกล่าวถึง "ประสิทธิภาพการงบประมาณ" ซึ่งอาจไม่เพียงพอและถูกโจมตีจากคู่แข่งได้
การขาดฐานเสียงจัดตั้ง (Lack of Ground Game): ในการเลือกตั้งระบบเขต พื้นที่และหัวคะแนนยังคงมีบทบาทสำคัญ พรรคโอกาสใหม่ซึ่งเป็นพรรคใหม่อาจเสียเปรียบพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยที่มีเครือข่ายท้องถิ่นเข้มแข็ง
22
บทสรุป: อนาคตประเทศไทยภายใต้ "โอกาสใหม่"
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นจุดตัดทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ชะตาว่า สังคมไทยจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด ระหว่าง "ประชานิยมสุดโต่ง", "การเมืองบ้านใหญ่", "การปฏิรูปโครงสร้างแบบถอนรากถอนโคน" หรือ "การบริหารจัดการแบบมืออาชีพ" ที่พรรคโอกาสใหม่นำเสนอ
พรรคโอกาสใหม่และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้นำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจผ่านนโยบาย "การขยายโอกาส" ที่พยายามผสานจุดแข็งของระบบราชการ (ความมั่นคง, ความรู้ลึก) เข้ากับความต้องการของโลกยุคใหม่ (สิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี) หากพรรคสามารถสื่อสารให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า "โอกาส" ที่พรรคมอบให้นั้นจับต้องได้จริง และสามารถเปลี่ยน "วิกฤต" ให้เป็น "โอกาส" ได้ตามสโลแกน พรรคโอกาสใหม่อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดโฉมหน้าของรัฐบาลชุดต่อไป และนำพาประเทศไทยก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่เสถียรภาพใหม่ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการก้าวข้ามภาพลักษณ์ "พรรคข้าราชการ" และพิสูจน์ให้เห็นว่า "โอกาสใหม่" ที่นำเสนอนั้น เป็นโอกาสสำหรับ "คนไทยทุกคน" อย่างแท้จริง มิใช่เพียงโอกาสของกลุ่มชนชั้นนำทางราชการที่ต้องการแปลงสภาพมาสู่อำนาจทางการเมือง
หมายเหตุ: รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลและสถานการณ์จำลองตามเอกสารวิจัยที่ได้รับมอบหมาย ข้อมูลบางส่วนเป็นการวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) เพื่อฉายภาพอนาคตที่เป็นไปได้ในการเลือกตั้งปี 2569


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น