วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568

แนวโน้มนโยบายเพื่อไทย สู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ผ่านวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี


วิเคราะห์เชิงลึก: พลวัตและทิศทางยุทธศาสตร์นโยบายพรรคเพื่อไทยสู่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ผ่านเลนส์วิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและนวัตกรรมนโยบายสาธารณะ


บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่านและโจทย์ใหม่ของพรรคเพื่อไทย

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากของการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงในปี 2569 ถือเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่มีนัยยะสำคัญยิ่ง ไม่เพียงแต่จะเป็นการตัดสินอนาคตทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ แต่ยังเป็นจุดชี้ขาดทิศทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เรื้อรัง การติดกับดักรายได้ปานกลาง และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) อย่างสมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai Party) ในฐานะสถาบันทางการเมืองที่มีบทบาทนำในการบริหารประเทศและมีรากฐานมาจากพรรคไทยรักไทยที่เคยสร้างปรากฏการณ์ "ประชานิยม" จนพลิกโฉมการเมืองไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในการดำรงสถานะทางการเมือง ท่ามกลางการขนาบข้างจากคู่แข่งที่มีจุดยืนชัดเจน ทั้งพรรคประชาชน (People's Party) ที่ครองพื้นที่อุดมการณ์การปฏิรูปโครงสร้าง และพรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party) ที่ยึดกุมพื้นที่เครือข่ายท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรอย่างเหนียวแน่น 1

ภายใต้บริบททางการเมืองที่มีความซับซ้อนและเปราะบาง รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากการบริหารงานที่ไม่สามารถผลักดันนโยบายบางประการให้บรรลุผลตามกรอบเวลาที่สัญญาไว้ รวมถึงข้อจำกัดทางงบประมาณและกฎหมายที่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ 3 สภาวะเช่นนี้บีบคั้นให้พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้อง "คิดใหม่" (Reinvent) และปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ขนานใหญ่ เพื่อก้าวข้ามภาพจำของพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นพรรคการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย "นวัตกรรมเชิงนโยบาย" (Policy Innovation) และ "วิสัยทัศน์แห่งอนาคต" (Futuristic Vision) อย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งผู้ชนะไม่ใช่เพียงผู้ที่มีฐานเสียงจัดตั้ง แต่คือผู้ที่สามารถนำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ให้กับปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงแนวโน้มและทิศทางนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ผ่าน "วิสัยทัศน์และคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" เป็นแกนกลางในการถอดรหัสความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของพรรค ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ชุดนโยบายเรือธง (Flagship Policies) ที่ได้มีการประกาศและเริ่มดำเนินการ ทั้งนโยบาย "หวยเกษียณ" (Retirement Lottery) ที่เป็นการประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม นโยบาย "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" ที่สะท้อนถึงความพยายามในการลดค่าครองชีพและสร้างความเท่าเทียมในการเดินทาง และนโยบาย "การแก้หนี้ผ่าน AMC" ที่มุ่งผ่าตัดโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน บทวิเคราะห์นี้จะฉายภาพให้เห็นถึงความพยายามในการเปลี่ยนผ่านจาก "ประชานิยมแบบดั้งเดิม" (Traditional Populism) ไปสู่ "เทคโน-ประชานิยม" (Techno-Populism) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการตอบสนองความต้องการของประชาชนเข้ากับกลไกการบริหารจัดการที่ใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน


บทที่ 1: กระบวนทัศน์ผู้นำใหม่: การถอดรหัสวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสายเทคโนโลยี (Technocrat Candidate)

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในยุคสมัยใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ตัวนโยบาย (Policy Content) เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับ "ผู้นำ" (Leader) ที่จะเป็นผู้นำเสนอนโยบายเหล่านั้นสู่สาธารณชน การคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อนำเสนอในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองนั้นๆ ได้อย่างชัดเจนที่สุด สำหรับพรรคเพื่อไทย การปรากฏตัวของบุคลากรที่มีภาพลักษณ์เป็น "นักเทคโนโลยี" หรือ "นักวิชาการสายปฏิบัติ" สะท้อนถึงความพยายามในการปรับภาพลักษณ์ (Rebranding) ให้มีความทันสมัยและเชื่อมโยงกับโลกอนาคตมากยิ่งขึ้น

1.1 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: ต้นแบบผู้นำยุค AI และ Deep Tech

จากการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบุคลากรที่มีศักยภาพและมีความโดดเด่นในแวดวงนโยบายของพรรค (ในบริบทของการวิเคราะห์วิสัยทัศน์) ชื่อของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ปรากฏขึ้นในฐานะตัวแทนของ "ความเปลี่ยนแปลง" ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ประวัติและผลงานของท่านไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการบนหอคอยงาช้าง แต่เป็นนักวิจัยที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจริงของมนุษย์ 4

พื้นฐานทางวิชาการและรากฐานทางความคิด:

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจาก University of Texas at Arlington สหรัฐอเมริกา และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในสาขาวิศวกรรมสมอง (Brain-Computer Interface - BCI) วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) และเครื่องมือแพทย์ 4 การมีพื้นฐานการศึกษาในระดับสูงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ สะท้อนถึงกระบวนการคิดที่เป็นระบบ (Systematic Thinking) และการให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้นำในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน

ความเชี่ยวชาญด้าน BCI กับนัยยะทางสังคม:

ผลงานวิจัยของ ดร.ยศชนัน มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (BCI) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอนาคตที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมวงการแพทย์และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการ Brain-Computer Interface ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และมีผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากมาย เช่น การใช้คลื่นสมอง (EEG) ในการสั่งการอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ การวิเคราะห์สัญญาณสมองเพื่อตรวจจับอารมณ์และการรับรู้ (Emotion and Cognitive Neuroscience) 4

ความเชี่ยวชาญนี้มีนัยยะสำคัญต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะของพรรคเพื่อไทยในหลายมิติ:

  1. การเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัย: เทคโนโลยี BCI และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ที่ ดร.ยศชนัน เชี่ยวชาญ สามารถนำมาขยายผลเป็นนโยบายระดับชาติในการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ช่วยให้พวกเขาสามารถสื่อสารและช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ลดภาระของผู้ดูแลและงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว 7

  2. การยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical Hub): วิสัยทัศน์ของท่านสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ครบวงจร โดยเน้นไปที่การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Medical Technology) และนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ไทยสามารถผลิตและส่งออกได้เอง แทนที่จะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

บทบาทนักบริหารนวัตกรรม:

ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และอดีตผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) ของมหาวิทยาลัยมหิดล 5 ดร.ยศชนัน มีประสบการณ์ตรงในการบริหารจัดการระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) การผลักดันงานวิจัยจากห้องแล็บสู่เชิงพาณิชย์ (Research to Market) และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน ประสบการณ์นี้เป็น "จิ๊กซอว์" สำคัญที่พรรคเพื่อไทยต้องการ เพื่อนำมาใช้ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจฐานรากที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) และแก้ปัญหาคอขวดของการนำงบประมาณวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

1.2 จาก "30 บาทรักษาทุกโรค" สู่ "30 บาทอัจฉริยะ" (Smart Healthcare Policy)

วิสัยทัศน์ของแคนดิเดตที่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมการแพทย์ ย่อมส่งผลให้ "นโยบายสาธารณสุข" ซึ่งเป็นจุดแข็งดั้งเดิมของพรรคเพื่อไทย ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น นโยบาย "30 บาทรักษาทุกโรค" ที่เคยสร้างชื่อเสียงในอดีต จะถูกปรับเปลี่ยนบริบทให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี

  • Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ): การนำ AI และ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและข้อมูลสุขภาพรายบุคคล เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น ลดความผิดพลาดและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 7

  • Telemedicine & Home Care: การใช้เทคโนโลยี BCI และ IoT (Internet of Things) เพื่อติดตามอาการผู้ป่วยจากที่บ้าน เชื่อมโยงข้อมูลกับโรงพยาบาลแบบเรียลไทม์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้โดยไม่ต้องเดินทาง ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

  • Preventive Care with Tech: การใช้อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) และ AI ในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนปัญหาสุขภาพก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเปลี่ยนจาก "ระบบรักษาพยาบาล" (Sick Care) เป็น "ระบบดูแลสุขภาพ" (Health Care) อย่างแท้จริง

1.3 การบูรณาการ AI เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ

การมีผู้นำที่มีความเข้าใจลึกซึ้งในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Deep Learning 7 จะช่วยเร่งการขับเคลื่อน "แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ" (National AI Strategy and Action Plan) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 9

  • AI for All: พรรคเพื่อไทยภายใต้วิสัยทัศน์นี้จะมุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) เช่น Data Center และ Cloud Computing ที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้อย่างทั่วถึง 10

  • AI Workforce Development: การปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรด้าน AI และ Data Science จำนวนมาก รองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยใช้ประสบการณ์ด้านการศึกษาของแคนดิเดตมาเป็นแนวทาง 9

สรุปได้ว่า การนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านแคนดิเดตที่มีคุณสมบัติเป็น Technocrat หรือ Deep Tech Expert เช่นนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการกำหนดนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของประเทศและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีโลก


บทที่ 2: เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการออม: เจาะลึกนโยบาย "หวยเกษียณ" (Retirement Lottery)

ในขณะที่นโยบายประชานิยมแบบดั้งเดิมมักมุ่งเน้นการ "แจกเงิน" หรือ "อุดหนุนราคา" ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวินัยการคลังและความยั่งยืน พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอนวัตกรรมทางนโยบายรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "หวยเกษียณ" หรือ สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ (Retirement Lottery) นโยบายนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการนำทฤษฎี "เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม" (Behavioral Economics) มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมสูงวัยและการขาดแคลนเงินออมของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ

2.1 กลไกการทำงานและโครงสร้างของนโยบาย

นโยบายหวยเกษียณมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจูงใจให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานอิสระ พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่ไม่มีสวัสดิการบำเหน็จบำนาญ เข้าสู่ระบบการออมระยะยาว 11 รายละเอียดเชิงกลไกของนโยบายมีดังนี้:

  • รูปแบบผลิตภัณฑ์: เป็น "สลากขูดดิจิทัล" (Digital Scratch Card) ที่จำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน กอช. (กองทุนการออมแห่งชาติ) ในราคาใบละ 50 บาท

  • เพดานการซื้อ: กำหนดให้ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสพติดการพนันจนเกินพอดี และเพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพในการออมของกลุ่มเป้าหมาย 12

  • รางวัลจูงใจ (The Incentive): มีการออกรางวัลทุกวันศุกร์ โดยมีรางวัลที่ 1 มูลค่า 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล และรางวัลที่ 2 มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล หากงวดใดไม่มีผู้ถูกรางวัล เงินรางวัลจะถูกทบไปในงวดถัดไป (Jackpot) เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น 12

  • หลักประกันเงินออม (The Security): จุดเด่นสำคัญที่สุดคือ "เงินต้นไม่หาย" ไม่ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ เงินค่าซื้อสลากทุกบาทจะถูกเก็บสะสมไว้ในบัญชีเงินออมส่วนบุคคลของผู้ซื้อภายใต้การบริหารของ กอช. และจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน เมื่ออายุครบ 60 ปี จึงจะสามารถถอนเงินออมพร้อมผลตอบแทนออกมาใช้ได้ 11

2.2 การวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics Analysis)

ความชาญฉลาดของนโยบายนี้อยู่ที่การเข้าใจ "พฤติกรรมมนุษย์" (Human Behavior) ที่มักมีความไม่สมเหตุสมผล (Irrationality) ในการตัดสินใจทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

  1. การเปลี่ยน "ความชอบเสี่ยง" เป็น "การออม" (Reframing Risk-Seeking Behavior):

    งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ผู้มีรายได้น้อยมักมีความหวังว่า "ลอตเตอรี่" คือหนทางลัดเดียวที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งและหลุดพ้นจากความยากจนได้ (Wealth creation through gambling) 16 แทนที่จะพยายามรณรงค์ให้คนเลิกเล่นหวย ซึ่งเป็นเรื่องยากและขัดกับธรรมชาติความต้องการลุ้นโชค นโยบายนี้เลือกที่จะ "โหนกระแส" ความชอบเสี่ยงนี้ โดยเปลี่ยนเงินที่เคยจะถูกใช้ไปกับการพนันแบบ "จ่ายแล้วสูญ" (Sunk Cost) ให้กลายเป็นเงินออมแทน วิธีการนี้เรียกว่า "Prize-Linked Savings" (PLS) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วในหลายประเทศว่ามีประสิทธิภาพในการดึงดูดคนที่ไม่เคยออมเงินให้เริ่มออมได้ 16

  2. การเอาชนะ "ความเกลียดชังการสูญเสีย" (Loss Aversion):

    มนุษย์มีธรรมชาติที่จะรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินมากกว่าความสุขที่ได้รับจากการได้เงินในจำนวนที่เท่ากัน (Loss Aversion) 18 การซื้อหวยรัฐบาลหรือหวยใต้ดินแบบเดิม หากไม่ถูกรางวัล เงินนั้นจะสูญหายไปทันที แต่หวยเกษียณแก้ Pain Point นี้โดยการการันตีเงินต้นคืน ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าการซื้อสลากนี้เป็นการ "พนันที่ไม่มีวันแพ้" (Risk-free gamble) ซึ่งช่วยลดกำแพงทางจิตวิทยาในการตัดสินใจซื้อ

  3. การเอาชนะ "อคติปัจจุบัน" (Present Bias):

    คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบัน (Instant Gratification) มากกว่าความมั่นคงในอนาคต (Delayed Gratification) ทำให้การออมเพื่อวัยเกษียณเป็นเรื่องยากเพราะผลตอบแทนดูไกลตัวเกินไป 18 หวยเกษียณใช้ "รางวัลรายสัปดาห์" (Instant Reward) มาเป็นตัวล่อใจในระยะสั้น เพื่อหลอกล่อให้สมองยอมรับการกระทำที่จะส่งผลดีในระยะยาว (Long-term Saving)

2.3 สงครามแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด: หวยเกษียณ vs หวยใต้ดิน

ความท้าทายสำคัญของนโยบายนี้คือการแข่งขันกับ "หวยใต้ดิน" ซึ่งเป็นตลาดขนาดมหึมาและฝังรากลึกในสังคมไทย ข้อมูลระบุว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหวยใต้ดินสูงถึงปีละกว่า 1.4 ล้านล้านบาท 19 และมีอัตราการเข้าถึงครัวเรือนไทยกว่า 50% 20

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบจุดแข็ง-จุดอ่อน ระหว่างหวยเกษียณ หวยรัฐบาล และหวยใต้ดิน

ปัจจัยเปรียบเทียบหวยเกษียณ (Pheu Thai Policy)หวยรัฐบาล (Government Lottery)หวยใต้ดิน (Underground Lottery)
เงินต้นไม่หาย (เป็นเงินออม)หายหากไม่ถูกรางวัลหายหากไม่ถูกรางวัล
ราคาต่อหน่วย50 บาท (ดิจิทัล)80 บาท (ราคาหน้าตั๋ว) / 100+ (ราคาจริง)ยืดหยุ่น (เริ่ม 1 บาท)
โอกาสถูกรางวัลปานกลาง (รางวัลที่ 1 มี 5 รางวัล)ต่ำ (1 ใน 1,000,000 สำหรับรางวัลที่ 1)

สูงกว่า (มีหลายรูปแบบ: 2 ตัว, 3 ตัว, โต๊ด, เต็ง) 21

ความสะดวกแอปฯ กอช. (ต้องลงทะเบียน)แผงค้า / แอปฯ เป๋าตังเจ้ามือในชุมชน / ออนไลน์ (เครดิตได้)
แรงจูงใจระยะยาวเงินบำนาญยามเกษียณช่วยชาติ (ทางอ้อม)ไม่มี

วิเคราะห์:

แม้หวยเกษียณจะมีจุดเด่นเรื่องเงินออม แต่จุดอ่อนสำคัญคือ "ความตื่นเต้น" และ "ความยืดหยุ่น" ที่สู้หวยใต้ดินไม่ได้ หวยใต้ดินมีอัตราจ่ายรางวัลที่จูงใจ (Payout Ratio) และรูปแบบการเล่นที่หลากหลายกว่า 21 รวมถึงระบบ "เชื่อก่อนจ่ายทีหลัง" (Credit System) ที่เจ้ามือมอบให้ลูกค้า ซึ่งหวยเกษียณทำไม่ได้ ดังนั้น หวยเกษียณอาจไม่สามารถกำจัดหวยใต้ดินได้หมด แต่สามารถดึง "นักเสี่ยงโชคขาจร" หรือคนที่เริ่มตระหนักเรื่องการออมให้หันมาใช้ช่องทางนี้ได้บางส่วน

2.4 นัยยะทางการคลังและความยั่งยืน

การระดมเงินออมผ่านหวยเกษียณจะทำให้กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) มีเม็ดเงินไหลเข้ามหาศาล รัฐบาลต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการเงินกองทุนนี้ (Fund Management) ให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อ (Inflation) ในระยะยาว 14 หากผลตอบแทนต่ำ เงิน 50 บาทในวันนี้อาจมีมูลค่าน้อยมากในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้เป้าหมายในการสร้างความมั่นคงยามเกษียณล้มเหลว

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นเงินรางวัล (ประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อปี) ถือเป็นต้นทุนทางการคลัง (Fiscal Cost) แต่เมื่อเทียบกับภาระงบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในอนาคต การลงทุนนี้ถือว่ามีความคุ้มค่า (Cost-Benefit Analysis) ในการลดภาระการพึ่งพิงรัฐในระยะยาว


บทที่ 3: โครงสร้างพื้นฐานและการลดค่าครองชีพ: บทพิสูจน์ความจริงใจผ่านนโยบาย "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย"

ในมิติของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตคนเมือง นโยบาย "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" ถือเป็นนโยบายเรือธงที่พรรคเพื่อไทยใช้ในการหาเสียงและพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาค่าโดยสาร (Fare Structure Reform) ของระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน (Ridership) และลดปัญหามลพิษทางอากาศ

3.1 สถานะปัจจุบันและไทม์ไลน์การดำเนินงาน

ปัจจุบัน รัฐบาลได้เริ่มทดลองใช้นโยบายนี้กับรถไฟฟ้า 2 สาย คือ สายสีม่วง (ฉลองรัชธรรม) และสายสีแดง (ชานเมือง) ตั้งแต่ปลายปี 2566 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน 23 อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดคือการขยายผลให้ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายในเดือนกันยายน 2568 24 เพื่อให้ทันก่อนที่รัฐบาลจะครบวาระหรือมีการเลือกตั้งใหม่

กระบวนการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิได้มีการเตรียมการผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นระบบกลางในการยืนยันตัวตนและเชื่อมต่อระบบตั๋ว 26

3.2 ความท้าทายทางกฎหมาย: คอขวดที่ต้องเร่งแก้ไข

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้นโยบายนี้ยังไม่สามารถครอบคลุมทุกสายได้ คือข้อจำกัดทางกฎหมายและสัญญาสัมปทานกับภาคเอกชน (BTS, BEM) รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับผ่านสภาผู้แทนราษฎร 27 ได้แก่:

  1. ร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง: เพื่อให้อำนาจกรมการขนส่งทางรางในการกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐานค่าโดยสาร

  2. ร่าง พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับแก้ไข): เพื่อให้อำนาจ รฟม. ในการบริหารจัดการรายได้และกองทุน

  3. ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม: ฉบับนี้สำคัญที่สุด เพราะจะเป็นกลไกทางกฎหมายที่บังคับให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องเข้าร่วมระบบตั๋วใบเดียว (Common Ticket) และกำหนดกติกาในการชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร (Clearing House)

หากกฎหมายเหล่านี้ไม่ผ่านสภาฯ ภายในกรอบเวลาที่กำหนด (ต.ค. 2568) นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายอาจต้องเลื่อนออกไป หรือทำได้เพียงบางส่วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 28

3.3 โมเดลทางการเงิน: กองทุนตั๋วร่วมและการอุดหนุน (Subsidy Mechanism)

ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ "รัฐจะเอาเงินจากไหนมาอุดหนุน?" การตรึงราคาค่าโดยสารที่ 20 บาท ในขณะที่ต้นทุนจริงอาจสูงกว่านั้น (โดยเฉพาะสายสีเขียวส่วนต่อขยาย) จำเป็นต้องมีกลไกการชดเชยที่ยั่งยืน

กระทรวงคมนาคมได้ประเมินว่าต้องใช้วงเงินอุดหนุนประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี หรือรวม 16,000 ล้านบาทในช่วง 2 ปีแรก 29 โดยแหล่งเงินทุนจะมาจาก:

  • กองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน: เนื่องจากนโยบายนี้ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและลดการใช้น้ำมัน

  • ส่วนแบ่งกำไรของ รฟม. (MRTA Profit Sharing): การนำเงินรายได้จากการเดินรถสายที่ รฟม. กำกับดูแล มาหมุนเวียนเข้ากองทุน 25

  • งบประมาณแผ่นดิน: ในส่วนที่ยังขาดเหลือ

แนวคิดการ "ซื้อคืนสัมปทาน" (Concession Buy-back) เพื่อให้รัฐเป็นเจ้าของและกำหนดราคาได้เอง เคยถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณจำนวนมหาศาล รัฐบาลจึงเลือกใช้โมเดล "กองทุนชดเชยส่วนต่าง" (Fare Subsidy Fund) แทน ซึ่งมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากกว่าและลดแรงต้านจากภาคเอกชน

3.4 นัยยะทางเศรษฐศาสตร์เมือง (Urban Economics)

ในระยะยาว นโยบายนี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐศาสตร์ (Positive Externalities) ที่คุ้มค่าการลงทุน:

  • Induced Demand: ราคาที่ถูกลงจะกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น (Ridership Growth) ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้รวมของระบบในที่สุด (Volume Game)

  • ลดต้นทุนแฝงของเมือง: การลดความแออัดบนท้องถนน (Congestion Cost) และลดมลพิษ PM2.5 ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจของเมือง

  • การกระจายความเจริญ: ค่าเดินทางที่ถูกลงจะช่วยให้คนสามารถอยู่อาศัยในชานเมืองและเดินทางเข้ามาทำงานในใจกลางเมืองได้สะดวกขึ้น ลดความแออัดของที่อยู่อาศัยในเขตเมืองชั้นใน


บทที่ 4: ปฏิบัติการผ่าตัดหนี้สิน: การบริหารหนี้เสียผ่าน AMC และข้อควรระวังเรื่องวินัยการเงิน

วิกฤตหนี้ครัวเรือนเปรียบเสมือน "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่กัดกร่อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ข้อมูลล่าสุดระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ระดับสูงกว่า 86% ของ GDP และมีหนี้เสีย (NPLs) ในระบบกว่า 1.24 ล้านล้านบาท 31 พรรคเพื่อไทยตระหนักดีว่าหากไม่แก้ปัญหานี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ (เช่น Digital Wallet) จะไม่เกิดผลเต็มที่ เพราะเงินที่อัดฉีดลงไปจะถูกนำไปใช้หนี้แทนที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอย

4.1 นวัตกรรมการแก้หนี้: โมเดลร่วมทุน AMC (JV-AMC)

เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลได้รื้อฟื้นเครื่องมือที่เคยใช้ได้ผลในยุควิกฤตต้มยำกุ้ง นั่นคือ "บริษัทบริหารสินทรัพย์" (Asset Management Company - AMC) แต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับหนี้รายย่อย

โครงการ "แก้หนี้ภาคประชาชนผ่าน AMC" มุ่งเน้นไปที่การจัดตั้งและใช้กลไกของ AMC ภาครัฐและกึ่งรัฐ 33:

  1. บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM): รับซื้อหนี้เสียจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ เป้าหมายประมาณ 1.6 ล้านบัญชี

  2. บริษัทบริหารสินทรัพย์อารีย์ (Ari-AMC): เป็นนวัตกรรมใหม่ในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างธนาคารออมสิน (รัฐ) และบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) (เอกชน/รัฐวิสาหกิจ) เพื่อรับซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) โดยเฉพาะ เป้าหมายกว่า 3 แสนบัญชี

กลุ่มเป้าหมาย: โครงการนี้มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท และเป็นหนี้เสีย (NPL) ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 (หรือตามกำหนดเวลาของโครงการ) จำนวนรวมกว่า 3.4 ล้านราย 34

มาตรการช่วยเหลือ: เมื่อ AMC รับซื้อหนี้มาแล้ว จะทำการ "ปรับโครงสร้างหนี้" (Debt Restructuring) อย่างยืดหยุ่น เช่น การลดเงินต้น การตัดดอกเบี้ยค้างชำระ และการขยายระยะเวลาผ่อนชำระ ที่สำคัญที่สุดคือการ "ปลดล็อกเครดิตบูโร" (Credit Reset) ให้กับลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาทำธุรกรรมทางการเงินและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง 33

4.2 ดาบสองคม: ความเสี่ยงทางจริยธรรม (Moral Hazard)

แม้เจตนาของโครงการจะดี แต่ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีข้อห่วงใยสำคัญเรื่อง "ภาวะภัยทางจริยธรรม" (Moral Hazard)

  • ทฤษฎีและหลักฐานเชิงประจักษ์: งานวิจัยด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมระบุว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ (Debt Relief) หากออกแบบไม่รัดกุม อาจสร้างแรงจูงใจที่ผิดเพี้ยน (Perverse Incentives) ให้กับลูกหนี้ที่มีศักยภาพในการจ่ายหนี้ (Strategic Defaulters) เลือกที่จะ "เบี้ยวหนี้" เพื่อรอรับความช่วยเหลือจากรัฐ 35

  • ผลกระทบระยะยาว: งานวิจัยเรื่อง Income-Driven Repayment (IDR) ในสหรัฐฯ พบว่านโยบายช่วยหนี้อาจส่งผลให้ผู้กู้ลดความพยายามในการหารายได้ หรือเลือกอาชีพที่รายได้ต่ำลงเพื่อให้เข้าเกณฑ์ช่วยเหลือ 38 นอกจากนี้ หากลูกหนี้เสียนิสัยทางการเงิน (Credit Discipline) ในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมการชำระหนี้ (Credit Culture) ของประเทศ และทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อคนส่วนใหญ่ที่ต้องการสินเชื่อจริง

4.3 การบริหารความเสี่ยงของรัฐบาล

เพื่อลดปัญหา Moral Hazard รัฐบาลจึงกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น:

  • การกำหนดวันตัดยอด (Cut-off Date): ให้สิทธิเฉพาะผู้ที่เป็นหนี้เสีย ก่อน วันที่กำหนดเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนจงใจสร้างหนี้เสียใหม่เพื่อเข้าร่วมโครงการ 34

  • การตรวจสอบสถานะ (Screening): เน้นกลุ่มลูกหนี้เปราะบางที่ประสบปัญหาจริง (Non-strategic / Bad Luck) เช่น เจ็บป่วย ตกงาน หรือได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ มากกว่ากลุ่มที่จงใจผิดนัดชำระ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่กระบวนการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ (Effective Screening Mechanism) เนื่องจากธนาคารและ AMC มักมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะแยกแยะเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ (Information Asymmetry) 37 การใช้ AI และ Data Analytics มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการเงินของลูกหนี้จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงคนที่เดือดร้อนจริงๆ โดยไม่ทำลายวินัยการเงินของระบบ


บทที่ 5: ยุทธศาสตร์ "เทคโน-ประชานิยม" (Techno-Populism) ในสมรภูมิการเมืองสามเส้า

เมื่อพิจารณาภาพรวมของชุดนโยบายและวิสัยทัศน์ผู้นำที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยกำลังก่อร่างสร้างตัวตนทางการเมืองใหม่ที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า "เทคโน-ประชานิยม" (Techno-Populism) เพื่อต่อสู้ในสมรภูมิการเลือกตั้งปี 2569 ที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในรูปแบบ "สามก๊ก" (Three-Way Battle)

5.1 นิยามและพลวัตของ Techno-Populism แบบเพื่อไทย

Techno-Populism คือส่วนผสมทางการเมืองที่ผสาน "ระบอบผู้เชี่ยวชาญ" (Technocracy) ที่เน้นประสิทธิภาพ ข้อมูล และเทคโนโลยี เข้ากับ "ประชานิยม" (Populism) ที่เน้นการตอบสนองเจตจำนงของประชาชนโดยตรง 40

  • จาก "ทักษิโณมิกส์" สู่ "ดิจิทัลเพื่อไทย": ในอดีต ทักษิณ ชินวัตร ใช้ความเป็น CEO บริหารประเทศเพื่อลดขั้นตอนราชการ 42 ในปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยกำลังยกระดับแนวคิดนี้ด้วยการใช้ "แพลตฟอร์มดิจิทัล" เป็นเครื่องมือหลัก เช่น แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" (Super App), กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet), และหวยดิจิทัล เพื่อสร้างช่องทางตรง (Direct Channel) ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน โดยลดบทบาทของระบบราชการและคนกลางลง

  • การอ้างอิงความเชี่ยวชาญ (Appeal to Expertise): การชูภาพลักษณ์แคนดิเดตที่มีความรู้เชิงลึก (เช่น ดร.ยศชนัน ในด้าน Deep Tech) เป็นการสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ว่าพรรคมี "คำตอบที่ถูกต้อง" (The Right Solution) ในการแก้ปัญหาประเทศ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพวก Technocrat 41

5.2 สมรภูมิสามเส้า (The Three-Way Battle): เพื่อไทย vs ประชาชน vs ภูมิใจไทย

การเลือกตั้งปี 2569 จะไม่ใช่การต่อสู้แบบสองขั้ว (Two-Bloc Conflict) ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมอีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้สามเส้าที่มีฐานเสียงและจุดยืนที่แตกต่างกันชัดเจน 1:

  1. พรรคประชาชน (People's Party - PP): ครองพื้นที่ "อุดมการณ์" (Ideology) และ "การปฏิรูปโครงสร้าง" (Structural Reform) มีฐานเสียงเป็นคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รากฐาน

  2. พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party - BJT): ครองพื้นที่ "การจัดการ" (Management) และ "เครือข่ายท้องถิ่น" (Local Network) ภายใต้การนำของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคนี้เน้นความเป็นกลาง การประนีประนอม และการดูแลพื้นที่ผ่านระบบบ้านใหญ่และการกระจายงบประมาณที่เข้มแข็ง 2

  3. พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai Party - PT): พยายามวางตำแหน่งตัวเองใน "พื้นที่ตรงกลาง" (Centrist / Pragmatic Competence) คือเป็นพรรคที่ "ทำได้จริง" มีประสบการณ์บริหาร และมีนโยบายที่ทันสมัย (Modern Policy) เพื่อดึงดูดทั้งกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ที่ต้องการเสถียรภาพ และกลุ่มรากหญ้าที่ต้องการปากท้อง

จุดแข็งและจุดอ่อนของเพื่อไทย:

  • จุดแข็ง: นโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ (Tangible Policies) และความสามารถในการดึงดูด Technocrat และภาคธุรกิจมาร่วมงาน

  • จุดอ่อน: ความน่าเชื่อถือ (Trust) ที่ลดลงจากการผิดสัญญาในอดีต และภาพลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ดีลทางการเมือง" กับกลุ่มอำนาจเก่า 3 รวมถึงความเสี่ยงทางกฎหมายที่ผู้นำพรรคอาจเผชิญ 44

5.3 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่: S-Curve และ Cloud First Policy

เพื่อที่จะชนะในสมรภูมินี้ พรรคเพื่อไทยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองคือ "มือหนึ่ง" เรื่องเศรษฐกิจ โดยการผลักดันประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลางผ่านยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) 45

  • Cloud First Policy: การดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (Google, AWS, Microsoft) ให้มาตั้ง Data Center และ Cloud Region ในไทย 47 ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่รัฐบาลพยายามเคลมความสำเร็จ เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล

  • การเตรียมพร้อมแรงงาน: ความท้าทายสำคัญคือการผลิตบุคลากรที่มีทักษะ (Skilled Labor) ให้เพียงพอกับความต้องการของนักลงทุน ซึ่งต้องอาศัยการปฏิรูปการศึกษาวิชาชีพ (TVET) และการร่วมมือกับภาคเอกชน 49


บทสรุป: อนาคตของพรรคเพื่อไทยบนทางแพร่งแห่งการเปลี่ยนแปลง

การเลือกตั้งปี 2569 หรืออาจจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทย ว่าจะสามารถรักษาสถานะความเป็น "พรรคมหาชน" (Mass Party) ได้หรือไม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและภูมิทัศน์ทางการเมือง

จากการวิเคราะห์นโยบายและวิสัยทัศน์ พบว่าพรรคเพื่อไทยกำลังพยายาม "Rebrand" ตัวเองจากการเป็นพรรคประชานิยมแบบเก่า มาสู่การเป็น "พรรคบริหารจัดการยุคดิจิทัล" (Digital Management Party) ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา (Techno-Populism)

  • หวยเกษียณ: สะท้อนความพยายามเปลี่ยน "นักพนัน" เป็น "นักออม" ด้วยกลไกทางจิตวิทยา

  • รถไฟฟ้า 20 บาท: สะท้อนความพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับโครงสร้างราคาและระบบตั๋วร่วม

  • AMC แก้หนี้: สะท้อนความพยายาม "รีเซ็ต" ชีวิตทางการเงินให้คนรากหญ้า เพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อได้

  • แคนดิเดต Technocrat: สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้น Deep Tech และ Scientific Approach

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ขึ้นอยู่กับ "การลงมือทำ" (Execution) ว่าจะสามารถเปลี่ยนแผนงานบนกระดาษให้กลายเป็นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริงหรือไม่ และจะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงทางการคลังและผลกระทบข้างเคียง (เช่น Moral Hazard) ได้ดีเพียงใด หากพรรคเพื่อไทยทำสำเร็จ พรรคจะสามารถยึดพื้นที่ตรงกลางทางการเมืองและกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลได้อย่างสง่างาม แต่หากล้มเหลว พรรคอาจต้องเผชิญกับการหดตัวของฐานเสียงและถูกเบียดขับโดยพรรคคู่แข่งที่มีความชัดเจนในจุดยืนมากกว่า

พรรคเพื่อไทยในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนเรือลำใหญ่ที่กำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนทิศทางฝ่าพายุ โดยมี "เทคโนโลยี" เป็นเข็มทิศ และ "นโยบายปากท้องรูปแบบใหม่" เป็นเชื้อเพลิง เพื่อมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งที่เป็นเดิมพันครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์พรรค

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พรรคโอกาสใหม่ชู "การศึกษา AI" สู่ "ดร.มหานิยมโมเดล" ปั้นสกลนครห้องทดลองรัฐดิจิทัล

เลือกตั้ง 2569 : พรรคโอกาสใหม่ชูนโยบาย “การศึกษา AI” พลิกเกมความเหลื่อมล้ำ — เจาะโมเดล ‘นิยม เวชกามา’ สกลนคร เขต 2 วัด–โรงเรียน–ดิจิทัล การ...