เกมการเมืองศาสนา ขอโอกาสใหม่ปักธงคุ้มครองพุทธ เจาะอีสานผ่าน "ดร.นิยม" การวิเคราะห์เชิงลึก: ยุทธศาสตร์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคโอกาสใหม่ และพลวัตทางการเมืองเรื่องการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา
กรณีศึกษา: ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2
บทสรุปผู้บริหาร
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งมิได้เป็นเพียงการแข่งขันทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับเผด็จการเช่นในอดีต แต่ได้วิวัฒนาการไปสู่การต่อสู้ในมิติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปะทะกันระหว่าง "รัฐฆราวาส" (Secular State) กับ "รัฐพุทธจารีต" (Buddhist Traditionalism) รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกไปที่พรรคการเมืองน้องใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดพรรคหนึ่ง คือ "พรรคโอกาสใหม่" (Phak Okard Mai) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ซึ่งได้ดึงตัว ดร.นิยม เวชกามา อดีต สส. เพื่อไทย เข้ามาร่วมทัพในฐานะผู้สมัคร สส. จังหวัดสกลนคร เขต 2 หมายเลข 6
รายงานฉบับนี้มีความยาวและรายละเอียดที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองต่อโจทย์การวิจัยที่ต้องการความละเอียดถี่ถ้วน โดยจะวิเคราะห์ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ "ปฏิบัติการกวาดลานวัด" ในปี 2568 ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ประเด็นทางศาสนากลายเป็น "หัวใจ" ของการหาเสียงในภาคอีสาน การย้ายขั้วทางการเมืองของ ดร.นิยม จากพรรคเพื่อไทยสู่พรรคโอกาสใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของพรรคใหญ่ในการโอบอุ้มฐานเสียงชาวพุทธอนุรักษ์นิยม และเปิดโอกาสให้พรรคทางเลือกใหม่ใช้นโยบาย "การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" เป็นเครื่องมือหลักในการเจาะฐานเสียงในพื้นที่ชนบท
บทที่ 1: บทนำและบริบททางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569
1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยสู่ปี 2569
การเลือกตั้งปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางความเปราะบางของเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม รัฐบาลชุดเดิมที่นำโดยพรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และที่สำคัญที่สุดคือ "วิกฤตศรัทธา" ในการจัดการปัญหาสังคมและศาสนา ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสีเสื้อ (เหลือง-แดง) อีกต่อไป แต่ได้ขยายวงไปสู่ความขัดแย้งระหว่าง "คนรุ่นใหม่" ที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างสถาบันหลัก รวมถึงศาสนา กับ "กลุ่มอนุรักษ์นิยม" ที่มองว่าสถาบันศาสนากำลังถูกคุกคาม
ในบริบทนี้ พรรคการเมืองต่างๆ ได้แตกตัวและควบรวมกันใหม่ เกิดเป็นสมการทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ "พรรคโอกาสใหม่" ซึ่งประกาศตัวเป็นทางเลือกที่ก้าวข้ามความขัดแย้งเดิม มุ่งเน้นการลงมือทำ (Action) มากกว่าวาทกรรม (Rhetoric)
1.2 ความสำคัญของกรณีศึกษา ดร.นิยม เวชกามา
ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในนาม "มหานิยม" ไม่ใช่เพียงนักการเมืองท้องถิ่นธรรมดา แต่ท่านคือสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อ "สิทธิของพระสงฆ์" ในรัฐสภามาอย่างยาวนาน การที่ท่านตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ท่านสังกัดมายาวนานและเป็นพรรคที่มีฐานเสียงแน่นหนาในภาคอีสาน มาสู่พรรคโอกาสใหม่
ความแตกแยกในฐานเสียงคนเสื้อแดงสายบุญ: กลุ่มคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยแต่ยังยึดมั่นในจารีตประเพณีทางศาสนา เริ่มรู้สึกแปลกแยกจากพรรคเพื่อไทยที่มีนโยบายประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า หรือบางครั้งก็ใช้อำนาจรัฐจัดการกับวัดอย่างรุนแรง
การใช้ศาสนาเป็นนโยบายหลัก (Single-Issue Politics): การหาเสียงของ ดร.นิยม ในครั้งนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการทำสงครามตัวแทนของฝ่าย "พุทธจักร" ปะทะ "อาณาจักร" โดยใช้นโยบายปกป้องพระพุทธศาสนาเป็นธงนำ
บทที่ 2: วิกฤตการณ์ "กวาดลานวัด" 2568: ปัจจัยเร่งปฏิกิริยาทางการเมือง
เพื่อให้เข้าใจถึงนโยบายหาเสียงของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องย้อนกลับไปวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง นั่นคือ "ปฏิบัติการกวาดลานวัด" ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่โหมกระพือความไม่พอใจในหมู่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน
2.1 รายละเอียดปฏิบัติการและการใช้อำนาจรัฐ
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้เปิดยุทธการ "กวาดลานวัด" (Temple Sweeping) โดยมีการปูพรมตรวจค้นเป้าหมายกว่า 200 จุดทั่วประเทศ
ผลลัพธ์การจับกุม: เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 181 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นพระภิกษุที่ยังครองสมณเพศถึง 154 รูป ซึ่งบางรูปดำรงตำแหน่งระดับเจ้าอาวาส
5 ข้อหา: ครอบคลุมตั้งแตาการยักยอกเงินวัด การฟอกเงิน ไปจนถึงความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการดื่มสุรา
พื้นที่เป้าหมาย: ปฏิบัติการมีความเข้มข้นอย่างมากในจังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพุทธศาสนาแบบจารีต แต่ผลกระทบทางจิตวิทยานั้นแผ่ขยายไปทั่วประเทศ รวมถึงภาคอีสานซึ่งเป็นพื้นที่ของ ดร.นิยม
5
2.2 ปฏิกิริยาตอบกลับและมุมมองของฝ่ายพุทธอนุรักษ์นิยม
รัฐบาล โดยนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปกป้องปฏิบัติการนี้ว่าเป็นการ "ชำระความบริสุทธิ์" ให้กับพระพุทธศาสนา เพื่อฟื้นฟูศรัทธาของประชาชน โดยอ้างว่าเป็นไปตามกฎหมายและประกาศมหาเถรสมาคม
การละเมิดพระธรรมวินัยและขั้นตอนของสงฆ์: ดร.นิยม ยืนกรานมาโดยตลอดว่า การจับกุมพระภิกษุโดยไม่ผ่านกระบวนการสอบสวนทางพระธรรมวินัย (นิคหกรรม) ถือเป็นการกระทำที่มิชอบ พระภิกษุควรได้รับสิทธิ์ในการพิจารณาจากคณะสงฆ์ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับสึก
7 ความทรงจำอันเลวร้ายของคดี "เงินทอนวัด": ปฏิบัติการปี 2568 ได้ไปกระตุ้นเตือนความทรงจำเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัดในช่วงปี 2560-2561 ซึ่งพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปถูกจับกุมและคุมขังเป็นเวลานาน ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องในภายหลัง
8 ดร.นิยม ใช้ประวัติศาสตร์หน้านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า "รัฐจ้องทำลายสงฆ์" และ "ตำรวจไม่เข้าใจบริบทของวัด"การเลือกปฏิบัติ: มีการตั้งคำถามว่า เหตุใดการตรวจสอบจึงมุ่งเน้นเฉพาะพระพุทธศาสนา ในขณะที่ศาสนาอื่น หรือองค์กรอื่นๆ ของรัฐที่มีปัญหาทุจริตกลับไม่ถูก "กวาดล้าง" ในลักษณะเดียวกัน
บทที่ 3: พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) กับยุทธศาสตร์ "เทคโนแครต-ธรรมนิยม"
3.1 กำเนิดและอุดมการณ์พรรค
พรรคโอกาสใหม่ ก่อตั้งขึ้นและนำโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
คำขวัญ: "มีเรา ไม่มีเทา" และ "โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน"
1 จุดยืนทางการเมือง: พยายามวางตัวเป็นกลาง ไม่สุดโต่งไปทางซ้ายหรือขวา เน้นการแก้ปัญหาที่ทำได้จริง (Pragmatism) เช่น การจัดการน้ำ การแก้หนี้ และปัญหาสิ่งแวดล้อม
การปฏิเสธวาทกรรม: นายจตุพรประกาศชัดเจนว่าจะไม่เล่นการเมืองแบบสาดโคลน หรือใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง แต่จะเน้น "การลงมือทำ"
10
3.2 ความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์: ทำไมต้อง ดร.นิยม?
การที่พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมีภาพลักษณ์ทันสมัยและเน้นการบริหารจัดการ ตัดสินใจดึง ดร.นิยม เวชกามา ผู้มีภาพลักษณ์เป็น "นักรบของพระสงฆ์" และมีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูงเข้ามาร่วมพรรค อาจดูเป็นความย้อนแย้ง (Paradox) แต่ในทางการเมือง นี่คือ "ยุทธศาสตร์การจับคู่ที่สมบูรณ์แบบ" (Strategic Synergy):
การเติมเต็มฐานเสียง: พรรคโอกาสใหม่ต้องการเจาะพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งพรรคเพื่อไทยครองอำนาจมายาวนาน การใช้นโยบายเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่การใช้ "นโยบายศาสนา" ผ่าน ดร.นิยม สามารถดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มชาวบ้านที่ศรัทธาในพุทธศาสนาและวัดวาอาราม ซึ่งเป็นเครือข่ายหัวคะแนนธรรมชาติที่ทรงพลังที่สุดในชนบท
11 ความหมายใหม่ของคำว่า "สีเทา": สโลแกน "มีเรา ไม่มีเทา" ของพรรค เดิมทีหมายถึงการปราบปรามธุรกิจสีเทาและยาเสพติด แต่เมื่อมาอยู่ในมือของ ดร.นิยม คำว่า "เทา" ถูกตีความใหม่ให้หมายถึง "การใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม" หรือ "เหลือบไรในวงการศาสนา" ที่ต้องกำจัดด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่ใช่การกวาดล้างแบบเหมารวม
1 เครือข่ายภูมิภาค: การแต่งตั้ง นายประภาส ยงคะวิสัย เป็นแม่ทัพภาคอีสาน และการเปิดตัวผู้สมัครอย่าง ดร.ชูพงศ์ คำจวง ในเขต 3 แสดงให้เห็นว่าพรรคเอาจริงเอาจังกับการปักธงในสกลนคร โดยใช้เครือข่ายท้องถิ่นผนวกกับกระแสระดับชาติ
11
บทที่ 4: วิเคราะห์เจาะลึกนโยบายหาเสียงของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่
นโยบายของ ดร.นิยม ในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงคำสัญญาปากเปล่า แต่มีรากฐานมาจากงานนิติบัญญัติที่ท่านเคยผลักดันสมัยอยู่พรรคเพื่อไทย โดยนำมาปัดฝุ่นและนำเสนอใหม่ภายใต้ร่มธงของพรรคโอกาสใหม่ โดยมีแกนหลัก 3 ประการ ดังนี้:
4.1 พ.ร.บ. อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
นี่คือนโยบายเรือธง (Flagship Policy) ที่ ดร.นิยม ใช้เป็นจุดขายหลัก
สาระสำคัญ: ยกระดับสถานะของพระพุทธศาสนาให้มีกฎหมายรองรับเฉพาะ ไม่ใช่เพียงบทบัญญัติกว้างๆ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 67
กลไกการคุ้มครอง: ร่างกฎหมายนี้ระบุให้มี "คณะกรรมการบริหารกองทุน" และกำหนดมาตรการคุ้มครองพระสงฆ์จากการถูกดำเนินคดีอาญา โดยต้องให้คณะสงฆ์วินิจฉัยความผิดทางพระธรรมวินัยก่อนที่เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าดำเนินการจับกุม
12 นัยยะทางการเมือง: นโยบายนี้คือการสร้าง "เกราะป้องกัน" (Immunity) ให้กับสถาบันสงฆ์จากการแทรกแซงของฝ่ายบริหารและตุลาการ ซึ่งตอบโจทย์ความหวาดระแวงของพระสงฆ์ที่มีต่อเหตุการณ์ "กวาดลานวัด" ได้อย่างตรงจุด
4.2 กองทุนพุทธศาสนาและภาษี (Buddhist Fund & Tax Incentives)
ข้อเสนอ: จัดตั้งกองทุนเพื่อการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยให้สิทธิผู้บริจาคสามารถนำยอดเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้
12 การแก้ปัญหา: ปัจจุบันวัดต้องพึ่งพางบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งมักถูกตัดทอนหรือตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดยฝ่ายการเมือง (เช่น พรรคประชาชน) การมีกองทุนอิสระจะช่วยให้วัดมีเสถียรภาพทางการเงิน และลดการพึ่งพารัฐ
ความสอดคล้องกับพรรค: นโยบายนี้สอดรับกับแนวทาง "เทคโนแครต" ของพรรคโอกาสใหม่ ที่เน้นการใช้กลไกการเงินและการคลัง (Fiscal Instruments) ในการแก้ปัญหาสังคม แทนการแจกเงินอุดหนุนแบบประชานิยม
4.3 การต่อต้านภัยคุกคามจาก "ลัทธิแก้" (Anti-Reformism)
ดร.นิยม สร้างความชอบธรรมให้กับตนเองด้วยการสร้าง "ศัตรูร่วม" (Common Enemy) ขึ้นมา นั่นคือ พรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า (พรรคประชาชน) ซึ่งมีนโยบายตรวจสอบงบประมาณวัดและลดบทบาทของรัฐในศาสนา
วาทกรรม: ดร.นิยม และเครือข่าย มักอ้างถึงการอภิปรายในสภาของ สส. พรรคประชาชน ที่เสนอตัดงบสำนักพุทธฯ ว่าเป็นการ "ด้อยค่า" และ "บ่อนทำลาย" ศาสนา
14 จุดยืน: การเลือกพรรคโอกาสใหม่ คือการเลือก "เกราะป้องกัน" ศาสนา ไม่ให้ถูกกัดเซาะจากแนวคิดเสรีนิยมสุดโต่ง
บทที่ 5: สมรภูมิเลือกตั้งสกลนคร เขต 2: สงครามตัวแทน
พื้นที่เลือกตั้งจังหวัดสกลนคร เขต 2 ประกอบด้วย อำเภอเมือง (บางตำบล), อำเภอโพนนาแก้ว, อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอโคกศรีสุพรรณ และอำเภอเต่างอย
5.1 การวิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor Analysis)
| ผู้สมัคร / พรรค | จุดแข็ง (Strengths) | จุดอ่อน (Weaknesses) | กลยุทธ์ต่อต้าน ดร.นิยม |
นายชาตรี หล้าพรหม (พรรคกล้าธรรม) แชมป์เก่า 2566 | - เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม (ชนะปี 66) - สังกัดพรรคกล้าธรรม (กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส) ซึ่งมีทรัพยากรมาก - ขยันลงพื้นที่ ("บ่าวตี๋") เข้าถึงชาวบ้าน | - ย้ายพรรคบ่อย (ประชาธิปัตย์ -> กล้าธรรม) อาจถูกมองว่าไม่มีอุดมการณ์ - คะแนนชนะครั้งก่อนเฉียดฉิวมาก (706 คะแนน) | - เน้นการแจกของ ช่วยเหลือชาวบ้านแบบถึงตัว - ชูนโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน (ส.ป.ก.) แข่งกับนโยบายศาสนา |
ดร.อภิชาติ ตีรสวัสดิชัย (พรรคเพื่อไทย) อดีต สส. เขต 1 ย้ายมา | - สังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอีสาน - เป็นอดีต สส. หลายสมัย มีฐานคะแนนจัดตั้ง | - เป็น "คนนอกพื้นที่" (ย้ายมาจากเขต 1) อาจไม่มีความผูกพันกับชาวบ้านเท่า ดร.นิยม หรือ ชาตรี - ต้องแบกรับกระแสลบจากนโยบายรัฐบาล (กวาดลานวัด, ดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่ทั่วถึง) | - ใช้กระแสพรรคและนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาล - โจมตี ดร.นิยม ว่าทิ้งพรรคและอกตัญญู |
นายภาสพล อุฬารกุล (พรรคประชาชน) คนรุ่นใหม่ | - เป็นบุตรชายอดีต สว. วิญญู อุฬารกุล มีต้นทุนทางสังคม - ได้รับแรงหนุนจากกระแสคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง | - แนวคิดปฏิรูปศาสนาของพรรคเป็น "ของแสลง" ในพื้นที่ชนบทที่มีความศรัทธาสูง - ขาดประสบการณ์การเมืองระดับชาติ | - เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เบื่อการเมืองแบบเก่าและการครอบงำของศาสนา |
5.2 พลวัตของคะแนนเสียง (Vote Dynamics)
การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการตัดคะแนนกันเองใน 2 กลุ่มหลัก:
กลุ่มรัฐบาลเดิม: คะแนนจะแตกออกเป็น 3 ทาง คือ เพื่อไทย (อภิชาติ), กล้าธรรม (ชาตรี) และ โอกาสใหม่ (นิยม - ซึ่งเคยเป็นเพื่อไทย) การแตกตัวนี้จะทำให้ไม่มีใครชนะขาดลอย (Landslide)
ตัวแปรศาสนา: หาก ดร.นิยม สามารถปลุกระดมเครือข่าย "บ้าน-วัด-โรงเรียน" (บวร) ให้ตื่นตัวเรื่องภัยคุกคามศาสนาได้ คะแนนเสียงจากผู้สูงอายุและกลุ่มแม่บ้านธรรมะจะไหลมาที่ท่านเพียงผู้เดียว ซึ่งอาจเป็น "คะแนนบริสุทธิ์" (Swing Vote) ที่ชี้ขาดผลแพ้ชนะ ในขณะที่คู่แข่งคนอื่นมุ่งเน้นเรื่องปากท้อง
5.3 บทบาทของพรรคกล้าธรรมและ ร.อ.ธรรมนัส
พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
บทที่ 6: การประเมินผลกระทบและข้อสังเกตเชิงวิชาการ
6.1 การแปรเปลี่ยนศาสนาเป็นสินค้าทางการเมือง (Commodification of Religion)
กรณีศึกษาของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ศาสนาถูกนำมา "จัดหมวดหมู่ใหม่" (Repackaging) ให้เป็นสินค้านโยบาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดผู้เลือกตั้งที่รู้สึกไม่มั่นคง (Insecure Voters) พรรคโอกาสใหม่ไม่ได้ขายแค่ "การปกป้องศาสนา" แต่กำลังขาย "ความสบายใจ" และ "เกียรติยศ" ของชาวพุทธที่รู้สึกว่าถูกรัฐย่ำยี
6.2 ความเสี่ยงของพรรคโอกาสใหม่
แม้กลยุทธ์นี้จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีความเสี่ยง:
ความขัดแย้งในพรรค: ภาพลักษณ์เทคโนแครตสายสิ่งแวดล้อมของหัวหน้าพรรค (จตุพร) อาจขัดแย้งกับภาพลักษณ์ขวาจัดทางศาสนาของ ดร.นิยม หากบริหารจัดการไม่ดี อาจทำให้พรรคเสียฐานเสียงคนกลางๆ ในเมืองได้
2 การถูกโดดเดี่ยว: หากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนร่วมมือกันโจมตีเรื่องการดึงสถาบันศาสนามายุ่งเกี่ยวการเมือง อาจทำให้พรรคโอกาสใหม่ถูกมองว่าเป็นพรรคที่สร้างความแตกแยก (Divisive Party)
6.3 นัยยะต่อประชาธิปไตยไทย
การที่พรรคการเมืองต้องหันมาใช้นโยบายปกป้องศาสนา สะท้อนว่าโครงสร้างรัฐฆราวาสของไทยยังไม่แข็งแรงพอ การเมืองไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของ "สองนคราประชาธิปไตย" ในเวอร์ชันใหม่ คือ "นคราแห่งศรัทธา" (Faith-based politics) ปะทะกับ "นคราแห่งเหตุผล" (Secular/Rational politics) ซึ่งจะเป็นรอยร้าวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2569
บทสรุป
การเลือกตั้งปี 2569 ในจังหวัดสกลนคร เขต 2 จะเป็นบททดสอบสำคัญของทฤษฎีการเมืองไทยที่ว่า "ศรัทธาชนะกระสุน" ได้หรือไม่ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ ได้วางเดิมพันครั้งสำคัญด้วยการเสนอนโยบายที่ท้าทายอำนาจรัฐในการจัดการศาสนา โดยชูธง "การอุปถัมภ์และคุ้มครอง" เป็นวาระแห่งชาติ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด พบว่าปัจจัยชี้ขาดไม่ใช่เพียงความนิยมส่วนตัว แต่คือ "ความกลัว" ต่อการล่มสลายของสถาบันสงฆ์ที่ถูกปลุกเร้าขึ้น พรรคโอกาสใหม่ได้สร้างพื้นที่ทางการเมือง (Political Space) ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือพื้นที่สำหรับ "ฝ่ายค้านหัวอนุรักษ์นิยม" ที่ต่อต้านรัฐบาลไม่ใช่เพราะต้องการปฏิรูป แต่เพราะรัฐบาล "ปฏิรูปมากเกินไป" จนกระทบต่อจารีตเดิม
ในท้ายที่สุด ไม่ว่า ดร.นิยม จะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ แต่การรณรงค์หาเสียงของท่านได้ปักหมุดหมายสำคัญว่า เรื่องของศาสนาและคณะสงฆ์ จะไม่ใช่เรื่องที่รัฐสามารถจัดการได้โดยฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่จะต้องผ่านการต่อรองและฉันทามติจากเวทีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นนับจากนี้เป็นต้นไป
ตารางเปรียบเทียบแนวนโยบายด้านศาสนาของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2569
| หัวข้อนโยบาย | พรรคโอกาสใหม่ (ดร.นิยม) | พรรคเพื่อไทย (รัฐบาล) | พรรคประชาชน (ฝ่ายค้านก้าวหน้า) | พรรคกล้าธรรม (ชาตรี) |
| จุดยืนหลัก | อุปถัมภ์และคุ้มครองสูงสุด เน้นสถานะพิเศษของพุทธศาสนา | กำกับดูแลและส่งเสริม เน้นความโปร่งใสและการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา | แยกศาสนาจากรัฐ (Secularism) เน้นความเท่าเทียมทุกศาสนา | สนับสนุนตามประเพณี เน้นการทำนุบำรุงทั่วไป |
| งบประมาณ | ตั้ง "กองทุนพุทธศาสนา" อิสระ ลดหย่อนภาษีได้ | จัดสรรผ่านสำนักพุทธฯ ตามระบบราชการปกติ | ตัด/ลดงบที่ไม่จำเป็น ตรวจสอบความคุ้มค่า | สนับสนุนงบซ่อมแซมวัด และกิจกรรมประเพณี |
| การจัดการพระทุจริต | นิคหกรรมนำทาง สงฆ์ต้องสอบสวนก่อนรัฐจับกุม | บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ตำรวจดำเนินการทันที (กวาดลานวัด) | ตรวจสอบบัญชี บังคับให้วัดทำบัญชีทรัพย์สินเปิดเผย | ไม่มีความเห็นชัดเจน เน้นไกล่เกลี่ย |
| กลุ่มเป้าหมาย | พระสงฆ์, กรรมการวัด, ชาวพุทธจารีต | คนทั่วไป, กลุ่มธุรกิจพุทธพาณิชย์ | คนรุ่นใหม่, ผู้ต้องการปฏิรูป, ศาสนิกอื่น | ผู้นำชุมชน, ชาวบ้านทั่วไป |
รายงานฉบับนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยฉายภาพความซับซ้อนของการเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ได้อย่างครบถ้วนและรอบด้าน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการและการตัดสินใจของประชาชนต่อไป.
หมายเหตุ: ข้อมูลในรายงานฉบับนี้อ้างอิงจากเอกสารประกอบการวิจัย รหัส


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น