บทวิเคราะห์เชิงลึก: ยุทธศาสตร์และนัยสำคัญทางเศรษฐกิจการเมืองของนโยบายหาเสียงพรรคเศรษฐกิจในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569
บทคัดย่อ (Abstract)
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาและวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับชุดนโยบายหาเสียงของ "พรรคเศรษฐกิจ" (Economic Party) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) ภายใต้บริบทของความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ "คนป่วยแห่งเอเชีย" ระลอกใหม่ และกับดักรายได้ปานกลางที่ฝังรากลึก การศึกษานี้จะสำรวจพลวัตการเปลี่ยนแปลงจาก "พรรคเส้นด้าย" สู่ "พรรคเศรษฐกิจ" การเปลี่ยนผ่านเชิงอุดมการณ์ภายใต้การนำของ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ และการนำเสนอ "ทางออกสุดท้าย" (The Final Exit) ผ่านนโยบาย 4 เสาหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects), ยุทธศาสตร์เชื่อมมหาสมุทร (Ocean Link), การปราบปรามคอร์รัปชันด้วยโทษประหารชีวิต (Zero Corruption), และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (Justice Reform) บทวิเคราะห์นี้จะประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Feasibility) ผลกระทบทางสังคมและการเมือง (Socio-political Impact) พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญในสนามเลือกตั้ง เพื่อฉายภาพอนาคตของประเทศไทยภายใต้จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้
1. บทนำ: ภูมิทัศน์เศรษฐกิจและการเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง 2569
1.1 มหาวิกฤตเศรษฐกิจ "ปีม้าขาเป๋": สัญญาณชีพที่แผ่วเบาของคนป่วยแห่งเอเชีย
เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ. 2569 หรือปีมะเมีย ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์จำนวนมากได้ขนานนามว่าเป็น "ปีม้าขาเป๋" หรือ "ปีม้าแคระ" สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะที่สามารถวิ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างที่คาดหวัง ข้อมูลดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคหลายตัวส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนานและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด
จากการคาดการณ์ของหน่วยงานเศรษฐกิจหลักอย่างสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 1.5 - 2.0 เท่านั้น
ปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ "ซึมลึก" ประกอบด้วย:
หนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่พุ่งสูงกว่าร้อยละ 80-90 ได้กลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดรึงกำลังซื้อภายในประเทศ
1 การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเคยเป็นเสาหลักค้ำยันเศรษฐกิจเริ่มแสดงอาการอ่อนแรง ประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในวงจรหนี้สินที่ไม่สามารถหลุดพ้นได้ ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหรือมาตรการคนละครึ่ง เริ่มส่งผลน้อยลงเรื่อยๆ (Diminishing Returns)หนี้สาธารณะและพื้นที่ทางการคลัง: ภาระหนี้สาธารณะของรัฐบาลที่คาดว่าจะแตะระดับร้อยละ 62-68 ของ GDP ในปี 2569
5 ได้จำกัดความสามารถของรัฐบาลในการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ลดน้อยลงทำให้การจัดทำงบประมาณเพื่อการพัฒนาเป็นไปอย่างยากลำบาก และงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำและการชำระหนี้การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า: การกีดกันทางการค้าจากมหาอำนาจ โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ในบริบทของการคาดการณ์อนาคต) ที่อาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19
7 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย นอกจากนี้ การไหลทะลักของสินค้าทุนราคาถูกจากจีนที่เข้ามาตีตลาดไทย (Dumping) ยิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศให้ต้องล้มหายตายจากไป
ในสภาวะที่ประเทศเปรียบเสมือน "คนป่วย" ที่ต้องการการผ่าตัดใหญ่ ไม่ใช่เพียงยาแก้ปวด ประชาชนเริ่มมองหาทางเลือกทางการเมืองใหม่ๆ ที่กล้านำเสนอวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างและเด็ดขาดกว่าเดิม นี่คือสุญญากาศทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ "พรรคเศรษฐกิจ" ก้าวเข้ามามีบทบาท
1.2 สมรภูมิการเลือกตั้ง 2569: การปะทะกันของ 3 ขั้วอำนาจและพื้นที่ของ "ทางเลือกที่ 4"
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งตามวาระปกติ แต่เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของขั้วอำนาจทางการเมืองหลัก 3 กลุ่ม
กลุ่มอำนาจเดิมและทุนนิยมรัฐ (พรรคภูมิใจไทย): ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยวางตำแหน่งเป็นพรรคที่เน้นการปฏิบัติจริง (Pragmatism) ด้วยนโยบาย "เศรษฐกิจ 10 Plus" และการเพิ่มการลงทุนภาครัฐ โดยอาศัยฐานเสียงที่แข็งแกร่งในต่างจังหวัดและเครือข่ายบ้านใหญ่
8 กลุ่มประชานิยม (พรรคเพื่อไทย): ยังคงยึดมั่นในแนวทางประชานิยมและการแก้ปัญหาปากท้องด้วยนโยบาย "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน" พร้อมโครงการเรือธงอย่างดิจิทัลวอลเล็ตและการพักหนี้เกษตรกร พยายามดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มรากหญ้าที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด
11 กลุ่มก้าวหน้าและปฏิรูป (พรรคประชาชน): สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคก้าวไกล เน้นการปฏิรูปโครงสร้าง ทลายทุนผูกขาด และสร้างรัฐสวัสดิการ โดยมีฐานเสียงหลักคือคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมือง
13
ท่ามกลางการต่อสู้นี้ "พรรคเศรษฐกิจ" ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็น "ตัวแปรแทรกซ้อน" (Disruptor) ที่ไม่อยู่ในสมการความขัดแย้งเดิม โดยนำเสนอภาพลักษณ์ของ "มืออาชีพ" และ "ความเด็ดขาดแบบทหาร" (Militant Professionalism) เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่เบื่อหน่ายความขัดแย้งทางการเมือง (Political Fatigue) และต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนและนักธุรกิจที่ต้องการความชัดเจนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
2. พลวัตและพัฒนาการของพรรคเศรษฐกิจ: จาก "เส้นด้าย" สู่ยุทธศาสตร์กู้ชาติ
2.1 การรีแบรนด์ครั้งใหญ่: นัยสำคัญของการเปลี่ยนชื่อจาก "เส้นด้าย" เป็น "เศรษฐกิจ"
การเปลี่ยนแปลงชื่อพรรคจาก "พรรคเส้นด้าย" (Zendai Party) มาเป็น "พรรคเศรษฐกิจ" (Economic Party) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2568 ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเพื่อความสวยงามทางการตลาด แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) และยุทธศาสตร์ของพรรคอย่างสิ้นเชิง
นัยยะของ "เส้นด้าย": ชื่อเดิมสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของ "คนตัวเล็ก" การช่วยเหลือสังคมในระดับจุลภาค และการถักทอเครือข่ายภาคประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเสรีนิยมและการกระจายอำนาจที่เป็นรากฐานเดิมของกลุ่มผู้ก่อตั้งอย่างนายคริส โปตระนันทน์
นัยยะของ "เศรษฐกิจ": การเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "เศรษฐกิจ" เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า พรรคต้องการโฟกัสไปที่ปัญหา "มหภาค" ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นการยกระดับเป้าหมายจากการช่วยเหลือคนตัวเล็ก มาเป็นการ "กอบกู้โครงสร้างเศรษฐกิจของชาติ" ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยทุกกลุ่มให้ความสำคัญสูงสุดในขณะนั้น
การเปลี่ยนสีและสัญลักษณ์: การใช้สีและโลโก้ใหม่สื่อถึงความหนักแน่น ความเป็นทางการ และความเป็นมืออาชีพ เพื่อลบภาพลักษณ์ของพรรคขนาดเล็กหรือพรรคทางเลือก ให้กลายเป็นสถาบันทางการเมืองที่พร้อมจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
2.2 บทบาทของ "พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์": ผู้นำสไตล์ "กัดไม่ปล่อย"
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด
บุคลิกภาพและสไตล์การทำงานของพลเอกรังษี สะท้อนออกมาในนโยบายพรรคอย่างชัดเจน:
ความเด็ดขาด (Decisiveness): การเสนอนโยบายที่รุนแรงอย่างโทษประหารชีวิตสำหรับคอร์รัปชัน สะท้อนวิธีคิดแบบทหารที่ต้องการ "กำจัดศัตรู" (ในที่นี้คือการทุจริต) ให้สิ้นซาก ไม่ใช่การเจรจาประนีประนอม
การมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Result-Oriented): สโลแกน "We act. We fight. We deliver."
16 และการประกาศว่า "ทำไม่ได้ลาออกทันที"18 เป็นการสร้างพันธสัญญา (Commitment) ที่ท้าทาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่หมดศรัทธากับคำสัญญาลอยๆ ของนักการเมืองอาชีพวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์: ประสบการณ์จากการบริหารสื่อทำให้พลเอกรังษีเข้าใจถึงพลังของการสื่อสารและการกำหนดวาระสังคม (Agenda Setting) ทำให้พรรคเศรษฐกิจสามารถแย่งพื้นที่สื่อจากพรรคใหญ่ได้แม้จะมีทรัพยากรน้อยกว่า
3. วิเคราะห์นโยบาย 4 เสาหลัก (The 4 Pillars): ยุทธศาสตร์ "THE FINAL EXIT"
ภายใต้ยุทธศาสตร์ "THE FINAL EXIT FOR THAILAND" พรรคเศรษฐกิจได้นำเสนอนโยบาย 4 เสาหลักที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองอย่างถอนรากถอนโคน เพื่อพาประเทศไทยหลุดพ้นจากหลุมดำทางเศรษฐกิจ
3.1 เสาหลักที่ 1: มหาโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน (Mega Projects Infrastructure) - การเดิมพันด้วยความเชื่อมโยง
นโยบายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการ "จุดระเบิด" การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยพรรคเศรษฐกิจเสนอการสร้างระบบรางความเร็วสูง (High-Speed Rail) เชื่อมโยง 6 ประเทศ: ลาว - ไทย - พม่า - อินเดีย - มาเลเซีย - สิงคโปร์
การวิเคราะห์เชิงลึกและนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ:
การเข้าถึงตลาดใหม่ (Market Access): การเชื่อมโยงกับอินเดียผ่านพม่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด (Blue Ocean Strategy) เพราะในขณะที่การค้ากับจีนเริ่มอิ่มตัวและมีการแข่งขันสูง ตลาดอินเดียที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วยังเป็นพื้นที่ที่ไทยใช้ประโยชน์ได้น้อย การมีเส้นทางคมนาคมทางบกที่ตรงสู่อินเดียจะลดต้นทุนโลจิสติกส์มหาศาล และเปิดประตูสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไทยสู่เอเชียใต้
ศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่แท้จริง (True Logistics Hub): ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อยู่แล้ว แต่การขาดโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพทำให้เป็นได้แค่ "ทางผ่าน" นโยบายนี้มุ่งยกระดับไทยให้เป็น "ชุมทาง" (Junction) ของการค้าโลก เชื่อมตะวันออก (อาเซียน/จีน) กับตะวันตก (อินเดีย/ตะวันออกกลาง)
ผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect): การลงทุนก่อสร้างขนาดใหญ่จะกระตุ้นการจ้างงาน การใช้วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นระหว่างการก่อสร้าง และสร้างรายได้ระยะยาวจากการขนส่งและท่องเที่ยว
ความท้าทายและความเสี่ยง:
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk): เส้นทางผ่านพม่า (เมียนมา) เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าสูงในพื้นที่ขัดแย้งมีความเสี่ยงที่จะสูญเปล่า หรือถูกทำลาย
ภาระทางการคลัง: โครงการระดับนี้ต้องใช้เงินลงทุนหลายล้านล้านบาท ในสภาวะที่หนี้สาธารณะสูง การระดมทุนจะเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด พรรคเศรษฐกิจอาจต้องพิจารณารูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) หรือการระดมทุนข้ามชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่องการ "ขายชาติ" หรือการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจหากไม่รัดกุม
3.2 เสาหลักที่ 2: ยุทธศาสตร์เชื่อมมหาสมุทร (Ocean Link Strategy) - มากกว่าแค่แลนด์บริดจ์
พรรคเศรษฐกิจนำเสนอโมเดล "Ocean Link" ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดและปรับปรุงจากแนวคิด "Land Bridge" เดิม โดยเน้นการปลดล็อกศักยภาพทางทะเล เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มประเทศ BRICS
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์ Ocean Link ของพรรคเศรษฐกิจ กับ Land Bridge เดิม
| มิติการเปรียบเทียบ | โครงการ Land Bridge (รัฐบาลเดิม) | ยุทธศาสตร์ Ocean Link (พรรคเศรษฐกิจ) |
| เป้าหมายหลัก | ทางผ่านขนส่งสินค้า (Transit Route) แก้ปัญหาช่องแคบมะละกา | เขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมครบวงจร (Economic Corridor) |
| กลุ่มเป้าหมายนักลงทุน | กระจายทั่วไป (ตะวันตก, จีน, ญี่ปุ่น) | เน้นกลุ่ม BRICS (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้) |
| ผลลัพธ์ที่คาดหวัง | รายได้จากค่าธรรมเนียมและการบริหารท่าเรือ | การยกระดับรายได้ประชากรสู่ 20,000 ดอลลาร์/ปี ใน 10 ปี |
| จุดเน้น | โลจิสติกส์และการขนส่ง | การแปรรูปสินค้า, นิคมอุตสาหกรรม, คลังสินค้า |
การวิเคราะห์เชิงลึก:
การเบนเข็มสู่ BRICS: การระบุเจาะจงกลุ่ม BRICS เป็นการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ ท่ามกลางการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่กลุ่ม BRICS มีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น การดึงเงินทุนจากกลุ่มนี้อาจทำได้ง่ายกว่ากลุ่มตะวันตกที่มีเงื่อนไขเรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนเข้มงวด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงในการถูกมองว่า "เลือกข้าง" ในเวทีโลก
การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation): ปัญหาของโครงการ Land Bridge ที่ผ่านมาคือการถูกวิจารณ์ว่าไม่คุ้มทุนหากพึ่งพาแค่การขนส่ง
19 การที่พรรคเศรษฐกิจเน้น "นิคมอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม"15 แสดงให้เห็นว่าพรรคตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามสร้าง Demand ภายในพื้นที่เอง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
3.3 เสาหลักที่ 3: ปราบโกงเด็ดขาด (Zero Corruption) - มาตรการขั้นรุนแรงเพื่อล้างบาง
นโยบายที่สร้างแรงสั่นสะเทือนและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดคือข้อเสนอ "กฎหมายปราบปรามการทุจริตฉบับใหม่" ที่กำหนดโทษสูงสุดคือ "ประหารชีวิต" โดยไม่มีสิทธิ์ลดโทษ และต้องบังคับคดีภายใน 1 ปีหลังศาลฎีกาตัดสิน
การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองและนิติศาสตร์:
ต้นทุนคอร์รัปชันต่อการพัฒนา: ข้อมูลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันระบุว่าไทยสูญเสียเงินงบประมาณไปกับการทุจริตปีละนับแสนล้านบาท
21 เงินจำนวนนี้หากนำมาพัฒนาประเทศจะสร้างผลกระทบมหาศาล พรรคเศรษฐกิจมองว่าคอร์รัปชันคือ "มะเร็งร้าย" ที่ต้องตัดทิ้ง ไม่ใช่แค่รักษาตามอาการทฤษฎีการป้องปราม (Deterrence Theory) ขั้นสุด: แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า หากต้นทุนของการทำผิด (บทลงโทษ) สูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมหาศาล (ถึงขั้นเสียชีวิต) ผู้คนจะไม่กล้าทำผิด (Rational Choice Theory) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางอาชญาวิทยาทั่วโลกยังคงถกเถียงว่า "ความรุนแรงของโทษ" (Severity) มีผลต่อการยับยั้งอาชญากรรมน้อยกว่า "ความแน่นอนในการถูกลงโทษ" (Certainty) หากมีโทษประหารแต่จับตัวคนผิดไม่ได้ ก็ไร้ผล
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการค้า:
ด้านบวก: หากทำได้จริง จะลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ (Cost of Doing Business) ดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการความโปร่งใส (Clean Business)
ด้านลบ: เสี่ยงต่อการถูกคว่ำบาตรหรือตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (เช่น GSP) จากสหภาพยุโรปและประเทศตะวันตกที่ต่อต้านโทษประหารชีวิต
22 ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่าผลดีที่ได้รับจากการปราบคอร์รัปชัน
3.4 เสาหลักที่ 4: ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (Justice System Reform) - นำเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน
พรรคเศรษฐกิจเสนอปฏิรูประบบตำรวจ แยกงานสอบสวนออกจากจับกุม และที่สำคัญคือการ "ตัดวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ" โดยการนำธุรกิจสีเทา เช่น บ่อนการพนัน หรือเว็บพนัน มาทำให้ถูกกฎหมายและควบคุมได้
การวิเคราะห์เชิงลึก:
เศรษฐกิจสีเทาสู่รายได้ภาครัฐ: การนำบ่อนกาสิโนและสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ขึ้นมาบนดิน เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับผลการศึกษาของกรรมาธิการสภาฯ ที่ประเมินว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐและกระตุ้นการท่องเที่ยวนับแสนล้านบาท
24 รายได้ส่วนนี้สามารถนำมาเป็นสวัสดิการหรือชดเชยภาษีอื่นๆ ได้การทำลายโครงสร้างส่วย: ปัจจุบันธุรกิจเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ด้วยการจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ การทำให้ถูกกฎหมายจะทำลาย "ท่อน้ำเลี้ยง" ของผู้มีอิทธิพลและข้าราชการกังฉิน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายปราบคอร์รัปชัน
ความท้าทายทางสังคม: ต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสังคม (Social Safeguards) ที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เช่น หนี้พนัน อาชญากรรม หรือปัญหาครอบครัว ซึ่งต้องอาศัยกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ
4. การเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์: พรรคเศรษฐกิจในบริบทการแข่งขัน
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจน ตารางต่อไปนี้จะเปรียบเทียบจุดยืนและนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเศรษฐกิจกับพรรคการเมืองหลักอื่นๆ ในการเลือกตั้ง 2569
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพรรคการเมืองหลัก เลือกตั้ง 2569
| หัวข้อเปรียบเทียบ | พรรคเศรษฐกิจ (ECON) | พรรคภูมิใจไทย (BJT) | พรรคเพื่อไทย (PTP) | พรรคประชาชน (PP) |
| อุดมการณ์หลัก | ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ + อำนาจนิยม (Nationalist-Authoritarian) | ทุนนิยมรัฐ + ปฏิบัตินิยม (State Capitalism) | ประชานิยม + ทุนนิยม (Populist Capitalism) | สังคมนิยมประชาธิปไตย + รัฐสวัสดิการ (Social Democracy) |
| นโยบายเรือธง | Mega Projects เชื่อม 6 ประเทศ / โทษประหารคอร์รัปชัน | เศรษฐกิจ 10 Plus / ลงทุนรัฐ 30% ของ GDP | ดิจิทัลวอลเล็ต / ล้างหนี้ / พักหนี้เกษตรกร | สวัสดิการถ้วนหน้า / ทลายทุนผูกขาด / ปฏิรูปรัฐราชการ |
| เป้าหมาย GDP | 6.5% ต่อปี (เน้นโตเร็ว) | 3.0% Plus (เน้นโตมั่นคง) | เน้นฟื้นตัวระยะสั้น-กลาง | เน้นกระจายรายได้และคุณภาพชีวิต |
| วิธีการจัดการหนี้ | สร้างรายได้ใหม่มหาศาลเพื่อกลบหนี้ (Income-driven) | ปรับโครงสร้างหนี้ + พักหนี้ (Debt Restructuring) | พักหนี้ + เติมเงิน (Subsidy-driven) | ลดรายจ่าย + สวัสดิการ (Welfare-driven) |
| จุดแข็ง | ความเด็ดขาด, ชัดเจน, ดึงดูดกลุ่ม Hardcore | เครือข่ายการเมืองแน่น, นโยบายทำได้จริง | ฐานเสียงแน่น, ประสบการณ์บริหาร | นโยบายทันสมัย, ฐานเสียงคนรุ่นใหม่ |
| จุดอ่อน/ความเสี่ยง | ความเป็นไปได้ทางกฎหมาย (โทษประหาร), ความเสี่ยงการคลัง | ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน, การขยายรัฐใหญ่เกินไป | ภาระงบประมาณ, วินัยการคลัง | แรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม, ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง |
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ:
พรรคเศรษฐกิจเลือกที่จะฉีกแนวออกจาก "สงครามประชานิยม" (Populist War) ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยกำลังแข่งขันกันด้วยการแจกเงินและพักหนี้ โดยหันมาเน้น "การสร้างความมั่งคั่งใหม่" (New Wealth Creation) ผ่านโครงสร้างพื้นฐานและการปราบทุจริต ซึ่งเป็นแนวทางที่ดึงดูดกลุ่มคนที่มองว่าประชานิยมเป็นเพียงการ "เลี้ยงไข้" แต่ไม่ "รักษาโรค" ในขณะเดียวกัน ก็มีความแตกต่างจากพรรคประชาชนที่เน้นความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชน โดยพรรคเศรษฐกิจเน้น "ประสิทธิภาพ" และ "ความมั่งคั่ง" เป็นตัวตั้ง แม้จะต้องแลกด้วยมาตรการที่ดูเผด็จการก็ตาม
5. บทวิเคราะห์ความเป็นไปได้และความท้าทาย (Feasibility Analysis)
5.1 ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ (Economic Feasibility)
เป้าหมายรายได้เฉลี่ย 50,000 บาทต่อเดือนภายใน 16 ปี และ GDP โต 6.5% ต่อปี ถือเป็นเป้าหมายที่ "ท้าทายอย่างยิ่ง" (Extremely Ambitious)
กับดักรายได้ปานกลาง: การจะหลุดพ้นจากกับดักนี้ต้องอาศัยการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity Growth) อย่างก้าวกระโดด ลำพังแค่โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ต้องมีการปฏิรูปการศึกษาและเทคโนโลยีขนานใหญ่ ซึ่งในนโยบาย 4 เสาหลักยังไม่ได้เน้นย้ำเรื่อง Soft Infrastructure (คน/เทคโนโลยี) มากเท่า Hard Infrastructure (รถไฟ/ท่าเรือ)
แหล่งเงินทุน: การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานข้ามชาติต้องใช้เงินมหาศาล หากไม่สามารถระดมทุนจากต่างชาติ (เช่น BRICS) ได้ตามแผน ภาระหนี้สาธารณะจะพุ่งชนเพดานวินัยการคลัง ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงในการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ
5.2 ความเป็นไปได้ทางการเมืองและสังคม (Socio-Political Feasibility)
โทษประหารชีวิต: เป็นนโยบายที่ "ขายได้" ในทางการเมืองสำหรับกลุ่มคนที่เกลียดชังการโกง แต่ในทางปฏิบัติ "ทำได้ยากมาก" การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้เพิ่มโทษประหารชีวิตสำหรับคดีเศรษฐกิจจะถูกต่อต้านอย่างหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ และอาจขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยเป็นภาคี
แรงเสียดทาน: การปฏิรูประบบตำรวจและนำธุรกิจสีเทาขึ้นบนดิน จะกระทบผลประโยชน์มหาศาลของผู้มีอิทธิพล ซึ่งอาจนำไปสู่การต่อต้านที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบคลื่นใต้น้ำในระบบราชการ และความไม่สงบทางการเมือง
6. บทสรุปและข้อเสนอแนะ: อนาคตประเทศไทยภายใต้ทางเลือก "เศรษฐกิจ"
พรรคเศรษฐกิจในการเลือกตั้งปี 2569 ได้นำเสนอทางเลือกที่เปรียบเสมือน "ยาแรง" (High-Dose Medicine) สำหรับรักษาอาการป่วยเรื้อรังของเศรษฐกิจไทย ชุดนโยบายของพรรคสะท้อนความพยายามที่จะผสมผสานระหว่าง "วิสัยทัศน์ทางธุรกิจ" (การสร้างรายได้, การเชื่อมโยงตลาด) กับ "อำนาจเด็ดขาดแบบทหาร" (การปราบโกง, การบังคับใช้กฎหมาย) เพื่อผ่าทางตันที่ระบอบประชาธิปไตยแบบปกติอาจแก้ไขได้ช้าเกินไปในสายตาของพรรค
นัยสำคัญต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง:
การเลือกพรรคเศรษฐกิจคือการ "เดิมพันสูง" (High Stakes Bet) ผู้เลือกต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "โอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล" จากการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์โลกและการปราบคอร์รัปชัน กับ "ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและเสถียรภาพทางการคลัง" หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล
ไม่ว่าพรรคเศรษฐกิจจะชนะการเลือกตั้งได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ แต่ชุดนโยบายที่นำเสนอได้สร้างแรงกระเพื่อมและกำหนดมาตรฐานใหม่ (New Benchmark) ให้กับเวทีการเมืองไทย บีบให้พรรคการเมืองอื่นต้องหันมามองปัญหาเชิงโครงสร้างและการทุจริตอย่างจริงจังมากกว่าเพียงแค่การแจกเงิน ซึ่งถือเป็นคุณูปการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย
รายงานฉบับนี้เรียบเรียงและวิเคราะห์จากข้อมูลนโยบายสาธารณะ บทสัมภาษณ์ และเอกสารเผยแพร่ ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 เพื่อประโยชน์ทางวิชาการและการสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น