วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ยุทธศาสตร์ ดร.นิยม เวชกามา พัฒนาหนองหารสกลนคร


พลวัตอำนาจและการจัดการทรัพยากร: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาหนองหารของ ดร.นิยม เวชกามา


1. บทนำ: หนองหารในฐานะพื้นที่ทับซ้อนทางรัฐศาสตร์และนิเวศวิทยา



หนองหาร จังหวัดสกลนคร มิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทย หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Wetland of International Importance) เท่านั้น แต่ในทางรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาการเมือง หนองหารคือ "พื้นที่ทับซ้อน" (Overlapping Space) ที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่งในเชิงโครงสร้างอำนาจ พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดตัดของความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐในการจัดการทรัพยากร (State Authority in Resource Management) สิทธิชุมชนดั้งเดิมในการทำกิน (Customary Rights) และมิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Dimensions) ที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตของชาวสกลนคร การดำรงอยู่ของหนองหารจึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาการจัดการทรัพยากรส่วนรวมของประเทศไทย ที่ซึ่งกฎหมาย นโยบาย และวิถีชีวิตจริงมักจะดำเนินไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกัน

รายงานการวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำการสังเคราะห์และวิเคราะห์เชิงลึกต่อแนวคิด ยุทธศาสตร์ และบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร (หลายสมัย) ผู้ซึ่งถือเป็นตัวละครทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาหนองหารเข้าสู่เวทีระดับชาติ การศึกษาแนวคิดของ ดร.นิยม มิใช่เป็นเพียงการศึกษาชีวประวัติของนักการเมืองรายบุคคล แต่เป็นการศึกษากระบวนทัศน์ (Paradigm) ในการจัดการทรัพยากรน้ำและที่ดินที่พยายามผสาน "พุทธจริยศาสตร์" เข้ากับ "กลไกรัฐสภา" ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งของการเมืองไทยร่วมสมัย

ความสำคัญของการวิเคราะห์กรณีศึกษาของ ดร.นิยม เวชกามา อยู่ที่ความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิหลังและวิธีการทำงานทางการเมืองของท่าน ที่สะท้อนความพยายามในการเชื่อมต่อระหว่างโลกทางธรรมและโลกทางโลก (Secular and Spiritual Worlds) เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงรากฐานทางความคิดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การวิเคราะห์ผลกระทบของโครงการที่ท่านผลักดัน ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ตลอดจนการตรวจสอบพลวัตทางการเมืองจากการย้ายสังกัดพรรคที่มีนัยสำคัญต่อความต่อเนื่องของนโยบายพัฒนาหนองหาร โดยมุ่งหวังที่จะนำเสนอข้อค้นพบที่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์และการวางแผนพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

2. ภูมิหลังทางภูมิปัญญาและรากฐานความคิดทางการเมือง

การจะทำความเข้าใจ "นโยบาย" จำเป็นต้องเข้าใจ "คน" ผู้กำหนดนโยบายเสียก่อน สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา นั้น ภูมิหลังทางจิตวิญญาณและการศึกษามีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อวิธีคิดในการมองปัญหาหนองหาร ท่านมิได้มองหนองหารเป็นเพียงทรัพยากรทางกายภาพ (Physical Resource) แต่มองเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณและพื้นที่แห่งความทุกข์ร้อนของประชาชนที่ต้องได้รับการ "ปัดเป่า"

2.1 วิถีแห่งสมณะกับแนวคิดการพัฒนา (Monastic Background and Development Philosophy)

ดร.นิยม เวชกามา มีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งจากภูมิหลังการเป็น "เปรียญธรรม" ซึ่งเป็นระดับการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม เมื่อท่านตัดสินใจลาสิกขาบทและเข้าสู่เส้นทางการเมือง ฐานคิดแบบพุทธเถรวาทที่เน้นเรื่อง "เมตตาธรรม" และ "การสงเคราะห์" (Welfare) จึงถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง ท่านมองบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะ "ผู้อภิบาล" (Guardian) ที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของหนองหาร ซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของคนยากคนจน แนวคิดของท่านจึงมักมุ่งเน้นไปที่การปกป้องสิทธิของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกเบียดขับจากโครงสร้างอำนาจรัฐ

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับสถาบันสงฆ์ยังส่งผลให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาของท่านมักจะมีวัดและศาสนาเป็นองค์ประกอบหลัก ตัวอย่างเช่น การผลักดันให้ถ้ำผาขามเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมะ และการให้ความสำคัญกับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามรอบหนองหาร 1 สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า ในสายตาของ ดร.นิยม "การพัฒนา" (Development) มิอาจแยกขาดจาก "การยกระดับจิตใจ" (Spiritual Upliftment) ได้

2.2 บทบาทในสภาผู้แทนราษฎร: กลไกนิติบัญญัติเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ในฐานะนักการเมือง ดร.นิยม ได้ใช้กลไกรัฐสภาอย่างเข้มข้นในการขับเคลื่อนประเด็นหนองหาร ท่านมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการเป็นผู้เสนอญัตติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนองหารโดยตรง 3 การวิเคราะห์บันทึกการทำงานในสภาฯ พบว่าท่านเป็นหนึ่งใน ส.ส. ที่มีการอภิปรายและเสนอญัตติเกี่ยวกับปัญหาทรัพยากรน้ำและที่ดินในสกลนครมากที่สุดคนหนึ่ง 5

ญัตติที่สำคัญที่สะท้อนแนวคิดของท่าน ได้แก่:

  1. ญัตติเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบฝั่งหนองหาร: เป็นความพยายามในการดึงปัญหาระดับท้องถิ่นขึ้นสู่การพิจารณาระดับชาติ เพื่อระดมสรรพกำลังและงบประมาณจากส่วนกลาง 6

  2. ญัตติด่วนเรื่องการสนับสนุนการพัฒนาฟื้นฟูหนองหารและเส้นทางการท่องเที่ยว: สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการเชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับเศรษฐกิจการท่องเที่ยว 6

  3. การผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา: แม้จะดูเป็นเรื่องศาสนา แต่มีนัยสำคัญต่อการจัดการพื้นที่วัดรอบหนองหารและการจัดการทรัพย์สินของวัด ซึ่งสัมพันธ์กับกรณีพิพาทเรื่องที่ดิน 3

3. มหากาพย์ที่ดินและสิทธิชุมชน: การปะทะกันของอำนาจรัฐและวิถีชาวบ้าน

ประเด็นที่ถือเป็น "หัวใจ" ของปัญหาหนองหาร และเป็นประเด็นที่ ดร.นิยม ให้ความสำคัญสูงสุด คือ ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกิน (Land Tenure Conflict) นี่คือปมปัญหาที่ซับซ้อนและเรื้อรังที่สุด เนื่องจากการประกาศเขตที่ดินของรัฐทับซ้อนกับพื้นที่ที่ประชาชนครอบครองมาแต่อดีต

3.1 สถานะทางกฎหมาย vs. ข้อเท็จจริงในพื้นที่

หนองหารมีสถานะเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (น.ส.ล.) และอยู่ในความดูแลของกรมประมง 7 การประกาศเขตหวงห้ามของรัฐในอดีต มักกระทำโดยยึดแผนที่ทางอากาศหรือการสำรวจที่ไม่ละเอียดเพียงพอ ส่งผลให้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านริมฝั่งหนองหารจำนวนมากตกอยู่ในสถานะ "ผู้บุกรุก" (Encroacher) โดยไม่รู้ตัว

ดร.นิยม ได้วิเคราะห์ปัญหานี้และมองเห็น "ความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง" (Structural Injustice) ท่านชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย โดยระบุว่าในช่วงปี พ.ศ. 2536-2545 มีการออกเอกสารสิทธิ์ (โฉนดและ น.ส.3ก.) ให้กับนายทุนหรือผู้ถือครองที่ดินบางรายในฝั่งทิศตะวันตกของหนองหาร (ใกล้เขตเมือง) ได้ ทั้งที่อยู่ในเขตหวงห้ามเช่นกัน แต่ประชาชนรากหญ้าในพื้นที่รอบนอกกลับถูกปฏิเสธสิทธิ์ 8

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบมุมมองต่อสถานะที่ดินรอบหนองหาร

มิติการพิจารณามุมมองของรัฐ (Technocratic View)มุมมองของ ดร.นิยม เวชกามา (People-Centric View)ผลกระทบต่อการนโยบาย
สถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (น.ส.ล.) ห้ามครอบครองเป็นที่ดินทำกินเดิมที่ถูกรัฐประกาศทับสิทธิ์ (Ancestral Land)นำไปสู่ข้อเสนอการพิสูจน์สิทธิ์และการนิรโทษกรรมที่ดิน
การใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ การประมง และกักเก็บน้ำเพื่อการยังชีพ เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัยขัดแย้งเรื่องการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง vs การปรับปรุงสาธารณูปโภค
แนวทางแก้ไขการบังคับใช้กฎหมาย ขับไล่ หรือให้เช่าที่ราชพัสดุการออกเอกสารสิทธิ์ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงดร.นิยม พยายามผลักดันการเปลี่ยนสถานะที่ดิน
หน่วยงานรับผิดชอบกรมประมง, กรมที่ดิน, กรมธนารักษ์คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (คทช.), ฝ่ายการเมืองเกิดการต่อรองอำนาจระหว่างข้าราชการประจำและนักการเมือง

3.2 ยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน

แนวทางการต่อสู้ของ ดร.นิยม ในเรื่องที่ดิน มีลักษณะเป็น "การรุกฆาตทางนโยบาย" (Policy Offensive) โดยท่านใช้สถานะ ส.ส. และกรรมาธิการ เป็นเครื่องมือหลัก

  1. การนำคณะกรรมาธิการลงพื้นที่: ท่านได้เชิญคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่หนองหารเพื่อรับฟังปัญหาและกดดันหน่วยงานราชการในพื้นที่ 9 ยุทธวิธีนี้ช่วยเปิดพื้นที่เจรจาระหว่างชาวบ้านกับข้าราชการระดับสูง ซึ่งปกติชาวบ้านจะเข้าถึงได้ยาก

  2. การเรียกร้องความชัดเจนเรื่องแนวเขต: ดร.นิยม เรียกร้องให้มีการรังวัดและกำหนดแนวเขตหนองหารให้ชัดเจน เพื่อยุติความคลุมเครือที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลยพินิจในทางมิชอบ หรือเลือกปฏิบัติในการจับกุม 2

  3. การผลักดันการออกโฉนด: เป้าหมายสูงสุดของท่านคือการเปลี่ยนสภาพที่ดินที่ประชาชนครอบครองอยู่จริงให้มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและมีความมั่นคงในชีวิต 5 แม้ว่าความพยายามนี้จะยังไม่บรรลุผลสำเร็จสมบูรณ์เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมายที่ซับซ้อน แต่ถือเป็นจุดยืนที่ท่านใช้หาเสียงและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนต่อเนื่องยาวนาน

3.3 กรณีศึกษาความขัดแย้ง "เกาะดอนสวรรค์": เมื่อศาสนาปะทะประชาสังคม

กรณีเกาะดอนสวรรค์ถือเป็นบททดสอบสำคัญของแนวคิดการพัฒนาของ ดร.นิยม ที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนเมื่อมิติทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพยากรสาธารณะ

  • บริบทปัญหา: มีความพยายามในการขอออกโฉนดที่ดินบนเกาะดอนสวรรค์ (เกาะกลางหนองหาร) เพื่อตั้งเป็นวัด โดยมีกระแสข่าวเชื่อมโยงกับวัดซึ่งก่อให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ชาวสกลนครว่าจะเป็นการยึดครองพื้นที่สาธารณะไปเป็นของเอกชนหรือกลุ่มทุนศาสนา 10

  • จุดยืนของภาคประชาสังคม: กลุ่ม "รวมใจไทสกลนคร" และ "รักษ์หนองหาร" มองว่าเกาะดอนสวรรค์เป็นสมบัติสาธารณะ (Public Commons) ที่ทุกคนควรมีสิทธิ์ใช้ร่วมกัน การออกโฉนดให้วัดจะเป็นการกีดกันประชาชนทั่วไปและชาวประมงออกจากพื้นที่

  • จุดยืนและการจัดการของ ดร.นิยม: ในฐานะผู้ที่มีบทบาทสูงในวงการสงฆ์ ดร.นิยม ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ท่านพยายามอธิบายว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติของคณะสงฆ์จังหวัดสกลนครในการยกฐานะวัดร้างให้ถูกต้องตามกฎหมาย และชี้แจงว่าตนเองไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน 11 ท่านพยายามแสดงบทบาทเป็น "คนกลาง" ที่เข้าใจทั้งกฎหมายสงฆ์และกฎหมายบ้านเมือง แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดการพัฒนาโดยใช้วัดเป็นศูนย์กลาง (Temple-Centric Development) ของท่าน อาจไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะและสิทธิชุมชนมากกว่าสิทธิทางศาสนาในบางกรณี

4. วิศวกรรมและการจัดการน้ำ: การขุดลอกกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ

นอกเหนือจากเรื่องที่ดิน "น้ำ" คืออีกหนึ่งวาระสำคัญ ดร.นิยม มีแนวคิดที่ชัดเจนในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมในหนองหาร

4.1 วาทกรรม "การขุดลอก" (Dredging Discourse)

ดร.นิยม เป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการขุดลอกหนองหารและลำน้ำสาขา 13 โดยมีตรรกะว่าหนองหารตื้นเขินจากการทับถมของตะกอนและวัชพืช ทำให้ความจุในการกักเก็บน้ำลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำท่วมตัวเมืองสกลนครซ้ำซาก

  • การปฏิบัติ: ท่านได้ยื่นเรื่องร้องเรียนและเสนอโครงการขุดลอกหนองน้ำขุ่นและหนองหารต่อสภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง 13

  • ข้อวิพากษ์เชิงวิชาการ: ในขณะที่ฝ่ายการเมืองมองการขุดลอกเป็นทางออกสำเร็จรูป (Silver Bullet) แต่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมชี้ให้เห็นเหรียญอีกด้าน การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระบุว่า การขุดลอกและการกำจัดวัชพืชอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงกระทันหัน คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลงชั่วคราวจากการฟุ้งกระจายของตะกอนก้นบ่อ และกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของแพลงก์ตอนและสัตว์น้ำ 14

  • บทวิเคราะห์: แนวทางของ ดร.นิยม สะท้อนรูปแบบ "การเมืองเชิงโครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure Politics) ที่เน้นโครงการก่อสร้างที่จับต้องได้และเห็นผลรวดเร็ว ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะหน้าของเกษตรกรที่ต้องการน้ำ แต่ในระยะยาว จำเป็นต้องมีการบูรณาการองค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาเข้าไปในกระบวนการวางแผน เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาหนึ่งไปสร้างอีกปัญหาหนึ่ง

4.2 วิกฤตน้ำเสียและการจัดการที่ล้มเหลว

ปัญหาน้ำเสียจากชุมชนเมืองที่ไหลลงสู่หนองหารเป็นวิกฤตที่ ดร.นิยม ตระหนักดี ท่านสนับสนุนแผนแม่บทการอนุรักษ์และฟื้นฟูหนองหาร ซึ่งรวมถึงการสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย 16

  • สถานการณ์ปัจจุบัน: แม้จะมีการผลักดันงบประมาณลงมา แต่โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียระยะที่ 1 มีความล่าช้าอย่างมาก (คืบหน้าเพียง 49.26% ณ ปลายปี 2567) เนื่องจากปัญหาอุปสรรคหน้างานและการบริหารสัญญา 17

  • ความท้าทาย: ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่า ลำพังอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในการ "ดึงงบ" ไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาต้องอาศัยประสิทธิภาพของฝ่ายบริหารและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล/อบจ.) ในการกำกับดูแลการก่อสร้าง ซึ่งเป็นจุดที่อยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมโดยตรงของ ส.ส.

ตารางที่ 2: สถานะโครงการพัฒนาหนองหารที่สำคัญ (ข้อมูล ณ ปี 2567-2568)

โครงการสถานะความคืบหน้าปัญหา/อุปสรรคบทบาทของฝ่ายการเมือง (ดร.นิยม)
การขุดลอกและกำจัดวัชพืชดำเนินการต่อเนื่อง (บรรลุเป้าหมาย 102.42% ในปี 2567)วัชพืชเกิดใหม่เร็ว, ผลกระทบระบบนิเวศผลักดันงบประมาณรายปี, ตรวจสอบการทำงาน
ระบบบำบัดน้ำเสีย ระยะที่ 1ล่าช้า (49.26%)การเข้าพื้นที่ก่อสร้าง, ฤดูฝน, ผู้รับเหมาติดตามเร่งรัดในระดับนโยบาย
ถนนรอบหนองหารอยู่ระหว่างศึกษา/ดำเนินการบางส่วนงบประมาณสูง, ผลกระทบที่ดินชาวบ้านสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
การแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนยังไม่ยุติกฎหมายทับซ้อน, ความล่าช้าของ One Mapเป็นแกนนำเรียกร้องสิทธิให้ชาวบ้าน

5. พลวัตทางการเมือง: การย้ายขั้วเพื่อความอยู่รอดของนโยบาย?

หนึ่งในปัจจัยที่น่าสนใจที่สุดในการวิเคราะห์บทบาทของ ดร.นิยม คือการตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีฐานเสียงหนาแน่นในภาคอีสาน ไปสู่พรรคพลังประชารัฐ ในช่วงปี 2566-2567 3 การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการพัฒนาหนองหาร

5.1 จากฝ่ายค้านสู่แกนนำรัฐบาล: ยุทธศาสตร์การเข้าถึงทรัพยากร

การย้ายสังกัดพรรคของ ดร.นิยม มิได้เป็นเพียงเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัวหรือการถูกกดดันภายในพรรคเดิม 5 แต่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็น "ยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการ" (Pragmatic Strategy) เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาหนองหารได้จริง

  • บริบทอำนาจ: ในขณะนั้น พรรคพลังประชารัฐ โดย พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ มีอำนาจกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงาน "กุญแจสำคัญ" (Key Drivers) ในการแก้ปัญหาหนองหาร ทั้งเรื่องน้ำและเรื่องที่ดิน

  • ผลประโยชน์ที่คาดหวัง: การเข้าสังกัดพรรคแกนนำรัฐบาลช่วยเปิด "ท่อส่งงบประมาณ" (Budget Pipeline) และอำนาจสั่งการทางบริหารที่รวดเร็วกว่าการเป็นฝ่ายค้านที่ทำได้เพียงตั้งกระทู้ถาม ดร.นิยม ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 3 ซึ่งทำให้ท่านมีสถานะเป็นฝ่ายบริหาร กลายๆ ที่สามารถประสานงานข้ามกระทรวงได้

5.2 ความเสี่ยงทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบาย

อย่างไรก็ตาม การย้ายขั้วครั้งนี้เป็น "ดาบสองคม" ผลการเลือกตั้งปี 2566 แสดงให้เห็นว่าคะแนนเสียงของ ดร.นิยม ลดลงและพ่ายแพ้การเลือกตั้งเขต (แม้จะได้คะแนนเกือบ 27,000 คะแนน แต่ยังแพ้คู่แข่ง) 5 สถานการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับความต่อเนื่องของโครงการพัฒนาหนองหาร

  • สุญญากาศทางอำนาจ: เมื่อไม่ได้เป็น ส.ส. เขต บทบาทในการผลักดันโครงการผ่านสภาฯ ย่อมลดน้อยลง แม้จะยังทำงานการเมืองในนามพรรคและลงพื้นที่ต่อเนื่อง 19 แต่ "เสียง" ของท่านในระบบราชการอาจไม่ดังเท่าเดิม

  • การแข่งขันในอนาคต: การเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ผลงานการพัฒนาหนองหารที่ท่านปูพื้นฐานไว้ จะสามารถเอาชนะกระแสพรรคการเมืองคู่แข่ง (เช่น พรรคประชาชน หรือ เพื่อไทย) ได้หรือไม่ 5

6. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และโมเดล BCG: ทิศทางใหม่ของการพัฒนา

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ดร.นิยม ยังมีวิสัยทัศน์ในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนรอบหนองหาร โดยสอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) 20

6.1 ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

ท่านพยายามชูจุดขายเรื่อง "ตำนาน" และ "ประวัติศาสตร์" มาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับการท่องเที่ยว

  • ถ้ำผาขามและภาพเขียนสี: การโปรโมทแหล่งโบราณคดีอายุ 4,000 ปี และเส้นทางแสวงบุญเชื่อมโยงกับหนองหาร เป็นการขยายฐานนักท่องเที่ยวจากกลุ่มชมธรรมชาติไปสู่กลุ่มสนใจประวัติศาสตร์และกลุ่มศรัทธา (Faith-based Tourism) 1

  • เศรษฐกิจชุมชน: การส่งเสริมให้ชาวบ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหนองหาร เช่น ปลา หรือการนำวัชพืชมาทำปุ๋ย/เครื่องจักสาน เป็นการสร้างรายได้เสริมและลดภาระสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน 20

7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

จากการวิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของ ดร.นิยม เวชกามา สามารถสรุปได้ว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาหนองหารของท่านมีลักษณะเป็น "รัฐสวัสดิการแบบพุทธที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure-led Buddhist Welfare State) กล่าวคือ เน้นการแก้ทุกข์ของชาวบ้านผ่านการจัดสรรทรัพยากร (ที่ดิน/น้ำ) การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และการใช้มิติทางศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

ความสำเร็จ: ท่านประสบความสำเร็จในการทำให้ปัญหาหนองหาร ซึ่งเคยเป็นปัญหาท้องถิ่น กลายเป็นวาระระดับชาติ มีการจัดสรรงบประมาณลงมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความตื่นตัวเรื่องสิทธิที่ดินให้กับประชาชน

ข้อจำกัด: แนวทางของท่านยังติดกับดักของระบบราชการรวมศูนย์ (Centralized Bureaucracy) ที่แตกแยกเป็นส่วนๆ (Fragmented) ทำให้การแก้ปัญหาขาดเอกภาพ นอกจากนี้ การเน้นการก่อสร้างทางวิศวกรรมอาจละเลยความละเอียดอ่อนทางนิเวศวิทยา และประเด็นทางศาสนา (กรณีดอนสวรรค์) ก็สร้างความขัดแย้งกับภาคประชาสังคมบางส่วน

ข้อเสนอแนะสู่อนาคต:

เพื่อให้การพัฒนาหนองหารยั่งยืนอย่างแท้จริง จำเป็นต้องก้าวข้ามการพึ่งพาตัวบุคคล (Personalism) ไปสู่การสร้างระบบ:

  1. จัดตั้ง "องค์การมหาชนบริหารจัดการหนองหาร": เพื่อเป็นหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (Single Command Authority) ในการบริหารจัดการพื้นที่ ลดความซ้ำซ้อนระหว่างกรม และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนขั้ว

  2. เวทีประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy): กรณีดอนสวรรค์และที่ดิน ควรใช้กระบวนการพูดคุยที่เปิดกว้าง ให้ทุกภาคส่วน (รัฐ, วัด, ชาวบ้าน, NGO, นักวิชาการ) มีส่วนร่วมตัดสินใจกำหนดอนาคตพื้นที่ร่วมกัน (Co-management) แทนการผลักดันจากบนลงล่าง

  3. นิเวศวิทยานำการเมือง: การตัดสินใจขุดลอกหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพื่อรักษา "ปอด" ของชาวสกลนครไว้ให้ลูกหลานสืบไป

การพัฒนาหนองหารในยุคต่อไป จึงมิใช่เพียงภารกิจของ ดร.นิยม หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของชาวสกลนครในการออกแบบกติกาการอยู่ร่วมกันระหว่าง "คน" กับ "น้ำ" และ "รัฐ" กับ "ชุมชน" อย่างสมดุลและเป็นธรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Jivaka Sutta Highlights Ethics and Compassion as Foundations for Peace in the AI Era

  Jivaka Sutta Highlights Ethics and Compassion as Foundations for Peace in the AI Era Scholars of Buddhism, ethics, and technology have pro...