วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ร่วมมือไทยกับอินเดีย แสวงพุทธปัญญาบริบทใหม่ ปั้นพระธรรมทูตไทยบนเวทีโลก

    

วิเคราะห์ความร่วมมือไทยกับอินเดียทางวิชาการในการแสวงพุทธปัญญาพัฒนาธรรมทูตไทยสู่เวทีโลก


บทนำ: บริบทใหม่แห่งการทูตพุทธศาสนาและยุทธศาสตร์เชิงรุกในศตวรรษที่ 21

ในท่ามกลางพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ซึ่งอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองกำลังเคลื่อนตัวจากตะวันตกสู่ตะวันออก (Global Power Shift) ภูมิภาคเอเชียได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนด้วยการค้าและการลงทุน แต่ยังขับเคลื่อนด้วย "อำนาจละมุน" (Soft Power) ที่มีรากฐานมาจากมรดกทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งถักทอผ่านสายใยแห่งพระพุทธศาสนามากว่าสองพันปี กำลังก้าวเข้าสู่ "รุ่งอรุณใหม่" แห่งการร่วมมือที่มิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางประวัติศาสตร์หรือการจาริกแสวงบุญตามจารีตประเพณีอีกต่อไป หากแต่เป็นการยกระดับสู่พันธมิตรทางปัญญา (Intellectual Alliance) ที่มุ่งเน้นการสังเคราะห์องค์ความรู้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการสร้างนวัตกรรมทางสังคมเพื่อสันติภาพโลก

เหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นหมุดหมายทางยุทธศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านนี้ คือการเดินทางเยือน Swami Vivekanand Subharti University (SVSU) ณ เมืองมีรุต รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย ของ พระ ดร.ณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการด้านพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะนักวิชาการ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (พ.ศ. 2568) 1 การเดินทางครั้งนี้มิใช่เพียงพันธกิจส่วนบุคคล แต่มีนัยสำคัญที่สะท้อนถึงความพยายามของคณะสงฆ์ไทยและภาคการเมืองในการ "แสวงพุทธปัญญา" (Seeking Buddhist Wisdom) จากแหล่งกำเนิด เพื่อนำกลับมาปฏิรูปและยกระดับศักยภาพของ "พระธรรมทูต" (Dhammaduta) ของไทย ให้มีความพร้อมในการก้าวสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีความรอบรู้ทั้งทางธรรมและทางโลก

รายงานการวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากโครงสร้างทางวิชาการของ SVSU บริบททางสังคมการเมืองของอินเดีย (โดยเฉพาะขบวนการพุทธศาสนาแนวใหม่ หรือ Navayana) และยุทธศาสตร์การพัฒนาพระธรรมทูตของไทย เพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้างความร่วมมือทวิภาคีที่ยั่งยืน การวิเคราะห์จะครอบคลุมถึงบทบาทของตัวแสดงสำคัญ (Key Actors) เช่น ดร.อาทุล กฤษณะ (Dr. Atul Krishna) และ ดร.ฮิโรฮิโต้ (Dr. Heero Hito) รวมถึงการถอดรหัสหลักสูตรการศึกษาที่ผสมผสานพุทธศาสตร์เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขประตูสู่ความเป็นสากลของพุทธศาสนาไทย


1. ภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์: อินเดียกับการฟื้นฟูพุทธศาสนาในฐานะเครื่องมือทางการทูต

ก่อนที่จะวิเคราะห์กรณีศึกษาของ SVSU จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของอินเดียในปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลอินเดียภายใต้นโยบาย "Act East" ได้หันมาให้ความสำคัญกับ "การทูตพุทธศาสนา" (Buddhist Diplomacy) อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

1.1 นโยบาย Act East และการใช้พุทธศาสนาเป็นสะพานเชื่อม

รัฐบาลอินเดียตระหนักดีว่า พุทธศาสนาคือ "สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม" (Cultural Asset) ที่ทรงพลังที่สุดในการเชื่อมโยงอินเดียเข้ากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียได้ระบุชัดเจนว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มีประชากรนับถือศาสนาพุทธจำนวนมาก และอินเดียกำลังสนับสนุนอาเซียนในการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อพัฒนาบัญชีมรดกทางวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Cultural Heritage List) 2 การดำเนินการนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นการสร้าง "อัตลักษณ์ร่วม" (Shared Identity) ที่มีอินเดียเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ

หลักฐานเชิงประจักษ์ของการใช้นโยบายนี้คือ การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากอินเดียมาประดิษฐานชั่วคราว ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึง 19 มีนาคม 2567 (ค.ศ. 2024) ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนชาวไทยเข้าร่วมสักการะกว่า 4 ล้านคน 2 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า "ศรัทธา" สามารถแปรเปลี่ยนเป็น "ทุนทางการทูต" ที่กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน (People-to-People Diplomacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น อินเดียยังได้ขยายผลไปยังเวียดนามในปี 2025 โดยการส่งพระบรมสารีริกธาตุจากนาคารชุนโกณฑะ (Nagarjunakonda) ไปจัดแสดง ซึ่งดึงดูดผู้เข้าชมกว่า 18 ล้านคน 2

1.2 การช่วงชิงพื้นที่ทางปัญญา: นาลันทา vs. สถาบันเอกชนใหม่

ในขณะที่รัฐบาลอินเดียพยายามฟื้นฟู "มหาวิทยาลัยนาลันทา" (Nalanda University) ให้กลับมาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อนำกลุ่มนิกายต่างๆ ของชุมชนธรรมะ (Dharmic community) มารวมกัน และได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก East Asia Summit 3 แต่กระบวนการดังกล่าวยังคงมีความท้าทายในเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการระดับรัฐ ความล่าช้าและระเบียบวิธีปฏิบัติที่ซับซ้อนของสถาบันภาครัฐ เปิดโอกาสให้ "สถาบันการศึกษาเอกชน" ที่มีความคล่องตัวสูงกว่า เข้ามามีบทบาทในการเติมเต็มช่องว่างทางวิชาการและจิตวิญญาณ

Swami Vivekanand Subharti University (SVSU) คือตัวอย่างที่โดดเด่นของสถาบันเอกชนที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในด้านนี้ ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งที่ต้องการสร้างสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตที่มีทักษะและคุณธรรม 5 SVSU จึงกลายเป็น "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative) สำหรับสถาบันสงฆ์ไทยที่ต้องการความร่วมมือที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าพิธีการทางการทูตเพียงอย่างเดียว


2. กรณีศึกษา: Swami Vivekanand Subharti University (SVSU) และนวัตกรรมทางพุทธปัญญา

การเดินทางเยือน SVSU ของพระ ดร.ณพลเดช มณีลังกา มิใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการเลือกสรรพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของคณะสงฆ์ไทย การวิเคราะห์โครงสร้างและปรัชญาของ SVSU จะช่วยให้เห็นภาพโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือ

2.1 ปรัชญาการก่อตั้ง: การบูรณาการวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ากับพุทธธรรม

SVSU ก่อตั้งขึ้นโดย Dr. Atul Krishna ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองมีรุต ผู้ซึ่งมีความฝันในการสร้างสถาบันการศึกษาที่เป็นเลิศทางวิชาการควบคู่ไปกับการปฏิรูปสังคม 5 วิสัยทัศน์ของท่านคือ "Vasudhaiva Kutumbakam" หรือ "โลกทั้งผองคือครอบครัวเดียวกัน" ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นสากลนิยมที่ก้าวข้ามพรมแดนของเชื้อชาติและศาสนา 6

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ พื้นฐานทางวิชาชีพของ Dr. Atul Krishna ที่เป็นแพทย์ ส่งผลให้นโยบายของมหาวิทยาลัยมีการบูรณาการ "วิทยาศาสตร์สุขภาพ" เข้ากับ "พุทธศาสตร์" อย่างลงตัว ท่านไม่ได้มองพุทธศาสนาเป็นเพียงศาสนาหรือปรัชญาโบราณ แต่มองเป็น "ศาสตร์แห่งการเยียวยา" (Healing Science) ทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกตะวันตกที่หันมาสนใจการเจริญสติ (Mindfulness) ในฐานะเครื่องมือทางการแพทย์และจิตวิทยา

นอกจากนี้ การที่ Dr. Atul Krishna ได้รับรางวัล "Global Buddhist Ambassador Award" จากประเทศไทย และรางวัลอื่นๆ จากองค์กรพุทธนานาชาติ 5 แสดงให้เห็นว่าท่านมีเครือข่ายและความเข้าใจในวัฒนธรรมชาวพุทธเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อต่อความร่วมมือกับไทย

2.2 Samrat Ashok Subharti School of Buddhist Studies (SASSBS): ประตูสู่พุทธภูมิ

ภายใน SVSU ได้มีการจัดตั้ง Samrat Ashok Subharti School of Buddhist Studies (SASSBS) ขึ้นในปี 2018 ภายใต้การนำของ Dr. Shalya Raj (CEO) และ Dr. Heero Hito (ผู้อำนวยการก่อตั้ง) 9 โดยมีพันธกิจในการส่งเสริมการศึกษาภาษาบาลี พุทธศาสนา และระบบภูมิปัญญาอินเดีย (Indian Knowledge Systems) 11

จากการวิเคราะห์หลักสูตรของ SASSBS พบว่ามีความโดดเด่นและแตกต่างจากหลักสูตรพุทธศาสนาทั่วไปในไทย ดังนี้:

ตารางที่ 1: การวิเคราะห์โครงสร้างหลักสูตร SASSBS และประโยชน์ต่อพระธรรมทูตไทย

องค์ประกอบหลักสูตร (SVSU)รายละเอียดวิชาและรหัสวิชา การวิเคราะห์เชิงลึกและประโยชน์ต่อพระธรรมทูตไทย
พุทธศาสนาประยุกต์ (Applied Buddhism)

MABS 203: Introduction to Applied Buddhism


เน้นการนำหลักธรรมไปใช้แก้ปัญหาสังคมร่วมสมัย

พระธรรมทูตไทยมักเก่งด้านปริยัติและพิธีกรรม แต่ขาดทักษะการ "ประยุกต์" ธรรมะเข้ากับบริบทโลกสมัยใหม่ (เช่น ภาวะซึมเศร้า, ปัญหาสิ่งแวดล้อม) วิชานี้จะช่วยเติมเต็มช่องว่าง (Gap) นี้
พุทธจริยศาสตร์ (Buddhist Ethics)

MABS 204: Introduction to Buddhist Ethics


ศึกษาจริยธรรมในมิติปรัชญาและการปฏิบัติ

จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในตะวันตก ที่ประเด็นจริยธรรม (Bioethics, Social Ethics) เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องการคำอธิบายเชิงตรรกะ
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology)

PHBS 102: Research Methodology


ครอบคลุมทั้งวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (สถิติ) และเชิงคุณภาพ

จุดอ่อนสำคัญของพระสงฆ์ไทยคือการทำวิจัยตามมาตรฐานสากล การเรียนรู้วิธีเขียนรายงานวิจัย (Research Report Writing) และการอ้างอิง (Citations) จะยกระดับงานวิชาการพุทธไทยสู่สากล
ความหลากหลายทางภาษา (Linguistic Diversity)ภาษาบาลี, สันสกฤต, ทิเบต, จีน และ Old Turkishการเรียนรู้ภาษาที่หลากหลายเปิดโลกทัศน์ให้เข้าใจพุทธศาสนามหายานและวัชรยาน ช่วยให้พระธรรมทูตสามารถสื่อสารกับชาวพุทธนิกายอื่นได้อย่างลึกซึ้ง (Inter-sectarian Dialogue)
พุทธศาสนาในเวทีโลก (Global Buddhism)MABS 306: Spread of Buddhism in West (Russia/Europe/America)เตรียมความพร้อมให้พระธรรมทูตเข้าใจบริบทวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศปลายทาง ก่อนที่จะเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจจริง

2.3 บทบาทของ Dr. Heero Hito: ทูตสันถวไมตรีทางวิชาการ

ปัจจัยความสำเร็จ (Key Success Factor) ของความร่วมมือนี้อยู่ที่ตัวบุคคล คือ Dr. Heero Hito ที่ปรึกษาและผู้อำนวยการก่อตั้ง SASSBS ท่านมีบทบาทสำคัญในฐานะ "ผู้เชื่อมประสาน" (Connector) ระหว่างภาครัฐของอินเดียกับองค์กรพุทธนานาชาติ ท่านมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐมนตรีระดับสูงของอินเดีย เช่น Shri G. Kishan Reddy และ Shri Kiren Rijiju ซึ่งท่านได้เคยมอบพระพุทธรูปให้ 13 ในขณะเดียวกัน ท่านก็มีความใกล้ชิดกับวงการสงฆ์ไทยและเคยได้รับเชิญมาร่วมงานสัมมนาในไทยหลายครั้ง

การที่ พระ ดร.ณพลเดช มณีลังกา เดินทางเยือน SVSU ตามคำแนะนำของ Dr. Heero Hito 1 แสดงให้เห็นถึง "ความไว้วางใจ" (Trust) ที่มีต่อกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินงานทางการทูตและการศึกษาระหว่างประเทศ


3. มิติทางจิตวิญญาณ: การเยือนกัมมาสธัมมะนิคมกับการแสวงหารากเหง้าแห่งสติ

นอกเหนือจากมิติทางวิชาการ การเดินทางเยือน กัมมาสธัมมะนิคม (Kammasadhamma) ในแคว้นกุรุ (ปัจจุบันคือเขต Kurukshetra รัฐ Haryana) ของพระ ดร.ณพลเดช และคณะ ตามคำแนะนำของ Dr. Heero Hito ถือเป็นนัยยะทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง 1

กัมมาสธัมมะนิคม เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง "มหาสติปัฏฐานสูตร" (The Greater Discourse on the Foundations of Mindfulness) ซึ่งถือเป็นหัวใจของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 1 การเยือนสถานที่นี้คือ:

  1. Authenticity (ความแท้จริง): การสร้างความเชื่อมโยงกับสถานที่ต้นกำเนิดช่วยเพิ่มความขลังและความน่าเชื่อถือ (Authority) ให้กับหลักสูตรพุทธจิตวิทยาและการฝึกอบรมกรรมฐานของไทยในสายตาชาวโลก

  2. Inspiration (แรงบันดาลใจ): การนำพระธรรมทูตมาสัมผัสพื้นที่จริง จะช่วยปลุกจิตวิญญาณแห่งการปฏิบัติและการเผยแผ่ให้เข้มข้นขึ้น

  3. Academic Archaeology (โบราณคดีวิชาการ): เปิดโอกาสให้มีการศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับบริบททางภูมิศาสตร์และสังคมของกัมมาสธัมมะนิคม ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความมหาสติปัฏฐานสูตรในมิติใหม่ๆ


4. ความท้าทายและโอกาส: บริบทสังคมอินเดียและพุทธศาสนาแนวใหม่ (Navayana)

ในการส่งพระธรรมทูตไทยเข้าสู่เวทีโลก โดยเฉพาะในอินเดีย คณะสงฆ์ไทยจำเป็นต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับบริบททางสังคมที่ซับซ้อนของอินเดียในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากภาพจำในพุทธประวัติอย่างสิ้นเชิง ประเด็นสำคัญที่สุดคือการเติบโตของ "พุทธศาสนาแนวใหม่" (Navayana Buddhism) หรือขบวนการพุทธของชาวดลิต (Dalit Buddhist Movement)

4.1 พลวัตของ Navayana และอิทธิพลของ ดร.อัมเบดการ์

พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ในอินเดียปัจจุบันไม่ใช่ชาวพุทธแบบดั้งเดิม แต่เป็นกลุ่มคนที่เปลี่ยนศาสนาตามแนวทางของ ดร.บี.อาร์. อัมเบดการ์ (Dr. B.R. Ambedkar) เพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการของระบบวรรณะ 14 ขบวนการนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1956 โดยมีการปฏิญาณตนเข้ารับพุทธศาสนาของชาวดลิตนับแสนคน ขบวนการนี้เรียกตนเองว่า "Navayana" (ยานใหม่) ซึ่งตีความพุทธธรรมในมิติของ "ความยุติธรรมทางสังคม" (Social Justice) และ "การปลดปล่อย" (Liberation) มากกว่าการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณแบบดั้งเดิม 16

สถิติจากสำมะโนประชากรอินเดียระบุว่า 87% ของชาวพุทธในอินเดียสังกัดนิกาย Navayana และ 5.76 ล้านคน (69%) มาจากกลุ่ม Scheduled Castes หรือดลิต 15 รัฐมหาราษฏระเป็นศูนย์กลางสำคัญที่มีชาวพุทธอาศัยอยู่มากที่สุดถึง 6.5 ล้านคน 19

4.2 นัยยะต่อพระธรรมทูตไทย

ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ "Re-skill" พระธรรมทูตไทย:

  1. ความอ่อนไหวทางสังคม: พระธรรมทูตต้องเข้าใจว่าชาวพุทธในอินเดียมองพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองและสังคม การเทศนาที่เน้นเรื่องกรรมเก่าหรือการยอมรับชะตากรรมอาจถูกตีความว่าเป็นการสนับสนุนระบบวรรณะ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการของ Navayana 16

  2. บทบาทของพระสงฆ์: ในสายตาของ Navayana พระสงฆ์ควรเป็น "นักกิจกรรมสังคม" (Social Activist) ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบพิธีกรรม 22

  3. โอกาสในการผสานแนวคิด: พระ ดร.ณพลเดช และคณะสงฆ์ไทย สามารถนำ "พุทธจิตวิทยา" ไปผสานกับ "พุทธสังคมนิยม" ของอัมเบดการ์ เพื่อสร้างแนวทาง "Engaged Buddhism" ที่สมดุล คือ การพัฒนาจิตใจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม ซึ่ง SVSU ที่มีรากฐานจากการแพทย์และสังคมสงเคราะห์ เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทดลองโมเดลนี้


5. ยุทธศาสตร์บูรณาการ: จากการศึกษาในห้องเรียนสู่เวทีโลก (From Classroom to Global Stage)

เพื่อให้การ "แสวงพุทธปัญญา" สัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรมและสามารถ "พัฒนาธรรมทูตไทยสู่เวทีโลก" ได้จริง จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การดำเนินงานที่ชัดเจน โดยบูรณาการจุดแข็งของ มจร (และสถาบันสงฆ์ไทยอื่นๆ) เข้ากับศักยภาพของ SVSU

5.1 การยกระดับหลักสูตรพระธรรมทูต (Curriculum Upgrading)

ปัจจุบัน หลักสูตรฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศของ มจร เน้นการฝึกอบรมระยะสั้น 3 เดือน ซึ่งมุ่งเน้นความรู้พื้นฐาน ภาษาอังกฤษเบื้องต้น และระเบียบปฏิบัติ 23 อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือพระธรรมทูตยังขาดทักษะด้านนวัตกรรม การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และภาษาอังกฤษขั้นสูง

ข้อเสนอแนะในการบูรณาการกับ SVSU:

  • โครงการแลกเปลี่ยนระยะยาว (Long-term Exchange): ส่งพระธรรมทูตที่ผ่านการอบรมเบื้องต้นจากไทย ไปศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรหรือปริญญาโทที่ SVSU เป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็นสากลและใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา

  • โมดูลพิเศษ "พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์" (Buddhism and Science Module): ใช้ศักยภาพของวิทยาลัยแพทยศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ของ SVSU ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้พระธรรมทูตเข้าใจเรื่อง "Neuroscience of Meditation" เพื่อให้สามารถอธิบายผลของการปฏิบัติธรรมด้วยภาษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในโลกตะวันตก

  • การวิจัยร่วม (Joint Research): สนับสนุนให้พระนิสิตระดับปริญญาเอก (เช่น สาขาพุทธจิตวิทยา) ทำวิทยานิพนธ์ร่วมกับอาจารย์ของ SASSBS ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมในอินเดียและไทย

5.2 การสร้าง Soft Power ผ่าน "พุทธนวัตกรรม" (Buddhist Innovation)

พระ ดร.ณพลเดช ได้กล่าวถึงความสำคัญของ "พุทธนวัตกรรม" ในการขับเคลื่อน Soft Power 25 ความร่วมมือกับ SVSU สามารถสร้างนวัตกรรมได้ดังนี้:

  • Digital Dhamma: ร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ของ SVSU พัฒนา Application หรือ AI ที่ช่วยในการสอนสมาธิหรือตอบคำถามทางธรรมะ โดยใช้ฐานข้อมูลพระไตรปิฎกภาษาบาลี-สันสกฤต-จีน ที่ SVSU มีความเชี่ยวชาญ

  • Mindfulness-Based Therapy: พัฒนาโปรแกรมบำบัดสุขภาพจิตที่ผสมผสานเทคนิคทางจิตวิทยาตะวันตกเข้ากับพุทธวิธี โดยมีการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) รับรองผลโดยโรงพยาบาลของ SVSU เพื่อนำไปใช้เผยแผ่ทั่วโลกในฐานะ "Evidence-based Buddhism"

5.3 เครือข่ายการทูตภาคประชาชน (People-to-People Diplomacy Network)

การใช้ SVSU เป็นฐานปฏิบัติการในอินเดีย จะช่วยให้คณะสงฆ์ไทยสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่าย:

  • เครือข่ายดลิตและ Navayana: เพื่อทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และการศึกษา ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพุทธศาสนาไทยในหมู่คนท้องถิ่น

  • เครือข่ายนักวิชาการนานาชาติ: ผ่านการสัมมนาและประชุมวิชาการที่ SVSU เป็นเจ้าภาพเป็นประจำ 11


6. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การเดินทางเยือน Swami Vivekanand Subharti University ของ พระ ดร.ณพลเดช มณีลังกา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่งของการ "Re-engineering" ระบบการผลิตและพัฒนาพระธรรมทูตของไทย ภายใต้บริบทความร่วมมือไทย-อินเดีย ยุคใหม่ SVSU ภายใต้วิสัยทัศน์ของ Dr. Atul Krishna และการขับเคลื่อนของ Dr. Heero Hito นำเสนอแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบที่ผสมผสาน "ความศรัทธา" (Faith) เข้ากับ "ปัญญา" (Wisdom/Science) และ "การปฏิบัติจริง" (Social Engagement)

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations):

  1. สถาปนาความร่วมมือระดับสถาบัน (Institutionalization): ผลักดันให้เกิดการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการระหว่าง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับ SVSU เพื่อรับรองสถานะและโอนหน่วยกิตการศึกษา

  2. ตั้งศูนย์ประสานงานพระธรรมทูตไทย-อินเดีย (Thai-India Dhammaduta Coordination Center): ณ SVSU เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดูแล อำนวยความสะดวก และฝึกอบรมพระธรรมทูตไทยที่มาปฏิบัติศาสนกิจในอินเดีย

  3. บูรณาการหลักสูตร "Navayana Studies": บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนาแนวใหม่และบริบทสังคมอินเดียปัจจุบัน ลงในหลักสูตรพระธรรมทูต เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดช่องว่างทางวัฒนธรรม

  4. ส่งเสริมการวิจัยเชิงพื้นที่ (Area-based Research): สนับสนุนทุนวิจัยให้พระธรรมทูตศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีในพื้นที่จริง (เช่น กัมมาสธัมมะนิคม) ร่วมกับนักวิชาการอินเดีย เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ไม่ใช่แค่การแปลคัมภีร์

ความร่วมมือครั้งนี้ หากได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง จะไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิ แต่ยังเป็นการเจียระไน "เพชรเม็ดงาม" คือพระธรรมทูตไทย ให้ส่องประกายด้วยแสงแห่งปัญญาและกรุณาบนเวทีโลก สมดังเจตนารมณ์แห่งการ "แสวงพุทธปัญญา พัฒนาธรรมทูตไทย" อย่างแท้จริง


ตารางที่ 2: สรุปเปรียบเทียบยุทธศาสตร์การศึกษาพระธรรมทูตแบบดั้งเดิม vs. แบบบูรณาการร่วมกับ SVSU

มิติการเปรียบเทียบแนวทางดั้งเดิม (Traditional Approach)แนวทางบูรณาการใหม่ (New Integrated Approach via SVSU)
เป้าหมายหลักการเผยแผ่ศรัทธาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและปัญญาที่แก้ปัญหาสังคมได้ (Spiritual & Intellectual Leadership)
ทักษะภาษาเน้นภาษาไทยและบาลีไวยากรณ์เน้นภาษาอังกฤษวิชาการ (Academic English) และภาษาท้องถิ่น (ฮินดี/ทิเบต)
วิธีการเรียนรู้การท่องจำและบรรยาย (Rote Learning & Lecture)การวิจัย (Research), การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และสหวิทยาการ (Interdisciplinary)
บทบาททางสังคมผู้รับการสักการะและเป็นศูนย์รวมจิตใจนักพัฒนาชุมชน (Community Developer) และผู้ส่งเสริมสันติภาพ (Peace Builder)
กลุ่มเป้าหมายชุมชนคนไทยในต่างแดนชาวต่างชาติ, ปัญญาชน, และกลุ่มคนท้องถิ่น (เช่น ชาวดลิต)

การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ "Soft Power" ของพุทธศาสนาไทย มีความเข้มแข็ง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างแท้จริ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พรรคโอกาสใหม่ชู "การศึกษา AI" สู่ "ดร.มหานิยมโมเดล" ปั้นสกลนครห้องทดลองรัฐดิจิทัล

เลือกตั้ง 2569 : พรรคโอกาสใหม่ชูนโยบาย “การศึกษา AI” พลิกเกมความเหลื่อมล้ำ — เจาะโมเดล ‘นิยม เวชกามา’ สกลนคร เขต 2 วัด–โรงเรียน–ดิจิทัล การ...