การวิเคราะห์นโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคภูมิใจไทย: ยุทธศาสตร์การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาภายใต้บริบท "อนุรักษ์นิยมใหม่"
1. บทนำ: รุ่งอรุณแห่งอำนาจใหม่และนัยยะทางสัญลักษณ์ของศรัทธา
ภูมิทัศน์การเมืองไทยในช่วงรอยต่อระหว่างปีพุทธศักราช 2568 ถึง 2569 กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
ในสภาวะที่การแข่งขันทางการเมืองมีความเข้มข้นสูงสุดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี 2569 พรรคภูมิใจไทยจำเป็นต้องสร้าง "ความชอบธรรมทางอุดมการณ์" (Ideological Legitimacy) เพื่อยกระดับสถานะจากพรรคขนาดกลางให้กลายเป็นพรรคหลักของชาติ (Mass Party) ที่สามารถทดแทนความเสื่อมถอยของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและแกนนำพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าสักการะสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) หรือ "สมเด็จธงชัย" ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
รายงานการวิเคราะห์ฉบับนี้มุ่งเน้นที่จะถอดรหัสยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2569 โดยเจาะลึกไปที่มิติของการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้ทางอุดมการณ์กับพรรคประชาชน (People’s Party) ที่มีแนวทางปฏิรูปโครงสร้างทางศาสนา
2. วิกฤตศรัทธาของฝ่ายขวาและการผงาดของ "ภูมิใจไทย" ในฐานะผู้พิทักษ์ใหม่
2.1 สุญญากาศทางการเมืองในปีกอนุรักษ์นิยม (The Conservative Vacuum)
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทในการเป็น "ผู้พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" มักถูกผูกขาดโดยพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และ กปปส. ซึ่งมีการเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเครือข่ายพุทธศาสนาแบบจารีตและสันติอโศก
ในขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพรรคก้าวไกล (ซึ่งต่อมาคือพรรคประชาชน) ที่นำเสนอนโยบายปฏิรูปและการตรวจสอบทรัพย์สินวัด รวมถึงแนวคิดรัฐฆราวาส (Secular State)
พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และการวางยุทธศาสตร์ของนายเนวิน ชิดชอบ ได้เล็งเห็นโอกาสนี้ในการขยับตำแหน่ง (Repositioning) จากพรรคท้องถิ่นนิยมบุรีรัมย์ สู่การเป็น "พรรคสถาบันหลัก" (Establishment Party)
2.2 จาก "บารมีท้องถิ่น" สู่ "บารมีแห่งรัฐ": พลวัตของเครือข่ายเนวิน
รากฐานความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยวางอยู่บน "ระบบอุปถัมภ์สมัยใหม่" (Modern Patronage System) ที่นายเนวิน ชิดชอบ ได้พัฒนาขึ้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่ใช่เพียงการแจกสิ่งของ แต่เป็นการสร้าง "ความภักดีผ่านการพัฒนา" และ "ความศักดิ์สิทธิ์ผ่านพิธีกรรม"
เมื่อพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นสู่ระดับชาติ ยุทธศาสตร์นี้ถูกขยายผลโดยการใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ได้แปรเปลี่ยนกลไกราชการส่วนภูมิภาคให้กลายเป็นช่องทางในการส่งผ่านทรัพยากรสู่ "วัด" ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชน
ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยจึงมิได้หาเสียงด้วยนโยบายกว้างๆ เพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นย้ำถึง "ผลงานที่เป็นรูปธรรม" ที่ได้ทำให้กับพุทธศาสนา โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่ดินวัดและการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ในอดีตทำได้เพียงในเชิงหลักการแต่ขาดกลไกปฏิบัติที่เด็ดขาด
3. "ไตรมิตรโมเดล": สัญญะแห่งอำนาจและเครือข่ายทุน-ศรัทธา
3.1 วัดไตรมิตรในฐานะจุดยุทธศาสตร์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ
การเลือกวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหารเป็นพื้นที่เปิดตัวทางสัญลักษณ์ของนายกฯ อนุทิน มีความหมายซ้อนทับกันหลายมิติ:
ศูนย์กลางทุนจีน-ไทย (Sino-Thai Capital Nexus): วัดไตรมิตรตั้งอยู่ ณ ประตูสู่เยาวราช เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (พระพุทธรูปทองคำ) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความรุ่งเรือง
18 เป็นจุดเชื่อมโยงจิตวิญญาณของกลุ่มเจ้าสัวและนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย20 การเข้าหาพื้นที่นี้คือการส่งสัญญาณถึงนโยบายเศรษฐกิจที่เปิดกว้างต่อการลงทุนจากจีน และการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มทุนใหญ่ที่สนับสนุนพรรค22 สมเด็จธงชัย: พระเกจิแห่งอำนาจรัฐ (The State's Monk): สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย) มิใช่เพียงพระนักปฏิบัติ แต่เป็น "พระผู้มีบารมี" (Monk of Influence) ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในแวดวงทหาร ตำรวจ และข้าราชการระดับสูง
8 ชื่อเสียงของท่านจากการมอบผ้ายันต์เลสเตอร์ซิตี้จนทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก23 ได้สร้างภาพจำของความศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลความสำเร็จและชัยชนะ (Victory and Success) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองปรารถนา การที่นายอนุทินเข้ากราบนมัสการและได้รับพรจากสมเด็จธงชัย จึงเสมือนการได้รับ "ฉันทานุมัติทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Endorsement) ให้มีความชอบธรรมในการปกครอง
3.2 พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์: ภูมิใจไทย-ไตรมิตร ปะทะ ธรรมกาย-ก้าวหน้า
ในทางการเมืองศาสนา (Religious Politics) สมเด็จธงชัยและวัดไตรมิตรจัดอยู่ในขั้วอำนาจจารีตที่มีความใกล้ชิดกับสถาบันหลักและฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ที่ในอดีตถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับระบอบทักษิณ
การที่พรรคภูมิใจไทยเลือกกระชับความสัมพันธ์กับวัดไตรมิตร เป็นการส่งสารไปยังฐานเสียงอนุรักษ์นิยมว่า พรรคภูมิใจไทยคือ "กำแพง" ที่จะป้องกันไม่ให้กลุ่มอำนาจเก่า (ระบอบทักษิณสายธรรมกาย) หรือกลุ่มอำนาจใหม่ (พรรคประชาชนสายปฏิรูป) เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะสงฆ์ พรรคภูมิใจไทยเลือกที่จะ "อยู่เป็น" ด้วยการสนับสนุนโครงสร้างอำนาจปัจจุบันของมหาเถรสมาคม โดยไม่แตะต้องหรือรื้อทำลาย แต่ใช้การสนับสนุนงบประมาณและอำนวยความสะดวกเพื่อให้คณะสงฆ์ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง
4. วิเคราะห์นโยบายเชิงรุก: กระทรวงมหาดไทยในฐานะกลไกอุปถัมภ์ศาสนา
หัวใจสำคัญของนโยบายหาเสียงด้านศาสนาของพรรคภูมิใจไทย คือการเปลี่ยน "ศรัทธา" ให้เป็น "ผลประโยชน์ที่จับต้องได้" (Tangible Benefits) ผ่านอำนาจบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงมหาดไทย
4.1 โครงการ "โฉนดที่ดินเพื่อความมั่นคงของศาสนา" (Land Deeds for Temples)
ปัญหาเรื้อรังที่สุดประการหนึ่งของวัดทั่วประเทศคือเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน วัดจำนวนมากตั้งอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก. ป่าสงวน หรือที่สาธารณประโยชน์ ทำให้ไม่สามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถขอต่อน้ำต่อไฟในอัตราปกติ หรือของบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้บทบาท รมว.มหาดไทย ขับเคลื่อนกรมที่ดินในการดำเนินโครงการ "เดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน" อย่างเร่งด่วน โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์
กลไกการทำงาน: สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เร่งรัดตรวจสอบแนวเขตและออกเอกสารสิทธิ์ให้วัดที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยนายอนุทินมักจะเดินทางไปเป็นประธานมอบโฉนดด้วยตนเองในพื้นที่ฐานเสียงสำคัญ เช่น ภาคอีสานและภาคกลาง
28 ผลลัพธ์ทางการเมือง: การมอบโฉนดให้วัดคือการปลดล็อกอุปสรรคการพัฒนาที่ยาวนานหลายทศวรรษ เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัด (ซึ่งมักเป็นผู้นำชุมชน) จะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อพรรคภูมิใจไทยอย่างลึกซึ้ง โฉนดที่ดินกลายเป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนทางการเมือง (Political Currency) ที่ทรงพลังกว่าเงินสด เพราะมันคือความมั่นคงถาวรของศาสนสถาน
4.2 บูรณาการโครงสร้างพื้นฐานกับการเข้าถึงศาสนสถาน
มรดกจากการคุมกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลชุดก่อน (โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ) ถูกนำมาสานต่อในรูปแบบของการพัฒนา "ทางเข้าวัด"
ยุทธศาสตร์: การทำถนนเข้าวัดมักทำควบคู่ไปกับการจัดงานทอดกฐินหรืองานบุญประจำปี โดยมีรัฐมนตรีหรือ ส.ส. ของพรรคไปเป็นประธาน
32 ภาพของการนำงบประมาณ (Development) มาสู่ประตูวัด (Faith) สร้างภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่เป็น "ลูกหลานกตัญญู" และ "ผู้อุปถัมภ์" ที่พึ่งพาได้จริง แตกต่างจากพรรคคู่แข่งที่เน้นนโยบายมหภาคที่ชาวบ้านอาจมองไม่เห็นภาพ
4.3 การจัดสรรงบประมาณท้องถิ่น (PAO Budgeting)
พรรคภูมิใจไทยมีฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งในการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ในหลายจังหวัด
รายละเอียด: แก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยเพื่อเปิดช่องให้ อปท. สามารถจัดซื้อครุภัณฑ์หรือก่อสร้างถาวรวัตถุบางประเภทให้กับวัดได้ ภายใต้เงื่อนไขการส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ซึ่งเป็นการนำเงินภาษีกลับคืนสู่ศรัทธาของประชาชนในพื้นที่
5. นโยบายการศึกษาและอุดมการณ์: ปกป้อง "พุทธปัญญา" จากกระแสปฏิรูป
ในขณะที่พรรคประชาชนเน้นการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาให้มีความเป็นสากลและลดวิชาศาสนา พรรคภูมิใจไทยเลือกเดินเกมสวนทางด้วยการประกาศนโยบาย "ฟื้นฟูการศึกษาบาลีและปริยัติธรรม"
5.1 การยกระดับสถานะการศึกษาพระสงฆ์
พรรคภูมิใจไทยเสนอนโยบายที่จะรับรองวุฒิการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ให้มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่ากับการศึกษาสายสามัญอย่างเต็มรูปแบบ และเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวสำหรับสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม
นัยยะทางสังคม: พระสงฆ์และสามเณรส่วนใหญ่ในประเทศไทยมาจากครอบครัวยากจนในชนบท การศึกษาพระปริยัติธรรมคือบันไดเลื่อนทางสังคม (Social Mobility Ladder) เพียงไม่กี่ทางที่พวกเขามี การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับจุดนี้ คือการซื้อใจฐานรากของสถาบันสงฆ์ และแสดงให้เห็นว่าพรรคเข้าใจ "วิถีชีวิตชาวพุทธ" อย่างแท้จริง
การตอบโต้ฝ่ายปฏิรูป: พรรคภูมิใจไทยใช้นโยบายนี้โจมตีพรรคก้าวหน้าว่า "ไม่เห็นหัวคนจน" และ "ต้องการทำลายรากเหง้าทางปัญญา" ของสังคมไทย
5.2 การต่อต้าน "ภัยคุกคาม" ทางศาสนา
ในการหาเสียง พรรคภูมิใจไทยจะสร้างความชัดเจนในจุดยืนที่ไม่ประนีประนอมต่อการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นการลบหลู่ศาสนา หรือการพยายามนำศาสนาไปอยู่ภายใต้การควบคุมของฆราวาสที่ไม่มีความรู้ (Secular Control)
กรณีศึกษา ม.112 และ พ.ร.บ. สงฆ์: พรรคภูมิใจไทยจะเชื่อมโยงการปกป้องสถาบัน (ม.112) เข้ากับการปกป้องคณะสงฆ์ โดยอ้างอิงโบราณราชประเพณี
26 การประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่แตะต้อง ม.112 จึงมีความหมายครอบคลุมไปถึงการปกป้องโครงสร้างอำนาจของคณะสงฆ์จากการถูกรื้อถอนด้วย
6. เศรษฐกิจสายมู (Moutelu Economy): Soft Power แห่งศรัทธา
ภายใต้วิสัยทัศน์ของนายอนุทิน ศาสนาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุญบาป แต่เป็น "ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ" (Economic Asset) ที่สำคัญ นโยบายการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Spiritual Tourism) จะเป็นหัวหอกสำคัญในการหาเสียงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก
6.1 จาก "ยันต์เลสเตอร์" สู่ "แลนด์มาร์คโลก"
ความสำเร็จของสมเด็จธงชัยในการสร้างชื่อเสียงระดับโลกผ่านผ้ายันต์เลสเตอร์ซิตี้
กลยุทธ์: รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณในการปรับภูมิทัศน์ การประชาสัมพันธ์ และการสร้าง Storytelling ให้กับวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียนที่นิยมการไหว้พระขอพร
21 ความเชื่อมโยงกับธุรกิจ: นโยบายนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนโรงแรม ทัวร์ และสายการบิน ซึ่งเป็นเครือข่ายสนับสนุนพรรค การทำให้ "การมู" เป็นวาระแห่งชาติ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอย่างมหาศาล
6.2 "แลนด์บริดจ์" กับความเชื่อมั่นทางจิตวิญญาณ
โครงการเมกะโปรเจกต์ "แลนด์บริดจ์" (Land Bridge) มูลค่า 1 ล้านล้านบาท
พิธีกรรมนำการพัฒนา: การที่นายกฯ อนุทิน ประกอบพิธีบวงสรวงหรือสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเริ่มโครงการ หรือการขอคำปรึกษาจากสมเด็จธงชัย เป็นการสื่อสารเชิงจิตวิทยา (Psychological Operation) ว่าโครงการนี้ "ผ่าน" การรับรองจากเบื้องบน และจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง เป็นการผสาน "เทคโนโลยี" เข้ากับ "ไสยเวทย์" ตามแบบฉบับเนวินนิยม
7. มิติภูมิรัฐศาสตร์: พุทธศาสนาในฐานะสะพานเชื่อมจีน
วัดไตรมิตรและสมเด็จธงชัย มีบทบาทสำคัญในฐานะ "ทูตวัฒนธรรม" ระหว่างไทยและจีน
นโยบายต่างประเทศ: พรรคภูมิใจไทยจะใช้นโยบาย "พุทธการทูต" (Buddhist Diplomacy) ในการกระชับความสัมพันธ์กับจีน โดยอาศัยวัดไตรมิตรเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์พี่น้อง (จีนไทยใช่อื่นไกล)
22 การที่นายกฯ อนุทินเข้าหาสมเด็จธงชัย จึงเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมในการทำงานร่วมกับจีน ทั้งในมิติการค้า การลงทุน และวัฒนธรรม ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่อาจเน้นความเป็นตะวันตกหรือสิทธิมนุษยชน
8. ความท้าทายและความเสี่ยง
แม้การใช้นโยบายอุปถัมภ์ศาสนาจะมีจุดแข็งในการดึงดูดฐานเสียงอนุรักษ์นิยม แต่ก็มีความเสี่ยงที่พรรคภูมิใจไทยต้องบริหารจัดการ:
ความละเอียดอ่อนในพื้นที่ชายแดนใต้: การเน้นนโยบายพุทธนิยมที่เข้มข้นอาจสร้างความระแวงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. และฐานเสียงมุสลิมอยู่
34 พรรคจึงต้องใช้ศิลปะในการบริหารความต่าง โดยอาจใช้วาทกรรม "รัฐอุปถัมภ์ทุกศาสนา" ในภาพรวม แต่ปฏิบัติการเข้มข้นกับพุทธในพื้นที่อื่นภาพลักษณ์พุทธพาณิชย์: การส่งเสริมเศรษฐกิจสายมูอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์จากปัญญาชนและพุทธศาสนิกชนสายเคร่งครัด ว่าเป็นการมอมเมาประชาชนและทำลายแก่นแท้ของศาสนา
การตรวจสอบทุจริต: โครงการเงินอุดหนุนวัดและโฉนดที่ดิน เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต (เงินทอนวัด) หากมีการรั่วไหลเกิดขึ้น จะเป็นกระสุนให้ฝ่ายค้านโจมตีทำลายความชอบธรรมทางจริยธรรมของพรรคทันที
38
9. บทสรุป
การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของพรรคภูมิใจไทยในการก้าวข้ามจากพรรคตัวแปรสู่การเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่ถาวร ยุทธศาสตร์ "อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีเหตุการณ์สักการะสมเด็จธงชัย ณ วัดไตรมิตร เป็นปฐมบท คือการประกาศเจตนารมณ์ในการสถาปนาระเบียบการเมืองใหม่ที่ผสาน "อำนาจรัฐ" "ทุนนิยม" และ "ศรัทธา" เข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
พรรคภูมิใจไทยกำลังนำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับสังคมไทย คือ "อนุรักษ์นิยมที่กินได้" (Edible Conservatism) ซึ่งไม่ใช่การปกป้องสถาบันศาสนาด้วยวาทกรรมนามธรรมแบบเก่า แต่เป็นการปกป้องด้วยโฉนด งบประมาณ และนโยบายเศรษฐกิจที่ทำให้วัดและชุมชนอยู่รอดได้ในโลกสมัยใหม่ หากยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ พรรคภูมิใจไทยจะไม่เพียงแต่ชนะการเลือกตั้ง แต่จะสามารถยึดครอง "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" ทางการเมืองที่เคยเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และกลายเป็นเสาหลักใหม่ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยในทศวรรษหน้า
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์นโยบายด้านศาสนาระหว่างพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2569
| มิติการเปรียบเทียบ | พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai) | พรรคประชาชน (People's Party) | พรรคประชาธิปัตย์/รทสช. (Democrat/UTN) |
| อุดมการณ์หลัก | อนุรักษ์นิยม-ปฏิบัติการ (Pragmatic Conservatism) เน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเศรษฐกิจ | เสรีนิยม-ปฏิรูป (Liberal Reformism) เน้นหลักการ ความโปร่งใส และสิทธิมนุษยชน | อนุรักษ์นิยม-จารีต (Traditional Conservatism) เน้นศีลธรรมและระเบียบแบบแผนดั้งเดิม |
| จุดยืนต่อรัฐและศาสนา | "รัฐอุปถัมภ์" (State Patronage): ใช้อำนาจรัฐสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้ศาสนาโดยตรง | "รัฐฆราวาส" (Secular State): แยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐ ลดการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น | "รัฐพิทักษ์" (Protector State): ปกป้องศาสนาจากภัยคุกคาม แต่ขาดกลไกเศรษฐกิจรองรับ |
| นโยบายที่ดิน/ทรัพย์สิน | แจกโฉนดวัด: เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ สร้างความมั่นคงในทรัพย์สินให้วัด | ตรวจสอบบัญชี: เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบทรัพย์สินวัดและพุทธพาณิชย์ | รักษาสถานะเดิม: สนับสนุนวัดตามระบบราชการปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง |
| การศึกษาและบุคลากร | ยกระดับวิทยฐานะ: เทียบวุฒิบาลี เพิ่มเงินเดือนพระเณร สนับสนุนการศึกษาเพื่อเลื่อนฐานะ | ปฏิรูปหลักสูตร: ลดวิชาศาสนาในโรงเรียน เพิ่มวิชาคิดวิเคราะห์ | ปลูกฝังศีลธรรม: เน้นการสอนศีลธรรมในโรงเรียน (บวร) |
| เศรษฐกิจและศรัทธา | Moutelu Economy: ส่งเสริมพุทธพาณิชย์ การท่องเที่ยวสายมู เป็นรายได้เข้าประเทศ | แยกแยะความเชื่อ: ไม่สนับสนุนพุทธพาณิชย์ มองว่าเป็นความงมงาย | ท่องเที่ยววัฒนธรรม: ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม |
| ฐานเสียงเป้าหมาย | พระสงฆ์รากหญ้า, เจ้าอาวาส, กรรมการวัด, กลุ่มทุนจีน-ไทย, สายมู | คนรุ่นใหม่, ปัญญาชน, ผู้ที่ต้องการเห็นการปฏิรูปศาสนา | กลุ่มพุทธจารีต, ชนชั้นกลางอนุรักษ์นิยม, ผู้สูงอายุ |
| พันธมิตรหลัก | วัดไตรมิตร (สมเด็จธงชัย), มหาเถรสมาคมสายปกครอง, ทุนภูธร | กลุ่มชาวพุทธก้าวหน้า, นักวิชาการด้านศาสนา | กลุ่มสันติอโศก (ในอดีต), วัดป่าสายธรรมยุตบางส่วน |
ตารางที่ 2: สถิติและข้อมูลสนับสนุนนโยบาย "โฉนดชุมชนและวัด" ของกระทรวงมหาดไทย (ประมาณการปี 2568-2569)
| รายการ | จำนวน/มูลค่า (ประมาณการ) | นัยยะทางการเมือง |
| จำนวนวัดที่ได้รับโฉนดที่ดินเพิ่ม | 5,000 - 10,000 แห่งทั่วประเทศ | สร้างฐานคะแนนเสียงตรงจากชุมชนรอบวัดกว่า 10,000 ชุมชน |
| พื้นที่เป้าหมายหลัก | ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลาง, ภาคเหนือตอนล่าง | พื้นที่ที่มีปัญหาที่ดินทับซ้อนและเป็นสมรภูมิเลือกตั้งดุเดือด |
| งบประมาณโครงการเดินสำรวจ | 2,000 - 3,000 ล้านบาท | งบประมาณที่ลงสู่พื้นที่โดยตรง สร้างงานให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น |
| ระยะเวลาดำเนินการ | เร่งรัดให้เสร็จก่อนการยุบสภา (ต้นปี 2569) | เพื่อให้เป็น "ผลงานชิ้นโบว์แดง" ทันเวลาหาเสียง |
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลสถานการณ์สมมติและข้อมูลจริง ณ ปลายปี 2568 เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ มิได้มีเจตนาชี้นำทางการเมือง แต่เพื่อประโยชน์ทางวิชาการในการทำความเข้าใจพลวัตของการเมืองไทย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น