วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ส่องสส.สกลนคร ทำหน้าที่อุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนา


รายงานการวิจัย: พลวัตทางการเมืองและบทบาทเชิงสถาบันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา


1. บทนำ: สกลนครในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่ง "พุทธธรรม" และการเมืองระบบอุปถัมภ์

1.1 บริบทเชิงพื้นที่และอัตลักษณ์ทางศาสนา

จังหวัดสกลนคร มิได้เป็นเพียงหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แต่ยังดำรงสถานะพิเศษในฐานะ "แอ่งธรรมะแห่งอีสาน" (Dharma Basin of Isan) หรือ "เมืองพุทธธรรม" ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของประชากร 1 พื้นที่นี้เป็นแหล่งกำเนิดและพำนักของพระอริยสงฆ์สายวิปัสสนากรรมฐาน (พระป่า) ที่ได้รับการเคารพศรัทธาสูงสุดในประเทศไทย อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, และหลวงปู่หลุย จันทสาโร 1 มรดกทางจิตวิญญาณนี้ได้ส่งผลให้โครงสร้างทางสังคมของสกลนครมีความยึดโยงกับสถาบันสงฆ์อย่างแน่นแฟ้น วัดและสำนักสงฆ์มิได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์กลางของชุมชน (Community Center) เป็นพื้นที่สาธารณะ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ

ในบริบททางการเมือง อัตลักษณ์ทางศาสนาที่เข้มข้นนี้ได้แปรสภาพเป็น "ทุนทางวัฒนธรรม" (Cultural Capital) และ "ทุนทางการเมือง" (Political Capital) ที่สำคัญยิ่ง นักการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่นจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันสงฆ์และเครือข่ายพุทธศาสนิกชน เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) และบารมี (Charisma) ในการครองใจประชาชน 4 การเลือกตั้งในจังหวัดสกลนครจึงมิได้ถูกกำหนดด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจหรือปากท้องเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับบทบาทของผู้สมัครในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ

1.2 โครงสร้างทางการเมืองและพลวัตการเลือกตั้ง (2562-2566)

จากการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสกลนคร ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562 และ 2566 พบว่าพื้นที่นี้เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย (และพรรคไทยรักไทย/พลังประชาชนในอดีต) โดยมีตระกูลการเมืองและบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ครองตำแหน่งมายาวนาน 6 อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางการเมืองเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นจากการเข้ามาของพรรคพลังประชารัฐและพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) ซึ่งนำเสนอชุดความคิดใหม่ในการจัดการศาสนาและรัฐ

ตารางที่ 1 แสดงให้เห็นถึงรายชื่อ สส. จังหวัดสกลนคร ในชุดที่ 26 (พ.ศ. 2566) และบทบาทที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของการเมืองระบบเครือญาติและระบบอุปถัมภ์ที่ผูกโยงกับฐานเสียงในแต่ละอำเภอ

ตารางที่ 1: รายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ชุดที่ 26 (พ.ศ. 2566) และเขตพื้นที่รับผิดชอบ

เขตเลือกตั้งรายชื่อ สส.พรรคการเมืองพื้นที่ฐานเสียงหลักคะแนนเสียง (2566)หมายเหตุ/ความสัมพันธ์
เขต 1นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัยเพื่อไทยอ.เมือง (ต.ธาตุเชิงชุม)29,716

ตระกูลนักธุรกิจเก่าแก่, อุปถัมภ์วัดพระธาตุเชิงชุม 8

เขต 2นายชาตรี หล้าพรหมเพื่อไทยอ.กุสุมาลย์, อ.โพนนาแก้ว27,406

รับไม้ต่อจาก ดร.นิยม เวชกามา (ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์/ย้ายพรรค) 8

เขต 3นางสาวจิรัชยา สัพโสเพื่อไทยอ.พรรณานิคม, อ.วาริชภูมิ49,346

บุตรสาวนายพัฒนา สัพโส, ฐานเสียงครอบครัวสัพโส 8

เขต 4นายพัฒนา สัพโสเพื่อไทยอ.พังโคน, อ.พรรณานิคม35,690

แกนนำ นปช., สายวัดป่า, บิดาของ สส.เขต 3 8

เขต 5นายชัยมงคล ไชยรบพลังประชารัฐอ.สว่างแดนดิน (บางส่วน)29,085

อดีตนายก อบจ., ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น 8

เขต 6นางสาวสกุณา สาระนันท์เพื่อไทยอ.สว่างแดนดิน, อ.ส่องดาว39,035

ผู้นำโมเดลเศรษฐกิจผ้าคราม 8

เขต 7นายเกษม อุประเพื่อไทยอ.วานรนิวาส32,195

สส.อาวุโส, บทบาทในงานประเพณี 8

6

1.3 กรอบแนวคิด: ระบบอุปถัมภ์และการเมืองเชิงพุทธ (Buddhist Politics)

การวิเคราะห์บทบาทของ สส.สกลนคร จำเป็นต้องอาศัยกรอบแนวคิดเรื่อง "ระบบอุปถัมภ์" (Patronage System) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของการเมืองไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมือง (ผู้อุปถัมภ์) กับประชาชน (ผู้รับอุปถัมภ์) มิได้จำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางวัตถุ แต่ขยายไปสู่การแลกเปลี่ยนทางจิตวิญญาณและการทำบุญ 4 นักการเมืองทำหน้าที่เป็น "สะพานบุญ" เชื่อมโยงทรัพยากรจากส่วนกลางหรือส่วนตัวลงสู่ศาสนสถาน ซึ่งเป็นการสร้าง "บารมี" และ "บุญคุณ" ที่ต้องตอบแทนด้วยคะแนนเสียง

นอกจากนี้ แนวคิด "การเมืองเชิงพุทธ" (Buddhist Politics) ยังอธิบายถึงการที่นักการเมืองนำหลักธรรมหรือสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนามาใช้ในการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง 15 ในกรณีของสกลนคร การเมืองเชิงพุทธปรากฏชัดเจนในรูปแบบของการปกป้องสถาบันสงฆ์จากการคุกคามของรัฐ (State Intervention) และการส่งเสริมกฎหมายเพื่อความมั่นคงของพุทธศาสนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศาสนาและการเมืองในบริบทของไทยนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด


2. บทบาทเชิงนิติบัญญัติและนโยบายระดับชาติ: กรณีศึกษา ดร.นิยม เวชกามา และเครือข่าย

บทบาทที่โดดเด่นและมีนัยสำคัญที่สุดของ สส.สกลนคร ในการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา คือการทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมี ดร.นิยม เวชกามา (อดีต สส.เขต 2 พรรคเพื่อไทย) เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนวาระทางศาสนาในระดับชาติ ท่านได้วางตำแหน่งทางการเมือง (Political Positioning) ของตนอย่างชัดเจนในฐานะ "ผู้แทนของคณะสงฆ์" และ "ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา" ในสภาผู้แทนราษฎร 17

2.1 การเป็น "สถาปนิกกฎหมาย" เพื่อความมั่นคงของพุทธศาสนา

ดร.นิยม เวชกามา ได้ริเริ่มและผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันทางกฎหมายและยกระดับการบริหารจัดการกิจการพระพุทธศาสนาให้เป็นระบบและมีความเป็นอิสระมากขึ้น 17 กฎหมายสำคัญที่ท่านเป็นผู้เสนอหลัก ได้แก่:

  1. ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.....

    • หลักการและเหตุผล: ร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐและคณะสงฆ์ โดยเฉพาะการใช้อำนาจรัฐในการจับกุมพระภิกษุโดยไม่ผ่านกระบวนการทางธรรมวินัยอย่างเหมาะสม ดร.นิยมและคณะ จึงเสนอกฎหมายนี้เพื่อกำหนดหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ให้ชัดเจน 18

    • สาระสำคัญและกลไกการคุ้มครอง:

      • การจัดตั้งกองทุน: เสนอให้จัดตั้ง "กองทุนเพื่อการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินคดีและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่พระภิกษุสามเณรที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา เพื่อให้พระสงฆ์มีทนายความและสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรมก่อนที่จะถูกบังคับให้ลาสิกขา 20

      • สมัชชาอุปถัมภ์ฯ ระดับจังหวัด: เสนอให้มีโครงสร้างองค์กรในรูปแบบ "สมัชชา" ประจำจังหวัด เพื่อกระจายอำนาจการดูแลกิจการพระพุทธศาสนาให้พุทธศาสนิกชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม แทนที่จะรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพียงอย่างเดียว 22

      • บทกำหนดโทษ: มีการกำหนดบทลงโทษสำหรับการกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา หรือการละเมิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง เพื่อสร้างความเกรงกลัวและป้องกันภัยคุกคามจากภายในและภายนอก 21

  2. ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

    • กฎหมายเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับวัดและองค์กรทางศาสนา โดยแนวคิด "ธนาคารพุทธ" มีเป้าหมายเพื่อให้วัดสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินและเงินบริจาคได้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และนำดอกผลมาใช้เพื่อสาธารณประโยชน์และสวัสดิการสงฆ์ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่อาจไม่เข้าใจบริบทของเงินวัด 17

  3. ยุทธศาสตร์การปฏิรูป 20 ปี

    • ดร.นิยม ยังได้นำเสนอวิสัยทัศน์ระยะยาวในการปฏิรูปการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ (1) การปฏิรูปกฎหมายคณะสงฆ์ (2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (3) การเผยแผ่เชิงรุกในระดับนานาชาติ และ (4) การสร้างเครือข่ายพุทธนานาชาติ เพื่อให้พุทธศาสนาไทยก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัตน์ 24

2.2 การอภิปรายตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐ (Parliamentary Oversight)

นอกจากการเสนอกฎหมาย ดร.นิยม และ สส.พรรคเพื่อไทย ในจังหวัดสกลนคร ยังใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเข้มข้นในประเด็นที่กระทบต่อสถาบันสงฆ์

  • วิกฤตศรัทธาและคดี "เงินทอนวัด": ในช่วงที่มีการดำเนินคดีเงินทอนวัดและการบุกจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ดร.นิยม เป็นหนึ่งใน สส. เพียงไม่กี่คนที่กล้าลุกขึ้นอภิปรายปกป้องพระสงฆ์กลางสภา โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและพระธรรมวินัย ท่านได้ตั้งกระทู้ถามสดและเรียกร้องให้มีการคืนสมณเพศแก่พระเถระที่ถูกจับสึกโดยไม่สมัครใจเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด หรือเมื่อศาลยกฟ้อง 25

  • การโจมตีการบริหารงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.): ดร.นิยม ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล พศ. โดยเฉพาะประเด็นการใช้คำสั่ง คสช. มาตรา 44 แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ มาเป็น ผู้อำนวยการ พศ. ซึ่งท่านมองว่าเป็นการนำ "อำนาจทหาร-ตำรวจ" มาปกครองสงฆ์ สร้างความหวาดระแวงและความขัดแย้งรุนแรงในวงการสงฆ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 26

  • การปกป้องศาสนสมบัติ: มีการอภิปรายเปิดโปงความพยายามในการแสวงหาผลประโยชน์จากที่ดินธรณีสงฆ์  โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในการทำสัญญาเช่ากับเอกชน ซึ่งอาจทำให้คณะสงฆ์เสียประโยชน์มหาศาล 26

2.3 การตอบโต้ทางการเมืองในประเด็นศาสนา

บทบาทของ สส.สกลนคร ยังรวมถึงการเป็น "องครักษ์พิทักษ์งบประมาณศาสนา" เมื่อเผชิญกับการตรวจสอบจากพรรคฝ่ายค้านอื่น (เช่น พรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน) ที่มีอุดมการณ์รัฐฆราวาส (Secular State)

  • การปกป้องงบประมาณสำนักพุทธฯ: เมื่อมีการอภิปรายตัดลดงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดย สส.พรรคก้าวไกล ดร.นิยม และเครือข่าย สส.เพื่อไทย ได้ลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยระบุว่าการตัดงบประมาณคือการ "บ่อนทำลาย" และ "ด้อยค่า" พุทธศาสนา การกระทำดังกล่าวถูกนำมาขยายผลทางการเมืองเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าพรรคเพื่อไทยคือพรรคที่ปกป้องศาสนา ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นภัยคุกคาม 27

  • การสร้างวาทกรรม: สส.สกลนคร ใช้วาทกรรม "ปกป้องศาสนา" เพื่อสร้างความชอบธรรมในการจัดสรรงบประมาณลงสู่พื้นที่วัดในเขตเลือกตั้งของตน และใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีคู่แข่งทางการเมืองว่าไม่มีความเคารพต่อสถาบันหลักของชาติ 30


3. บทบาทเชิงพื้นที่และวัฒนธรรม: สส. ในฐานะ "มัคทายกผู้ทรงอิทธิพล"

ในระดับท้องถิ่น บทบาทของ สส.สกลนคร ก้าวข้ามหน้าที่นิติบัญญัติไปสู่การเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม (Cultural and Spiritual Patron) ผ่านการเข้าร่วมและสนับสนุนประเพณีสำคัญของจังหวัด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาฐานเสียงในระบบอุปถัมภ์

3.1 ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง: เวทีแสดงบารมีทางการเมือง

งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งในช่วงเทศกาลออกพรรษา ถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดสกลนคร และเป็นพื้นที่ที่ สส. ทุกคนต้องเข้ามามีบทบาท 31

  • การระดมทรัพยากร (Resource Mobilization): สส. อย่าง นายเกษม อุประ (เขต 7) และ นายพัฒนา สัพโส (เขต 4) มีบทบาทสำคัญในการประสานงานดึงงบประมาณจากส่วนกลาง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือกระทรวงวัฒนธรรม รวมทั้งประสานกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อสนับสนุนการจัดงานให้ยิ่งใหญ่ 33 การที่งานมีความอลังการย่อมสะท้อนถึง "เพาเวอร์" ของนักการเมืองในพื้นที่

  • การมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์: การปรากฏตัวของ สส. ในพิธีเปิดงาน การเดินนำขบวนแห่ของอำเภอหรือคุ้มวัดต่างๆ ไปยังวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ว่า สส. คือผู้นำที่เดินเคียงข้างประชาชนในเส้นทางบุญ 34 การสนับสนุนเสบียงอาหารและเงินทุนให้แก่ช่างทำปราสาทผึ้งในชุมชน ("เยือนวิถีชน คนทำปราสาทผึ้ง") เป็นการสร้างความผูกพันส่วนบุคคลที่ลึกซึ้งกว่าการหาเสียงทั่วไป 31

3.2 เทศกาลนมัสการพระธาตุเชิงชุม: ศูนย์รวมศรัทธา

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง สส.เขต 1 อย่าง นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่โดยตรง มีบทบาทโดดเด่นในการอุปถัมภ์วัดแห่งนี้มายาวนาน 9

  • บทบาทเจ้าภาพหลัก: ในงานนมัสการพระธาตุเชิงชุมและหลวงพ่อพระองค์แสน สส.อภิชาติ และเครือข่าย จะรับเป็นเจ้าภาพในกิจกรรมสำคัญ เช่น พิธีทำบุญตักบาตร พิธีเวียนเทียน และการจัดหามหรสพสมโภช 36 การดำรงตำแหน่งยาวนานหลายสมัยของนายอภิชาติ ส่วนหนึ่งมาจากการรักษาฐานคะแนนในเขตเทศบาลเมืองผ่านกิจกรรมของวัดพระธาตุเชิงชุม

  • การพัฒนาภูมิทัศน์: ในสมัยที่ นายชัยมงคล ไชยรบ (สส.เขต 5 ปัจจุบัน) ดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สกลนคร ได้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์รอบองค์พระธาตุ สร้างลานกิจกรรม และสนับสนุนการแสดงแสงสีเสียง ซึ่งเป็นการยกระดับงานบุญให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้เข้าสู่จังหวัด 11

3.3 กฐิน ผ้าป่า และความสัมพันธ์กับสายพระป่า

การทอดกฐินและผ้าป่าสามัคคี เป็นกลไกทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่สำคัญในการกระจายทรัพยากรจากเมืองสู่ชนบท และเป็นการเชื่อมต่อกับเครือข่าย "พระป่า" ที่มีอิทธิพลสูงในสกลนคร 39

  • นายพัฒนา สัพโส กับวัดป่าสุทธาวาส: นายพัฒนา สัพโส (เขต 4) มีความสัมพันธ์อันดีกับวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต การเข้าร่วมงานกฐินและงานรำลึกบูรพาจารย์ ณ วัดแห่งนี้ เป็นการแสดงความเคารพต่อสายกรรมฐาน ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของชนชั้นกลางและกลุ่มอนุรักษ์นิยมในพื้นที่ 2

  • เครือข่ายบุญข้ามพื้นที่: สส. มักทำหน้าที่เป็น "ประธานสายบุญ" นำพานักธุรกิจหรือผู้ศรัทธาจากกรุงเทพฯ มาทอดกฐินในวัดที่ห่างไกลในเขตเลือกตั้งของตน กิจกรรมนี้ช่วยนำเม็ดเงินเข้าสู่ชุมชนและวัด ช่วยซ่อมแซมศาลา กุฏิ หรือสร้างเมรุเผาศพ ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญของหมู่บ้าน 5


4. บทบาทนักพัฒนา: พุทธธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Buddhist Economy)

นอกเหนือจากมิติทางพิธีกรรม สส.สกลนคร บางท่านได้ริเริ่มการนำทุนทางวัฒนธรรมพุทธมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" และ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์"

4.1 กรณีศึกษา: นางสาวสกุณา สาระนันท์ และ "ครามสกล"

นางสาวสกุณา สาระนันท์ (สส.เขต 6 พรรคเพื่อไทย) ได้นำเสนอโมเดลการพัฒนาที่โดดเด่น โดยการเชื่อมโยงภูมิปัญญา "ผ้าย้อมคราม" เข้ากับวิถีชีวิตชาวพุทธและตลาดสากล 12

  • ครามกับวิถีสงฆ์: สีคราม (Indigo) เป็นสีธรรมชาติที่สัมพันธ์กับ "สีกรัก" หรือสีจีวรของพระป่าสายกรรมฐาน ที่เน้นความเรียบง่ายและเป็นมิตรกับธรรมชาติ การส่งเสริมผ้าย้อมครามจึงเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับหลักธรรมเรื่องการเบียดเบียนธรรมชาติน้อยที่สุด 44

  • การสร้างอาชีพฐานราก: สส.สกุณา ได้ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชน (มักมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดหรือศาลาประชาคม) เพื่อผลิตผ้าย้อมครามที่มีคุณภาพมาตรฐาน จนได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 45 บทบาทนี้เปลี่ยนวัดจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างรายได้ (Learning and Economic Hub) เมื่อชาวบ้านมีรายได้ดีขึ้น ก็ย่อมมีกำลังทรัพย์ในการทำนุบำรุงวัดวาอารามต่อไป เป็นวัฏจักรที่เกื้อกูลกัน 46

  • Soft Power และการเมือง: การนำผ้าครามขึ้นสู่เวทีแฟชั่นโชว์และการประชุมพรรคระดับชาติ เป็นการยกระดับสินค้าท้องถิ่นและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวสกลนคร ซึ่งส่งผลบวกต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของตัว สส. เอง 43


5. ความขัดแย้งและพลวัตปัญหา: เมื่อศาสนาปะทะการเมือง

บทบาทของ สส.สกลนคร ในการอุปถัมภ์พุทธศาสนา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้งที่ซับซ้อน

5.1 การเมืองเรื่องที่ดินวัด (Land Rights Issues)

ปัญหาที่ดินวัดทับซ้อนกับที่ดินรัฐ (ป่าสงวน, ที่สาธารณประโยชน์) เป็นปัญหาเรื้อรังในสกลนคร สส. หลายท่าน เช่น ดร.นิยม และนายอภิชาติ ได้เข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยและผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้

  • การพิสูจน์สิทธิ: สส. ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างวัดกับกรมที่ดินและสำนักงานพระพุทธศาสนา เพื่อเร่งรัดกระบวนการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดที่ตั้งมาก่อนประกาศเขตป่า เพื่อให้วัดสามารถออกโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องได้ 48 การมีโฉนดที่ดินไม่เพียงสร้างความมั่นคงให้วัด แต่ยังป้องกันการบุกรุกของเอกชนและการนำที่ดินวัดไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

5.2 การเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19

ในช่วงการระบาดของโควิด-19 วัดและพระสงฆ์ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ประชาชนงดเข้าวัดทำบุญ ทำให้ขาดแคลนปัจจัยและภัตตาหาร สส.นิยม เวชกามา ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาวัดและพระสงฆ์อย่างเร่งด่วน เช่น การสนับสนุนค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ-ค่าไฟ) ให้แก่วัด และการจัดโรงทานเพื่อช่วยเหลือประชาชน 50 บทบาทนี้สะท้อนความเป็นผู้นำที่ใส่ใจต่อ "ความอยู่รอดของสงฆ์" ในยามวิกฤต

5.3 ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ศาสนา

การปะทะกันทางความคิดระหว่างกลุ่ม "อนุรักษ์นิยมพุทธ" (ที่นำโดย สส.เพื่อไทย/พลังประชารัฐ ในพื้นที่) กับกลุ่ม "ก้าวหน้า/เสรีนิยม" (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ส่งผลให้ประเด็นศาสนากลายเป็นสมรภูมิทางการเมือง

  • วาทกรรมและการตอบโต้: สส.สกลนคร มักใช้วาทกรรมว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นพวก "ไม่เอาศาสนา" หรือ "จะตัดงบวัด" เพื่อปลุกระดมฐานเสียงชาวพุทธในพื้นที่ให้เกิดความหวาดกลัวและหันมาสนับสนุนฝั่งตน 27 การทำให้ศาสนาเป็นการเมือง (Politicization of Religion) เช่นนี้ แม้จะได้ผลในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจสร้างความแตกแยกในหมู่พุทธศาสนิกชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน


6. บทสรุป: "สกลนครโมเดล" - พุทธศาสนาในฐานะเสาหลักทางการเมืองและสังคม

จากการวิเคราะห์บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร สามารถสรุปเป็น "โมเดลความสัมพันธ์" ระหว่างนักการเมืองกับพุทธศาสนาได้ 3 มิติหลัก ดังนี้:

  1. มิติผู้พิทักษ์ (The Protector): นำโดย ดร.นิยม เวชกามา และเครือข่าย ที่เน้นการต่อสู้ในระดับนิติบัญญัติเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันทางกฎหมายให้แก่สถาบันสงฆ์ ปกป้องพระเถระจากอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม และผลักดันโครงสร้างการบริหารจัดการศาสนาที่กระจายอำนาจ

  2. มิติมัคทายก (The Steward): สส. ทุกท่านทำหน้าที่เป็นผู้นำในการระดมทรัพยากรและงบประมาณเพื่อบำรุงศาสนสถานและจัดงานประเพณีท้องถิ่น (แห่ปราสาทผึ้ง, ไหว้พระธาตุ) ซึ่งเป็นการแปลงทุนทางเศรษฐกิจและบารมีทางการเมืองให้เป็นกุศลและคะแนนเสียงในระบบอุปถัมภ์

  3. มิตินักพัฒนา (The Developer): นำโดย สส.สกุณา สาระนันท์ ที่เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมพุทธและภูมิปัญญาท้องถิ่น (ผ้าคราม) เข้ากับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความอยู่รอดทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนรอบวัด

ข้อเสนอแนะและทิศทางในอนาคต:

บทบาทของ สส.สกลนคร สะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมไทย "การเมือง" และ "ศาสนา" ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ความสำเร็จทางการเมืองในพื้นที่นี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับสถาบันสงฆ์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในอนาคตคือการปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น สส. จำเป็นต้องก้าวข้ามการใช้ศาสนาเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง (Political Tool) ไปสู่การส่งเสริมหลักธรรมคำสอนเพื่อสร้าง "ธรรมาธิปไตย" และสังคมที่สันติสุขอย่างแท้จริง การผลักดันกฎหมายควรเน้นที่ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อให้พุทธศาสนาสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและสง่างามในโลกสมัยใหม่


ตารางสรุป: การเปรียบเทียบบทบาทหลักของ สส. สกลนคร ด้านพุทธศาสนา

ชื่อ สส.พรรคบทบาทหลัก (Role Archetype)กิจกรรม/ผลงานเด่น
ดร.นิยม เวชกามาเพื่อไทยผู้พิทักษ์ (Legislator/Protector)ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ, ปกป้องพระเถระคดีเงินทอนวัด, ตรวจสอบ พศ.
นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัยเพื่อไทยมัคทายกหลัก (Grand Steward)เจ้าภาพงานนมัสการพระธาตุเชิงชุม, อุปถัมภ์วัดในเขตเมือง
นายพัฒนา สัพโสเพื่อไทยผู้นำจิตวิญญาณท้องถิ่น (Local Spiritual Leader)เชื่อมโยงสายพระป่า (วัดป่าสุทธาวาส), ประธานกฐินสายชนบท
นางสาวสกุณา สาระนันท์เพื่อไทยนักพัฒนาวิถีพุทธ (Buddhist Developer)โมเดลผ้าครามสกล, เศรษฐกิจชุมชนรอบวัด, GI สินค้าวัฒนธรรม
นายเกษม อุประเพื่อไทยผู้สืบสานประเพณี (Traditionalist)สนับสนุนงานแห่ปราสาทผึ้ง, ระดมงบประมาณจัดงานประเพณี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Jivaka Sutta Highlights Ethics and Compassion as Foundations for Peace in the AI Era

  Jivaka Sutta Highlights Ethics and Compassion as Foundations for Peace in the AI Era Scholars of Buddhism, ethics, and technology have pro...