พลวัตแห่งศรัทธาและการเมือง: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย ผ่านเลนส์ความสัมพันธ์รัฐ-สงฆ์ กรณีศึกษานายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และวัดไตรมิตรวิทยาราม
บทคัดย่อ
รายงานฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ทางการเมืองและนโยบายสาธารณะด้านศาสนาของพรรคเพื่อไทย ในบริบทของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ปรากฏการณ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Politics Analysis) และการวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis) ผ่านกรณีศึกษาเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ "ประนีประนอมใหม่" (New Compromise) ที่ผสานความเป็นเทคโนแครตสมัยใหม่เข้ากับจารีตนิยมทางศาสนา เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในสภาวะ "สุญญากาศทางอำนาจ" และเพื่อช่วงชิงฐานเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านกลไกการปกครองคณะสงฆ์ โดยใช้นโยบาย "เศรษฐกิจศรัทธา" (Spiritual Economy) เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน Soft Power และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากพรรคประชาชนที่มีแนวทางปฏิรูปโครงสร้างศาสนาอย่างถอนรากถอนโคน
บทที่ 1: บทนำ
1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง 2569: วิกฤตศรัทธาและการแสวงหาที่พึ่ง
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ในสภาวการณ์เช่นนี้ "ความศรัทธา" (Faith) และ "สถาบันสงฆ์" (Sangha) มิได้ดำรงอยู่ในฐานะที่พึ่งทางจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว แต่ได้ถูกแปรสภาพเป็นทุนทางการเมือง (Political Capital) ที่พรรคการเมืองต่างช่วงชิงเพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ที่พยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จำเป็นต้องแสวงหายุทธศาสตร์ใหม่ที่จะเชื่อมประสานฐานเสียงเดิมที่ศรัทธาในระบอบทักษิณ เข้ากับโครงสร้างอำนาจจารีตที่ยังคงมีอิทธิพลสูงในสังคมไทย
1.2 ปรากฏการณ์ "ยศชนัน-วัดไตรมิตร": สัญญะแห่งการเปลี่ยนผ่าน
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย
การเลือก "วันสิ้นปี" ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านศักราช และการเลือก "วัดไตรมิตรฯ" ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครองสงฆ์สายมหานิกายในภาคตะวันออกและเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งผ่านพระพุทธรูปทองคำ
1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ:
วิเคราะห์นัยยะทางการเมืองของการเข้าพบสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) ของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
สังเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทยในมิติด้านศาสนาและวัฒนธรรม
เปรียบเทียบแนวทางของพรรคเพื่อไทยกับคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย
ประเมินผลกระทบของยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่อฐานเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต
บทที่ 2: กรอบแนวคิดทฤษฎีและบริบทประวัติศาสตร์
2.1 รัฐกับพุทธศาสนาในประเทศไทย: ความสัมพันธ์แบบอิงอาศัย (Symbiotic Relationship)
ในสังคมไทย รัฐและคณะสงฆ์มีความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ตามหลักการ "สองล้อหมุนขับเคลื่อน" (Two Wheels of the Chariot) ที่เชื่อว่าอาณาจักรและศาสนจักรต้องเกื้อกูลกัน รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับได้รับรองสถานะพิเศษของพุทธศาสนา
2.2 จาก "ทักษิณ" สู่ "ยศชนัน": วิวัฒนาการความสัมพันธ์ เพื่อไทย-คณะสงฆ์
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายชินวัตรกับคณะสงฆ์มีความซับซ้อนและผันผวน
ยุคไทยรักไทย (2544-2549): มีความพยายามปฏิรูปโครงสร้างและสนับสนุนพระสงฆ์รุ่นใหม่ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแทรกแซงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช
8 และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกาย9 ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตียุคเพื่อไทย (2554-ปัจจุบัน): ภายหลังรัฐประหาร 2557 และวิกฤตการเมือง พรรคเพื่อไทยเริ่มปรับท่าทีให้ระมัดระวังมากขึ้น พยายามรักษาระยะห่างจากข้อขัดแย้งทางนิกาย และหันมาเน้นการสนับสนุนพุทธศาสนาในมิติของวัฒนธรรมและประเพณีเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
การก้าวเข้ามาของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
บทที่ 3: กายวิภาคของเหตุการณ์ 31 ธันวาคม 2568
3.1 นัยยะเชิงพื้นที่ (Spatial Semiotics): ทำไมต้องวัดไตรมิตร?
การที่นายยศชนันเลือกวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นหมุดหมายสำคัญในวันส่งท้ายปีเก่า มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าวัดอื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร ด้วยเหตุผลดังนี้:
ศูนย์กลางอำนาจการปกครอง "หนตะวันออก" (The Eastern Dominion):
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก" 5 ซึ่งมีอำนาจปกครองดูแลคณะสงฆ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ทั้งหมด ภาคอีสานคือ "ฐานที่มั่น" (Stronghold) ที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยมาตลอดยุคสมัย 12
การวิเคราะห์เชิงลึก: การเข้ากราบสมเด็จฯ สนิท คือการส่งสัญญาณไปยังเครือข่ายพระสังฆาธิการ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าอาวาสนับหมื่นรูปในภาคอีสาน ว่าแคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย "ให้ความเคารพ" ต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของท่าน เป็นการกระชับฐานเสียงผ่านกลไกความศรัทธา (Ecclesiastical Clientelism) เพื่อป้องกันการถูกเจาะฐานเสียงจากพรรคภูมิใจไทยที่มีอิทธิพลในพื้นที่เช่นกัน
2
สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง (Symbol of Prosperity):
วัดไตรมิตรฯ เป็นที่ประดิษฐานของ "พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" (หลวงพ่อทองคำ) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 6 ทองคำเป็นสัญลักษณ์สากลของความมั่งคั่ง ความมั่นคง และเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง
การเชื่อมโยงกับนโยบาย: สิ่งนี้สอดคล้องโดยตรงกับ Core Message ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 2569 ที่เน้นเรื่อง "การสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง" (High-Value Economy), "การปลดหนี้" และ "โอกาสใหม่"
16 นายยศชนันกำลังใช้ภาพลักษณ์ของหลวงพ่อทองคำ เพื่อสื่อสารจิตวิทยาหมู่ (Mass Psychology) ว่ายุคสมัยของเขาจะเป็นยุคทองทางเศรษฐกิจ
ศูนย์รวม Soft Power และ "สายมู" (Mutelu Hub):
วัดไตรมิตรฯ โดยบทบาทของสมเด็จธงชัย (ผู้ช่วยเจ้าอาวาส) เป็นศูนย์กลางของ "พุทธพาณิชย์ใหม่" ที่ผสมผสานความเชื่อเข้ากับวัฒนธรรมป๊อป (เช่น ผ้ายันต์เลสเตอร์) 18 พรรคเพื่อไทยซึ่งชูธงนโยบาย Soft Power 19 มองเห็นโมเดลนี้เป็นต้นแบบในการแปลงวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
3.2 การจัดลำดับความสำคัญในวันสิ้นปี
ข้อมูลระบุว่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายยศชนันมีภารกิจลงพื้นที่หาเสียงหลายจุด เช่น การไปตลาดสายเนตร
ช่วงเช้า/กลางวัน: ลงพื้นที่ตลาด พบปะประชาชนรากหญ้า พูดเรื่องปากท้อง รถไฟฟ้า 20 บาท
16 -> ตอบโจทย์เรื่อง "กินดี"ช่วงโอกาสพิเศษ: เข้าวัดไตรมิตรฯ พบพระผู้ใหญ่ -> ตอบโจทย์เรื่อง "อยู่ดี (มีสุขทางใจ)" และ "ความมั่นคง"
การกระทำนี้สะท้อนว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทิ้งภาพลักษณ์ "ประชานิยม" แต่กำลังเสริมด้วย "ธรรมนิยม" (Dhammic Populism) เพื่อสร้างความสมดุล
บทที่ 4: วิเคราะห์นโยบายอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและนโยบายที่เกี่ยวข้อง
จากการสังเคราะห์เอกสารนโยบายและสุนทรพจน์ของแกนนำพรรค
4.1 เศรษฐกิจศรัทธา (Spiritual Economy) ในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
พรรคเพื่อไทยนำเสนอแนวคิด "New Growth Engines"
การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Faith-Based Tourism): พรรคมีแผนที่จะยกระดับวัดสำคัญให้เป็น World-Class Destination โดยการปรับปรุงภูมิทัศน์ การอำนวยความสะดวก และการเล่าเรื่อง (Storytelling) ใหม่ วัดไตรมิตรฯ เป็นต้นแบบความสำเร็จที่พรรคต้องการขยายผลไปยังวัดในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสานและเหนือ เพื่อกระจายรายได้
โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงศาสนสถาน: นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
16 ไม่ได้มีมิติแค่การลดค่าครองชีพ แต่ยังถูกนำเสนอในมุมของการ "เชื่อมต่อ" (Connectivity) ให้คนชานเมืองและนักท่องเที่ยวเข้าถึงย่านเมืองเก่าและวัดสำคัญได้ง่ายขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในย่านชุมชนรอบวัด
4.2 การอุปถัมภ์แบบ "ไม่แทรกแซงโครงสร้าง" (Non-Interventionist Patronage)
ในขณะที่พรรคการเมืองคู่แข่งอย่างพรรคประชาชน (People's Party) เสนอนโยบายปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และการตรวจสอบบัญชีวัดอย่างเข้มข้น
แนวทางพรรคเพื่อไทย: เน้นการเป็น "ผู้อุปถัมภ์" (Patron) ที่ดีของรัฐ สนับสนุนงบประมาณ จัดสรรทรัพยากร และอำนวยความสะดวกให้คณะสงฆ์ทำงานเผยแผ่ศาสนาและสาธารณสงเคราะห์ได้สะดวกขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการแตะต้องกฎหมายปกครองสงฆ์ หรือโครงสร้างอำนาจของมหาเถรสมาคม
8 นัยยะ: นี่คือการส่งสัญญาณ "สงบศึก" และ "เป็นมิตร" กับพระผู้ใหญ่ พรรคเพื่อไทยต้องการสื่อว่า "หากเลือกเรา ท่านจะได้รับการดูแล ไม่ใช่การตรวจสอบจับผิด" ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ดึงดูดใจสำหรับองค์กรสงฆ์ที่มีลักษณะอนุรักษ์นิยม
4.3 การฟื้นฟูศีลธรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคม (Moral Rehabilitation)
นายยศชนันและพรรคเพื่อไทยมักเชื่อมโยงปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ (สแกมเมอร์)
โครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข": พรรคมีแนวโน้มจะรื้อฟื้นและขยายผลโครงการที่ให้วัดเป็นศูนย์กลางการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด และเป็นศูนย์การเรียนรู้ดิจิทัลชุมชน (เพื่อแก้ปัญหาสแกมเมอร์ด้วยความรู้) โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณอุดหนุน
บทที่ 5: การเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์ (Comparative Analysis)
ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบจุดยืนและนโยบายด้านศาสนาระหว่างพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้ง 2569
| หัวข้อเปรียบเทียบ | พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai) | พรรคประชาชน (People's Party) | พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai) |
| แคนดิเดตนายกฯ | ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (เทคโนแครตสายประนีประนอม) | ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (นักปฏิรูปโครงสร้าง) | อนุทิน ชาญวีรกูล (นักปฏิบัติสายราชการ/ท้องถิ่น) |
| จุดยืนต่อคณะสงฆ์ | พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Ally) เน้นการสนับสนุนทรัพยากรและใช้ Soft Power | คู่ตรวจสอบ (Critical Checker) เน้นความโปร่งใส ปฏิรูปงบประมาณ และแยกศาสนาจากรัฐ (Secularism) | ผู้ปกป้องจารีต (Traditional Protector) เน้นความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบันหลัก |
| นโยบายเด่น | "เศรษฐกิจศรัทธา", ท่องเที่ยวสายมู, รถไฟฟ้าเชื่อมวัด, กองทุนพุทธบูชา | ตรวจสอบบัญชีวัด, เก็บภาษีพุทธพาณิชย์, ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร (กระทบพระ) | สนับสนุนงบก่อสร้างวัด, กิจกรรมศาสนาในท้องถิ่น, ปกป้อง ม.112 และศาสนา |
| ฐานเสียงเป้าหมาย | ชาวพุทธทั่วไป, คนรากหญ้า, สายมู, พระสงฆ์มหานิกาย (อีสาน/เหนือ) | คนรุ่นใหม่, ปัญญาชน, ผู้ต้องการเห็นการแยกศาสนาจากรัฐ | กลุ่มอนุรักษ์นิยม, ข้าราชการ, ผู้นำชุมชน, อสม. |
| กรณีวัดไตรมิตร | ใช้เป็นสัญลักษณ์ "ความมั่งคั่ง" และ "สายสัมพันธ์อีสาน" | อาจมองเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบความโปร่งใสของพุทธพาณิชย์ | ใช้เป็นพันธมิตรในการสร้างความชอบธรรมผ่านพิธีกรรมรัฐ |
การวิเคราะห์ความได้เปรียบ:
พรรคเพื่อไทยวางตำแหน่งตัวเองใน "พื้นที่สีขาว" (White Space) ตรงกลาง ระหว่างความสุดโต่งในการปฏิรูปของพรรคประชาชน กับความแข็งกร้าวทางจารีตของพรรคอนุรักษ์นิยมเดิม การเข้าหาวัดไตรมิตรฯ ช่วยให้พรรคเพื่อไทยดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่ม Swing Voters ที่ยังศรัทธาในพุทธศาสนาแต่ต้องการปากท้องที่ดีขึ้น และไม่ต้องการความขัดแย้งรุนแรง
บทที่ 6: ผลกระทบและนัยยะต่ออนาคตการเมืองไทย
6.1 การช่วงชิงพื้นที่ "อีสาน" ผ่านศาสนจักร
การที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก มีความหมายอย่างยิ่งต่อสมรภูมิเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคภูมิใจไทยพยายามเจาะฐานเสียงนี้ผ่านนโยบายท้องถิ่นและงบประมาณ
6.2 ความเสี่ยงของภาพลักษณ์ "สองหน้า" (Double-Faced Dilemma)
พรรคเพื่อไทยต้องระมัดระวังในการบริหารภาพลักษณ์ ด้านหนึ่งต้องแสดงความทันสมัยผ่านนโยบาย AI, Semiconductor และ New Growth Engines
ทางออก: นายยศชนันพยายามแก้เกมนี้ด้วยการอธิบายศาสนาในมุมของ "วิทยาศาสตร์ทางจิต" หรือ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" แทนที่จะเป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียว
6.3 บทบาทของตระกูล "วงศ์สวัสดิ์" และ "ชินวัตร"
การที่นายยศชนัน (บุตรชายนายสมชาย-นางเยาวภา)
บทสรุป
การเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา แต่มันคือ "แถลงการณ์ทางการเมืองฉบับเงียบ" (Silent Manifesto) ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 2569
นโยบายการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ถูกนำเสนอในรูปแบบของอุดมการณ์ชาตินิยมเข้มข้น (เหมือนพรรคขวาจัด) หรือการปฏิรูปโครงสร้าง (เหมือนพรรคซ้ายจัด) แต่เป็น "พุทธศาสนาแบบปฏิบัตินิยม" (Pragmatic Buddhism) ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง 3 ประการ:
เศรษฐกิจ: เปลี่ยนศรัทธาเป็นรายได้ (Soft Power/Tourism)
การเมือง: ใช้โครงสร้างสงฆ์ (หนตะวันออก) ตรึงฐานเสียงภาคอีสาน
ความชอบธรรม: สร้างภาพลักษณ์การประนีประนอมกับสถาบันหลักของชาติ
ภายใต้การนำของยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทยกำลังสื่อสารว่า ประเทศไทยสามารถ "ก้าวหน้า" ไปด้วยเทคโนโลยี (Modernity) โดยไม่ต้องทิ้ง "รากเหง้า" (Tradition) และวัดไตรมิตรฯ ที่มีทั้งทองคำล้ำค่าและเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ ก็คือภาพสะท้อน (Microcosm) ของประเทศไทยในอุดมคติของพรรคเพื่อไทยนั่นเอง.


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น