วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ส่งสัญญาณเพื่อไทย อุปถัมภ์–คุ้มครองพุทธ ปูยุทธศาสตร์เลือกตั้ง 2569


พลวัตแห่งศรัทธาและการเมือง: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย ผ่านเลนส์ความสัมพันธ์รัฐ-สงฆ์ กรณีศึกษานายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และวัดไตรมิตรวิทยาราม


บทคัดย่อ

รายงานฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ทางการเมืองและนโยบายสาธารณะด้านศาสนาของพรรคเพื่อไทย ในบริบทของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ปรากฏการณ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Politics Analysis) และการวิเคราะห์นโยบาย (Policy Analysis) ผ่านกรณีศึกษาเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ "ประนีประนอมใหม่" (New Compromise) ที่ผสานความเป็นเทคโนแครตสมัยใหม่เข้ากับจารีตนิยมทางศาสนา เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในสภาวะ "สุญญากาศทางอำนาจ" และเพื่อช่วงชิงฐานเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านกลไกการปกครองคณะสงฆ์ โดยใช้นโยบาย "เศรษฐกิจศรัทธา" (Spiritual Economy) เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน Soft Power และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากพรรคประชาชนที่มีแนวทางปฏิรูปโครงสร้างศาสนาอย่างถอนรากถอนโคน



บทที่ 1: บทนำ

1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง 2569: วิกฤตศรัทธาและการแสวงหาที่พึ่ง

การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 1 ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ภายหลังจากความผันผวนทางการเมืองที่ส่งผลให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการก้าวขึ้นมารักษาการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล 2 บรรยากาศทางการเมืองเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่และกลุ่มก้าวหน้าปฏิรูปได้ขยายวงกว้าง ไม่เพียงแต่ในมิติทางรัฐธรรมนูญและเศรษฐกิจ แต่ยังลุกลามเข้าสู่ปริมณฑลทางวัฒนธรรมและศาสนา

ในสภาวการณ์เช่นนี้ "ความศรัทธา" (Faith) และ "สถาบันสงฆ์" (Sangha) มิได้ดำรงอยู่ในฐานะที่พึ่งทางจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว แต่ได้ถูกแปรสภาพเป็นทุนทางการเมือง (Political Capital) ที่พรรคการเมืองต่างช่วงชิงเพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ที่พยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จำเป็นต้องแสวงหายุทธศาสตร์ใหม่ที่จะเชื่อมประสานฐานเสียงเดิมที่ศรัทธาในระบอบทักษิณ เข้ากับโครงสร้างอำนาจจารีตที่ยังคงมีอิทธิพลสูงในสังคมไทย

1.2 ปรากฏการณ์ "ยศชนัน-วัดไตรมิตร": สัญญะแห่งการเปลี่ยนผ่าน

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย 3 เลือกเดินทางเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร 5 มิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเป็นเพียงกิจวัตรทางศาสนาตามประเพณี หากแต่เป็นการสื่อสารทางการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Political Communication) ที่ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

การเลือก "วันสิ้นปี" ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านศักราช และการเลือก "วัดไตรมิตรฯ" ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครองสงฆ์สายมหานิกายในภาคตะวันออกและเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งผ่านพระพุทธรูปทองคำ 6 สะท้อนถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการนิยามตนเองใหม่ (Re-branding) จากพรรคที่เคยถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับอำนาจรัฐ มาสู่การเป็นพรรคที่พร้อมจะ "ประสานประโยชน์" และ "ทำนุบำรุง" จารีตประเพณีเพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งของชาติ

1.3 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ:

  1. วิเคราะห์นัยยะทางการเมืองของการเข้าพบสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) ของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

  2. สังเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทยในมิติด้านศาสนาและวัฒนธรรม

  3. เปรียบเทียบแนวทางของพรรคเพื่อไทยกับคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

  4. ประเมินผลกระทบของยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่อฐานเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต


บทที่ 2: กรอบแนวคิดทฤษฎีและบริบทประวัติศาสตร์

2.1 รัฐกับพุทธศาสนาในประเทศไทย: ความสัมพันธ์แบบอิงอาศัย (Symbiotic Relationship)

ในสังคมไทย รัฐและคณะสงฆ์มีความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ตามหลักการ "สองล้อหมุนขับเคลื่อน" (Two Wheels of the Chariot) ที่เชื่อว่าอาณาจักรและศาสนจักรต้องเกื้อกูลกัน รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับได้รับรองสถานะพิเศษของพุทธศาสนา 7 ในขณะเดียวกัน รัฐก็ใช้อำนาจผ่านกฎหมายคณะสงฆ์ในการจัดระเบียบและควบคุมพระสงฆ์ การที่นักการเมืองเข้าหาพระเถระชั้นผู้ใหญ่จึงเป็นการแสดงออกถึงการยอมรับในลำดับชั้นอำนาจ (Hierarchy) และเป็นการขอการรับรองทางศีลธรรม (Moral Endorsement) จากสถาบันสงฆ์

2.2 จาก "ทักษิณ" สู่ "ยศชนัน": วิวัฒนาการความสัมพันธ์ เพื่อไทย-คณะสงฆ์

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายชินวัตรกับคณะสงฆ์มีความซับซ้อนและผันผวน

  • ยุคไทยรักไทย (2544-2549): มีความพยายามปฏิรูปโครงสร้างและสนับสนุนพระสงฆ์รุ่นใหม่ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแทรกแซงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช 8 และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกาย 9 ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตี

  • ยุคเพื่อไทย (2554-ปัจจุบัน): ภายหลังรัฐประหาร 2557 และวิกฤตการเมือง พรรคเพื่อไทยเริ่มปรับท่าทีให้ระมัดระวังมากขึ้น พยายามรักษาระยะห่างจากข้อขัดแย้งทางนิกาย และหันมาเน้นการสนับสนุนพุทธศาสนาในมิติของวัฒนธรรมและประเพณีเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

การก้าวเข้ามาของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 4 ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ และเทคโนแครต เป็นความพยายาม "ล้างไพ่" ภาพลักษณ์เดิม นายยศชนันไม่มีบาดแผลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความขัดแย้งทางศาสนาโดยตรง ทำให้เขาสามารถเข้าหาขั้วอำนาจทางศาสนาเดิม (เช่น วัดไตรมิตร) ได้สะดวกใจกว่าอดีตผู้นำพรรคคนอื่น


บทที่ 3: กายวิภาคของเหตุการณ์ 31 ธันวาคม 2568

3.1 นัยยะเชิงพื้นที่ (Spatial Semiotics): ทำไมต้องวัดไตรมิตร?

การที่นายยศชนันเลือกวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นหมุดหมายสำคัญในวันส่งท้ายปีเก่า มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าวัดอื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร ด้วยเหตุผลดังนี้:

  1. ศูนย์กลางอำนาจการปกครอง "หนตะวันออก" (The Eastern Dominion):

    สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก" 5 ซึ่งมีอำนาจปกครองดูแลคณะสงฆ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ทั้งหมด ภาคอีสานคือ "ฐานที่มั่น" (Stronghold) ที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยมาตลอดยุคสมัย 12

    • การวิเคราะห์เชิงลึก: การเข้ากราบสมเด็จฯ สนิท คือการส่งสัญญาณไปยังเครือข่ายพระสังฆาธิการ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าอาวาสนับหมื่นรูปในภาคอีสาน ว่าแคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย "ให้ความเคารพ" ต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดของท่าน เป็นการกระชับฐานเสียงผ่านกลไกความศรัทธา (Ecclesiastical Clientelism) เพื่อป้องกันการถูกเจาะฐานเสียงจากพรรคภูมิใจไทยที่มีอิทธิพลในพื้นที่เช่นกัน 2

  2. สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง (Symbol of Prosperity):

    วัดไตรมิตรฯ เป็นที่ประดิษฐานของ "พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" (หลวงพ่อทองคำ) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 6 ทองคำเป็นสัญลักษณ์สากลของความมั่งคั่ง ความมั่นคง และเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง

    • การเชื่อมโยงกับนโยบาย: สิ่งนี้สอดคล้องโดยตรงกับ Core Message ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 2569 ที่เน้นเรื่อง "การสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง" (High-Value Economy), "การปลดหนี้" และ "โอกาสใหม่" 16 นายยศชนันกำลังใช้ภาพลักษณ์ของหลวงพ่อทองคำ เพื่อสื่อสารจิตวิทยาหมู่ (Mass Psychology) ว่ายุคสมัยของเขาจะเป็นยุคทองทางเศรษฐกิจ

  3. ศูนย์รวม Soft Power และ "สายมู" (Mutelu Hub):

    วัดไตรมิตรฯ โดยบทบาทของสมเด็จธงชัย (ผู้ช่วยเจ้าอาวาส) เป็นศูนย์กลางของ "พุทธพาณิชย์ใหม่" ที่ผสมผสานความเชื่อเข้ากับวัฒนธรรมป๊อป (เช่น ผ้ายันต์เลสเตอร์) 18 พรรคเพื่อไทยซึ่งชูธงนโยบาย Soft Power 19 มองเห็นโมเดลนี้เป็นต้นแบบในการแปลงวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

3.2 การจัดลำดับความสำคัญในวันสิ้นปี

ข้อมูลระบุว่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายยศชนันมีภารกิจลงพื้นที่หาเสียงหลายจุด เช่น การไปตลาดสายเนตร 16 และการปล่อยคลิปอวยพรปีใหม่ 20 แต่การเลือกแทรกคิวเข้าวัดไตรมิตรฯ เป็นการจัดวางตำแหน่ง (Positioning) ที่ชาญฉลาด

  • ช่วงเช้า/กลางวัน: ลงพื้นที่ตลาด พบปะประชาชนรากหญ้า พูดเรื่องปากท้อง รถไฟฟ้า 20 บาท 16 -> ตอบโจทย์เรื่อง "กินดี"

  • ช่วงโอกาสพิเศษ: เข้าวัดไตรมิตรฯ พบพระผู้ใหญ่ -> ตอบโจทย์เรื่อง "อยู่ดี (มีสุขทางใจ)" และ "ความมั่นคง"

การกระทำนี้สะท้อนว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทิ้งภาพลักษณ์ "ประชานิยม" แต่กำลังเสริมด้วย "ธรรมนิยม" (Dhammic Populism) เพื่อสร้างความสมดุล


บทที่ 4: วิเคราะห์นโยบายอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและนโยบายที่เกี่ยวข้อง

จากการสังเคราะห์เอกสารนโยบายและสุนทรพจน์ของแกนนำพรรค 16 สามารถถอดรหัสออกมาเป็น "ยุทธศาสตร์พุทธศาสนาเพื่อการพัฒนา 2569" ของพรรคเพื่อไทยได้ดังนี้:

4.1 เศรษฐกิจศรัทธา (Spiritual Economy) ในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

พรรคเพื่อไทยนำเสนอแนวคิด "New Growth Engines" 16 ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาคบริการมูลค่าสูง นโยบายด้านศาสนาของพรรคเพื่อไทยจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำบุญ แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจรอบวัด

  • การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Faith-Based Tourism): พรรคมีแผนที่จะยกระดับวัดสำคัญให้เป็น World-Class Destination โดยการปรับปรุงภูมิทัศน์ การอำนวยความสะดวก และการเล่าเรื่อง (Storytelling) ใหม่ วัดไตรมิตรฯ เป็นต้นแบบความสำเร็จที่พรรคต้องการขยายผลไปยังวัดในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสานและเหนือ เพื่อกระจายรายได้

  • โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงศาสนสถาน: นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย 16 ไม่ได้มีมิติแค่การลดค่าครองชีพ แต่ยังถูกนำเสนอในมุมของการ "เชื่อมต่อ" (Connectivity) ให้คนชานเมืองและนักท่องเที่ยวเข้าถึงย่านเมืองเก่าและวัดสำคัญได้ง่ายขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในย่านชุมชนรอบวัด

4.2 การอุปถัมภ์แบบ "ไม่แทรกแซงโครงสร้าง" (Non-Interventionist Patronage)

ในขณะที่พรรคการเมืองคู่แข่งอย่างพรรคประชาชน (People's Party) เสนอนโยบายปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และการตรวจสอบบัญชีวัดอย่างเข้มข้น 24 พรรคเพื่อไทยกลับเลือกแนวทางที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

  • แนวทางพรรคเพื่อไทย: เน้นการเป็น "ผู้อุปถัมภ์" (Patron) ที่ดีของรัฐ สนับสนุนงบประมาณ จัดสรรทรัพยากร และอำนวยความสะดวกให้คณะสงฆ์ทำงานเผยแผ่ศาสนาและสาธารณสงเคราะห์ได้สะดวกขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการแตะต้องกฎหมายปกครองสงฆ์ หรือโครงสร้างอำนาจของมหาเถรสมาคม 8

  • นัยยะ: นี่คือการส่งสัญญาณ "สงบศึก" และ "เป็นมิตร" กับพระผู้ใหญ่ พรรคเพื่อไทยต้องการสื่อว่า "หากเลือกเรา ท่านจะได้รับการดูแล ไม่ใช่การตรวจสอบจับผิด" ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ดึงดูดใจสำหรับองค์กรสงฆ์ที่มีลักษณะอนุรักษ์นิยม

4.3 การฟื้นฟูศีลธรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคม (Moral Rehabilitation)

นายยศชนันและพรรคเพื่อไทยมักเชื่อมโยงปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ (สแกมเมอร์) 16 เข้ากับความอ่อนแอทางสังคม นโยบายศาสนาของพรรคจึงมุ่งเน้นการใช้กลไกวัดและโรงเรียนพระปริยัติธรรมในการ "กล่อมเกลา" เยาวชนและชุมชน

  • โครงการ "วัด ประชา รัฐ สร้างสุข": พรรคมีแนวโน้มจะรื้อฟื้นและขยายผลโครงการที่ให้วัดเป็นศูนย์กลางการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด และเป็นศูนย์การเรียนรู้ดิจิทัลชุมชน (เพื่อแก้ปัญหาสแกมเมอร์ด้วยความรู้) โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณอุดหนุน


บทที่ 5: การเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์ (Comparative Analysis)

ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบจุดยืนและนโยบายด้านศาสนาระหว่างพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้ง 2569

หัวข้อเปรียบเทียบพรรคเพื่อไทย (Pheu Thai)พรรคประชาชน (People's Party)พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai)
แคนดิเดตนายกฯศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (เทคโนแครตสายประนีประนอม)ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (นักปฏิรูปโครงสร้าง)อนุทิน ชาญวีรกูล (นักปฏิบัติสายราชการ/ท้องถิ่น)
จุดยืนต่อคณะสงฆ์พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Ally) เน้นการสนับสนุนทรัพยากรและใช้ Soft Powerคู่ตรวจสอบ (Critical Checker) เน้นความโปร่งใส ปฏิรูปงบประมาณ และแยกศาสนาจากรัฐ (Secularism)ผู้ปกป้องจารีต (Traditional Protector) เน้นความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบันหลัก
นโยบายเด่น"เศรษฐกิจศรัทธา", ท่องเที่ยวสายมู, รถไฟฟ้าเชื่อมวัด, กองทุนพุทธบูชาตรวจสอบบัญชีวัด, เก็บภาษีพุทธพาณิชย์, ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร (กระทบพระ)สนับสนุนงบก่อสร้างวัด, กิจกรรมศาสนาในท้องถิ่น, ปกป้อง ม.112 และศาสนา
ฐานเสียงเป้าหมายชาวพุทธทั่วไป, คนรากหญ้า, สายมู, พระสงฆ์มหานิกาย (อีสาน/เหนือ)คนรุ่นใหม่, ปัญญาชน, ผู้ต้องการเห็นการแยกศาสนาจากรัฐกลุ่มอนุรักษ์นิยม, ข้าราชการ, ผู้นำชุมชน, อสม.
กรณีวัดไตรมิตรใช้เป็นสัญลักษณ์ "ความมั่งคั่ง" และ "สายสัมพันธ์อีสาน"อาจมองเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบความโปร่งใสของพุทธพาณิชย์ใช้เป็นพันธมิตรในการสร้างความชอบธรรมผ่านพิธีกรรมรัฐ

การวิเคราะห์ความได้เปรียบ:

พรรคเพื่อไทยวางตำแหน่งตัวเองใน "พื้นที่สีขาว" (White Space) ตรงกลาง ระหว่างความสุดโต่งในการปฏิรูปของพรรคประชาชน กับความแข็งกร้าวทางจารีตของพรรคอนุรักษ์นิยมเดิม การเข้าหาวัดไตรมิตรฯ ช่วยให้พรรคเพื่อไทยดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่ม Swing Voters ที่ยังศรัทธาในพุทธศาสนาแต่ต้องการปากท้องที่ดีขึ้น และไม่ต้องการความขัดแย้งรุนแรง


บทที่ 6: ผลกระทบและนัยยะต่ออนาคตการเมืองไทย

6.1 การช่วงชิงพื้นที่ "อีสาน" ผ่านศาสนจักร

การที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก มีความหมายอย่างยิ่งต่อสมรภูมิเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคภูมิใจไทยพยายามเจาะฐานเสียงนี้ผ่านนโยบายท้องถิ่นและงบประมาณ 2 แต่พรรคเพื่อไทยกำลังใช้ "อำนาจทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Authority) เข้าสู้ การแสดงความเคารพต่อสมเด็จฯ สนิท อาจแปลความได้ว่าเป็นการขอ "ฉันทานุมัติ" ให้พระสังฆาธิการในพื้นที่อีสานเปิดทางหรืออย่างน้อยก็ไม่ต่อต้านผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย

6.2 ความเสี่ยงของภาพลักษณ์ "สองหน้า" (Double-Faced Dilemma)

พรรคเพื่อไทยต้องระมัดระวังในการบริหารภาพลักษณ์ ด้านหนึ่งต้องแสดงความทันสมัยผ่านนโยบาย AI, Semiconductor และ New Growth Engines 16 แต่อีกด้านหนึ่งต้องก้มกราบพระและสนับสนุนสายมู หากบริหารจัดการไม่ดี อาจถูกมองว่าเป็นความย้อนแย้ง (Contradiction) หรือ "งมงาย" ในสายตาชนชั้นกลางในเมืองและคนรุ่นใหม่

  • ทางออก: นายยศชนันพยายามแก้เกมนี้ด้วยการอธิบายศาสนาในมุมของ "วิทยาศาสตร์ทางจิต" หรือ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" แทนที่จะเป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียว

6.3 บทบาทของตระกูล "วงศ์สวัสดิ์" และ "ชินวัตร"

การที่นายยศชนัน (บุตรชายนายสมชาย-นางเยาวภา) 3 ออกหน้าในกิจกรรมนี้ เป็นการย้ำเตือนว่าตระกูลชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์ ยังคงเป็นแกนกลางของพรรค และพร้อมจะใช้เครือข่ายบารมีส่วนตัว (Personal Charisma/Connections) ที่สะสมมานานในการดีลกับสถาบันสงฆ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แคนดิเดตหน้าใหม่จากพรรคอื่นอาจทำได้ยาก


บทสรุป

การเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา แต่มันคือ "แถลงการณ์ทางการเมืองฉบับเงียบ" (Silent Manifesto) ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 2569

นโยบายการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ถูกนำเสนอในรูปแบบของอุดมการณ์ชาตินิยมเข้มข้น (เหมือนพรรคขวาจัด) หรือการปฏิรูปโครงสร้าง (เหมือนพรรคซ้ายจัด) แต่เป็น "พุทธศาสนาแบบปฏิบัตินิยม" (Pragmatic Buddhism) ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง 3 ประการ:

  1. เศรษฐกิจ: เปลี่ยนศรัทธาเป็นรายได้ (Soft Power/Tourism)

  2. การเมือง: ใช้โครงสร้างสงฆ์ (หนตะวันออก) ตรึงฐานเสียงภาคอีสาน

  3. ความชอบธรรม: สร้างภาพลักษณ์การประนีประนอมกับสถาบันหลักของชาติ

ภายใต้การนำของยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทยกำลังสื่อสารว่า ประเทศไทยสามารถ "ก้าวหน้า" ไปด้วยเทคโนโลยี (Modernity) โดยไม่ต้องทิ้ง "รากเหง้า" (Tradition) และวัดไตรมิตรฯ ที่มีทั้งทองคำล้ำค่าและเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ ก็คือภาพสะท้อน (Microcosm) ของประเทศไทยในอุดมคติของพรรคเพื่อไทยนั่นเอง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โลกหลัง “มาดูโร” ดร.นิยม เวชกามา ชูพุทธสันติวิธี ถ่วงดุลอำนาจทหารสหรัฐฯ บนระเบียบโลกใหม่

เหตุการณ์ที่โลกจับตาในช่วงต้นปี 2569 คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาในการเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา เมื่อวันที่...