วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ความสัมพันธ์เชิงบูรณาการ ดร.นิยม เวชกามา พระอาจารย์สุธรรมเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด


วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงบูรณาการระหว่างดร.นิยม เวชกามา กับพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม: มิติทางการเมือง ศาสนา และการพัฒนาสังคมในลุ่มน้ำโขง


ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองและสถาบันสงฆ์ในสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงกันผ่านมิติทางวัฒนธรรม ศรัทธา และนโยบายสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึงความสัมพันธ์และบทบาทที่ทับซ้อนกันระหว่าง ดร.นิยม เวชกามา นักการเมืองผู้มีบทบาทโดดเด่นในฐานะผู้วางรากฐานนโยบายด้านพุทธศาสนาสมัยสังกัดพรรคเพื่อไทย กับพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานีรูปปัจจุบัน และในฐานะอดีตเจ้าอาวาสผู้สร้างสรรค์วัดป่าบ้านหนองไผ่ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ การวิเคราะห์นี้จะครอบคลุมถึงพลวัตของการขับเคลื่อนงานพุทธศาสนาผ่านอำนาจนิติบัญญัติ การประยุกต์ใช้พุทธจิตวิทยาในการพัฒนาสังคม และการปกป้องคุ้มครองสถาบันสงฆ์สายวัดป่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและสังคมไทย 1

บริบททางชีวประวัติและรากฐานทางอุดมการณ์ของดร.นิยม เวชกามา

ดร.นิยม เวชกามา เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ณ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางจิตวิญญาณของพระสายกรรมฐานในประเทศไทย 1 ภูมิหลังทางการศึกษาและวิชาชีพของ ดร.นิยม สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเชื่อมโยงโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับหลักธรรมทางศาสนา โดยท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ท่านสามารถนำหลักการทางพุทธธรรมมาวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์และการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างเป็นระบบ 4

เส้นทางการเมืองของ ดร.นิยม เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2550 โดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสกลนคร ภายใต้สังกัดพรรคพลังประชาชน และต่อเนื่องมายังพรรคเพื่อไทยจนถึงปัจจุบันได้ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐเพื่อส่งสมัครสส.สกลนคร เขต 2 ในการเลือกตั้งปี 25691 บทบาทหน้าที่ของท่านไม่ได้จำกัดเพียงงานในสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังรวมถึงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 1 ประสบการณ์ที่ยาวนานในงานนิติบัญญัติควบคู่ไปกับความเชี่ยวชาญด้านพุทธจิตวิทยา ทำให้ ดร.นิยม กลายเป็น "สะพานเชื่อม" สำคัญระหว่างรัฐบาลและคณะสงฆ์ โดยเฉพาะพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตินิกายหรือสายวัดป่าในพื้นที่ภาคอีสาน 5

ตารางที่ 1: สรุปประวัติและการดำรงตำแหน่งสำคัญของ ดร.นิยม เวชกามา

หัวข้อรายละเอียดข้อมูลแหล่งอ้างอิง
ภูมิลำเนาอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร1
การศึกษาสูงสุดพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย4
สังกัดพรรคการเมืองพรรคพลังประชาชน (2550), พรรคเพื่อไทย (2551 - ปัจจุบัน)1
ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ชูศักดิ์ ศิรินิล)1
ความเชี่ยวชาญพิเศษพุทธจิตวิทยา, กฎหมายสงฆ์, การผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ทางศาสนา3

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม: จากผู้สร้างวัดป่าบ้านหนองไผ่สู่เสาหลักวัดป่าบ้านตาด

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม หรือ พระราชวชิรราจารย์ เป็นพระเถระผู้มีพรรษาสูง (50 พรรษา ในปี พ.ศ. 2563) และเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างกว้างขวางในฐานะศิษย์ในสายของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 2 บทบาทที่โดดเด่นที่สุดในช่วงเวลาที่พำนัก ณ จังหวัดสกลนคร คือการเป็น "ผู้สร้างสรรค์" และเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านหนองไผ่ ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งท่านได้พัฒนาจากสถานปฏิบัติธรรมขนาดเล็กให้กลายเป็นศูนย์กลางการฝึกจิตวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ 2

ปฏิปทาของพระอาจารย์สุธรรมเน้นความเรียบง่ายตามวิถีพระป่ากรรมฐานแท้ๆ โดยท่านมีประวัติการปฏิบัติธรรมที่เข้มข้น เคยอยู่ศึกษากับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ และมีวัตรปฏิบัติในการจาริกธุดงค์ตามป่าเขา 12 ความสามารถในการถ่ายทอดธรรมะด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายแต่ลึกซึ้ง ทำให้วัดป่าบ้านหนองไผ่กลายเป็นแหล่งดึงดูดพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศ รวมถึงเหล่านักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มักจะเดินทางไปร่วมปฏิบัติธรรมและฟังธรรมจากองค์ท่าน 2

ในปี พ.ศ. 2564 ภารกิจทางศาสนาของพระอาจารย์สุธรรมได้ก้าวสู่บทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้น เมื่อได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของพระสายวัดป่าทั่วประเทศและเป็นมรดกทางจิตวิญญาณของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน 2 การย้ายตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่พำนัก แต่เป็นการขยายอิทธิพลทางธรรมจากระดับจังหวัดสู่ระดับชาติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางของพระสายปฏิบัติในประเทศไทย 2

ตารางที่ 2: ลำดับเหตุการณ์สำคัญและบทบาททางศาสนาของพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม

ช่วงเวลาบทบาทสำคัญสถานที่เกี่ยวข้องแหล่งอ้างอิง
เริ่มต้นอุปสมบทฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ และพระอริยสงฆ์สายวัดป่าเชียงใหม่, ภาคอีสาน15
พ.ศ. 2550 - 2563เจ้าอาวาสและผู้สร้างสรรค์สถานปฏิบัติธรรมวัดป่าบ้านหนองไผ่ จ.สกลนคร2
พ.ศ. 2564 - ปัจจุบันเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด (สืบทอดปฏิปทาหลวงตามหาบัว)วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี2
พ.ศ. 2565ประธานฝ่ายสงฆ์ในงานบุญทอดผ้าป่ากองทุนพระอาพาธวัดป่าวิริยะพล จ.สกลนคร17
ปัจจุบันพระราชวชิรราจารย์ (สมณศักดิ์ปัจจุบัน)ประเทศไทย17

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงนโยบายและงานบุญ: จุดบรรจบของรัฐและศาสนา

ความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.นิยม เวชกามา และพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม ไม่ได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ส่วนตัวในฐานะโยมอุปัฏฐากและครูบาอาจารย์ แต่เป็นความสัมพันธ์เชิงสถาบันที่สะท้อนผ่านกิจกรรมทางสังคมและนโยบายภาครัฐ ความเชื่อมโยงนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดผ่านงานบุญทอดผ้าป่าสามัคคี เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ณ วัดป่าวิริยะพล จังหวัดสกลนคร ซึ่ง ดร.นิยม รับหน้าที่เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระอาจารย์สุธรรม (ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ 17

งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนเข้ากองทุนพระภิกษุสามเณรอาพาธในเขตจังหวัดสกลนคร ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของสวัสดิการพระสงฆ์ในระดับท้องถิ่น การที่ ดร.นิยม ในฐานะนักการเมืองระดับชาติร่วมงานกับพระอาจารย์สุธรรมซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของสายวัดป่า แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังกันระหว่างอำนาจทางการเมืองและบารมีทางธรรมเพื่อสร้างคุณประโยชน์แก่สังคม 17 ในเชิงลึก กิจกรรมนี้ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับเครือข่ายพระสงฆ์สายวัดป่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ ดร.นิยม มุ่งเน้นการคุ้มครองผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร 8

พุทธจิตวิทยาและการมีส่วนร่วมทางการเมือง: งานวิจัยของดร.นิยม

จุดเชื่อมโยงทางปัญญาที่สำคัญระหว่าง ดร.นิยม และคณะสงฆ์ในสกลนคร (ซึ่งมีพระอาจารย์สุธรรมเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ) ปรากฏอยู่ในดุษฎีนิพนธ์เรื่อง "รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวสกลนครตามแนวพุทธจิตวิทยา" 6 งานวิจัยนี้ ดร.นิยมได้ใช้หลัก "สาราณียธรรม 6" มาเป็นกรอบในการสร้างรูปแบบการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่โปร่งใส

หลักการของ ดร.นิยม ได้แก่:

  1. เมตตากายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม: การที่ประชาชนและนักการเมืองแสดงออกต่อกันด้วยความปรารถนาดี ซึ่งสอดคล้องกับปฏิปทาความเมตตาที่พระอาจารย์สุธรรมพร่ำสอนลูกศิษย์ 6

  2. สาธารณโภคี: การกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สอดคล้องกับกิจกรรมการจัดตั้งกองทุนพระอาพาธที่ ดร.นิยม และพระอาจารย์สุธรรมร่วมกันผลักดัน 6

  3. สีลสามัญญตา และ ทิฏฐิสามัญญตา: การปฏิบัติตามกฎระเบียบและมีความเห็นที่สอดคล้องเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นการจำลองรูปแบบการปกครองในวัดป่ามาสู่บริบทของประชาธิปไตยทางโลก 6

การที่ ดร.นิยม นำหลักธรรมเหล่านี้มาเป็นวิทยานิพนธ์ สะท้อนให้เห็นว่าท่านมองสถาบันสงฆ์ (โดยเฉพาะพระป่าสายปฏิบัติที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัด) เป็น "โมเดล" สำหรับการพัฒนาการเมืองไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น 5

การคุ้มครองสิทธิที่ดินวัดป่า: พันธกิจสำคัญของดร.นิยม

ปัญหาที่รุนแรงที่สุดประการหนึ่งที่วัดป่าในประเทศไทยต้องเผชิญ คือปัญหาการทับซ้อนของที่ดินวัดกับพื้นที่ของรัฐ (ป่าไม้ หรือที่ดินสาธารณประโยชน์) ดร.นิยม เวชกามา ได้สวมบทบาทนักกฎหมายและนักนโยบายในการเข้าไปจัดการปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม 19

ตามข้อมูลเชิงประจักษ์ วัดป่าหลายแห่ง รวมถึงวัดที่พระอาจารย์สุธรรมเคยก่อสร้างและพัฒนา มักตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ชัดเจนในแผนที่ทางอากาศยุคเก่า (ภาพถ่ายออร์โธสี 1:4000) เนื่องจากวัตรปฏิบัติของพระสายป่าที่มุ่งเน้นการรักษาต้นไม้และไม่สร้างอาคารขนาดใหญ่ถาวร 19 ดร.นิยมได้ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและ สคทช. ผลักดันมาตรการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินโดยใช้หลักฐานอื่นประกอบ นอกเหนือจากภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อช่วยเหลือนักปฏิบัติธรรมกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศให้ได้รับโฉนดที่ดินเพื่อธรณีสงฆ์อย่างถูกต้อง 19

ความพยายามนี้ถือเป็นการ "ปกป้องอาณาเขตทางศาสนา" ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ ดร.นิยม ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อความมั่นคงของสถาบันสงฆ์สายวัดป่าที่พระอาจารย์สุธรรมสังกัดอยู่ การทำงานในลักษณะนี้ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์กับหน่วยงานรัฐ และทำให้การปฏิบัติธรรมในพื้นที่ป่าเป็นไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 19

ตารางที่ 3: บทวิเคราะห์เปรียบเทียบปัญหาที่ดินวัดกับการแก้ไขเชิงนโยบายโดย ดร.นิยม

ประเภทปัญหาลักษณะกระทบต่อวัดป่าแนวทางการแก้ไขของ ดร.นิยมแหล่งอ้างอิง
การพิสูจน์สิทธิที่ดินวัดป่าไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่ ทำให้ไม่เห็นในภาพถ่ายทางอากาศผลักดันมาตรการพิสูจน์สิทธิโดยใช้พยานหลักฐานประวัติศาสตร์และพยานบุคคล19
ที่ดินทับซ้อนพื้นที่รัฐวัดถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุกป่าไม้ผลักดันมาตรการออกเอกสารสิทธิ์ในเขตที่ดินรัฐเพื่อธรณีสงฆ์19
ข้อจำกัดด้านการพัฒนาวัดไม่สามารถสร้างระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นได้จัดทำคู่มือปฏิบัติงานร่วมกับกรมที่ดินและสำนักพุทธฯ19

นโยบายการผลักดันการปฏิบัติธรรมเป็น Soft Power

ดร.นิยม เวชกามา ได้เสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันในการนำ "การปฏิบัติธรรม" มาเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมะ 3 โดยมีจังหวัดสกลนครเป็นพื้นที่ต้นแบบ ในข้อเสนอนี้ ดร.นิยมได้ระบุถึงความสำคัญของพระเกจิอาจารย์และพุทธสถานในพื้นที่ รวมถึงวัดป่าหนองไผ่ (ซึ่งเป็นผลงานการสร้างของพระอาจารย์สุธรรม) ว่าเป็นทรัพยากรทางจิตวิญญาณที่มีมูลค่าสูง 3

นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อ:

  1. ยกระดับคุณภาพชีวิตจิตใจ: ใช้การปฏิบัติธรรมขัดเกลาจิตใจคนไทยและชาวต่างชาติ 3

  2. ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน: การท่องเที่ยวเชิงธรรมะนำไปสู่การกระจายรายได้ในพื้นที่รอบวัดป่า 3

  3. เผยแผ่พุทธศาสนาเชิงรุก: สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์วิปัสสนากรรมฐานในระดับสากล และส่งพระธรรมทูตที่มีความสามารถไปทั่วโลก 21

การที่พระอาจารย์สุธรรมย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ยิ่งส่งเสริมให้นโยบาย Soft Power นี้มีความแข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากวัดป่าบ้านตาดเป็นหมุดหมายสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก การเชื่อมโยงระหว่าง "การบริหารนโยบาย" ของ ดร.นิยม และ "การนำปฏิบัติ" ของพระอาจารย์สุธรรม จึงกลายเป็นกลไกที่ทรงพลังในการขยายอิทธิพลของพุทธศาสนาไทยสู่เวทีโลก 2

การตอบโต้ต่อวิกฤตศรัทธาและคดีเงินทอนวัด

ในช่วงที่คณะสงฆ์ไทยเผชิญกับมรสุม "คดีเงินทอนวัด" ดร.นิยม เวชกามา เป็นนักการเมืองคนสำคัญที่ออกมาคัดค้านกระบวนการยุติธรรมที่ท่านเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 18 ท่านอ้างว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ "ฆราวาส" บางคนที่เข้ามาแทรกแซงกิจการสงฆ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และได้พยายามยื่นถวายฎีกาเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับคณะสงฆ์ 18

บทบาทนี้ของ ดร.นิยม ทำให้ท่านได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากสายวัดป่า ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่อยู่อย่างสมถะและไม่ค่อยออกมาตอบโต้ทางการเมือง การมีนักการเมืองที่เข้าใจลึกซึ้งถึงวัตรปฏิบัติและระเบียบวินัยสงฆ์อย่าง ดร.นิยม มาเป็นกระบอกเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยและความมั่นคงให้กับพระสายกรรมฐาน เช่น พระอาจารย์สุธรรม ในการปฏิบัติศาสนกิจต่อไปโดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนทางการเมืองที่อาจกระทบต่อสถานภาพของวัด 8

บทสรุป: ความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อพุทธศาสนา

จากการวิเคราะห์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.นิยม เวชกามา และพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความเคารพนับถือในเชิงปัจเจกบุคคล แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง "อำนาจทางโลก" (The Secular Power) และ "อำนาจทางธรรม" (The Spiritual Power) ที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อเป้าหมายร่วมกันคือความยั่งยืนของพุทธศาสนา

ดร.นิยม ในฐานะ "สถาปนิกทางนโยบาย" ได้ใช้พื้นฐานพุทธจิตวิทยาและตำแหน่งทางการเมืองในการสร้างกฎหมายที่เอื้อต่อการรักษาพุทธศาสนา 5 ในขณะที่พระอาจารย์สุธรรม ในฐานะ "ครูบาอาจารย์ผู้สร้างสรรค์" ได้สร้างบรรทัดฐานของการปฏิบัติธรรมที่บริสุทธิ์และทรงพลัง จนกลายเป็นรากฐานที่ทำให้ข้อเสนอนโยบายของ ดร.นิยม (เช่น Soft Power หรือการพัฒนาสกลนครเป็นเมืองธรรมะ) มีความน่าเชื่อถือและมีต้นแบบที่จับต้องได้ 2

ความสัมพันธ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการพัฒนาสังคมไทยในภูมิภาคอีสาน ที่ศรัทธาในสายวัดป่าไม่ได้ถูกแยกออกจากกระบวนการทางการเมือง แต่ถูกนำมาเป็นแกนกลางในการสร้างสรรค์นโยบายเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน การที่ ดร.นิยม และพระอาจารย์สุธรรม ยังคงทำงานร่วมกันผ่านงานบุญและการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของสงฆ์ ย่อมเป็นหลักประกันสำคัญว่าพุทธศาสนาสายกรรมฐานในประเทศไทยจะยังคงได้รับการอุปถัมภ์และคุ้มครองอย่างมั่นคงสืบไป 1


หมายเหตุ: บทความวิชาการฉบับนี้วิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากการปฏิบัติงานจริงของ ดร.นิยม เวชกามา และปฏิปทาของพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม ผ่านช่องทางสื่อและเอกสารทางราชการ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Jivaka Sutta Highlights Ethics and Compassion as Foundations for Peace in the AI Era

  Jivaka Sutta Highlights Ethics and Compassion as Foundations for Peace in the AI Era Scholars of Buddhism, ethics, and technology have pro...