บทวิเคราะห์เชิงลึก: พลวัตและทิศทางนโยบายการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569: กรณีศึกษาทัศนะและผลงานเชิงนิติบัญญัติของ ดร.นิยม เวชกามา
1. บทนำ: ภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาในการเมืองไทยร่วมสมัย
1.1 ปฐมบท: การกลับมาของ "พุทธศาสนาการเมือง" ในบริบทความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์
ในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยได้ปรากฏร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญยิ่งประการหนึ่ง นั่นคือการที่สถาบันทางศาสนาและชุดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับศรัทธาความเชื่อ มิได้ดำรงอยู่ในปริมณฑลทางจิตวิญญาณหรือวัฒนธรรมเพียงลำพังอีกต่อไป หากแต่ถูกดึงเข้ามาเป็นแกนกลางของสมรภูมิทางการเมือง (Political Battleground) อย่างชัดเจนและเป็นระบบ การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) กำลังจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ประเด็นเรื่อง "ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา" (Security of Buddhism) จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหลักในการหาเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฟากฝั่งของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการตรึงฐานเสียงเดิมและสร้างความชอบธรรมทางศีลธรรมในการเข้าสู่อำนาจรัฐ
สภาวะการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสธารของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เชี่ยวกราก การปะทะกันทางความคิดระหว่างกลุ่มก้าวหน้า (Progressive) ที่นำเสนอแนวคิด "รัฐฆราวาส" (Secular State) ซึ่งเรียกร้องให้มีการแยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐ ตัดลดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน และตรวจสอบความโปร่งใสในกิจการสงฆ์อย่างเข้มข้น ดังที่ปรากฏในการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน (สืบทอดเจตนารมณ์จากพรรคก้าวไกล) ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี
1.2 สถานะและบทบาทของพรรคพลังประชารัฐในสมการอำนาจใหม่
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ได้ประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์พรรคครั้งสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งปี 2569 โดยนิยามจุดยืนใหม่ของพรรคว่าเป็น "พรรคอนุรักษ์นิยมทันสมัย" (Modern Conservatism)
การเคลื่อนย้ายฐานที่มั่นทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนกฎหมายสงฆ์ เข้าสู่ร่มเงาของพรรคพลังประชารัฐ จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ทิศทางดังกล่าว ดร.นิยม มิได้ย้ายมาเพียงตัวบุคคล แต่ได้นำเอา "ชุดความคิด" (Ideological Package) และ "ร่างกฎหมาย" (Draft Bills) ที่เขาได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการเมือง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มนโยบายพรรคพลังประชารัฐด้วย
2. ชีวประวัติและวิวัฒนาการทางความคิดของ ดร.นิยม เวชกามา: จากนักการเมืองท้องถิ่นสู่ "ผู้นำจิตวิญญาณ" ทางนโยบาย
การจะเข้าใจทิศทางนโยบายศาสนาของพรรคพลังประชารัฐ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจรากฐานทางความคิดและประสบการณ์ของบุคคลผู้เป็นสถาปนิกทางนโยบายนี้ นั่นคือ ดร.นิยม เวชกามา
2.1 รากฐานทางวิชาการและประสบการณ์ทางการเมือง
ดร.นิยม เวชกามา เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี เป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีพื้นฐานมาจากข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ (อดีตหัวหน้าสำนักงานประกันภัยจังหวัด) ก่อนจะผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ
พื้นฐานการศึกษานี้หล่อหลอมให้ ดร.นิยม มีมุมมองต่อปัญหาของสังคมและการเมืองผ่านแว่นขยายของพุทธปรัชญาและจิตวิทยาพุทธศาสตร์ ท่านไม่ได้มองปัญหาเศรษฐกิจหรือสังคมแยกขาดจากปัญหาทางศีลธรรม ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนผ่านบทบาทในสภาผู้แทนราษฎรตลอดหลายสมัยที่ผ่านมา ทั้งในฐานะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดยท่านมักเป็นผู้รับบทบาทหลักในการอภิปรายปกป้องงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร
2.2 การเปลี่ยนผ่านจุดยืนทางการเมือง: รอยร้าวในบ้านเดิมและบ้านใหม่ที่ตอบโจทย์
การตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเปรียบเสมือน "บ้านหลังใหญ่" ที่ท่านอาศัยมาอย่างยาวนานกว่า 17 ปี เพื่อย้ายเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและมีนัยซ่อนเร้น ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และข่าวสารระบุว่า ดร.นิยม รู้สึกว่าตนเอง "ไม่มีที่ยืน" ในพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป
พรรคเพื่อไทยในยุคปัจจุบันมีความจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันกับพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) ในการแย่งชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ ซึ่งมักมีแนวคิดเสรีนิยมและวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างอำนาจรัฐรวมถึงศาสนา การที่พรรคเพื่อไทยต้องประนีประนอมกับกระแสสังคมใหม่อาจทำให้พื้นที่สำหรับนโยบาย "พุทธนิยมเข้มข้น" (Hardline Buddhism) ของ ดร.นิยม ลดน้อยถอยลง ในทางตรงกันข้าม พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้ยุทธศาสตร์ "อนุรักษ์นิยมทันสมัย" กลับเปิดพื้นที่กว้างขวางสำหรับแนวคิดนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ได้แสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนการออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ดร.นิยม ประกาศจุดยืนใหม่ภายใต้สีเสื้อพลังประชารัฐด้วยสโลแกนที่ทรงพลังว่า "ประชาชนคือหัวใจ พระพุทธศาสนาอยู่ในจิตวิญญาณ"
3. "อนุรักษ์นิยมทันสมัย" กับยุทธศาสตร์นโยบายศาสนาของพรรคพลังประชารัฐ
3.1 นิยามและองค์ประกอบของ "อนุรักษ์นิยมทันสมัย"
ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2568 พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศปรับโฉมภาพลักษณ์องค์กร (Rebranding) ครั้งใหญ่ โดยชูจุดยืน "อนุรักษ์นิยมทันสมัย" (Modern Conservatism)
การปกป้องสถาบันหลัก: ยืนยันความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันจากการถูกบ่อนทำลาย
การสืบสานวัฒนธรรม: ให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และค่านิยมไทย
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม: นำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิการประชาชน (บัตรประชารัฐ)
20
ในบริบทนี้ นโยบายศาสนาของ ดร.นิยม จึงเปรียบเสมือน "ซอฟต์พาวเวอร์" (Soft Power) ภายในประเทศที่ทรงพลัง พรรคพลังประชารัฐตระหนักดีว่า ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง "ศาสนา" คือที่พึ่งพิงทางจิตใจสุดท้ายของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในชนบท การนำเสนอตัวเองว่าเป็น "ผู้พิทักษ์ศาสนา" (Guardian of Faith) จึงเป็นการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองที่เหนือกว่าคู่แข่งที่มุ่งเน้นแต่เรื่องปากท้องหรือโครงสร้างอำนาจ
3.2 การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง
สนามเลือกตั้งปี 2569 เต็มไปด้วยความท้าทายจากคู่แข่งสำคัญ:
พรรคประชาชน (ฝ่ายค้าน): มีจุดยืนชัดเจนในการปฏิรูปสถาบันสงฆ์ ตรวจสอบความโปร่งใสของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น
3 ซึ่งมักถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมตีความว่าเป็นการ "ด้อยค่า" หรือ "บ่อนทำลาย" ศาสนา1 พรรคเพื่อไทย: แม้จะมีฐานเสียงชาวพุทธ แต่ต้องระมัดระวังท่าทีเพื่อรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิมและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายพุทธนิยมได้อย่างสุดโต่ง
พรรครวมไทยสร้างชาติ: แม้จะมีจุดยืนอนุรักษ์นิยมคล้ายคลึงกัน แต่พรรคพลังประชารัฐพยายามสร้างความแตกต่างด้วยการมี "ตัวบุคคล" ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวพุทธอย่าง ดร.นิยม และมี "ร่างกฎหมาย" ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากกว่าเพียงแค่วาทกรรม
4. เจาะลึกนวัตกรรมทางนโยบายและร่างกฎหมาย: "นิยม โมเดล" (The Niyom Model)
หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์นี้อยู่ที่ชุดร่างกฎหมายที่ ดร.นิยม เวชกามา ได้จัดทำและเตรียมนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็น "พิมพ์เขียว" (Blueprint) ของการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในทัศนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
4.1 ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย พ.ศ.....
ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็น "เรือธง" (Flagship Bill) และเป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่กล้าหาญและท้าทายที่สุด
4.1.1 หลักการและเหตุผล: วิกฤตศรัทธาและการจัดการทรัพย์สิน
ที่มาของร่างกฎหมายนี้เกิดจากปัญหาเรื้อรังในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและพระสงฆ์ ประเทศไทยมีวัดกว่า 40,000 แห่ง และมีเงินหมุนเวียนในระบบศาสนาจำนวนมหาศาล แต่กลับขาดระบบการตรวจสอบที่รัดกุม นำไปสู่คดีความอื้อฉาว เช่น คดีเงินทอนวัด หรือการยักยอกเงินวัดโดยไวยาวัจกรและบุคคลใกล้ชิด
4.1.2 โครงสร้างและสาระสำคัญของร่างกฎหมาย
จากการประมวลข้อมูลร่าง พ.ร.บ.
ตารางที่ 1: สรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
| หัวข้อ | รายละเอียด |
| สถานะองค์กร | เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) |
| ทุนจดทะเบียน | 2,000 ล้านบาท (แบ่งเป็น 200 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท) |
| โครงสร้างทุน | - รัฐบาลจ่ายทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท - ขายหุ้นให้บุคคลทั่วไป/วัด 1,000 ล้านบาท |
| สัดส่วนผู้ถือหุ้น | คนไทยต้องถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% (เพื่อคงสถานะความเป็นไทย) |
| วัตถุประสงค์หลัก | - ประกอบธุรกิจการเงินตาม "พุทธวิถี" (Buddhist Way) - ระดมเงินออมและให้สินเชื่อเพื่อกิจการศาสนา - แก้ปัญหาการบริหารจัดการเงินวัดให้โปร่งใส |
| การกำกับดูแล | อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) |
| คณะกรรมการ | กรรมการต้องเป็นคนไทยไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของคณะกรรมการทั้งหมด |
4.1.3 วิเคราะห์ความเป็นไปได้และความท้าทาย
เปรียบเทียบกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank): แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจากความสำเร็จ (และบทเรียน) ของธนาคารอิสลามฯ
24 ซึ่งดำเนินงานตามหลักชะรีอะฮ์ (Sharia Law) ปลอดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ธนาคารพุทธฯ จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากกว่า คือการนิยาม "ธุรกรรมการเงินแบบพุทธ" (Buddhist Financial Transaction) ว่าคืออะไร? การคิดดอกเบี้ยขัดต่อหลักธรรมหรือไม่?ข้อจำกัดทางกฎหมายและการเงิน: ร่างนี้เป็นกฎหมายการเงินที่ต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ในอดีต ร่างนี้เคยตกไปเพราะนายกรัฐมนตรีไม่เซ็นรับรอง
23 เนื่องจากกระทรวงการคลังและ ธปท. มีความกังวลเรื่องวินัยการเงินการคลัง ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) และความซ้ำซ้อนกับธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่เดิม26 การที่พรรคพลังประชารัฐนำร่างนี้กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในการหาเสียง สะท้อนถึงความพยายามที่จะใช้ "เจตจำนงทางการเมือง" (Political Will) เพื่อทะลุทะลวงข้อจำกัดทางเทคนิคเหล่านี้ผลกระทบต่อคณะสงฆ์: หากตั้งสำเร็จ จะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างอำนาจในวัดอย่างสิ้นเชิง อำนาจการถือเงินสดของเจ้าอาวาสจะถูกโอนถ่ายมาสู่ระบบธนาคาร ซึ่งอาจสร้างแรงต้านจากพระสังฆาธิการบางส่วน แต่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่ต้องการเห็นความโปร่งใส
4.2 ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.....
ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็น "เกราะป้องกัน" (Shield) ที่มุ่งเน้นมิติความมั่นคงและการคุ้มครอง
4.2.1 หลักการ: จากการส่งเสริมสู่การคุ้มครอง
ในอดีตรัฐธรรมนูญไทยมักใช้คำว่า "อุปถัมภ์" (Patronage) แต่ร่างกฎหมายใหม่ของ ดร.นิยม เน้นคำว่า "คุ้มครอง" (Protection) ซึ่งมีนัยยะของการป้องกันภัยคุกคาม
4.2.2 มาตรการสำคัญและข้อถกเถียง
บทลงโทษทางอาญา: ร่างกฎหมายนี้มีแนวโน้มที่จะกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำการ "บ่อนทำลาย" พระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุที่ละเมิดพระธรรมวินัยร้ายแรง หรือฆราวาสที่กระทำการดูหมิ่นเหยียดหยาม
29 นี่เป็นจุดที่เปราะบางที่สุด เพราะอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Speech) หรือการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาโดยสุจริต31 กองทุนช่วยเหลือทางคดี: การจัดตั้งกองทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่พระภิกษุที่ถูกดำเนินคดี
29 สะท้อนถึงความพยายามในการสร้าง "ความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง" ให้กับพระสงฆ์ที่อาจไม่มีทุนทรัพย์หรือความรู้ทางกฎหมายในการต่อสู้คดีการจัดตั้งสมัชชาพุทธ: ให้มีองค์กรภาคประชาสังคมในระดับจังหวัดเพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังและส่งเสริมกิจการศาสนา
34 เป็นการสร้างเครือข่ายมวลชนจัดตั้งที่เข้มแข็งในระดับรากหญ้า
4.3 ร่างกฎหมายประกอบอื่นๆ
นอกจากสองร่างหลัก ยังมีร่างกฎหมายที่มุ่งเน้นการสร้างสวัสดิการและการส่งเสริมศรัทธา:
ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน: รัฐสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ชาวพุทธเดินทางไปแสวงบุญ ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล
13 ซึ่งเป็นนโยบายที่ "ซื้อใจ" ชาวพุทธผู้ปฏิบัติธรรมได้โดยตรงร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา: ยกระดับสถานะขององค์กรชาวพุทธให้เป็นนิติบุคคลมหาชน เพื่อให้มีอำนาจในการตรวจสอบและเสนอแนะนโยบายต่อรัฐ
35
5. การวิเคราะห์สนามเลือกตั้งปี 2569: ยุทธภูมิเขต 2 จังหวัดสกลนคร
ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้มิได้วัดกันที่เนื้อหากฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดกันที่ชัยชนะในสนามเลือกตั้ง จังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 2 ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
5.1 สกลนคร: เมืองแห่งธรรมะและฐานที่มั่นทางการเมือง
จังหวัดสกลนครเป็นที่รู้จักในนาม "เมืองพุทธ" และเป็นถิ่นกำเนิดของพระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน (สายวัดป่า) จำนวนมาก โดยเฉพาะหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ณ วัดป่าสุทธาวาส
5.2 คู่แข่งทางการเมืองและการวิเคราะห์ SWOT
ในการเลือกตั้งปี 2569 ดร.นิยม เวชกามา ในสีเสื้อพลังประชารัฐ จะต้องเผชิญกับคู่แข่งสำคัญ ดังนี้:
ตารางที่ 2: วิเคราะห์คู่แข่งและศักยภาพในเขต 2 สกลนคร (คาดการณ์ปี 2569)
| ผู้สมัคร | พรรค | ฐานเสียงและจุดแข็ง | จุดอ่อนและความเสี่ยง |
| ดร.นิยม เวชกามา | พลังประชารัฐ | จุดแข็ง: เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมยาวนาน (อดีต ส.ส. 3 สมัย), มีภาพลักษณ์ "ผู้พิทักษ์พุทธ", ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายวัดและโรงเรียนปริยัติธรรม ฐานเสียง: กลุ่มผู้สูงอายุ, กลุ่มรักษ์วัด, ผู้นำชุมชน | จุดอ่อน: การย้ายพรรคอาจถูกมองเป็น "งูเห่า", กระแสพรรค พปชร. ในอีสานต่ำกว่าเพื่อไทย/ก้าวไกล ความเสี่ยง: ถูกโจมตีเรื่องการสนับสนุนรัฐบาลทหารในอดีต |
| นายชาตรี หล้าพรหม | กล้าธรรม | จุดแข็ง: เคยเป็นผู้สมัครที่มีคะแนนสูง (อันดับ 1 อย่างไม่เป็นทางการในบางโพล), มีฐานเสียงจัดตั้งในพื้นที่ ฐานเสียง: กลุ่มการเมืองท้องถิ่น, กลุ่มที่ผิดหวังจากเพื่อไทย | จุดอ่อน: สังกัดพรรคใหม่ (กล้าธรรม) ซึ่งยังไม่มีแบรนด์ที่แข็งแรงระดับชาติ, อาจตัดคะแนนกันเองกับ ดร.นิยม ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล |
| นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย | เพื่อไทย | จุดแข็ง: ย้ายมาจากเขต 1 ซึ่งมีฐานคะแนนแน่น, แบรนด์ "เพื่อไทย" ยังคงขลังที่สุดในอีสาน, นโยบายประชานิยมเศรษฐกิจ ฐานเสียง: คนเสื้อแดง, เกษตรกร, รากหญ้า | จุดอ่อน: เป็นผู้สมัครข้ามเขต อาจต้องใช้เวลาสร้างความคุ้นเคยใหม่, นโยบายศาสนาของพรรคไม่ชัดเจนเท่า ดร.นิยม |
| ผู้สมัครจากพรรคประชาชน | ประชาชน | จุดแข็ง: กระแสคนรุ่นใหม่ (New Voters) ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง, นโยบายที่ชัดเจนและแหลมคม ฐานเสียง: เยาวชน, คนทำงานรุ่นใหม่, ปัญญาชน | จุดอ่อน: แนวคิดเรื่องการปฏิรูปศาสนาอาจถูกนำมาโจมตีในพื้นที่ที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูงอย่างสกลนคร |
(ข้อมูลวิเคราะห์จาก:
5.3 กลยุทธ์ "ศรัทธานำการเมือง"
ดร.นิยม มีแนวโน้มที่จะใช้กลยุทธ์หาเสียงแบบ "Micro-targeting" ผ่านเครือข่าย "บวร" (บ้าน-วัด-โรงเรียน) โดย:
การสื่อสารผ่านผู้นำจิตวิญญาณ: การเข้าหาเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการ เพื่อชี้แจงถึง "ภัยคุกคาม" ที่ศาสนากำลังเผชิญ และนำเสนอว่า พ.ร.บ.ธนาคารพุทธ และ พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ คือทางรอดเดียว
41 การปลุกกระแสความกลัว (Fear Factor): การย้ำเตือนว่าหากพรรคฝ่ายเสรีนิยมชนะการเลือกตั้ง กฎหมายและงบประมาณที่ดูแลวัดวาอารามอาจถูกยกเลิก ซึ่งเป็นวาทกรรมที่มีผลต่อความรู้สึกของชาวพุทธในชนบทอย่างมาก
การเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ: ผนวกนโยบาย "บัตรประชารัฐ 700 บาท" ของลุงป้อม เข้ากับการดูแลผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่เข้าวัดทำบุญ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าพรรคพลังประชารัฐดูแลทั้ง "ปากท้อง" และ "จิตใจ"
20
6. บทวิเคราะห์ผลกระทบ ความท้าทาย และอนาคต
6.1 ความท้าทายทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
แม้เจตนาของร่างกฎหมายจะดูดีในสายตาผู้ศรัทธา แต่ในทางปฏิบัติเผชิญขวากหนามสำคัญ:
ความขัดแย้งกับหลักการรัฐฆราวาส: นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และสิทธิมนุษยชนจำนวนมากมองว่า การออกกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาต่อการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา หรือการที่รัฐเข้าไปอุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งมากเกินไป อาจขัดต่อหลักความเสมอภาคและเสรีภาพในการนับถือศาสนาตามรัฐธรรมนูญ
31 ปัญหาสถานะทางกฎหมาย: ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพุทธ อาจถูกตีความว่าเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดและสร้างภาระทางการคลัง ซึ่งขัดกับวินัยการเงินการคลังของรัฐ
6.2 ความเสี่ยงทางสังคม: ดาบสองคมของนโยบายศาสนา
การนำศาสนามาเป็นเครื่องมือหาเสียง (Politicization of Religion) มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความแตกแยกทางความคิดที่ร้าวลึกขึ้น (Deep polarization):
การแบ่งขั้ว "คนรักศาสนา" vs "คนชังชาติ": การสร้างวาทกรรมแบ่งแยกอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ รุนแรงขึ้นจนยากจะประสาน
ปฏิกิริยาย้อนกลับ (Backlash): หากนโยบายมีความสุดโต่งเกินไป อาจกระตุ้นให้ฝ่ายเสรีนิยมและคนรุ่นใหม่รวมตัวกันต่อต้าน และเรียกร้องการปฏิรูปศาสนาที่รุนแรงกว่าเดิม เช่น การเก็บภาษีพระ หรือการยึดทรัพย์สินวัดมาเป็นของรัฐ
6.3 แนวโน้มในอนาคต: สู่ "รัฐพุทธ" หรือ "รัฐสมัยใหม่"?
การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นจุดตัดสินสำคัญ หากพรรคพลังประชารัฐและ ดร.นิยม ประสบความสำเร็จในการผลักดันประเด็นนี้จนได้รับเลือกตั้ง ย่อมส่งสัญญาณว่าสังคมไทย (อย่างน้อยในภาคอีสาน) ยังคงต้องการให้รัฐมีบทบาทนำในการคุ้มครองศาสนา และโมเดล "นิยม" จะถูกนำไปขยายผลในระดับชาติ แต่หากพ่ายแพ้ อาจหมายถึงจุดสิ้นสุดของยุคสมัยแห่ง "พุทธศาสนาการเมือง" แบบเก่า และเปิดทางสู่การปฏิรูปโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาครั้งใหญ่
บทสรุป
นโยบายการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2569 โดยมี ดร.นิยม เวชกามา เป็นหัวหอก มิใช่เพียงกลยุทธ์การหาเสียงชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ครั้งสำคัญในสังคมไทย ระหว่างแนวคิด "อนุรักษ์นิยมทันสมัย" ที่พยายามรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายทางวัฒนธรรม ผ่านกลไกทางกฎหมายและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ (เช่น ธนาคารพุทธ) กับกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสมัยใหม่ การเดิมพันครั้งนี้มิได้มีผลเพียงแค่ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่จะมีผลต่อทิศทางของพระพุทธศาสนาไทยในทศวรรษหน้า ว่าจะเป็น "ศาสนาของรัฐ" ที่มั่นคงด้วยอำนาจกฎหมาย หรือต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดด้วยศรัทธาที่บริสุทธิ์ท่ามกลางโลกเสรีนิยมที่ท้าทาย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น