วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568

นิยมโมเดล: แนวโน้มนโยบาย พปชร.คุ้มครองพระพุทธศาสนา ในการเลือกตั้งปี 2569


บทวิเคราะห์เชิงลึก: พลวัตและทิศทางนโยบายการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569: กรณีศึกษาทัศนะและผลงานเชิงนิติบัญญัติของ ดร.นิยม เวชกามา


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาในการเมืองไทยร่วมสมัย

1.1 ปฐมบท: การกลับมาของ "พุทธศาสนาการเมือง" ในบริบทความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์



ในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยได้ปรากฏร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญยิ่งประการหนึ่ง นั่นคือการที่สถาบันทางศาสนาและชุดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับศรัทธาความเชื่อ มิได้ดำรงอยู่ในปริมณฑลทางจิตวิญญาณหรือวัฒนธรรมเพียงลำพังอีกต่อไป หากแต่ถูกดึงเข้ามาเป็นแกนกลางของสมรภูมิทางการเมือง (Political Battleground) อย่างชัดเจนและเป็นระบบ การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) กำลังจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ประเด็นเรื่อง "ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา" (Security of Buddhism) จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหลักในการหาเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฟากฝั่งของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการตรึงฐานเสียงเดิมและสร้างความชอบธรรมทางศีลธรรมในการเข้าสู่อำนาจรัฐ

สภาวะการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสธารของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เชี่ยวกราก การปะทะกันทางความคิดระหว่างกลุ่มก้าวหน้า (Progressive) ที่นำเสนอแนวคิด "รัฐฆราวาส" (Secular State) ซึ่งเรียกร้องให้มีการแยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐ ตัดลดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน และตรวจสอบความโปร่งใสในกิจการสงฆ์อย่างเข้มข้น ดังที่ปรากฏในการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน (สืบทอดเจตนารมณ์จากพรรคก้าวไกล) ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 1 กับกลุ่มอนุรักษ์นิยม (Conservative) และกลุ่มพุทธชาตินิยม (Buddhist Nationalist) ที่มองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวคือ "ภัยคุกคาม" (Existential Threat) ต่ออัตลักษณ์และความมั่นคงของชาติ ซึ่งผูกโยงสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เข้าไว้ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก 4

1.2 สถานะและบทบาทของพรรคพลังประชารัฐในสมการอำนาจใหม่

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ได้ประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์พรรคครั้งสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งปี 2569 โดยนิยามจุดยืนใหม่ของพรรคว่าเป็น "พรรคอนุรักษ์นิยมทันสมัย" (Modern Conservatism) 7 ยุทธศาสตร์นี้มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน มุ่งเน้นการรักษาค่านิยมดั้งเดิมอันดีงามของสังคมไทย ผนวกกับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อโลกยุคใหม่ ในบริบทนี้ นโยบายด้านการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาจึงมิใช่เพียงนโยบายด้านสังคมหรือวัฒนธรรม แต่เป็น "เสาหลัก" ทางยุทธศาสตร์ที่พรรคพลังประชารัฐใช้เพื่อสร้างความแตกต่าง (Differentiation) จากพรรคร่วมรัฐบาลอื่น และสร้างเกราะป้องกันทางอุดมการณ์เพื่อต่อสู้กับพรรคฝ่ายค้านที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่

การเคลื่อนย้ายฐานที่มั่นทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนกฎหมายสงฆ์ เข้าสู่ร่มเงาของพรรคพลังประชารัฐ จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ทิศทางดังกล่าว ดร.นิยม มิได้ย้ายมาเพียงตัวบุคคล แต่ได้นำเอา "ชุดความคิด" (Ideological Package) และ "ร่างกฎหมาย" (Draft Bills) ที่เขาได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการเมือง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มนโยบายพรรคพลังประชารัฐด้วย 10 รายงานฉบับนี้จึงมุ่งวิเคราะห์เจาะลึกถึงนัยยะสำคัญของการผนึกกำลังระหว่าง ดร.นิยม และพรรคพลังประชารัฐ โดยจะสำรวจลึกลงไปในเนื้อหาของร่างกฎหมาย แนวคิดเบื้องหลัง และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ รวมไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 2569


2. ชีวประวัติและวิวัฒนาการทางความคิดของ ดร.นิยม เวชกามา: จากนักการเมืองท้องถิ่นสู่ "ผู้นำจิตวิญญาณ" ทางนโยบาย

การจะเข้าใจทิศทางนโยบายศาสนาของพรรคพลังประชารัฐ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจรากฐานทางความคิดและประสบการณ์ของบุคคลผู้เป็นสถาปนิกทางนโยบายนี้ นั่นคือ ดร.นิยม เวชกามา

2.1 รากฐานทางวิชาการและประสบการณ์ทางการเมือง

ดร.นิยม เวชกามา เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี เป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีพื้นฐานมาจากข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ (อดีตหัวหน้าสำนักงานประกันภัยจังหวัด) ก่อนจะผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ 10 สิ่งที่ทำให้ ดร.นิยม แตกต่างจากนักการเมืองทั่วไปคือพื้นฐานการศึกษาทางธรรมที่ลึกซึ้ง ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) 10 ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ไทย

พื้นฐานการศึกษานี้หล่อหลอมให้ ดร.นิยม มีมุมมองต่อปัญหาของสังคมและการเมืองผ่านแว่นขยายของพุทธปรัชญาและจิตวิทยาพุทธศาสตร์ ท่านไม่ได้มองปัญหาเศรษฐกิจหรือสังคมแยกขาดจากปัญหาทางศีลธรรม ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนผ่านบทบาทในสภาผู้แทนราษฎรตลอดหลายสมัยที่ผ่านมา ทั้งในฐานะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดยท่านมักเป็นผู้รับบทบาทหลักในการอภิปรายปกป้องงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร 15 ผลงานเชิงประจักษ์ในอดีต อาทิ การผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม และการเป็นปากเสียงให้กับพระสงฆ์ในพื้นที่ภาคอีสาน ทำให้ท่านได้รับฉายาว่า "ดร.มหานิยม" และมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่และผู้นำชุมชนศรัทธาทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2.2 การเปลี่ยนผ่านจุดยืนทางการเมือง: รอยร้าวในบ้านเดิมและบ้านใหม่ที่ตอบโจทย์

การตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเปรียบเสมือน "บ้านหลังใหญ่" ที่ท่านอาศัยมาอย่างยาวนานกว่า 17 ปี เพื่อย้ายเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและมีนัยซ่อนเร้น ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และข่าวสารระบุว่า ดร.นิยม รู้สึกว่าตนเอง "ไม่มีที่ยืน" ในพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป 17 แม้จะมีความจงรักภักดีและทำงานหนักมาโดยตลอด ความน้อยเนื้อต่ำใจนี้อาจมิได้เกิดจากเรื่องตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึง "ความขัดแย้งทางอุดมการณ์" (Ideological Friction) ที่เริ่มก่อตัวขึ้น

พรรคเพื่อไทยในยุคปัจจุบันมีความจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันกับพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) ในการแย่งชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ ซึ่งมักมีแนวคิดเสรีนิยมและวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างอำนาจรัฐรวมถึงศาสนา การที่พรรคเพื่อไทยต้องประนีประนอมกับกระแสสังคมใหม่อาจทำให้พื้นที่สำหรับนโยบาย "พุทธนิยมเข้มข้น" (Hardline Buddhism) ของ ดร.นิยม ลดน้อยถอยลง ในทางตรงกันข้าม พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้ยุทธศาสตร์ "อนุรักษ์นิยมทันสมัย" กลับเปิดพื้นที่กว้างขวางสำหรับแนวคิดนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ได้แสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนการออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนา 18 ซึ่งตรงกับปณิธานสูงสุดของ ดร.นิยม ที่ต้องการผลักดันร่างกฎหมายชุดประวัติศาสตร์ให้สำเร็จก่อนวางมือทางการเมือง

ดร.นิยม ประกาศจุดยืนใหม่ภายใต้สีเสื้อพลังประชารัฐด้วยสโลแกนที่ทรงพลังว่า "ประชาชนคือหัวใจ พระพุทธศาสนาอยู่ในจิตวิญญาณ" 11 คำกล่าวนี้เป็นการผนวกเอานโยบายประชานิยม (ดูแลปากท้อง) เข้ากับนโยบายชาตินิยมทางศาสนา (ดูแลจิตวิญญาณ) ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่พรรคพลังประชารัฐหวังใช้เจาะฐานเสียงในภาคอีสานและทั่วประเทศในการเลือกตั้งปี 2569


3. "อนุรักษ์นิยมทันสมัย" กับยุทธศาสตร์นโยบายศาสนาของพรรคพลังประชารัฐ

3.1 นิยามและองค์ประกอบของ "อนุรักษ์นิยมทันสมัย"

ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2568 พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศปรับโฉมภาพลักษณ์องค์กร (Rebranding) ครั้งใหญ่ โดยชูจุดยืน "อนุรักษ์นิยมทันสมัย" (Modern Conservatism) 7 แนวคิดนี้มิใช่การขัดขวางการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงโดยยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์กลาง องค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วย:

  1. การปกป้องสถาบันหลัก: ยืนยันความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันจากการถูกบ่อนทำลาย

  2. การสืบสานวัฒนธรรม: ให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และค่านิยมไทย

  3. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม: นำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิการประชาชน (บัตรประชารัฐ) 20

ในบริบทนี้ นโยบายศาสนาของ ดร.นิยม จึงเปรียบเสมือน "ซอฟต์พาวเวอร์" (Soft Power) ภายในประเทศที่ทรงพลัง พรรคพลังประชารัฐตระหนักดีว่า ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง "ศาสนา" คือที่พึ่งพิงทางจิตใจสุดท้ายของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในชนบท การนำเสนอตัวเองว่าเป็น "ผู้พิทักษ์ศาสนา" (Guardian of Faith) จึงเป็นการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองที่เหนือกว่าคู่แข่งที่มุ่งเน้นแต่เรื่องปากท้องหรือโครงสร้างอำนาจ

3.2 การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง

สนามเลือกตั้งปี 2569 เต็มไปด้วยความท้าทายจากคู่แข่งสำคัญ:

  • พรรคประชาชน (ฝ่ายค้าน): มีจุดยืนชัดเจนในการปฏิรูปสถาบันสงฆ์ ตรวจสอบความโปร่งใสของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น 3 ซึ่งมักถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมตีความว่าเป็นการ "ด้อยค่า" หรือ "บ่อนทำลาย" ศาสนา 1

  • พรรคเพื่อไทย: แม้จะมีฐานเสียงชาวพุทธ แต่ต้องระมัดระวังท่าทีเพื่อรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิมและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายพุทธนิยมได้อย่างสุดโต่ง

  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: แม้จะมีจุดยืนอนุรักษ์นิยมคล้ายคลึงกัน แต่พรรคพลังประชารัฐพยายามสร้างความแตกต่างด้วยการมี "ตัวบุคคล" ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวพุทธอย่าง ดร.นิยม และมี "ร่างกฎหมาย" ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากกว่าเพียงแค่วาทกรรม


4. เจาะลึกนวัตกรรมทางนโยบายและร่างกฎหมาย: "นิยม โมเดล" (The Niyom Model)

หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์นี้อยู่ที่ชุดร่างกฎหมายที่ ดร.นิยม เวชกามา ได้จัดทำและเตรียมนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็น "พิมพ์เขียว" (Blueprint) ของการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในทัศนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยม

4.1 ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย พ.ศ.....

ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็น "เรือธง" (Flagship Bill) และเป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่กล้าหาญและท้าทายที่สุด

4.1.1 หลักการและเหตุผล: วิกฤตศรัทธาและการจัดการทรัพย์สิน

ที่มาของร่างกฎหมายนี้เกิดจากปัญหาเรื้อรังในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและพระสงฆ์ ประเทศไทยมีวัดกว่า 40,000 แห่ง และมีเงินหมุนเวียนในระบบศาสนาจำนวนมหาศาล แต่กลับขาดระบบการตรวจสอบที่รัดกุม นำไปสู่คดีความอื้อฉาว เช่น คดีเงินทอนวัด หรือการยักยอกเงินวัดโดยไวยาวัจกรและบุคคลใกล้ชิด 21 ดร.นิยม และผู้สนับสนุนมองว่า ระบบปัจจุบันที่ให้อำนาจเจ้าอาวาสเบ็ดเสร็จ (One Step Abbot) เป็นจุดอ่อนสำคัญ จึงเสนอให้มีสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อรองรับธุรกรรมของวัดและพระสงฆ์โดยเฉพาะ

4.1.2 โครงสร้างและสาระสำคัญของร่างกฎหมาย

จากการประมวลข้อมูลร่าง พ.ร.บ. 23 พบรายละเอียดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้:

ตารางที่ 1: สรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

หัวข้อรายละเอียด
สถานะองค์กรเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI)
ทุนจดทะเบียน2,000 ล้านบาท (แบ่งเป็น 200 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท)
โครงสร้างทุน

- รัฐบาลจ่ายทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท


- ขายหุ้นให้บุคคลทั่วไป/วัด 1,000 ล้านบาท

สัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทยต้องถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% (เพื่อคงสถานะความเป็นไทย)
วัตถุประสงค์หลัก

- ประกอบธุรกิจการเงินตาม "พุทธวิถี" (Buddhist Way)


- ระดมเงินออมและให้สินเชื่อเพื่อกิจการศาสนา


- แก้ปัญหาการบริหารจัดการเงินวัดให้โปร่งใส

การกำกับดูแลอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
คณะกรรมการกรรมการต้องเป็นคนไทยไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของคณะกรรมการทั้งหมด

4.1.3 วิเคราะห์ความเป็นไปได้และความท้าทาย

  • เปรียบเทียบกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank): แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจากความสำเร็จ (และบทเรียน) ของธนาคารอิสลามฯ 24 ซึ่งดำเนินงานตามหลักชะรีอะฮ์ (Sharia Law) ปลอดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ธนาคารพุทธฯ จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากกว่า คือการนิยาม "ธุรกรรมการเงินแบบพุทธ" (Buddhist Financial Transaction) ว่าคืออะไร? การคิดดอกเบี้ยขัดต่อหลักธรรมหรือไม่?

  • ข้อจำกัดทางกฎหมายและการเงิน: ร่างนี้เป็นกฎหมายการเงินที่ต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ในอดีต ร่างนี้เคยตกไปเพราะนายกรัฐมนตรีไม่เซ็นรับรอง 23 เนื่องจากกระทรวงการคลังและ ธปท. มีความกังวลเรื่องวินัยการเงินการคลัง ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) และความซ้ำซ้อนกับธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่เดิม 26 การที่พรรคพลังประชารัฐนำร่างนี้กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในการหาเสียง สะท้อนถึงความพยายามที่จะใช้ "เจตจำนงทางการเมือง" (Political Will) เพื่อทะลุทะลวงข้อจำกัดทางเทคนิคเหล่านี้

  • ผลกระทบต่อคณะสงฆ์: หากตั้งสำเร็จ จะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างอำนาจในวัดอย่างสิ้นเชิง อำนาจการถือเงินสดของเจ้าอาวาสจะถูกโอนถ่ายมาสู่ระบบธนาคาร ซึ่งอาจสร้างแรงต้านจากพระสังฆาธิการบางส่วน แต่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่ต้องการเห็นความโปร่งใส

4.2 ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.....

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็น "เกราะป้องกัน" (Shield) ที่มุ่งเน้นมิติความมั่นคงและการคุ้มครอง

4.2.1 หลักการ: จากการส่งเสริมสู่การคุ้มครอง

ในอดีตรัฐธรรมนูญไทยมักใช้คำว่า "อุปถัมภ์" (Patronage) แต่ร่างกฎหมายใหม่ของ ดร.นิยม เน้นคำว่า "คุ้มครอง" (Protection) ซึ่งมีนัยยะของการป้องกันภัยคุกคาม 6 แนวคิดนี้สอดคล้องกับมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

4.2.2 มาตรการสำคัญและข้อถกเถียง

  • บทลงโทษทางอาญา: ร่างกฎหมายนี้มีแนวโน้มที่จะกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำการ "บ่อนทำลาย" พระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุที่ละเมิดพระธรรมวินัยร้ายแรง หรือฆราวาสที่กระทำการดูหมิ่นเหยียดหยาม 29 นี่เป็นจุดที่เปราะบางที่สุด เพราะอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Speech) หรือการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาโดยสุจริต 31

  • กองทุนช่วยเหลือทางคดี: การจัดตั้งกองทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่พระภิกษุที่ถูกดำเนินคดี 29 สะท้อนถึงความพยายามในการสร้าง "ความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง" ให้กับพระสงฆ์ที่อาจไม่มีทุนทรัพย์หรือความรู้ทางกฎหมายในการต่อสู้คดี

  • การจัดตั้งสมัชชาพุทธ: ให้มีองค์กรภาคประชาสังคมในระดับจังหวัดเพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังและส่งเสริมกิจการศาสนา 34 เป็นการสร้างเครือข่ายมวลชนจัดตั้งที่เข้มแข็งในระดับรากหญ้า

4.3 ร่างกฎหมายประกอบอื่นๆ

นอกจากสองร่างหลัก ยังมีร่างกฎหมายที่มุ่งเน้นการสร้างสวัสดิการและการส่งเสริมศรัทธา:

  • ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน: รัฐสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ชาวพุทธเดินทางไปแสวงบุญ ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล 13 ซึ่งเป็นนโยบายที่ "ซื้อใจ" ชาวพุทธผู้ปฏิบัติธรรมได้โดยตรง

  • ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา: ยกระดับสถานะขององค์กรชาวพุทธให้เป็นนิติบุคคลมหาชน เพื่อให้มีอำนาจในการตรวจสอบและเสนอแนะนโยบายต่อรัฐ 35


5. การวิเคราะห์สนามเลือกตั้งปี 2569: ยุทธภูมิเขต 2 จังหวัดสกลนคร

ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้มิได้วัดกันที่เนื้อหากฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดกันที่ชัยชนะในสนามเลือกตั้ง จังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 2 ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ

5.1 สกลนคร: เมืองแห่งธรรมะและฐานที่มั่นทางการเมือง

จังหวัดสกลนครเป็นที่รู้จักในนาม "เมืองพุทธ" และเป็นถิ่นกำเนิดของพระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน (สายวัดป่า) จำนวนมาก โดยเฉพาะหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ณ วัดป่าสุทธาวาส 36 อิทธิพลของวัดป่าและศรัทธาของประชาชนในพื้นที่มีความเข้มข้นสูงมาก การเมืองในพื้นที่นี้จึงแยกไม่ออกจากการเมืองเรื่องบุญบารมีและศาสนา

5.2 คู่แข่งทางการเมืองและการวิเคราะห์ SWOT

ในการเลือกตั้งปี 2569 ดร.นิยม เวชกามา ในสีเสื้อพลังประชารัฐ จะต้องเผชิญกับคู่แข่งสำคัญ ดังนี้:

ตารางที่ 2: วิเคราะห์คู่แข่งและศักยภาพในเขต 2 สกลนคร (คาดการณ์ปี 2569)

ผู้สมัครพรรคฐานเสียงและจุดแข็งจุดอ่อนและความเสี่ยง
ดร.นิยม เวชกามาพลังประชารัฐ

จุดแข็ง: เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมยาวนาน (อดีต ส.ส. 3 สมัย), มีภาพลักษณ์ "ผู้พิทักษ์พุทธ", ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายวัดและโรงเรียนปริยัติธรรม


ฐานเสียง: กลุ่มผู้สูงอายุ, กลุ่มรักษ์วัด, ผู้นำชุมชน

จุดอ่อน: การย้ายพรรคอาจถูกมองเป็น "งูเห่า", กระแสพรรค พปชร. ในอีสานต่ำกว่าเพื่อไทย/ก้าวไกล


ความเสี่ยง: ถูกโจมตีเรื่องการสนับสนุนรัฐบาลทหารในอดีต

นายชาตรี หล้าพรหมกล้าธรรม

จุดแข็ง: เคยเป็นผู้สมัครที่มีคะแนนสูง (อันดับ 1 อย่างไม่เป็นทางการในบางโพล), มีฐานเสียงจัดตั้งในพื้นที่


ฐานเสียง: กลุ่มการเมืองท้องถิ่น, กลุ่มที่ผิดหวังจากเพื่อไทย

จุดอ่อน: สังกัดพรรคใหม่ (กล้าธรรม) ซึ่งยังไม่มีแบรนด์ที่แข็งแรงระดับชาติ, อาจตัดคะแนนกันเองกับ ดร.นิยม ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล
นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัยเพื่อไทย

จุดแข็ง: ย้ายมาจากเขต 1 ซึ่งมีฐานคะแนนแน่น, แบรนด์ "เพื่อไทย" ยังคงขลังที่สุดในอีสาน, นโยบายประชานิยมเศรษฐกิจ


ฐานเสียง: คนเสื้อแดง, เกษตรกร, รากหญ้า

จุดอ่อน: เป็นผู้สมัครข้ามเขต อาจต้องใช้เวลาสร้างความคุ้นเคยใหม่, นโยบายศาสนาของพรรคไม่ชัดเจนเท่า ดร.นิยม
ผู้สมัครจากพรรคประชาชนประชาชน

จุดแข็ง: กระแสคนรุ่นใหม่ (New Voters) ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง, นโยบายที่ชัดเจนและแหลมคม


ฐานเสียง: เยาวชน, คนทำงานรุ่นใหม่, ปัญญาชน

จุดอ่อน: แนวคิดเรื่องการปฏิรูปศาสนาอาจถูกนำมาโจมตีในพื้นที่ที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูงอย่างสกลนคร

(ข้อมูลวิเคราะห์จาก: 12)

5.3 กลยุทธ์ "ศรัทธานำการเมือง"

ดร.นิยม มีแนวโน้มที่จะใช้กลยุทธ์หาเสียงแบบ "Micro-targeting" ผ่านเครือข่าย "บวร" (บ้าน-วัด-โรงเรียน) โดย:

  1. การสื่อสารผ่านผู้นำจิตวิญญาณ: การเข้าหาเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการ เพื่อชี้แจงถึง "ภัยคุกคาม" ที่ศาสนากำลังเผชิญ และนำเสนอว่า พ.ร.บ.ธนาคารพุทธ และ พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ คือทางรอดเดียว 41

  2. การปลุกกระแสความกลัว (Fear Factor): การย้ำเตือนว่าหากพรรคฝ่ายเสรีนิยมชนะการเลือกตั้ง กฎหมายและงบประมาณที่ดูแลวัดวาอารามอาจถูกยกเลิก ซึ่งเป็นวาทกรรมที่มีผลต่อความรู้สึกของชาวพุทธในชนบทอย่างมาก

  3. การเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ: ผนวกนโยบาย "บัตรประชารัฐ 700 บาท" ของลุงป้อม เข้ากับการดูแลผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่เข้าวัดทำบุญ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าพรรคพลังประชารัฐดูแลทั้ง "ปากท้อง" และ "จิตใจ" 20


6. บทวิเคราะห์ผลกระทบ ความท้าทาย และอนาคต

6.1 ความท้าทายทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

แม้เจตนาของร่างกฎหมายจะดูดีในสายตาผู้ศรัทธา แต่ในทางปฏิบัติเผชิญขวากหนามสำคัญ:

  • ความขัดแย้งกับหลักการรัฐฆราวาส: นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และสิทธิมนุษยชนจำนวนมากมองว่า การออกกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาต่อการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา หรือการที่รัฐเข้าไปอุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งมากเกินไป อาจขัดต่อหลักความเสมอภาคและเสรีภาพในการนับถือศาสนาตามรัฐธรรมนูญ 31

  • ปัญหาสถานะทางกฎหมาย: ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพุทธ อาจถูกตีความว่าเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดและสร้างภาระทางการคลัง ซึ่งขัดกับวินัยการเงินการคลังของรัฐ

6.2 ความเสี่ยงทางสังคม: ดาบสองคมของนโยบายศาสนา

การนำศาสนามาเป็นเครื่องมือหาเสียง (Politicization of Religion) มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความแตกแยกทางความคิดที่ร้าวลึกขึ้น (Deep polarization):

  • การแบ่งขั้ว "คนรักศาสนา" vs "คนชังชาติ": การสร้างวาทกรรมแบ่งแยกอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ รุนแรงขึ้นจนยากจะประสาน

  • ปฏิกิริยาย้อนกลับ (Backlash): หากนโยบายมีความสุดโต่งเกินไป อาจกระตุ้นให้ฝ่ายเสรีนิยมและคนรุ่นใหม่รวมตัวกันต่อต้าน และเรียกร้องการปฏิรูปศาสนาที่รุนแรงกว่าเดิม เช่น การเก็บภาษีพระ หรือการยึดทรัพย์สินวัดมาเป็นของรัฐ

6.3 แนวโน้มในอนาคต: สู่ "รัฐพุทธ" หรือ "รัฐสมัยใหม่"?

การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นจุดตัดสินสำคัญ หากพรรคพลังประชารัฐและ ดร.นิยม ประสบความสำเร็จในการผลักดันประเด็นนี้จนได้รับเลือกตั้ง ย่อมส่งสัญญาณว่าสังคมไทย (อย่างน้อยในภาคอีสาน) ยังคงต้องการให้รัฐมีบทบาทนำในการคุ้มครองศาสนา และโมเดล "นิยม" จะถูกนำไปขยายผลในระดับชาติ แต่หากพ่ายแพ้ อาจหมายถึงจุดสิ้นสุดของยุคสมัยแห่ง "พุทธศาสนาการเมือง" แบบเก่า และเปิดทางสู่การปฏิรูปโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาครั้งใหญ่

บทสรุป

นโยบายการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2569 โดยมี ดร.นิยม เวชกามา เป็นหัวหอก มิใช่เพียงกลยุทธ์การหาเสียงชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ครั้งสำคัญในสังคมไทย ระหว่างแนวคิด "อนุรักษ์นิยมทันสมัย" ที่พยายามรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายทางวัฒนธรรม ผ่านกลไกทางกฎหมายและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ (เช่น ธนาคารพุทธ) กับกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสมัยใหม่ การเดิมพันครั้งนี้มิได้มีผลเพียงแค่ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่จะมีผลต่อทิศทางของพระพุทธศาสนาไทยในทศวรรษหน้า ว่าจะเป็น "ศาสนาของรัฐ" ที่มั่นคงด้วยอำนาจกฎหมาย หรือต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดด้วยศรัทธาที่บริสุทธิ์ท่ามกลางโลกเสรีนิยมที่ท้าทาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพื่อไทยงัด “ประชานิยมเชิงโครงสร้าง” สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 วิเคราะห์ยุทธศาสตร์พัฒนาร้อยเอ็ด จากทุ่งกุลาร้องไห้สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรอีสาน

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวน เศรษฐกิจฐ...