พระนครศรีอยุธยา – งานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยนโยบายหาเสียงด้านการเกษตรของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 เผยภาพความพยายามปรับโครงสร้างนโยบายจากประชานิยมรูปแบบเดิม สู่การรับประกัน “กำไรสุทธิ” ของเกษตรกร ควบคู่การใช้นวัตกรรม AI และเกษตรแม่นยำ แต่ยังเผชิญความท้าทายสำคัญในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องของเกษตรกรในพื้นที่รับน้ำนอง หรือ “แก้มลิง” ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ชี้วัดความสำเร็จของนโยบายเกษตรไทย
รายงานระบุว่า ภูมิทัศน์เศรษฐกิจเกษตรในช่วงรอยต่อปี 2568–2569 อยู่ภายใต้แรงกดดันจากราคาข้าวโลกที่ผันผวน โดยปี 2568 ราคาข้าวไทยลดลงราวร้อยละ 10.9 จากภาวะผลผลิตล้นตลาดและการแข่งขันจากอินเดีย ขณะที่ปี 2569 แม้มีสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อยจากภาวะเอลนีโญ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่าง “ต้นทุนการผลิตสูง” ยังคงบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย
ในบริบทนี้ พรรคเพื่อไทยชูนโยบายเรือธง “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” รับประกันว่าเกษตรกรจะมีรายได้สูงกว่าต้นทุนอย่างน้อยร้อยละ 30 แทนการแทรกแซงตลาดแบบจำนำข้าวในอดีต อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ราคาเป้าหมายที่ประกาศ อาจยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยเฉพาะในอยุธยา ซึ่งเกษตรกรพื้นที่ลุ่มต่ำมีต้นทุนแฝงจากการรับมือทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง หากไม่มีกลไกลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม นโยบายอาจกลายเป็นเพียงตัวเลขเชิงทฤษฎี
อีกประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองคือ แนวคิดเปลี่ยนเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท เป็น “คูปองปัจจัยการผลิต” แม้รัฐจะมองว่าเป็นการลดต้นทุนและควบคุมคุณภาพ แต่เสียงสะท้อนจากพื้นที่อยุธยาพบว่า เกษตรกรยังต้องการ “เงินสด” เพื่อสภาพคล่อง ทั้งค่าแรง ค่ารถเกี่ยว และการชำระหนี้ การตัดเงินสดออกอาจกระทบวงจรเศรษฐกิจครัวเรือน และเปิดช่องให้พรรคคู่แข่งโจมตีได้
ด้านการบริหารจัดการน้ำ พรรคเพื่อไทยเสนอใช้ AI และ Big Data เพื่อกำหนดตารางการผันน้ำที่แม่นยำในพื้นที่แก้มลิง สร้างความยุติธรรมแก่เกษตรกรที่เสียสละพื้นที่รับน้ำเพื่อปกป้องกรุงเทพฯ พร้อมแนวคิดมองพื้นที่ดังกล่าวเป็น “ผู้ให้บริการทางนิเวศ” ที่ควรได้รับค่าตอบแทนเหมาะสม นอกจากนี้ ยังผลักดันการแก้ปัญหา PM2.5 จากการเผาตอซัง ด้วยการสนับสนุนเครื่องจักรอัดฟาง แทนการบังคับใช้มาตรการห้ามเผาอย่างเดียว
รายงานยังชี้ว่า การนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและ AI มาบริหารจัดการวัชพืช น้ำ และสุขภาพแรงงานเกษตร รวมถึงการต่อยอดนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ช่วยลดต้นทุนเวลาและค่าเดินทางของเกษตรกร เป็นจุดแข็งที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความทันสมัยของพรรคเพื่อไทยในสมรภูมิเลือกตั้ง
บทสรุปของการศึกษาเห็นตรงกันว่า นโยบายเกษตรเพื่อไทยปี 2569 มีความพยายามก้าวข้ามประชานิยมแบบเดิม แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐสามารถคำนวณต้นทุนการผลิตอย่างโปร่งใส รักษาสภาพคล่องเกษตรกรด้วยมาตรการลูกผสมระหว่างเงินสดและคูปอง และบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม หากทำได้ อยุธยาอาจกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จทางนโยบาย และเป็นกุญแจสำคัญในการทวงคืนฐานเสียงภาคเกษตรของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2569
การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทยด้านเกษตรกรรม: กรณีศึกษาบริบทเชิงพื้นที่และปัญหาโครงสร้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ
รายงานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกต่อนโยบายหาเสียงด้านการเกษตรของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2569 โดยทำการสังเคราะห์ข้อมูลจากการประกาศนโยบาย แผนยุทธศาสตร์พรรค และที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงประจักษ์จากการลงพื้นที่สำรวจปัญหาจริงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของนโยบายเกษตรไทย การศึกษาครอบคลุมถึงนโยบายหลักอย่าง "การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%" นโยบายเปลี่ยนผ่านจากเงินช่วยเหลือเยียวยาเป็น "คูปองปัจจัยการผลิต" รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และเกษตรแม่นยำภายใต้วิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะมีความพยายามในการปรับโครงสร้างการผลิตและลดการบิดเบือนกลไกตลาดเมื่อเทียบกับนโยบายจำนำข้าวในอดีต แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่งในมิติของการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะประเด็นสภาพคล่องทางการเงินของเกษตรกรในพื้นที่รับน้ำนอง (แก้มลิง) และความซับซ้อนของการคำนวณต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
1. บทนำ: ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเกษตรกรรมไทยปี 2569
เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ปี พ.ศ. 2569 บริบททางเศรษฐกิจและการเมืองมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคการเมืองใหญ่ การเลือกตั้งในปี 2569 ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ แต่ยังเป็นการประชันวิสัยทัศน์ในการกู้วิกฤตราคาพืชผลและความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดข้าวโลกที่ผันผวนและภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น
1.1 พลวัตตลาดข้าวโลกและผลกระทบต่อไทย (2568-2569)
จากการวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดข้าวในช่วงรอยต่อปี 2568 ถึง 2569 พบว่าชาวนาไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ในปี 2568 ราคาข้าวไทยหดตัวลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยลดลงประมาณร้อยละ 10.9 มาอยู่ที่เฉลี่ย 11,175 บาทต่อตัน สาเหตุหลักเกิดจากสภาวะอากาศ "ลานีญา" ที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตส่วนเกินในตลาดโลกสูงถึง 8.98 ล้านตัน ประกอบกับการที่ประเทศอินเดียเร่งผลักดันการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 34.2 ทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดและกดดันราคาข้าวไทยให้ต่ำลง
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและหน่วยงานเศรษฐกิจมหภาคประเมินว่า สถานการณ์อาจฟื้นตัวได้เล็กน้อยเพียงร้อยละ 0.8 โดยราคาข้าวเฉลี่ยอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ 11,264 บาทต่อตัน ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเข้าสู่ภาวะ "เอลนีโญ" ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้เกิดความแห้งแล้งและลดปริมาณผลผลิตข้าวโลก ประกอบกับการส่งออกของอินเดียที่คาดว่าจะชะลอตัวลง
1.2 ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของภาคกลาง แต่ยังเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทางภูมิศาสตร์การเมืองสูง ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) สามารถเจาะฐานเสียงและกวาดที่นั่งในเขตเลือกตั้งสำคัญไปได้ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการความเปลี่ยนแปลงของประชาชนในพื้นที่
2. วิเคราะห์นโยบาย "ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%" (30% Profit Guarantee)
นโยบายเรือธงด้านการเกษตรของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2569 คือ "นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%" ซึ่งถือเป็นการปรับกระบวนทัศน์จากการ "รับจำนำ" (Pledging) และการ "ประกันรายได้" (Income Guarantee) มาสู่การมุ่งเน้นที่ผลตอบแทนสุทธิ หรือ "กำไร" ที่เกษตรกรควรได้รับ
2.1 กลไกและราคาเป้าหมาย
หลักการสำคัญของนโยบายนี้คือการรับประกันว่าเกษตรกรจะมีรายได้สูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพและป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาดโลก โดยพรรคเพื่อไทยได้กำหนดราคาเป้าหมายสำหรับพืชเศรษฐกิจหลักไว้ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1: ราคาเป้าหมายสินค้าเกษตรตามนโยบายประกันกำไร พรรคเพื่อไทย ปี 2569
| สินค้าเกษตร | ราคาเป้าหมาย (บาท) | หน่วย | หมายเหตุ |
| ข้าวหอมมะลิ | 15,000 | ต่อตัน | ราคาสำหรับความชื้นมาตรฐาน |
| ข้าวเปลือกเจ้า | 10,000 | ต่อตัน | ราคาเป้าหมายขั้นต่ำ |
| ข้าวเปลือกเหนียว | 10,000 | ต่อตัน | |
| ยางพารา | 70 | ต่อกิโลกรัม | |
| ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ | 7.25 | ต่อกิโลกรัม | |
| มันสำปะหลัง | 2.50 | ต่อกิโลกรัม |
2.2 การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์และข้อจำกัด
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบราคาเป้าหมายกับต้นทุนการผลิตจริงในปี 2567-2568 พบประเด็นที่น่าสนใจและเป็นข้อท้าทายในการปฏิบัติ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่าต้นทุนการผลิตข้าวเปลือกเจ้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8,000 - 9,200 บาทต่อตัน (ขึ้นอยู่กับพื้นที่และประสิทธิภาพ)
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็น "ช่องว่างทางนโยบาย" (Policy Gap) สองประการ:
ความย้อนแย้งทางคณิตศาสตร์: หากยึดตัวเลขต้นทุนปัจจุบัน การตั้งราคาเป้าหมายข้าวเปลือกเจ้าที่ 10,000 บาท อาจไม่สามารถสร้างกำไรถึง 30% ได้จริง เว้นแต่รัฐบาลจะมีมาตรการลดต้นทุนการผลิตลงอย่างมหาศาลให้เหลือประมาณ 7,600 บาทต่อตัน
ความซับซ้อนในการคำนวณต้นทุน: เกษตรกรในแต่ละพื้นที่มีต้นทุนไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ (เช่น อ.เสนา) มีต้นทุนแฝงจากการสูบน้ำหนีน้ำท่วม หรือการเร่งเก็บเกี่ยวก่อนกำหนดหนีน้ำหลาก ซึ่งสูงกว่าเกษตรกรในพื้นที่ดอน การใช้เกณฑ์ต้นทุนเดียวทั่วประเทศอาจทำให้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัยเสียเปรียบ
7
2.3 เปรียบเทียบเชิงโครงสร้างกับนโยบายในอดีต
นโยบายประกันกำไรมีความแตกต่างเชิงปรัชญาจากนโยบายในอดีต กล่าวคือ นโยบาย "จำนำข้าว" มุ่งเน้นการดึงอุปทานออกจากตลาดเพื่อผลักดันราคา (Market Distortion) ซึ่งสร้างภาระงบประมาณมหาศาลและปัญหาทุจริต
3. จาก "เงินไร่ละพัน" สู่ "คูปองปุ๋ย": การปะทะกันระหว่างนโยบายกับสภาพคล่อง
ประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองมากที่สุดสำหรับนโยบายปี 2569 คือแนวคิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือ "ค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิต" ซึ่งเดิมเกษตรกรเคยได้รับเป็นเงินสด (ไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10-20 ไร่) มาเป็นรูปแบบอื่น เช่น "คูปองปัจจัยการผลิต" หรือการสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข
3.1 ตรรกะของนโยบายคูปอง
พรรคเพื่อไทยนำเสนอแนวคิด "คูปองดิจิทัล" สำหรับซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ (ปุ๋ยไม่เกิน 250 กก./ราย, เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 150 กก./ราย)
ลดต้นทุนโดยตรง: รัฐสามารถต่อรองราคาปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ล็อตใหญ่ (Economy of Scale) ได้ถูกกว่าเกษตรกรซื้อปลีก
ควบคุมคุณภาพ: บังคับใช้ปัจจัยการผลิตที่มีมาตรฐาน แก้ปัญหาปุ๋ยปลอมหรือเมล็ดพันธุ์เสื่อมสภาพ
แก้ปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์: ป้องกันการนำเงินช่วยเหลือไปใช้จ่ายนอกภาคเกษตร
3.2 เสียงสะท้อนจากพื้นที่อยุธยา: ความต้องการ "เงินสด" เพื่อสภาพคล่อง
จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในอำเภอเสนาและพื้นที่ใกล้เคียง พบแรงต้านทานต่อแนวคิดการยกเลิกเงินสดช่วยเหลือ (ไร่ละ 1,000 บาท) อย่างชัดเจน
ความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Liquidity): เกษตรกรจำนวนมากต้องการเงินสดเพื่อหมุนเวียนค่าใช้จ่ายที่ "คูปอง" ไม่สามารถจ่ายได้ เช่น ค่าจ้างรถเกี่ยวนวดข้าว ค่าแรงงานคนฉีดพ่นสารเคมี ค่าซ่อมแซมบ้านเรือนหลังน้ำลด หรือแม้แต่ค่าดอกเบี้ยหนี้นอกระบบ
ความหวาดระแวงเรื่องคุณภาพและราคา: เกษตรกรมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับโครงการรัฐในอดีตที่บังคับซื้อปัจจัยการผลิตจากผู้ประกอบการที่กำหนด (Locked Spec) ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าท้องตลาดหรือคุณภาพต่ำกว่าที่โฆษณา
19 ปัญหาหนี้สิน: เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ถือเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ที่ชาวนานำไปชำระหนี้ ธ.ก.ส. หรือหนี้กองทุนหมู่บ้าน การเปลี่ยนเป็นคูปองปุ๋ยทำให้วงจรการชำระหนี้สะดุด
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจกลายเป็นจุดเปราะบางทางการเมืองที่พรรคคู่แข่งสามารถนำมาโจมตีได้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สามารถสื่อสารให้เห็นว่า "มูลค่า" ที่ได้รับจากคูปองและการลดต้นทุนนั้น สูงกว่า "มูลค่าเงินสด" ที่หายไป
4. การบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม: วาระเร่งด่วนของอยุธยา
สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นโยบายเกษตรที่ไม่พูดถึงเรื่อง "น้ำ" ย่อมเป็นนโยบายที่ไร้ผล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้ชูประเด็นการใช้นวัตกรรมวิศวกรรมและ AI เข้ามาแก้ปัญหาเรื้อรังนี้
4.1 ความยุติธรรมในพื้นที่รับน้ำ (Monkey Cheek Justice)
พื้นที่ลุ่มต่ำในอยุธยา เช่น ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ และทุ่งบางบาล ถูกใช้เป็นพื้นที่รับน้ำนองเพื่อชะลอน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน
สถานการณ์ปัจจุบัน: การปล่อยน้ำเข้านามักมีความไม่แน่นอน ทำให้ชาวนาเก็บเกี่ยวไม่ทัน หรือต้องเกี่ยวข้าวเขียว (ข้าวยังไม่สุกเต็มที่) ไปขายในราคาความชื้นสูง
ข้อเสนอนโยบาย: การใช้ AI และ Big Data คำนวณปริมาณน้ำและกำหนดเวลาเปิด-ปิดประตูระบายน้ำที่แม่นยำ
7 จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกได้สอดคล้องกับปฏิทินน้ำ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลมองพื้นที่รับน้ำเหล่านี้ว่าเป็น "ผู้ให้บริการทางนิเวศ" (Ecosystem Service Provider) ที่ควรได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าเกณฑ์เยียวยาภัยพิบัติปกติ
4.2 วิกฤต PM2.5 และทางเลือกในการจัดการตอซัง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในอยุธยาคือการเผาตอซังข้าวเพื่อเตรียมพื้นที่ทำนาปรัง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่สำคัญ เกษตรกรสะท้อนว่ามาตรการ "ห้ามเผา" ของรัฐเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะกระบวนการย่อยสลายตอซังด้วยจุลินทรีย์ต้องใช้เวลาหมักกว่า 10 วัน ซึ่งชาวนาในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมไม่มีเวลามากพอ พวกเขาต้องเร่งปลูกให้ทันรอบก่อนน้ำหลากจะมาถึง
นโยบายของพรรคเพื่อไทยและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจึงเริ่มเบนเข็มจากการบังคับใช้กฎหมาย มาสู่การสนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตร เช่น "รถอัดฟาง" (Straw Balers) เพื่อแปรรูปฟางข้าวเป็นก้อนเชื้อเพลิงชีวมวลหรืออาหารสัตว์ ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมและลดการเผาได้จริง
5. นวัตกรรมเกษตรและสุขภาวะ: วิสัยทัศน์ใหม่เพื่อไทย 2569
นอกเหนือจากนโยบายด้านราคา พรรคเพื่อไทยพยายามสร้างภาพลักษณ์ความทันสมัยผ่านการนำแคนดิเดตที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์อย่าง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาขับเคลื่อนนโยบาย
5.1 เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)
การนำเทคโนโลยี AI และข้อมูลดาวเทียมมาใช้ในการพยากรณ์อากาศและเตือนภัยล่วงหน้า เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
5.2 การยกระดับ "30 บาทรักษาทุกที่" สู่ความมั่นคงของเกษตรกร
แม้จะเป็นนโยบายสาธารณสุข แต่โครงการ "30 บาทรักษาทุกที่" (30 Baht Treatment Anywhere) มีผลทางอ้อมต่อผลิตภาพการเกษตรอย่างมหาศาล การขยายครอบคลุมทุกจังหวัดและการใช้ระบบดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ ช่วยให้เกษตรกรสูงอายุในอยุธยาสามารถเข้ารับการรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้านหรือร้านยาได้โดยไม่ต้องเสียเวลาทั้งวันไปรอคิวที่โรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัด
6. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงด้านเกษตรของพรรคเพื่อไทยปี 2569 ผ่านเลนส์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการก้าวข้ามประชานิยมแบบดั้งเดิมไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยเทคโนโลยีและการรับประกันกำไร อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้แขวนอยู่บนเงื่อนไขความสำเร็จ 3 ประการ:
ความชัดเจนเรื่องต้นทุน: รัฐบาลต้องสร้างกลไกการคำนวณ "ต้นทุนการผลิต" ที่โปร่งใสและยืดหยุ่นตามสภาพพื้นที่ เพื่อให้การประกันกำไร 30% เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่ตัวเลขทางทฤษฎี
การรักษาสภาพคล่อง: การเปลี่ยนผ่านจากเงินช่วยเหลือเป็นคูปองต้องทำอย่างระมัดระวัง รัฐอาจต้องพิจารณาระบบ "ลูกผสม" (Hybrid) คือให้ทั้งคูปองและเงินสดบางส่วน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องครัวเรือนของเกษตรกร
การบริหารน้ำที่โปร่งใส: เทคโนโลยี AI ต้องถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการจัดสรรน้ำและการผันน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง เป็นไปตามหลักวิชาการและมีความยุติธรรม ไม่ใช่การตัดสินใจทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
ในสมรภูมิเลือกตั้งปี 2569 หากพรรคเพื่อไทยสามารถผสานจุดแข็งด้านการดูแลราคาพืชผลเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ และตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าเรื่องเงินเยียวยาของชาวนาอยุธยาได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะสามารถรักษาฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคกลางไว้ได้ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากของภูมิทัศน์การเมืองไทย
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบผลกระทบของนโยบายช่วยเหลือชาวนา: เงินสด vs คูปอง (มุมมองเกษตรกรอยุธยา)
| มิติการเปรียบเทียบ | นโยบายเงินช่วยเหลือ (ไร่ละ 1,000 บาท) | นโยบายคูปองปุ๋ย/ปัจจัยการผลิต |
| สภาพคล่อง (Liquidity) | สูงมาก (ใช้จ่ายได้ทันที หลากหลายวัตถุประสงค์) | ต่ำ (ล็อกวัตถุประสงค์เฉพาะปัจจัยการผลิต) |
| การลดต้นทุน | ต่ำ (ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของเกษตรกร) | สูง (ได้ราคาปัจจัยการผลิตที่ถูกลงจากอำนาจต่อรองรัฐ) |
| การชำระหนี้ | สามารถนำไปชำระหนี้ ธ.ก.ส./หนี้นอกระบบได้ | ไม่สามารถนำไปชำระหนี้ได้ |
| ความพึงพอใจ | เป็นที่ต้องการสูงสุด | มีความกังวลเรื่องคุณภาพและการฮั้วราคา |
| ความเสี่ยง | การนำเงินไปใช้ผิดประเภท (เช่น ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย) |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น