วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

ส่องนโยบายพรรคการเมือง ชู AI รับมือสังคมสูงวัย เดิมพันอนาคตสวัสดิการ–สิทธิพลเมือง


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตามองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ไม่เพียงในมิติการเปลี่ยนผ่านอำนาจตามครรลองประชาธิปไตย หากแต่เป็นเวทีเผชิญหน้าของ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ระหว่างการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) และแรงสั่นสะเทือนจากการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจ สังคม และรัฐสวัสดิการอย่างรวดเร็ว


บริบทดังกล่าวบีบให้พรรคการเมืองต้องปรับกระบวนทัศน์นโยบาย จากการพึ่งพาประชานิยมระยะสั้น ไปสู่การออกแบบ “นวัตกรรมทางสังคม” ที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับความยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะโจทย์การดูแลผู้สูงวัย ซึ่งกำลังกลายเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่และเปราะบางที่สุดของประเทศ


สังคมสูงวัย: ระเบิดเวลาที่รอการถอดชนวน

ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ในปี 2569 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างรายได้ของผู้สูงอายุยังเปราะบาง โดยกว่าร้อยละ 32 ต้องพึ่งพาบุตรหลาน และอีกร้อยละ 32 ยังต้องทำงานนอกระบบเพื่อเลี้ยงชีพ สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบสาธารณสุข งบประมาณแผ่นดิน และเสถียรภาพทางสังคม

การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ จึงไม่ใช่เพียง “ปัญหาสวัสดิการ” แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ทุกพรรคการเมืองต้องเสนอคำตอบที่มากกว่าการเพิ่มเบี้ยยังชีพ

เมื่อ AI กลายเป็น “สินค้านโยบาย” ในสนามเลือกตั้ง

การเลือกตั้งปี 2569 เป็นครั้งแรกที่ปัญญาประดิษฐ์ถูกยกระดับจากเครื่องมือสนับสนุน มาเป็น “แกนกลาง” ของข้อเสนอเชิงนโยบาย พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันนำเสนอภาพลักษณ์ความทันสมัยผ่านแนวคิด Smart Welfare, Digital AI และ Platform State โดย AI ถูกนำเสนอใน 3 มิติหลัก ได้แก่

AI ด้านสุขภาพ – Telemedicine, Wearables, ระบบตรวจจับการล้ม

AI ด้านเศรษฐกิจ – การจับคู่งานสำหรับผู้สูงวัย แพลตฟอร์มรายได้เสริม

AI ด้านธรรมาภิบาล – Big Data คัดกรองสิทธิ ลดขั้นตอนราชการ

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า หลายนโยบายยังมีลักษณะ “ประชานิยมเชิงเทคโนโลยี” ที่เน้นคำศัพท์ล้ำสมัยมากกว่ากลไกปฏิบัติจริง


วิเคราะห์นโยบายรายพรรค: วิสัยทัศน์ต่าง อุดมการณ์ต่าง

พรรคเพื่อไทย: เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

พรรคเพื่อไทยพยายามปรับภาพลักษณ์สู่พรรคเทคโนแครต โดยเสนอให้ AI และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เป็นฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ ภายใต้การนำเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสายวิชาการด้านเทคโนโลยีชีวการแพทย์ นโยบายเด่นคือการใช้ AI และ Brain-Computer Interface (BCI) เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมถึงการยกระดับ “30 บาทรักษาทุกโรค” ด้วย AI ช่วยวินิจฉัยโรค

จุดแข็งคือวิสัยทัศน์ล้ำหน้า แต่จุดอ่อนสำคัญคือความซับซ้อนของเทคโนโลยีและคำถามด้านความคุ้มค่าในการลงทุน เมื่อเทียบกับปัญหาปากท้องของประชาชนฐานราก

พรรคภูมิใจไทย: ประชานิยมดิจิทัลบนฐานเครือข่ายท้องถิ่น

พรรคภูมิใจไทยเลือกยุทธศาสตร์ “เข้าใจง่าย จับต้องได้” ผ่านนโยบาย “สูงวัยพลัส” และ “ดิจิทัล AI พลัส” ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับเครือข่าย อสม. และผู้นำท้องถิ่น พร้อมข้อเสนอปลดหนี้และสวัสดิการทันที

แม้นโยบายมีพลังทางการเมืองสูง แต่ยังขาดความชัดเจนว่าระบบ AI จะทำงานจริงอย่างไร และมีความเสี่ยงด้านวินัยการคลังในระยะยาว

พรรคประชาชน: รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและรัฐแพลตฟอร์ม

พรรคประชาชนเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านแนวคิด “รัฐแพลตฟอร์ม” เชื่อมโยงข้อมูลรัฐทุกหน่วยงาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและทำให้การจ่ายบำนาญเป็นอัตโนมัติ ควบคู่ข้อเสนอ “บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า” และการยกปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติ

จุดแข็งคือความเป็นธรรมและความโปร่งใส แต่ความท้าทายใหญ่คือแหล่งงบประมาณมหาศาลและแรงต้านจากระบบราชการเดิม

เทคโนโลยี vs ความเหลื่อมล้ำ: บทเรียนจากพื้นที่จริง

กรณีศึกษา “แสนสุขโมเดล” จังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นว่า AI และ IoT สามารถยกระดับการดูแลผู้สูงอายุได้จริง แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และผู้นำท้องถิ่น การขยายผลระดับประเทศยังติดข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ต การบำรุงรักษา และทักษะดิจิทัลของผู้สูงอายุ

ขณะที่ข้อมูลชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยเพียงร้อยละ 57.7 ใช้อินเทอร์เน็ต และยังเผชิญภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างรุนแรง

สิทธิ ความเป็นส่วนตัว และคำถามจริยธรรม

การใช้ AI และเซนเซอร์ในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ เปิดคำถามสำคัญเรื่อง PDPA ความปลอดภัยของข้อมูล และเส้นแบ่งระหว่าง “การดูแล” กับ “การสอดส่อง” นักกฎหมายเตือนว่า หากรัฐเร่งเดินหน้านโยบายดิจิทัลโดยไม่มีกลไกกำกับข้อมูลที่เข้มแข็ง อาจสร้างความเสี่ยงต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เดิมพันอนาคตสังคมไทย

บทสรุปของการเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกพรรคหรือผู้นำ แต่คือการเลือกทิศทางว่า ประเทศไทยจะใช้ AI เป็นเครื่องมือ “เสริมพลัง” เพื่อสร้างสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ หรือปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำรอบใหม่

นักวิชาการเสนอว่า รัฐบาลใหม่ควรเดินนโยบายแบบ “Hybrid” ผสานเทคโนโลยีกับเครือข่ายมนุษย์ ลงทุนอย่างตรงเป้า และสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้ผู้สูงอายุ หากทำได้ การปฏิวัติ AI อาจไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่คือโอกาสครั้งสำคัญของสังคมไทยในศตวรรษที่ 21

การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: นโยบายหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยและพลวัตการดูแลผู้สูงวัยในบริบทการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์

1. บทนำ: รุ่งอรุณแห่งการเมืองยุคสังคมสูงวัยและเทคโนโลยีพลิกผัน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 1 ถือเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะกลไกการเปลี่ยนผ่านอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย แต่ยังเป็นจุดปะทะสังสรรค์ระหว่างวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างที่ทับซ้อนกัน (Polycrisis) สองประการ ได้แก่ การก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) อย่างสมบูรณ์ และ "การปฏิวัติทางเทคโนโลยี" (Technological Disruption) ที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) บริบทดังกล่าวได้บีบบังคับให้พรรคการเมืองต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ จากเดิมที่เน้นเพียงสวัสดิการแบบสงเคราะห์หรือประชานิยมระยะสั้น ไปสู่การนำเสนอนวัตกรรมทางสังคมที่ผนวกเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนระยะยาว

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงแนวนโยบายของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2569 โดยเฉพาะในมิติของการดูแลผู้สูงวัยที่ถูกขับเคลื่อนหรือสนับสนุนด้วยเทคโนโลยี AI การวิเคราะห์จะครอบคลุมถึงปรัชญาเบื้องหลังนโยบาย ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และนัยยะทางจริยธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ รายงานข่าว และบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ครอบคลุมและลึกซึ้งที่สุด

1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง 2569

สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงรอยต่อปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เต็มไปด้วยความผันผวน การยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 1 ได้เปิดฉากการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างขั้วอำนาจเก่าและพลังทางการเมืองใหม่ พรรคการเมืองต่างเร่งระดมสรรพกำลังและปรับทัพเพื่อชิงความได้เปรียบ โดยมีตัวแปรสำคัญคือการย้ายพรรคของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวนมาก โดยเฉพาะการไหลเข้าสู่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ซึ่งสะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่าง "ระบบบ้านใหญ่" ที่เน้นเครือข่ายอุปถัมภ์ กับ "กระแสพรรค" ที่เน้นอุดมการณ์และนโยบาย 1 ในขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน (ผู้สืบทอดอุดมการณ์พรรคก้าวไกล) ต่างพยายามนำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ที่ทันสมัย เพื่อดึงดูดฐานเสียงคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางที่ตื่นตัวเรื่องเทคโนโลยี

1.2 วิกฤตโครงสร้างประชากร: โจทย์ที่รอไม่ได้

ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ประเทศไทยในปี 2569 มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด 3 ตัวเลขนี้ไม่เพียงบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ แต่ยังส่งสัญญาณเตือนถึงภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขและเบี้ยยังชีพที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ สภาพการณ์นี้ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อพิจารณาถึงสถานะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุไทย ซึ่งร้อยละ 32.2 ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากบุตรหลาน และอีกร้อยละ 32.4 ต้องทำงานหารายได้ด้วยตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบที่มีรายได้น้อยและขาดหลักประกันทางสังคม 3 ความเปราะบางทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุจึงเป็น "ระเบิดเวลา" ที่ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งถอดชนวนด้วยนโยบายที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน


2. พลวัตและกระบวนทัศน์ใหม่: เมื่อ AI กลายเป็นสินค้านโยบาย

ในอดีต เทคโนโลยีสารสนเทศมักถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการ แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น "แกนกลาง" ของข้อเสนอทางนโยบาย (Policy Commodity) พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันนำเสนอโซลูชันทางเทคโนโลยี (Tech-Solutionism) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความทันสมัยและความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน

2.1 วิวัฒนาการจากประชานิยมสู่นวัตกรรมทางสังคม

เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงจากนโยบาย "แจกเงิน" (Cash Handout) แบบเพียวๆ มาสู่การผสมผสานระหว่างสวัสดิการและเทคโนโลยี พรรคการเมืองเริ่มตระหนักว่าลำพังการเพิ่มเบี้ยยังชีพไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด จึงมีการนำเสนอแนวคิด "Smart Welfare" หรือสวัสดิการอัจฉริยะ ที่ใช้ AI ในการจัดสรรทรัพยากร ติดตามดูแลสุขภาพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุ 4

2.2 บทบาทของ AI ในวงจรนโยบายสาธารณะ

AI ในบริบทการหาเสียงครั้งนี้ถูกนำเสนอใน 3 มิติหลัก:

  1. AI เพื่อการดูแลสุขภาพ (Healthcare AI): เช่น ระบบ Telemedicine, อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables), และระบบตรวจจับการล้มในผู้สูงอายุ

  2. AI เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic AI): เช่น การจับคู่ตำแหน่งงานสำหรับผู้สูงอายุ (Job Matching), แพลตฟอร์มสร้างรายได้เสริม

  3. AI เพื่อประสิทธิภาพภาครัฐ (Governance AI): เช่น การใช้ Big Data คัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์สวัสดิการ, การลดขั้นตอนราชการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล


3. การวิเคราะห์เจาะลึกยุทธศาสตร์และนโยบายรายพรรค

การวิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองหลักเผยให้เห็นปรัชญาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในการรับมือกับโจทย์สังคมสูงวัยและเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนถึงฐานเสียงและอุดมการณ์ของแต่ละพรรค

3.1 พรรคเพื่อไทย: เทคโนแครตแนวใหม่และการเปลี่ยนผ่านสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจดิจิทัล

พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 2569 พยายามปรับภาพลักษณ์จากพรรคประชานิยมดั้งเดิมสู่พรรคที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีขั้นสูง (Technocratic Management) การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดจากการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 คือ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 6 นักวิชาการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface - BCI)

  • วิสัยทัศน์ "New Growth Engine": พรรคเพื่อไทยมองเทคโนโลยีและ AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่เป็น "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" ที่จะขับเคลื่อนประเทศ นโยบายมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ 7

  • นโยบาย AI และ BCI เพื่อผู้สูงวัยและผู้พิการ: จุดเด่นที่สุดของนโยบายพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ศ.ดร.ยศชนัน คือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง BCI และ AI มาประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุและผู้พิการ แนวคิดนี้มุ่งเน้นการป้องกันและฟื้นฟู (Preventive & Rehabilitative) มากกว่าการรักษาปลายเหตุ โดยมีเป้าหมายให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมามีศักยภาพในการดำเนินชีวิตและทำงานได้ 8

  • 30 บาทรักษาทุกโรคยุคใหม่: การต่อยอดนโยบายเรือธงด้วยการนำ AI มาช่วยในการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ลดความแออัดในโรงพยาบาล และเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ปัญหาคลาสสิกของระบบสาธารณสุขไทยที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ 9

  • จุดแข็งและจุดอ่อน: จุดแข็งคือวิสัยทัศน์ที่ล้ำหน้าและบุคลากรที่มีความรู้จริง แต่จุดอ่อนคือความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่อาจไกลตัวประชาชนรากหญ้า และคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนในเทคโนโลยีระดับ Deep Tech เมื่อเทียบกับความต้องการพื้นฐานด้านปากท้อง

3.2 พรรคภูมิใจไทย: ประชานิยมดิจิทัลและเครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่น

พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ใช้ยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งของเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น (บ้านใหญ่) กับนโยบายที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้ทันที โดยมีการเติมคำว่า "ดิจิทัล" และ "AI" เข้าไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความทันสมัย 4

  • นโยบาย "สูงวัยพลัส" (Elderly Plus): เป็นนโยบายหลักที่มุ่งดูแลผู้สูงอายุใน 4 มิติ คือ ทักษะดี, มีงาน, มีเงิน, และมีคนดูแล นโยบายนี้สะท้อนความเข้าใจในปัญหาพื้นฐานของผู้สูงอายุที่ต้องการทั้งรายได้และการดูแลทางสังคม 4

  • นโยบาย "ดิจิทัล AI พลัส": ภายใต้สโลแกน "AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน" พรรคภูมิใจไทยพยายามสื่อสารว่าเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้เพื่อส่งตรงผลประโยชน์ถึงมือประชาชน นโยบายนี้อาจรวมถึงการใช้แอปพลิเคชันในการหางานให้ผู้สูงอายุ หรือการใช้ AI ในการคำนวณและอนุมัติสินเชื่อ/การแก้หนี้ 4

  • การล้างหนี้และสวัสดิการทันที: ข้อเสนอเรื่องการล้างหนี้สินสำหรับผู้สูงอายุและกองทุนประกันชีวิต เป็นนโยบายที่หวังผลทางการเมืองสูงและตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของฐานเสียงเกษตรกรและคนในชนบท 4

  • จุดแข็งและจุดอ่อน: จุดแข็งคือเครือข่ายปฏิบัติการในพื้นที่ที่เข้มแข็ง (อสม., ผู้นำท้องถิ่น) ที่สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้เร็ว แต่จุดอ่อนคือความไม่ชัดเจนในกลไกทางเทคโนโลยีว่า "AI พลัส" จะทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ และความเสี่ยงด้านวินัยการคลังจากนโยบายปลดหนี้ 12

3.3 พรรคประชาชน: รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและ "รัฐแพลตฟอร์ม"

พรรคประชาชน (People's Party) นำเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างที่มุ่งปฏิรูประบบราชการและลดความเหลื่อมล้ำ โดยมองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการสร้างความโปร่งใสและกระจายอำนาจ

  • แนวคิด "รัฐแพลตฟอร์ม" (Platform State): พรรคเสนอนโยบายเปลี่ยนระบบราชการให้เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงาน (Interoperability) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการและสวัสดิการได้โดยไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำซ้อน แนวคิดนี้จะช่วยแก้ปัญหาข้อมูลตกหล่นและทำให้การจ่ายบำนาญหรือสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นไปโดยอัตโนมัติและทั่วถึง 5

  • บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า: การผลักดันระบบบำนาญประชาชน (เช่น 3,000 บาท/เดือน) เพื่อให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง โดยใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการงบประมาณและตรวจสอบความโปร่งใส 4

  • การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล: พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา Digital Divide อย่างจริงจัง รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ (Scammer) ที่พุ่งเป้ามาที่ผู้สูงอายุ โดยเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติ 5

  • จุดแข็งและจุดอ่อน: จุดแข็งคือความครอบคลุมและความเป็นธรรมของนโยบาย แต่ความท้าทายใหญ่หลวงคือการหาแหล่งงบประมาณมหาศาลเพื่อรองรับรัฐสวัสดิการ และการต่อสู้กับแรงต้านจากระบบราชการเดิมที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่ความโปร่งใส


4. ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี: โครงสร้างพื้นฐานและบทเรียนจากพื้นที่นำร่อง

การประกาศนโยบายสวยหรูเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนำไปปฏิบัติจริง (Implementation) ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและบทเรียนจากอดีต การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

4.1 กรณีศึกษา: บทเรียนจาก "แสนสุขโมเดล" (Saensuk Smart City)

เทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี ถือเป็นพื้นที่นำร่อง (Sandbox) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยในการใช้เทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเทศบาล, มหาวิทยาลัยบูรพา, และภาคเอกชนระดับโลกอย่าง Dell และ Intel 14

  • กลไกการทำงาน: โครงการใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ติดตั้งเซนเซอร์ในที่พักอาศัยและให้อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) แก่ผู้สูงอายุ เพื่อตรวจจับการล้ม (Fall Detection), ติดตามกิจวัตรประจำวัน, และวัดสัญญาณชีพ ข้อมูลจะถูกส่งผ่าน Gateway ไปยังระบบ Cloud และแจ้งเตือนไปยังศูนย์ดูแลสุขภาพของเทศบาลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

  • ผลลัพธ์และข้อจำกัด: โครงการช่วยให้พยาบาลวิชาชีพสามารถติดตามดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากได้มีประสิทธิภาพขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแสนสุขโมเดลเกิดจากบริบทเฉพาะตัว คือเป็นเทศบาลที่มีงบประมาณสูง มีโครงสร้างพื้นฐานดี และมีผู้นำท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์ การจะขยายผล (Scale up) โมเดลนี้ไปสู่ระดับประเทศภายใต้นโยบายของพรรคการเมือง จำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมของอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกลและงบประมาณในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ระยะยาว

4.2 ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตและ Telemedicine

แม้ประเทศไทยจะมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูงในภาพรวม แต่เมื่อเจาะลึกไปที่กลุ่มผู้สูงอายุกลับพบ "ช่องว่าง" ที่น่ากังวล

  • การใช้งานอินเทอร์เน็ต: ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 57.7 เท่านั้นที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นอย่างมาก 17

  • ความท้าทายของ Telemedicine: งานวิจัยเกี่ยวกับโครงการนำร่อง "Dusit Telemedicine" ในกรุงเทพฯ พบว่า ผู้สูงอายุยังคงมีความลังเลในการใช้งานระบบการแพทย์ทางไกล ปัจจัยสำคัญคือความซับซ้อนของแอปพลิเคชัน (Usability) และความกังวลเรื่องความถูกต้องของข้อมูล 18 นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางสายตาหรือการได้ยินยังประสบปัญหาในการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทโฟนทั่วไป 19


5. มิติทางสังคมและมนุษยธรรม: กำแพงที่มองไม่เห็น

เทคโนโลยี AI ที่ล้ำสมัยที่สุดอาจไร้ความหมายหากผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานมันได้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของนโยบายหาเสียงปี 2569

5.1 ความรอบรู้ทางสุขภาพดิจิทัล (eHealth Literacy)

ระดับความรอบรู้ทางสุขภาพดิจิทัลของผู้สูงอายุไทยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ การขาดทักษะในการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลสุขภาพออนไลน์ทำให้ผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม (Fake News) และโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพลวงโลกได้ง่าย 20 นโยบายที่มุ่งเน้นแต่การแจกแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มโดยไม่มีกระบวนการ "สร้างทักษะ" (Reskilling/Upskilling) ให้กับผู้สูงอายุ อาจเป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและผลักให้ผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางหลุดออกจากระบบสวัสดิการ

5.2 ภัยคุกคามจากอาชญากรรมไซเบอร์ (Scammers)

สถิติชี้ชัดว่าผู้สูงอายุเป็นเป้าหมายหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ การที่พรรคการเมืองเสนอนโยบายให้ผู้สูงอายุทำธุรกรรมการเงินหรือรับเงินสวัสดิการผ่านระบบดิจิทัล จำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุด 17 ข้อเสนอของพรรคประชาชนที่ยกปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาตินั้นมีความสอดคล้องกับสถานการณ์จริงอย่างยิ่ง 5 การสร้าง "ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล" ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างระบบเทคโนโลยีที่ปลอดภัย


6. นัยยะทางการคลังและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

การดำเนินนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุและเทคโนโลยี AI จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล คำถามสำคัญคืองบประมาณเหล่านี้จะมาจากไหน และจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศอย่างไร

6.1 แรงกดดันต่องบประมาณแผ่นดิน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าภาระงบประมาณสำหรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38 ภายใน 4 ปีข้างหน้า 21 หากพรรคการเมืองดำเนินนโยบายเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็น 3,000 บาทถ้วนหน้า หรือนโยบาย "ล้างหนี้" ของพรรคภูมิใจไทย ภาระทางการคลังจะยิ่งทวีความรุนแรง

  • ข้อวิจารณ์จากนักวิชาการ: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า นโยบายประชานิยมที่เน้นการแจกเงินระยะสั้น (Short-term Relief) อาจส่งผลเสียต่อวินัยทางการคลังระยะยาว และเบียดบังงบประมาณสำหรับการลงทุน (Investment Budget) ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือการปฏิรูประบบการศึกษา 12

6.2 ความคุ้มค่าของการลงทุน (Return on Investment)

การลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Smart Home สำหรับผู้สูงอายุ แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นสูง แต่ในระยะยาวอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขได้ โดยการลดอัตราการเจ็บป่วยฉุกเฉินและการนอนโรงพยาบาล รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข (Health Technology Assessment) อย่างรอบคอบ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุน


7. มิติกฎหมายและจริยธรรม: ความเป็นส่วนตัวในโลกที่ไร้ความลับ

การนำ AI และเซนเซอร์เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของผู้สูงอายุ นำมาซึ่งประเด็นท้าทายทางกฎหมายและจริยธรรมที่ละเอียดอ่อน

7.1 พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กับข้อมูลสุขภาพ

ข้อมูลสุขภาพถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ตามมาตรา 26 ของ PDPA ซึ่งต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล 23 การที่พรรคการเมืองเสนอนโยบายเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ (Big Data) หรือการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ จำเป็นต้องมีกลไกการบริหารจัดการข้อมูลธรรมาภิบาล (Data Governance) ที่เข้มงวด

  • บทเรียนจากการบังคับใช้กฎหมาย: ในช่วงปี 2568 มีกรณีศึกษาสำคัญที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ได้สั่งปรับหน่วยงานรัฐและโรงพยาบาลเอกชนเป็นเงินจำนวนมาก เนื่องจากการปล่อยให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล 25 เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า หากรัฐบาลใหม่ผลักดันนโยบายดิจิทัลโดยละเลยมาตรการความปลอดภัย ข้อมูลของผู้สูงอายุทั้งประเทศอาจตกอยู่ในความเสี่ยง

7.2 เส้นบางๆ ระหว่างการดูแลและการสอดแนม (Care vs. Surveillance)

เทคโนโลยี Smart Home ที่มีการติดตามความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง อาจถูกมองว่าเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว (Privacy Intrusion) แม้จะมีเจตนาดีในการดูแลความปลอดภัย 27 รัฐบาลต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) และสิทธิในการเลือกของผู้สูงอายุ ไม่ควรใช้นโยบายสวัสดิการเป็นเงื่อนไขในการบังคับให้ผู้สูงอายุต้องยอมจำนนต่อการถูกสอดส่อง


8. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้นำ แต่เป็นการเลือกทิศทางอนาคตของสังคมไทยท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง จากการวิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองหลัก พบว่ามีความตื่นตัวในการนำ AI มาใช้แก้ปัญหาสังคมสูงวัยอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีความท้าทายในเชิงปฏิบัติและความยั่งยืน

ข้อสรุปเชิงสังเคราะห์:

  1. กับดักประชานิยมเทคโนโลยี: หลายนโยบายยังคงติดอยู่ในกรอบคิดแบบ "Technological Populism" ที่เน้นความหวือหวาของคำศัพท์ (Buzzwords) มากกว่ากระบวนการทำงานจริง

  2. ความเหลื่อมล้ำคือศัตรูตัวจริง: นโยบายที่พึ่งพาเทคโนโลยีสูงอาจทิ้งผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางไว้ข้างหลัง หากไม่มีกลไกสนับสนุนทางสังคม (Human Support) ควบคู่กันไป

  3. สมดุลระหว่างนวัตกรรมและสิทธิ: การใช้ AI ต้องไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลใหม่:

  • Hybrid Approach: ควรใช้นโยบายแบบผสมผสาน คือพัฒนาเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายมนุษย์ (อสม., Caregiver) เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ "เสริมพลัง" (Empower) ไม่ใช่ "ทดแทน" (Replace) การดูแลด้วยหัวใจ

  • Targeted Investment: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล และพัฒนาระบบ AI ที่ใช้งานง่าย (User-friendly) โดยออกแบบร่วมกับผู้สูงอายุ (Co-design)

  • Digital Immunity: สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้ผู้สูงอายุผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตในยุค AI ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญว่า ประเทศไทยจะสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ หรือจะปล่อยให้มันกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย


ตารางเปรียบเทียบเชิงลึก: นโยบายผู้สูงอายุและ AI ของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้ง 2569

มิติการเปรียบเทียบพรรคเพื่อไทย (Pheu Thai)พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai)พรรคประชาชน (People's Party)
แคนดิเดตนายกฯศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (สายวิชาการ/เทคโนโลยี)อนุทิน ชาญวีรกูล (สายบริหาร/เครือข่ายท้องถิ่น)ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (สายเทคโนโลยี/คนรุ่นใหม่)
ปรัชญาหลักTech-Driven Growth (เติบโตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง)Local Pragmatism & Populism (ปฏิบัติถิ่นนิยมและประชานิยม)Structural Reform & Welfare (ปฏิรูปโครงสร้างและรัฐสวัสดิการ)
นโยบายเรือธงAI Transformation, BCI เพื่อการฟื้นฟู, 30 บาทพลัสสูงวัยพลัส (4 มิติ), ดิจิทัล AI พลัส, ล้างหนี้รัฐแพลตฟอร์ม (Platform State), บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า
กลไกการทำงานใช้ AI เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ, ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Deep Techใช้เครือข่าย อสม./มหาดไทย ผสานแอปพลิเคชันพื้นฐานเชื่อมโยงข้อมูลรัฐ (Interoperability), ลดขั้นตอนราชการ
กลุ่มเป้าหมายหลักชนชั้นกลางในเมือง, คนรุ่นใหม่, ผู้ป่วยต้องการการฟื้นฟูฐานเสียงต่างจังหวัด, เกษตรกรสูงวัย, กลุ่มบ้านใหญ่คนรุ่นใหม่, แรงงาน, ผู้สูงอายุรายได้น้อย
จุดแข็งวิสัยทัศน์ล้ำสมัย, ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคสูงเครือข่ายปฏิบัติการเข้มแข็ง, นโยบายเข้าใจง่ายความเป็นธรรม, แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง, ความโปร่งใส
ความท้าทาย/ความเสี่ยงการนำเทคโนโลยีลงสู่รากหญ้า, ความคุ้มค่าการลงทุน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ยศชนัน" รับฟังปัญหาจราจรทุ่งครุ ชุมชนเสนอเพิ่มจุดขึ้นลงทางด่วน แก้คอขวดประชาอุทิศ

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ เขตทุ่งครุ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำคณะลงพื...