วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

โมเดลลีกวนยู-เพื่อไทย พลิกฟื้นตลาดคลองเตย พัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ความเป็นธรรมทางสังคม


รายงานการวิจัยเรื่อง “พลวัตการเปลี่ยนผ่านพื้นที่คลองเตยสู่ Bangkok Modern City” ได้เผยแพร่ผลการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกต่อทิศทางการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯ หรือคลองเตย ภายใต้แผนแม่บท “The New คลองเตย” ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปี 2569 โดยใช้ “โมเดลลีกวนยู” ของสิงคโปร์เป็นกรอบเปรียบเทียบสำคัญ


รายงานระบุว่า คลองเตยซึ่งมีพื้นที่กว่า 2,353 ไร่ ถือเป็น “พื้นที่ไข่แดง” แห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงและความเปราะบางทางสังคมจากการเป็นที่ตั้งของชุมชนแออัดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ การผลักดันนโยบาย “The New คลองเตย” จึงไม่ใช่เพียงโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมรภูมิทางนโยบายระหว่างความทันสมัยกับวิถีชีวิตดั้งเดิม และระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเป็นธรรมทางสังคม

งานวิจัยชี้ว่า แก่นของ “โมเดลลีกวนยู” ไม่ได้อยู่ที่ตึกสูงหรือโครงการหรู หากแต่อยู่ที่ “ลัทธิปฏิบัตินิยม” ซึ่งยึดผลลัพธ์และความอยู่รอดของชาติเป็นหลัก สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการขจัดสลัมด้วยการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ผ่านระบบการเคหะแห่งชาติ (HDB) ที่เปลี่ยนผู้อยู่อาศัยจากผู้บุกรุกเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมทั้งใช้วิศวกรรมสังคมสร้างความหลากหลายและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ



เมื่อหันกลับมามองบริบทคลองเตย งานวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การย้ายชุมชนกว่า 13,000 ครัวเรือนไปสู่ที่อยู่อาศัยแนวสูงแบบ Smart Community อาจเผชิญความเสี่ยงสูง หากไม่คำนึงถึงเศรษฐกิจนอกระบบของคนจนเมือง วิถีชีวิตการค้าขายแนวราบ และภาระค่าครองชีพในเมืองอัจฉริยะ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหา “สลัมแนวตั้ง” หรือการผลักคนจนออกจากพื้นที่ในระยะยาว

ในมิติเศรษฐกิจและศีลธรรม รายงานวิเคราะห์ว่าการผลักดันกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ซึ่งอาจมีกาสิโนเป็นส่วนหนึ่ง ถือเป็นหัวใจในการปลดล็อกมูลค่าที่ดินคลองเตย แต่ต้องเผชิญแรงต้านทางวัฒนธรรม ศาสนา และความกังวลต่อประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของไทย ซึ่งแตกต่างจากสิงคโปร์ที่มีระบบกำกับดูแลเข้มงวดและมาตรการป้องกันผลกระทบทางสังคมที่ชัดเจน



นอกจากนี้ งานวิจัยยังเตือนถึงความเสี่ยงอุบัติใหม่ในยุคดิจิทัล อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ภัยอาชญากรรมไซเบอร์ และการดูแลผู้สูงอายุในที่อยู่อาศัยแนวตั้ง ซึ่งอาจทำให้ความทันสมัยทางกายภาพกลายเป็นภาระใหม่ของชุมชน หากรัฐไม่เตรียมกลไกรองรับอย่างรอบด้าน


ในบทสรุป รายงานเสนอว่า รัฐบาลไม่ควร “คัดลอก” โมเดลลีกวนยูเฉพาะรูปแบบภายนอก แต่ต้องพัฒนา “โมเดลคลองเตย” ที่เหมาะสมกับสังคมไทย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การออกแบบที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง การสร้างเกราะป้องกันทางสังคมควบคู่กับการพัฒนา Entertainment Complex และการยกระดับทักษะประชาชนให้พร้อมเป็นพลเมืองของเมืองสมัยใหม่


งานวิจัยสรุปว่า บทเรียนจากสิงคโปร์คือความกล้าตัดสินใจเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ขณะที่บทเรียนจากคลองเตยคือ การพัฒนาจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และยึด “มนุษย์” เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านสู่ Bangkok Modern City อย่างแท้จริง 

 

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: พลวัตการเปลี่ยนผ่านพื้นที่คลองเตยสู่ "Bangkok Modern City" ภายใต้กระบวนทัศน์โมเดลลีกวนยูและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยปี 2569

1. บทนำ: รุ่งอรุณใหม่แห่งคลองเตยกับโจทย์ท้าทายแห่งศตวรรษ

1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

เมื่อย่างเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 มหานครกรุงเทพฯ กำลังยืนอยู่บนรอยต่อทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง การขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) ได้รุกคืบเข้ากลืนกินพื้นที่ใจกลางเมืองจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียง "พื้นที่ไข่แดง" ขนาดมหึมากว่า 2,353 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่รู้จักกันในนาม "ท่าเรือกรุงเทพ" หรือ "คลองเตย" พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงการส่งออกของไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นที่ตั้งของชุมชนแออัดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ การขับเคลื่อนนโยบาย "The New คลองเตย" หรือการเปลี่ยนโฉมพื้นที่สู่ "Bangkok Modern City" จึงมิใช่เพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับเมกะโปรเจกต์ แต่เป็นสมรภูมิทางความคิดที่ปะทะกันระหว่าง "ความทันสมัย" (Modernity) กับ "วิถีชีวิตดั้งเดิม" (Traditional Livelihood) และระหว่าง "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" กับ "ความเป็นธรรมทางสังคม"

ในคราวรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นธงนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex Bill) และการลงพื้นที่เชิงรุกของคณะรัฐมนตรีในชุมชนคลองเตย เพื่อเร่งรัดแผนแม่บทการพัฒนาที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) 1 สถานการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงทิศทางการพัฒนาที่เหมาะสม โดยมี "โมเดลลีกวนยู" (Lee Kuan Yew Model) ของสิงคโปร์ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาต้นแบบที่ทรงพลังที่สุด ทั้งในแง่ความสำเร็จในการเนรมิตเกาะที่เต็มไปด้วยสลัมให้กลายเป็นมหานครระดับโลก และความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ข้ามพ้นกรอบศีลธรรมเดิมๆ สู่ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ

1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์วิจารณ์ (Critical Analysis) รูปแบบการพัฒนาพื้นที่คลองเตยตามแผนแม่บท "The New คลองเตย" โดยใช้ "โมเดลลีกวนยู" เป็นกรอบแนวคิดในการเปรียบเทียบและสังเคราะห์ เพื่อตอบคำถามวิจัยที่ว่า:

  1. ปรัชญา "ปฏิบัตินิยม" (Pragmatism) ของลีกวนยู สามารถประยุกต์ใช้กับบริบทการเมืองและสังคมไทยที่มีความซับซ้อนและอ่อนไหวทางวัฒนธรรมได้หรือไม่?

  2. นโยบายการจัดระเบียบที่อยู่อาศัยแนวตั้ง (Vertical Social Housing) แบบสิงคโปร์ จะสามารถแก้ปัญหาชุมชนแออัดคลองเตยได้อย่างยั่งยืน หรือจะเป็นเพียงการย้ายปัญหาจากแนวราบสู่แนวตั้ง?

  3. การผลักดัน Entertainment Complex ในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโครงสร้างทางสังคมและศีลธรรมของไทย เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการ Social Safeguards ของสิงคโปร์?

การศึกษานี้ครอบคลุมการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนแม่บทการท่าเรือแห่งประเทศไทย, พลวัตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในปี 2569, ทฤษฎีการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์, และบริบททางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนคลองเตย โดยสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากเอกสารวิชาการ รายงานข่าว และบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่รอบด้านและเป็นรูปธรรม


2. ถอดรหัสพันธุกรรม "โมเดลลีกวนยู": จากปรัชญาสู่การปฏิบัติ

ก่อนที่จะวิเคราะห์การนำโมเดลไปใช้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ "แก่นแท้" (Essence) ของโมเดลลีกวนยู ซึ่งมิใช่เพียงชุดของนโยบาย แต่เป็นระบบความคิด (Mindset) ที่ขับเคลื่อนสิงคโปร์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางทรัพยากร

2.1 ลัทธิปฏิบัตินิยม (Pragmatism) เหนืออุดมการณ์

หัวใจสำคัญที่สุดของการบริหารจัดการแบบลีกวนยูคือ "ลัทธิปฏิบัตินิยม" ลีกวนยูได้ประกาศจุดยืนไว้อย่างชัดเจนว่า "เราเป็นพวกปฏิบัตินิยม เราไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ใดๆ... ถ้ามันได้ผล ก็ทำมันซะ ถ้าไม่ได้ผล ก็โยนทิ้งไป ลองวิธีใหม่" 2 คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการบริหารงานที่ไม่ยึดติดกับทฤษฎีซ้ายหรือขวา ทุนนิยมหรือสังคมนิยม แต่มุ่งเน้นที่ "ผลลัพธ์" (Outcome) และ "ความอยู่รอด" (Survival) ของชาติเป็นที่ตั้ง 4

ในบริบทของการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ ปรัชญานี้นำไปสู่การตัดสินใจที่ขัดแย้งกับความรู้สึกเดิมๆ เช่น การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติอย่างสุดโต่ง และการเปลี่ยนท่าทีต่อธุรกิจกาสิโน จากที่เคยต่อต้านอย่างหัวชนฝาด้วยวาทะ "ข้ามศพข้าพเจ้าไปก่อน" (Over my dead body) มาสู่การยอมรับและสนับสนุนเมื่อเห็นว่าโลกเปลี่ยนไปและการท่องเที่ยวกลายเป็นเดิมพันที่สิงคโปร์ไม่อาจเพลี่ยงพล้ำได้ 5 ลีกวนยูยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า "จริยธรรม" กินไม่ได้ หากประเทศล่มสลายทางเศรษฐกิจ

2.2 สัญญะประชาคมใหม่: การเคหะแห่งชาติ (HDB) และการสร้างชาติ

ความสำเร็จในการกำจัดสลัมของสิงคโปร์ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจไล่รื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้าง "สัญญาประชาคม" (Social Contract) ใหม่ผ่านระบบการเคหะ (Housing and Development Board - HDB)

  • จากผู้บุกรุกสู่เจ้าของบ้าน: รัฐบาลสิงคโปร์เข้าใจดีว่าประชาชนจะหวงแหนและปกป้องประเทศก็ต่อเมื่อพวกเขามีสินทรัพย์เป็นของตนเอง นโยบาย "Home Ownership Scheme" จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เงินออมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (CPF) มาผ่อนชำระค่าที่อยู่อาศัยได้ 7 นี่คือกลไกทางการเงินที่ชาญฉลาดซึ่งเปลี่ยนสถานะของผู้อยู่อาศัยในสลัมให้กลายเป็น "เจ้าของกรรมสิทธิ์" ในชั่วข้ามคืน

  • วิศวกรรมสังคม (Social Engineering): HDB ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างตึก แต่ทำหน้าที่ "สร้างสังคม" ด้วยการกำหนดโควตาเชื้อชาติ (Ethnic Integration Policy) ในแต่ละอาคาร เพื่อป้องกันการจับกลุ่มแยกตัวตามเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานของความขัดแย้ง 7 การออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง (Common Spaces) ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อให้คนต่างวัฒนธรรมต้องมาปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ (Nation Building) 9

2.3 การบริหารจัดการอบายมุขแบบ "Sanitized Vice"

เมื่อสิงคโปร์ตัดสินใจเปิด Integrated Resorts (IRs) ที่มีกาสิโนเป็นส่วนประกอบ รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างอิสระ แต่ได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันทางสังคม (Social Safeguards) ที่เข้มงวดที่สุดในโลกขึ้นมา 10

  • กำแพงภาษีทางสังคม: การกำหนดค่าธรรมเนียมเข้าใช้บริการ (Entry Levy) สำหรับพลเมืองสิงคโปร์และผู้พำนักถาวร ในอัตราที่สูง (100-150 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน) 11 เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเพื่อ "สะกิด" (Nudge) ให้คนในชาติหลีกเลี่ยงการพนัน ในขณะที่เปิดกว้างสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

  • กลไกการกำกับดูแล: การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลกาสิโน (Casino Regulatory Authority - CRA) และสภาปัญหาการพนันแห่งชาติ (National Council on Problem Gambling - NCPG) สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลสิงคโปร์มองเห็น "ด้านมืด" ของนโยบายนี้และเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ 11


3. ภูมิทัศน์ใหม่แห่งคลองเตย: แผนแม่บท, การเมือง, และความเป็นจริง

3.1 ยุทธศาสตร์ "The New คลองเตย" ภายใต้วิสัยทัศน์การท่าเรือแห่งประเทศไทย

แผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯ (คลองเตย) ฉบับปรับปรุงใหม่ เป็นการพลิกโฉมที่ดิน 2,353 ไร่ ให้กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็นโซนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน 1:

โซนการพัฒนา (Development Zone)รายละเอียดและวัตถุประสงค์ (Details & Objectives)พื้นที่โดยประมาณ (ไร่)
1. Smart Port & Logistics (Semi-Automated)การยกระดับท่าเรือสู่ระบบกึ่งอัตโนมัติ (Green Port) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดมลพิษ พร้อมระบบบริหารจัดการจราจร Truck Q709
2. Commercial & Business Centerศูนย์กลางธุรกิจพาณิชยนาวี (Maritime Business Center), อาคารสำนักงานเกรด A, ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ (MICE) เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติ1,085 (รวม Smart City)
3. Tourism & Entertainmentท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม และพื้นที่รองรับ Entertainment Complex ตามนโยบายรัฐ67.41 (เฉพาะ Terminal)
4. Smart Community (Housing)โครงการที่อยู่อาศัยแนวสูง (High-rise) เพื่อรองรับชุมชนเดิมและบุคลากรการท่าเรือ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร123
5. พื้นที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆพื้นที่สีเขียว, โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ, และพื้นที่เช่าของหน่วยงานรัฐ (เช่น กรมศุลกากร)-

นัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลง: การปรับเปลี่ยนจากการใช้พื้นที่เพื่อ "การขนส่ง" (Logistics-heavy) มาสู่ "เมืองพาณิชยกรรมและท่องเที่ยว" (Commercial & Tourism-centric) สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยวมากขึ้น แผนงานนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศลงกว่า 1.41 พันล้านบาท 13 ซึ่งเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้สร้างความชอบธรรมในการผลักดันโครงการ

3.2 พลวัตการเมืองปี 2569: พรรคเพื่อไทยกับเดิมพันครั้งสุดท้าย

บริบททางการเมืองในปี 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์ทิศทางของโครงการนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องการสร้างผลงานทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ ได้เร่งรัดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคหลายประการที่สอดรับกับพื้นที่คลองเตย:

  1. นโยบาย Entertainment Complex: การผ่านร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งอนุญาตให้มีกาสิโนถูกกฎหมาย เป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกมูลค่าที่ดินในคลองเตยให้สูงขึ้นอย่างมหาศาล รัฐบาลมองว่าคลองเตยมีศักยภาพที่จะเป็นที่ตั้งของ Integrated Resort ระดับโลกเทียบเท่า Marina Bay Sands ด้วยทำเลริมแม่น้ำและใจกลางเมือง 14

  2. การลงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์: การที่รัฐมนตรีและแกนนำพรรคลงพื้นที่คลองเตยในปี 2569 1 ไม่ใช่เพียงการตรวจราชการ แต่เป็นสัญญาณทางการเมืองที่บ่งบอกว่า รัฐบาลพร้อมที่จะ "ทุบโต๊ะ" เพื่อเดินหน้าโครงการ โดยใช้กลยุทธ์ "การเจรจาต่อรอง" (Deal-making) กับชุมชน เพื่อแลกกับความรวดเร็วในการส่งมอบพื้นที่

  3. กรอบเวลาที่เร่งรัด: การกำหนดให้การท่าเรือฯ ศึกษาโมเดลธุรกิจให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน (ต้นปี 2569) 1 แสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบในการแปลงแผนสู่การปฏิบัติ (Implementation) เพื่อให้ทันรอบวาระทางการเมืองและเศรษฐกิจ


4. วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: รอยต่อระหว่างความสำเร็จกับความเป็นไปได้ (Comparative Analysis)

การนำโมเดลลีกวนยูมาทาบทับลงบนพื้นที่คลองเตย เผยให้เห็นทั้ง "โอกาส" ที่จะประสบความสำเร็จ และ "รอยร้าว" ที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลว หากไม่ได้รับการจัดการอย่างละเอียดอ่อน

4.1 มิติที่อยู่อาศัย: ความท้าทายของการย้าย "วิถีชีวิต" ขึ้นสู่ "ที่สูง"

บทเรียนจากสิงคโปร์: ความสำเร็จของ HDB ไม่ได้อยู่ที่ตัวตึก แต่อยู่ที่การออกแบบระบบนิเวศของการอยู่อาศัย (Total Living Environment) 7 สิงคโปร์สามารถย้ายคนขึ้นตึกได้สำเร็จเพราะ:

  • ความเชื่อมั่น (Trust): ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะจัดหาสาธารณูปโภคและการดูแลรักษาอาคารที่ดีให้

  • ความสามารถในการจ่าย (Affordability): ระบบ CPF ทำให้การผ่อนชำระเป็นไปได้จริง

  • การตัดขาดจากเกษตรกรรม: สิงคโปร์ไม่มีภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอุตสาหกรรมและบริการจึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตบนตึกสูง

ความเป็นจริงของคลองเตย: ข้อเสนอ "Smart Community" ของการท่าเรือฯ ที่จะสร้างคอนโดมิเนียมสูงเพื่อรองรับชาวชุมชนกว่า 13,000 ครัวเรือน เผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า:

  • เศรษฐศาสตร์ของคนจนเมือง (Economics of the Urban Poor): ชาวชุมชนคลองเตยส่วนใหญ่พึ่งพา "เศรษฐกิจนอกระบบ" (Informal Economy) ที่ต้องใช้พื้นที่แนวราบในการประกอบอาชีพ เช่น การขายของรถเข็น, การคัดแยกขยะ, การรับจ้างขนของ หรือการขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 15 การย้ายขึ้นตึกสูงเท่ากับการตัดขาดพวกเขาจาก "เครื่องมือทำกิน" (Means of Production) พื้นที่ค้าขายหน้าบ้านหายไป พื้นที่จอดรถเข็นไม่มี ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้และภาระหนี้สิน แม้จะได้ที่อยู่อาศัยใหม่ก็ตาม 16

  • กับดักค่าครองชีพ (Cost of Living Trap): การอยู่อาศัยใน Smart City ย่อมมาพร้อมกับค่าส่วนกลาง ค่าสาธารณูปโภค และค่าครองชีพในพื้นที่ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเกินกำลังของกลุ่มเปราะบาง นำไปสู่ปรากฏการณ์ Gentrification หรือการที่คนจนทนแบกรับภาระไม่ไหวจนต้องขายสิทธิ์และย้ายออกไปสู่สลัมชานเมือง (Displacement) 17

  • ความผูกพันทางสังคม (Social Capital): เครือข่ายความช่วยเหลือเกื้อกูลในชุมชนแออัด (เช่น การฝากเลี้ยงลูก, การกู้ยืมเงินฉุกเฉิน) มักถูกทำลายเมื่อมีการจัดระเบียบที่อยู่อาศัยใหม่ที่แยกครอบครัวออกจากกัน 19

4.2 มิติเศรษฐกิจและศีลธรรม: กาสิโนกับการปะทะทางวัฒนธรรม

ปฏิบัตินิยมแบบสิงคโปร์: ลีกวนยูสามารถก้าวข้ามข้อโต้แย้งทางศีลธรรมได้ด้วยวาทกรรม "ความอยู่รอดของชาติ" และการพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถ "ควบคุม" ผลกระทบได้จริง 5 กาสิโนในสิงคโปร์จึงถูกมองว่าเป็น "เครื่องมือทางเศรษฐกิจ" มากกว่า "แหล่งอบายมุข"

ความย้อนแย้งในสังคมไทย: การผลักดัน Entertainment Complex ในไทย ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่ต่างออกไป:

  • กำแพงศาสนา: สังคมไทยยังมีรากฐานพุทธศาสนาที่เข้มแข็ง ซึ่งมองการพนันเป็น "อบายมุข" (Sin) ที่นำไปสู่ความเสื่อม 20 การนำกาสิโนมาตั้งใจกลางเมือง (คลองเตย) อาจถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และอาจถูกนำมาใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม

  • ความอ่อนแอของรัฐ (Weak State Capacity): ความกังวลใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นเรื่อง "ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย" (Rule of Law) สิงคโปร์มี CRA ที่เข้มงวดและปลอดคอร์รัปชัน แต่ไทยยังมีปัญหาเรื่องส่วย, ธุรกิจสีเทา, และการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติ 21 ความเสี่ยงที่กาสิโนถูกกฎหมายจะกลายเป็นเพียงฉากหน้าของการฟอกเงิน หรือแหล่งซ่องสุมอาชญากรรม จึงมีสูงกว่าสิงคโปร์มาก

  • ผลกระทบต่อเยาวชน: หากไม่มีระบบ Entry Levy หรือ Social Safeguards ที่เข้มงวดพอ (เช่น การจำกัดอายุ, การตรวจสอบสถานะการเงิน) กาสิโนอาจกลายเป็นกับดักที่ดึงดูดเยาวชนและคนในชุมชนคลองเตยเข้าสู่วงจรหนี้สิน 21

4.3 มิติการเมือง: อำนาจนิยม vs. ประชาธิปไตยแบบต่อรอง

เสถียรภาพของสิงคโปร์: โมเดลลีกวนยูขับเคลื่อนด้วยระบอบการเมืองที่มีพรรคเดียวครองเสียงข้างมาก (PAP) อย่างยาวนาน ทำให้สามารถวางแผนระยะยาว (Long-term Planning) 30-50 ปีได้โดยไม่สะดุด รัฐสามารถใช้อำนาจเวนคืนที่ดิน (Land Acquisition Act) เพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างเด็ดขาด 22

ความเปราะบางของไทย: การเมืองไทยมีลักษณะเป็นรัฐบาลผสม (Coalition Government) ที่ต้องประนีประนอมผลประโยชน์ การวางแผนระยะยาวมักถูกขัดจังหวะด้วยการเปลี่ยนขั้วอำนาจ หรือการประท้วงของมวลชน

  • อำนาจต่อรองของชุมชน: ชุมชนคลองเตยมีประวัติศาสตร์การรวมตัวต่อสู้ที่เข้มแข็ง (Strong Community Organization) 24 การใช้อำนาจ "หักดิบ" ไล่รื้อแบบสิงคโปร์อาจนำไปสู่ความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่อาจรับมือไหว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้วิธี "ประนีประนอม" ซึ่งอาจทำให้รูปแบบโครงการบิดเบี้ยวไปจากผังแม่บทที่ควรจะเป็น เพื่อแลกกับความสงบเรียบร้อย 25


5. ความเสี่ยงอุบัติใหม่: ภัยคุกคามในยุคดิจิทัลและสังคมสูงวัย

นอกเหนือจากประเด็นดั้งเดิม การศึกษานี้ยังพบความเสี่ยงใหม่ที่อาจถูกมองข้ามในการนำโมเดลลีกวนยูมาใช้ในยุคดิจิทัล:

5.1 ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและภัยไซเบอร์ (Digital Divide & Cyber Risks)

การเปลี่ยนคลองเตยเป็น Smart City ย่อมมาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ประชากรในสลัม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ยังขาดทักษะความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Literacy) 26

  • เหยื่อของอาชญากรรม: การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้นโดยปราศจากภูมิคุ้มกัน อาจทำให้ชาวชุมชนตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกลวงออนไลน์ (Online Scams), และการพนันออนไลน์ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัญหานี้กำลังระบาดหนักในภูมิภาค 27 ความทันสมัยทางกายภาพอาจกลายเป็นช่องทางให้ "โจรดิจิทัล" เข้าถึงเงินในกระเป๋าของคนจนได้ง่ายขึ้น

  • การถูกทิ้งไว้ข้างหลัง: ระบบ Smart City ที่เน้นแอปพลิเคชันและการทำธุรกรรมออนไลน์ อาจกีดกันผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี (Digital Exclusion) ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงบริการสาธารณะหรือสวัสดิการที่รัฐจัดให้ 26

5.2 การดูแลผู้สูงอายุในแนวตั้ง (Vertical Eldercare)

สิงคโปร์กำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและพยายามแก้ด้วยโมเดล "Kampung Admiralty" ที่รวมศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็กไว้ในตึกเดียวกัน (Intergenerational Housing) 9 สำหรับคลองเตย ซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูง การออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างยิ่งยวด หากสร้างเพียง "ห้องสี่เหลี่ยม" โดยไม่มีพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงอายุ หรือไม่มีระบบดูแลที่บ้าน (Home Care) ที่ดีพอ ตึกสูงแห่งใหม่อาจกลายเป็น "คุกคอนกรีต" สำหรับคนชราที่ถูกลูกหลานทิ้งให้อยู่ลำพัง


6. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: สู่ "โมเดลคลองเตย" ที่ยั่งยืน

การวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาสลัมคลองเตยผ่านเลนส์ของ "โมเดลลีกวนยู" ชี้ให้เห็นว่า ความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการเนรมิตความทันสมัยและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่นี้ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในเชิงยุทธศาสตร์การแข่งขันระดับโลก อย่างไรก็ตาม การ "คัดลอก" เพียงรูปแบบกายภาพ (ตึกสูง, กาสิโน, Smart City) โดยละเลย "จิตวิญญาณ" ของโมเดล (ความเชื่อมั่น, วินัย, ระบบสวัสดิการ, การบังคับใช้กฎหมาย) อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมทางสังคมมากกว่าความสำเร็จ

เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวและสร้าง "โมเดลคลองเตย" ที่เป็นของไทยอย่างแท้จริง คณะผู้จัดทำขอเสนอแนวทางดังนี้:

6.1 จาก "ปฏิบัตินิยมแบบบนลงล่าง" สู่ "ปฏิบัตินิยมแบบมีส่วนร่วม"

รัฐบาลไม่ควรยึดติดกับโมเดลการไล่รื้อและสร้างใหม่ (Bulldoze and Rebuild) เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาโมเดล "การแบ่งปันที่ดิน" (Land Sharing) หรือการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิม (On-site Upgrading) สำหรับบางโซน เพื่อรักษาโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชน การออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ต้องเกิดจากกระบวนการ Co-creation ร่วมกับชาวบ้าน เพื่อให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตจริง เช่น การมีพื้นที่จอดรถเข็นขายของ, พื้นที่ตลาดชุมชนในชั้นล่างของอาคาร, และทางลาดสำหรับผู้สูงอายุ 24

6.2 สร้าง "เกราะป้องกันสังคม" (Thai Social Safeguards)

หากรัฐบาลเดินหน้า Entertainment Complex ในพื้นที่ ต้องสร้างกลไกป้องกันที่เข้มข้น:

  • กองทุนเยียวยาสังคม (Social Impact Fund): กำหนดให้รายได้ส่วนหนึ่งจากกาสิโน (เช่น 5-10%) ถูกส่งเข้ากองทุนพัฒนาชุมชนคลองเตยโดยตรง เพื่อใช้สำหรับการศึกษา, ทุนประกอบอาชีพ, และสวัสดิการผู้สูงอายุในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนรู้สึกว่าตนได้รับประโยชน์จากการพัฒนา ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ 11

  • มาตรการจำกัดการเข้าถึง: ควรพิจารณาระบบ Entry Levy สำหรับคนไทย หรือระบบสมาชิกที่เข้มงวด เพื่อกรองกลุ่มเสี่ยง และใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับพฤติกรรมการเล่นพนันที่มีปัญหา (Problem Gambling) 23

6.3 การยกระดับ "คน" ควบคู่กับ "เมือง"

ความสำเร็จของ Smart City ไม่ได้อยู่ที่เซ็นเซอร์หรือเครือข่าย 5G แต่อยู่ที่ "คน" รัฐบาลต้องลงทุนในโครงการ Digital Literacy & Vocational Training ขนานใหญ่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชาวชุมชนคลองเตย โดยเฉพาะเยาวชน ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ (เช่น งานบริการโรงแรม, งานโลจิสติกส์อัจฉริยะ, งานด้านไอที) 30 เพื่อให้พวกเขาเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้อาศัยในสลัม" สู่ "พลเมือง Smart City" ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

6.4 การบูรณาการพื้นที่สีเขียวและการเดินเท้า

เรียนรู้จากความผิดพลาดของเมืองที่พึ่งพารถยนต์ พัฒนาพื้นที่ "The New คลองเตย" ให้เป็น Walkable City ที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอย่างสมบูรณ์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนในพื้นที่ และสร้างพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ (Quality Public Space) ที่คนทุกระดับรายได้สามารถเข้าถึงได้และใช้ร่วมกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ 31

บทสรุปสุดท้าย โมเดลลีกวนยูสอนให้เรากล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากคลองเตยสอนให้เรารู้ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุดคือการพัฒนาที่ "มนุษย์" เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ "วัตถุ" หรือ "ตัวเลขทางเศรษฐกิจ" เพียงอย่างเดียว


ภาคผนวก: ตารางวิเคราะห์ข้อมูล

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์การจัดการที่อยู่อาศัยและพื้นที่เศรษฐกิจ

หัวข้อเปรียบเทียบโมเดลลีกวนยู (สิงคโปร์)แผนแม่บท The New คลองเตย (ไทย)บทวิเคราะห์ความท้าทายของไทย
ปรัชญาการพัฒนาSurvival Pragmatism (ความอยู่รอดคือสูงสุด)Economic Populism (เศรษฐกิจประชานิยม)ไทยอาจขาดความต่อเนื่องและเสถียรภาพในการดำเนินนโยบายระยะยาว
รูปแบบที่อยู่อาศัยHDB High-rise (เจ้าของกรรมสิทธิ์ผ่าน CPF)High-rise Condo (เช่าระยะยาว/เซ้ง)ขาดกลไกการเงิน (CPF) ทำให้ผู้อยู่อาศัยอาจแบกรับภาระไม่ไหวในระยะยาว
การจัดการชุมชนผสมผสานเชื้อชาติ (Ethnic Quota) ลดความขัดแย้งย้ายชุมชนเดิมเข้าตึกเดียวกัน (En-bloc)เสี่ยงต่อการคงสภาพปัญหาสังคมเดิมในรูปแบบแนวตั้ง (Vertical Slum)
นโยบายกาสิโนIntegrated Resort (ควบคุมเข้มงวด, Entry Levy)Entertainment Complex (เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยว)ความเสี่ยงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและการคอร์รัปชันในระบบกำกับดูแล
บทบาทของรัฐStrong State (อำนาจเบ็ดเสร็จแต่ชอบธรรม)Negotiating State (รัฐเจรจาต่อรอง)การดำเนินงานอาจล่าช้าและรูปแบบโครงการอาจถูกปรับเปลี่ยนตามแรงกดดัน

ตารางที่ 2: ผลกระทบที่คาดการณ์จากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ (Impact Assessment)

มิติผลกระทบผลกระทบเชิงบวก (Positive Impacts)ผลกระทบเชิงลบ (Negative Impacts)มาตรการลดผลกระทบ (Mitigation)
เศรษฐกิจกระตุ้น GDP, สร้างงานใหม่, เพิ่มมูลค่าที่ดิน, ลดต้นทุนโลจิสติกส์ค่าครองชีพสูงขึ้น, Gentrification, การกระจายรายได้ไม่ทั่วถึงกองทุนพัฒนาอาชีพ, โควตาจ้างงานคนในพื้นที่, ควบคุมราคาอาหารในโซนชุมชน
สังคมคุณภาพที่อยู่อาศัยดีขึ้น, ลดปัญหาสุขอนามัย, การเข้าถึงบริการรัฐง่ายขึ้นชุมชนแตกแยก, สูญเสียเครือข่ายทางสังคม, ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์พื้นที่ส่วนกลางสร้างปฏิสัมพันธ์, ศูนย์ดิจิทัลชุมชน, การออกแบบอาคารที่เอื้อต่อผู้สูงอายุ
สิ่งแวดล้อมพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น, การจัดการขยะและน้ำเสียที่เป็นระบบมลพิษจากการก่อสร้าง, ความร้อนจากตึกสูง (Urban Heat Island)การก่อสร้างแบบ Green Building, เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ, ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "ประมงเพื่อไทย 2569" สมุทรสาครสนามหัวหาด ปลาหมอคางดำบททดสอบ "ยศชนัน"

สมุทรสาครกำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อพรรคเพื่อไทยเลือก “...