รายงานการวิจัยเรื่อง “พลวัตการเปลี่ยนผ่านพื้นที่คลองเตยสู่ Bangkok Modern City” ได้เผยแพร่ผลการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกต่อทิศทางการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯ หรือคลองเตย ภายใต้แผนแม่บท “The New คลองเตย” ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปี 2569 โดยใช้ “โมเดลลีกวนยู” ของสิงคโปร์เป็นกรอบเปรียบเทียบสำคัญ
รายงานระบุว่า คลองเตยซึ่งมีพื้นที่กว่า 2,353 ไร่ ถือเป็น “พื้นที่ไข่แดง” แห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงและความเปราะบางทางสังคมจากการเป็นที่ตั้งของชุมชนแออัดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ การผลักดันนโยบาย “The New คลองเตย” จึงไม่ใช่เพียงโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมรภูมิทางนโยบายระหว่างความทันสมัยกับวิถีชีวิตดั้งเดิม และระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเป็นธรรมทางสังคม
งานวิจัยชี้ว่า แก่นของ “โมเดลลีกวนยู” ไม่ได้อยู่ที่ตึกสูงหรือโครงการหรู หากแต่อยู่ที่ “ลัทธิปฏิบัตินิยม” ซึ่งยึดผลลัพธ์และความอยู่รอดของชาติเป็นหลัก สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการขจัดสลัมด้วยการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ผ่านระบบการเคหะแห่งชาติ (HDB) ที่เปลี่ยนผู้อยู่อาศัยจากผู้บุกรุกเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมทั้งใช้วิศวกรรมสังคมสร้างความหลากหลายและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ
เมื่อหันกลับมามองบริบทคลองเตย งานวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การย้ายชุมชนกว่า 13,000 ครัวเรือนไปสู่ที่อยู่อาศัยแนวสูงแบบ Smart Community อาจเผชิญความเสี่ยงสูง หากไม่คำนึงถึงเศรษฐกิจนอกระบบของคนจนเมือง วิถีชีวิตการค้าขายแนวราบ และภาระค่าครองชีพในเมืองอัจฉริยะ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหา “สลัมแนวตั้ง” หรือการผลักคนจนออกจากพื้นที่ในระยะยาว
ในมิติเศรษฐกิจและศีลธรรม รายงานวิเคราะห์ว่าการผลักดันกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ซึ่งอาจมีกาสิโนเป็นส่วนหนึ่ง ถือเป็นหัวใจในการปลดล็อกมูลค่าที่ดินคลองเตย แต่ต้องเผชิญแรงต้านทางวัฒนธรรม ศาสนา และความกังวลต่อประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของไทย ซึ่งแตกต่างจากสิงคโปร์ที่มีระบบกำกับดูแลเข้มงวดและมาตรการป้องกันผลกระทบทางสังคมที่ชัดเจน
นอกจากนี้ งานวิจัยยังเตือนถึงความเสี่ยงอุบัติใหม่ในยุคดิจิทัล อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ภัยอาชญากรรมไซเบอร์ และการดูแลผู้สูงอายุในที่อยู่อาศัยแนวตั้ง ซึ่งอาจทำให้ความทันสมัยทางกายภาพกลายเป็นภาระใหม่ของชุมชน หากรัฐไม่เตรียมกลไกรองรับอย่างรอบด้าน
ในบทสรุป รายงานเสนอว่า รัฐบาลไม่ควร “คัดลอก” โมเดลลีกวนยูเฉพาะรูปแบบภายนอก แต่ต้องพัฒนา “โมเดลคลองเตย” ที่เหมาะสมกับสังคมไทย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การออกแบบที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง การสร้างเกราะป้องกันทางสังคมควบคู่กับการพัฒนา Entertainment Complex และการยกระดับทักษะประชาชนให้พร้อมเป็นพลเมืองของเมืองสมัยใหม่
งานวิจัยสรุปว่า บทเรียนจากสิงคโปร์คือความกล้าตัดสินใจเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ขณะที่บทเรียนจากคลองเตยคือ การพัฒนาจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และยึด “มนุษย์” เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านสู่ Bangkok Modern City อย่างแท้จริง
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: พลวัตการเปลี่ยนผ่านพื้นที่คลองเตยสู่ "Bangkok Modern City" ภายใต้กระบวนทัศน์โมเดลลีกวนยูและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยปี 2569
1. บทนำ: รุ่งอรุณใหม่แห่งคลองเตยกับโจทย์ท้าทายแห่งศตวรรษ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
เมื่อย่างเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 มหานครกรุงเทพฯ กำลังยืนอยู่บนรอยต่อทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง การขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) ได้รุกคืบเข้ากลืนกินพื้นที่ใจกลางเมืองจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียง "พื้นที่ไข่แดง" ขนาดมหึมากว่า 2,353 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่รู้จักกันในนาม "ท่าเรือกรุงเทพ" หรือ "คลองเตย" พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงการส่งออกของไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นที่ตั้งของชุมชนแออัดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ การขับเคลื่อนนโยบาย "The New คลองเตย" หรือการเปลี่ยนโฉมพื้นที่สู่ "Bangkok Modern City" จึงมิใช่เพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับเมกะโปรเจกต์ แต่เป็นสมรภูมิทางความคิดที่ปะทะกันระหว่าง "ความทันสมัย" (Modernity) กับ "วิถีชีวิตดั้งเดิม" (Traditional Livelihood) และระหว่าง "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" กับ "ความเป็นธรรมทางสังคม"
ในคราวรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นธงนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex Bill) และการลงพื้นที่เชิงรุกของคณะรัฐมนตรีในชุมชนคลองเตย เพื่อเร่งรัดแผนแม่บทการพัฒนาที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)
1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์วิจารณ์ (Critical Analysis) รูปแบบการพัฒนาพื้นที่คลองเตยตามแผนแม่บท "The New คลองเตย" โดยใช้ "โมเดลลีกวนยู" เป็นกรอบแนวคิดในการเปรียบเทียบและสังเคราะห์ เพื่อตอบคำถามวิจัยที่ว่า:
ปรัชญา "ปฏิบัตินิยม" (Pragmatism) ของลีกวนยู สามารถประยุกต์ใช้กับบริบทการเมืองและสังคมไทยที่มีความซับซ้อนและอ่อนไหวทางวัฒนธรรมได้หรือไม่?
นโยบายการจัดระเบียบที่อยู่อาศัยแนวตั้ง (Vertical Social Housing) แบบสิงคโปร์ จะสามารถแก้ปัญหาชุมชนแออัดคลองเตยได้อย่างยั่งยืน หรือจะเป็นเพียงการย้ายปัญหาจากแนวราบสู่แนวตั้ง?
การผลักดัน Entertainment Complex ในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโครงสร้างทางสังคมและศีลธรรมของไทย เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการ Social Safeguards ของสิงคโปร์?
การศึกษานี้ครอบคลุมการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนแม่บทการท่าเรือแห่งประเทศไทย, พลวัตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในปี 2569, ทฤษฎีการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์, และบริบททางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนคลองเตย โดยสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากเอกสารวิชาการ รายงานข่าว และบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่รอบด้านและเป็นรูปธรรม
2. ถอดรหัสพันธุกรรม "โมเดลลีกวนยู": จากปรัชญาสู่การปฏิบัติ
ก่อนที่จะวิเคราะห์การนำโมเดลไปใช้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ "แก่นแท้" (Essence) ของโมเดลลีกวนยู ซึ่งมิใช่เพียงชุดของนโยบาย แต่เป็นระบบความคิด (Mindset) ที่ขับเคลื่อนสิงคโปร์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางทรัพยากร
2.1 ลัทธิปฏิบัตินิยม (Pragmatism) เหนืออุดมการณ์
หัวใจสำคัญที่สุดของการบริหารจัดการแบบลีกวนยูคือ "ลัทธิปฏิบัตินิยม" ลีกวนยูได้ประกาศจุดยืนไว้อย่างชัดเจนว่า "เราเป็นพวกปฏิบัตินิยม เราไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ใดๆ... ถ้ามันได้ผล ก็ทำมันซะ ถ้าไม่ได้ผล ก็โยนทิ้งไป ลองวิธีใหม่"
ในบริบทของการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ ปรัชญานี้นำไปสู่การตัดสินใจที่ขัดแย้งกับความรู้สึกเดิมๆ เช่น การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติอย่างสุดโต่ง และการเปลี่ยนท่าทีต่อธุรกิจกาสิโน จากที่เคยต่อต้านอย่างหัวชนฝาด้วยวาทะ "ข้ามศพข้าพเจ้าไปก่อน" (Over my dead body) มาสู่การยอมรับและสนับสนุนเมื่อเห็นว่าโลกเปลี่ยนไปและการท่องเที่ยวกลายเป็นเดิมพันที่สิงคโปร์ไม่อาจเพลี่ยงพล้ำได้
2.2 สัญญะประชาคมใหม่: การเคหะแห่งชาติ (HDB) และการสร้างชาติ
ความสำเร็จในการกำจัดสลัมของสิงคโปร์ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจไล่รื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้าง "สัญญาประชาคม" (Social Contract) ใหม่ผ่านระบบการเคหะ (Housing and Development Board - HDB)
จากผู้บุกรุกสู่เจ้าของบ้าน: รัฐบาลสิงคโปร์เข้าใจดีว่าประชาชนจะหวงแหนและปกป้องประเทศก็ต่อเมื่อพวกเขามีสินทรัพย์เป็นของตนเอง นโยบาย "Home Ownership Scheme" จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เงินออมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (CPF) มาผ่อนชำระค่าที่อยู่อาศัยได้
7 นี่คือกลไกทางการเงินที่ชาญฉลาดซึ่งเปลี่ยนสถานะของผู้อยู่อาศัยในสลัมให้กลายเป็น "เจ้าของกรรมสิทธิ์" ในชั่วข้ามคืนวิศวกรรมสังคม (Social Engineering): HDB ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างตึก แต่ทำหน้าที่ "สร้างสังคม" ด้วยการกำหนดโควตาเชื้อชาติ (Ethnic Integration Policy) ในแต่ละอาคาร เพื่อป้องกันการจับกลุ่มแยกตัวตามเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานของความขัดแย้ง
7 การออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง (Common Spaces) ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อให้คนต่างวัฒนธรรมต้องมาปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ (Nation Building)9
2.3 การบริหารจัดการอบายมุขแบบ "Sanitized Vice"
เมื่อสิงคโปร์ตัดสินใจเปิด Integrated Resorts (IRs) ที่มีกาสิโนเป็นส่วนประกอบ รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างอิสระ แต่ได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันทางสังคม (Social Safeguards) ที่เข้มงวดที่สุดในโลกขึ้นมา
กำแพงภาษีทางสังคม: การกำหนดค่าธรรมเนียมเข้าใช้บริการ (Entry Levy) สำหรับพลเมืองสิงคโปร์และผู้พำนักถาวร ในอัตราที่สูง (100-150 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน)
11 เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเพื่อ "สะกิด" (Nudge) ให้คนในชาติหลีกเลี่ยงการพนัน ในขณะที่เปิดกว้างสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลไกการกำกับดูแล: การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลกาสิโน (Casino Regulatory Authority - CRA) และสภาปัญหาการพนันแห่งชาติ (National Council on Problem Gambling - NCPG) สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลสิงคโปร์มองเห็น "ด้านมืด" ของนโยบายนี้และเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
11
3. ภูมิทัศน์ใหม่แห่งคลองเตย: แผนแม่บท, การเมือง, และความเป็นจริง
3.1 ยุทธศาสตร์ "The New คลองเตย" ภายใต้วิสัยทัศน์การท่าเรือแห่งประเทศไทย
แผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯ (คลองเตย) ฉบับปรับปรุงใหม่ เป็นการพลิกโฉมที่ดิน 2,353 ไร่ ให้กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็นโซนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
| โซนการพัฒนา (Development Zone) | รายละเอียดและวัตถุประสงค์ (Details & Objectives) | พื้นที่โดยประมาณ (ไร่) |
| 1. Smart Port & Logistics (Semi-Automated) | การยกระดับท่าเรือสู่ระบบกึ่งอัตโนมัติ (Green Port) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดมลพิษ พร้อมระบบบริหารจัดการจราจร Truck Q | 709 |
| 2. Commercial & Business Center | ศูนย์กลางธุรกิจพาณิชยนาวี (Maritime Business Center), อาคารสำนักงานเกรด A, ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ (MICE) เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติ | 1,085 (รวม Smart City) |
| 3. Tourism & Entertainment | ท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม และพื้นที่รองรับ Entertainment Complex ตามนโยบายรัฐ | 67.41 (เฉพาะ Terminal) |
| 4. Smart Community (Housing) | โครงการที่อยู่อาศัยแนวสูง (High-rise) เพื่อรองรับชุมชนเดิมและบุคลากรการท่าเรือ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร | 123 |
| 5. พื้นที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ | พื้นที่สีเขียว, โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ, และพื้นที่เช่าของหน่วยงานรัฐ (เช่น กรมศุลกากร) | - |
นัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลง: การปรับเปลี่ยนจากการใช้พื้นที่เพื่อ "การขนส่ง" (Logistics-heavy) มาสู่ "เมืองพาณิชยกรรมและท่องเที่ยว" (Commercial & Tourism-centric) สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยวมากขึ้น แผนงานนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศลงกว่า 1.41 พันล้านบาท
3.2 พลวัตการเมืองปี 2569: พรรคเพื่อไทยกับเดิมพันครั้งสุดท้าย
บริบททางการเมืองในปี 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์ทิศทางของโครงการนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องการสร้างผลงานทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ ได้เร่งรัดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคหลายประการที่สอดรับกับพื้นที่คลองเตย:
นโยบาย Entertainment Complex: การผ่านร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งอนุญาตให้มีกาสิโนถูกกฎหมาย เป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกมูลค่าที่ดินในคลองเตยให้สูงขึ้นอย่างมหาศาล รัฐบาลมองว่าคลองเตยมีศักยภาพที่จะเป็นที่ตั้งของ Integrated Resort ระดับโลกเทียบเท่า Marina Bay Sands ด้วยทำเลริมแม่น้ำและใจกลางเมือง
14 การลงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์: การที่รัฐมนตรีและแกนนำพรรคลงพื้นที่คลองเตยในปี 2569
1 ไม่ใช่เพียงการตรวจราชการ แต่เป็นสัญญาณทางการเมืองที่บ่งบอกว่า รัฐบาลพร้อมที่จะ "ทุบโต๊ะ" เพื่อเดินหน้าโครงการ โดยใช้กลยุทธ์ "การเจรจาต่อรอง" (Deal-making) กับชุมชน เพื่อแลกกับความรวดเร็วในการส่งมอบพื้นที่กรอบเวลาที่เร่งรัด: การกำหนดให้การท่าเรือฯ ศึกษาโมเดลธุรกิจให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน (ต้นปี 2569)
1 แสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบในการแปลงแผนสู่การปฏิบัติ (Implementation) เพื่อให้ทันรอบวาระทางการเมืองและเศรษฐกิจ
4. วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: รอยต่อระหว่างความสำเร็จกับความเป็นไปได้ (Comparative Analysis)
การนำโมเดลลีกวนยูมาทาบทับลงบนพื้นที่คลองเตย เผยให้เห็นทั้ง "โอกาส" ที่จะประสบความสำเร็จ และ "รอยร้าว" ที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลว หากไม่ได้รับการจัดการอย่างละเอียดอ่อน
4.1 มิติที่อยู่อาศัย: ความท้าทายของการย้าย "วิถีชีวิต" ขึ้นสู่ "ที่สูง"
บทเรียนจากสิงคโปร์: ความสำเร็จของ HDB ไม่ได้อยู่ที่ตัวตึก แต่อยู่ที่การออกแบบระบบนิเวศของการอยู่อาศัย (Total Living Environment)
ความเชื่อมั่น (Trust): ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะจัดหาสาธารณูปโภคและการดูแลรักษาอาคารที่ดีให้
ความสามารถในการจ่าย (Affordability): ระบบ CPF ทำให้การผ่อนชำระเป็นไปได้จริง
การตัดขาดจากเกษตรกรรม: สิงคโปร์ไม่มีภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอุตสาหกรรมและบริการจึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตบนตึกสูง
ความเป็นจริงของคลองเตย: ข้อเสนอ "Smart Community" ของการท่าเรือฯ ที่จะสร้างคอนโดมิเนียมสูงเพื่อรองรับชาวชุมชนกว่า 13,000 ครัวเรือน เผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า:
เศรษฐศาสตร์ของคนจนเมือง (Economics of the Urban Poor): ชาวชุมชนคลองเตยส่วนใหญ่พึ่งพา "เศรษฐกิจนอกระบบ" (Informal Economy) ที่ต้องใช้พื้นที่แนวราบในการประกอบอาชีพ เช่น การขายของรถเข็น, การคัดแยกขยะ, การรับจ้างขนของ หรือการขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
15 การย้ายขึ้นตึกสูงเท่ากับการตัดขาดพวกเขาจาก "เครื่องมือทำกิน" (Means of Production) พื้นที่ค้าขายหน้าบ้านหายไป พื้นที่จอดรถเข็นไม่มี ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้และภาระหนี้สิน แม้จะได้ที่อยู่อาศัยใหม่ก็ตาม16 กับดักค่าครองชีพ (Cost of Living Trap): การอยู่อาศัยใน Smart City ย่อมมาพร้อมกับค่าส่วนกลาง ค่าสาธารณูปโภค และค่าครองชีพในพื้นที่ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเกินกำลังของกลุ่มเปราะบาง นำไปสู่ปรากฏการณ์ Gentrification หรือการที่คนจนทนแบกรับภาระไม่ไหวจนต้องขายสิทธิ์และย้ายออกไปสู่สลัมชานเมือง (Displacement)
17 ความผูกพันทางสังคม (Social Capital): เครือข่ายความช่วยเหลือเกื้อกูลในชุมชนแออัด (เช่น การฝากเลี้ยงลูก, การกู้ยืมเงินฉุกเฉิน) มักถูกทำลายเมื่อมีการจัดระเบียบที่อยู่อาศัยใหม่ที่แยกครอบครัวออกจากกัน
19
4.2 มิติเศรษฐกิจและศีลธรรม: กาสิโนกับการปะทะทางวัฒนธรรม
ปฏิบัตินิยมแบบสิงคโปร์: ลีกวนยูสามารถก้าวข้ามข้อโต้แย้งทางศีลธรรมได้ด้วยวาทกรรม "ความอยู่รอดของชาติ" และการพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถ "ควบคุม" ผลกระทบได้จริง
ความย้อนแย้งในสังคมไทย: การผลักดัน Entertainment Complex ในไทย ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่ต่างออกไป:
กำแพงศาสนา: สังคมไทยยังมีรากฐานพุทธศาสนาที่เข้มแข็ง ซึ่งมองการพนันเป็น "อบายมุข" (Sin) ที่นำไปสู่ความเสื่อม
20 การนำกาสิโนมาตั้งใจกลางเมือง (คลองเตย) อาจถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และอาจถูกนำมาใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมความอ่อนแอของรัฐ (Weak State Capacity): ความกังวลใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นเรื่อง "ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย" (Rule of Law) สิงคโปร์มี CRA ที่เข้มงวดและปลอดคอร์รัปชัน แต่ไทยยังมีปัญหาเรื่องส่วย, ธุรกิจสีเทา, และการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติ
21 ความเสี่ยงที่กาสิโนถูกกฎหมายจะกลายเป็นเพียงฉากหน้าของการฟอกเงิน หรือแหล่งซ่องสุมอาชญากรรม จึงมีสูงกว่าสิงคโปร์มากผลกระทบต่อเยาวชน: หากไม่มีระบบ Entry Levy หรือ Social Safeguards ที่เข้มงวดพอ (เช่น การจำกัดอายุ, การตรวจสอบสถานะการเงิน) กาสิโนอาจกลายเป็นกับดักที่ดึงดูดเยาวชนและคนในชุมชนคลองเตยเข้าสู่วงจรหนี้สิน
21
4.3 มิติการเมือง: อำนาจนิยม vs. ประชาธิปไตยแบบต่อรอง
เสถียรภาพของสิงคโปร์: โมเดลลีกวนยูขับเคลื่อนด้วยระบอบการเมืองที่มีพรรคเดียวครองเสียงข้างมาก (PAP) อย่างยาวนาน ทำให้สามารถวางแผนระยะยาว (Long-term Planning) 30-50 ปีได้โดยไม่สะดุด รัฐสามารถใช้อำนาจเวนคืนที่ดิน (Land Acquisition Act) เพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างเด็ดขาด
ความเปราะบางของไทย: การเมืองไทยมีลักษณะเป็นรัฐบาลผสม (Coalition Government) ที่ต้องประนีประนอมผลประโยชน์ การวางแผนระยะยาวมักถูกขัดจังหวะด้วยการเปลี่ยนขั้วอำนาจ หรือการประท้วงของมวลชน
อำนาจต่อรองของชุมชน: ชุมชนคลองเตยมีประวัติศาสตร์การรวมตัวต่อสู้ที่เข้มแข็ง (Strong Community Organization)
24 การใช้อำนาจ "หักดิบ" ไล่รื้อแบบสิงคโปร์อาจนำไปสู่ความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่อาจรับมือไหว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้วิธี "ประนีประนอม" ซึ่งอาจทำให้รูปแบบโครงการบิดเบี้ยวไปจากผังแม่บทที่ควรจะเป็น เพื่อแลกกับความสงบเรียบร้อย25
5. ความเสี่ยงอุบัติใหม่: ภัยคุกคามในยุคดิจิทัลและสังคมสูงวัย
นอกเหนือจากประเด็นดั้งเดิม การศึกษานี้ยังพบความเสี่ยงใหม่ที่อาจถูกมองข้ามในการนำโมเดลลีกวนยูมาใช้ในยุคดิจิทัล:
5.1 ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและภัยไซเบอร์ (Digital Divide & Cyber Risks)
การเปลี่ยนคลองเตยเป็น Smart City ย่อมมาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ประชากรในสลัม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ยังขาดทักษะความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Literacy)
เหยื่อของอาชญากรรม: การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้นโดยปราศจากภูมิคุ้มกัน อาจทำให้ชาวชุมชนตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกลวงออนไลน์ (Online Scams), และการพนันออนไลน์ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัญหานี้กำลังระบาดหนักในภูมิภาค
27 ความทันสมัยทางกายภาพอาจกลายเป็นช่องทางให้ "โจรดิจิทัล" เข้าถึงเงินในกระเป๋าของคนจนได้ง่ายขึ้นการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง: ระบบ Smart City ที่เน้นแอปพลิเคชันและการทำธุรกรรมออนไลน์ อาจกีดกันผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี (Digital Exclusion) ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงบริการสาธารณะหรือสวัสดิการที่รัฐจัดให้
26
5.2 การดูแลผู้สูงอายุในแนวตั้ง (Vertical Eldercare)
สิงคโปร์กำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและพยายามแก้ด้วยโมเดล "Kampung Admiralty" ที่รวมศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็กไว้ในตึกเดียวกัน (Intergenerational Housing)
6. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: สู่ "โมเดลคลองเตย" ที่ยั่งยืน
การวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาสลัมคลองเตยผ่านเลนส์ของ "โมเดลลีกวนยู" ชี้ให้เห็นว่า ความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการเนรมิตความทันสมัยและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่นี้ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในเชิงยุทธศาสตร์การแข่งขันระดับโลก อย่างไรก็ตาม การ "คัดลอก" เพียงรูปแบบกายภาพ (ตึกสูง, กาสิโน, Smart City) โดยละเลย "จิตวิญญาณ" ของโมเดล (ความเชื่อมั่น, วินัย, ระบบสวัสดิการ, การบังคับใช้กฎหมาย) อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมทางสังคมมากกว่าความสำเร็จ
เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวและสร้าง "โมเดลคลองเตย" ที่เป็นของไทยอย่างแท้จริง คณะผู้จัดทำขอเสนอแนวทางดังนี้:
6.1 จาก "ปฏิบัตินิยมแบบบนลงล่าง" สู่ "ปฏิบัตินิยมแบบมีส่วนร่วม"
รัฐบาลไม่ควรยึดติดกับโมเดลการไล่รื้อและสร้างใหม่ (Bulldoze and Rebuild) เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาโมเดล "การแบ่งปันที่ดิน" (Land Sharing) หรือการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิม (On-site Upgrading) สำหรับบางโซน เพื่อรักษาโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชน การออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ต้องเกิดจากกระบวนการ Co-creation ร่วมกับชาวบ้าน เพื่อให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตจริง เช่น การมีพื้นที่จอดรถเข็นขายของ, พื้นที่ตลาดชุมชนในชั้นล่างของอาคาร, และทางลาดสำหรับผู้สูงอายุ
6.2 สร้าง "เกราะป้องกันสังคม" (Thai Social Safeguards)
หากรัฐบาลเดินหน้า Entertainment Complex ในพื้นที่ ต้องสร้างกลไกป้องกันที่เข้มข้น:
กองทุนเยียวยาสังคม (Social Impact Fund): กำหนดให้รายได้ส่วนหนึ่งจากกาสิโน (เช่น 5-10%) ถูกส่งเข้ากองทุนพัฒนาชุมชนคลองเตยโดยตรง เพื่อใช้สำหรับการศึกษา, ทุนประกอบอาชีพ, และสวัสดิการผู้สูงอายุในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนรู้สึกว่าตนได้รับประโยชน์จากการพัฒนา ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ
11 มาตรการจำกัดการเข้าถึง: ควรพิจารณาระบบ Entry Levy สำหรับคนไทย หรือระบบสมาชิกที่เข้มงวด เพื่อกรองกลุ่มเสี่ยง และใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับพฤติกรรมการเล่นพนันที่มีปัญหา (Problem Gambling)
23
6.3 การยกระดับ "คน" ควบคู่กับ "เมือง"
ความสำเร็จของ Smart City ไม่ได้อยู่ที่เซ็นเซอร์หรือเครือข่าย 5G แต่อยู่ที่ "คน" รัฐบาลต้องลงทุนในโครงการ Digital Literacy & Vocational Training ขนานใหญ่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชาวชุมชนคลองเตย โดยเฉพาะเยาวชน ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ (เช่น งานบริการโรงแรม, งานโลจิสติกส์อัจฉริยะ, งานด้านไอที)
6.4 การบูรณาการพื้นที่สีเขียวและการเดินเท้า
เรียนรู้จากความผิดพลาดของเมืองที่พึ่งพารถยนต์ พัฒนาพื้นที่ "The New คลองเตย" ให้เป็น Walkable City ที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอย่างสมบูรณ์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนในพื้นที่ และสร้างพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ (Quality Public Space) ที่คนทุกระดับรายได้สามารถเข้าถึงได้และใช้ร่วมกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ
บทสรุปสุดท้าย โมเดลลีกวนยูสอนให้เรากล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากคลองเตยสอนให้เรารู้ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุดคือการพัฒนาที่ "มนุษย์" เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ "วัตถุ" หรือ "ตัวเลขทางเศรษฐกิจ" เพียงอย่างเดียว
ภาคผนวก: ตารางวิเคราะห์ข้อมูล
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์การจัดการที่อยู่อาศัยและพื้นที่เศรษฐกิจ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | โมเดลลีกวนยู (สิงคโปร์) | แผนแม่บท The New คลองเตย (ไทย) | บทวิเคราะห์ความท้าทายของไทย |
| ปรัชญาการพัฒนา | Survival Pragmatism (ความอยู่รอดคือสูงสุด) | Economic Populism (เศรษฐกิจประชานิยม) | ไทยอาจขาดความต่อเนื่องและเสถียรภาพในการดำเนินนโยบายระยะยาว |
| รูปแบบที่อยู่อาศัย | HDB High-rise (เจ้าของกรรมสิทธิ์ผ่าน CPF) | High-rise Condo (เช่าระยะยาว/เซ้ง) | ขาดกลไกการเงิน (CPF) ทำให้ผู้อยู่อาศัยอาจแบกรับภาระไม่ไหวในระยะยาว |
| การจัดการชุมชน | ผสมผสานเชื้อชาติ (Ethnic Quota) ลดความขัดแย้ง | ย้ายชุมชนเดิมเข้าตึกเดียวกัน (En-bloc) | เสี่ยงต่อการคงสภาพปัญหาสังคมเดิมในรูปแบบแนวตั้ง (Vertical Slum) |
| นโยบายกาสิโน | Integrated Resort (ควบคุมเข้มงวด, Entry Levy) | Entertainment Complex (เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยว) | ความเสี่ยงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและการคอร์รัปชันในระบบกำกับดูแล |
| บทบาทของรัฐ | Strong State (อำนาจเบ็ดเสร็จแต่ชอบธรรม) | Negotiating State (รัฐเจรจาต่อรอง) | การดำเนินงานอาจล่าช้าและรูปแบบโครงการอาจถูกปรับเปลี่ยนตามแรงกดดัน |
ตารางที่ 2: ผลกระทบที่คาดการณ์จากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ (Impact Assessment)
| มิติผลกระทบ | ผลกระทบเชิงบวก (Positive Impacts) | ผลกระทบเชิงลบ (Negative Impacts) | มาตรการลดผลกระทบ (Mitigation) |
| เศรษฐกิจ | กระตุ้น GDP, สร้างงานใหม่, เพิ่มมูลค่าที่ดิน, ลดต้นทุนโลจิสติกส์ | ค่าครองชีพสูงขึ้น, Gentrification, การกระจายรายได้ไม่ทั่วถึง | กองทุนพัฒนาอาชีพ, โควตาจ้างงานคนในพื้นที่, ควบคุมราคาอาหารในโซนชุมชน |
| สังคม | คุณภาพที่อยู่อาศัยดีขึ้น, ลดปัญหาสุขอนามัย, การเข้าถึงบริการรัฐง่ายขึ้น | ชุมชนแตกแยก, สูญเสียเครือข่ายทางสังคม, ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ | พื้นที่ส่วนกลางสร้างปฏิสัมพันธ์, ศูนย์ดิจิทัลชุมชน, การออกแบบอาคารที่เอื้อต่อผู้สูงอายุ |
| สิ่งแวดล้อม | พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น, การจัดการขยะและน้ำเสียที่เป็นระบบ | มลพิษจากการก่อสร้าง, ความร้อนจากตึกสูง (Urban Heat Island) | การก่อสร้างแบบ Green Building, เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ, ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า |



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น