วิเคราะห์นโยบายด้านแรงงานเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยและบทบาทนำของพรรคโอกาสใหม่
ภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ตกอยู่ภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างยิ่งยวด ตลาดแรงงานไทยซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภาพของประเทศกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ทิ้งห่างแรงงานทักษะต่ำไว้เบื้องหลัง
สภาวการณ์เศรษฐกิจและบริบททางสังคมที่เป็นตัวกำหนดนโยบายแรงงานปี 2569
การวิเคราะห์นโยบายแรงงานต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสภาวะแวดล้อมมหาภาคในปี 2569 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นปีแห่ง "การประคองตัว" โดยจีดีพีของประเทศไทยถูกประมาณการว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบแคบเพียงร้อยละ 1.2 ถึง 2.2 เท่านั้น
นอกจากนี้ ตลาดแรงงานไทยยังต้องเผชิญกับ "แรงปะทะ" จากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 0.3 ถึง 1.5
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบประมาณการดัชนีเศรษฐกิจมหาภาคปี 2569 จากหน่วยงานหลัก
| ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ | สศช. (ค่ากลาง) | ธนาคารแห่งประเทศไทย | สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง | กกร. |
| อัตราการขยายตัวของ GDP | 1.7% | 1.5% | 2.0% | 1.6 - 2.0% |
| มูลค่าการส่งออกสินค้า (USD) | -0.3% | 0.6% | -1.5% | (ชะลอตัว) |
| การบริโภคภาคเอกชน | 2.1% | (ไม่มีข้อมูล) | (ไม่มีข้อมูล) | (ชะลอตัว) |
| จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน) | (ไม่มีข้อมูล) | 35 | (ไม่มีข้อมูล) | 37 |
แหล่งที่มา:
จากข้อมูลในตารางจะเห็นได้ว่า ความสอดคล้องของตัวเลขประมาณการชี้ให้เห็นถึง "หน้าผาทางการคลัง" และพื้นที่ในการดำเนินนโยบายที่จำกัดอย่างมาก พรรคการเมืองที่ต้องการครองใจฐานเสียงแรงงานจึงต้องนำเสนอนโยบายที่มีความสมดุลระหว่าง "การเพิ่มรายได้" และ "การรักษาเสถียรภาพทางการคลัง" เพื่อไม่ให้ประเทศสูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
พรรคโอกาสใหม่: ยุทธศาสตร์ "บริหารนำการเมือง" และการปฏิรูปแรงงานเชิงระบบ
พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคและอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงสำคัญในการเลือกตั้งปี 2569 ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ "พรรคของนักบริหาร" ที่ต้องการใช้ความเชี่ยวชาญจากระบบราชการระดับสูงผสานกับนวัตกรรมภาคเอกชนในการแก้ปัญหาประเทศ
ปรัชญาและโครงสร้างยุทธศาสตร์ของพรรคโอกาสใหม่
พรรคโอกาสใหม่ยึดมั่นในสโลแกน "วิกฤตเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต" โดยวางตำแหน่งของตนเองเป็น "คลังสมอง" (Brain Trust) ที่รวบรวมคนทำงานจริงจากหลากหลายสาขา
ในบรรดายุทธศาสตร์ทั้ง 14 ด้าน ยุทธศาสตร์ที่ 11 ว่าด้วยการบริหารจัดการแรงงานและสวัสดิการสังคม (Strategy for Labor Management and Social Welfare) ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง "พื้นที่แห่งโอกาส" โดยมีแนวคิดหลักคือการสร้างรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมสำหรับประชาชนที่อยู่นอกระบบราชการ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ทัดเทียมกับบุคลากรภาครัฐ
ตารางที่ 2: วิเคราะห์โครงสร้างยุทธศาสตร์ 14 ด้านของพรรคโอกาสใหม่ที่ส่งผลต่อแรงงาน
| ยุทธศาสตร์ที่ | หัวข้อด้านยุทธศาสตร์ | กลไกการส่งผลต่อตลาดแรงงาน |
| 1 | เศรษฐกิจ (Economic Strategy) | แก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนและเตรียมแรงงานเข้าสู่ยุค AI |
| 5 | ดิจิทัลและนวัตกรรม | ส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ |
| 9 | ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ | ยกระดับแรงงานภาคบริการด้วยจุดแข็ง Service Mind |
| 10 | การศึกษา (Education Strategy) | ปฏิรูปหลักสูตรเพื่อการ Reskill และ Upskill ทั่วประเทศ |
| 11 | สวัสดิการและแรงงาน | บริหารจัดการสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ |
| 13 | เกษตรกรรม (Agricultural Strategy) | ยกระดับรายได้แรงงานภาคเกษตรผ่านเทคโนโลยี |
| 14 | คมนาคมและโลจิสติกส์ | เพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานและสินค้า |
แหล่งที่มา:
นโยบายรัฐสวัสดิการและการจัดการหนี้ของพรรคโอกาสใหม่
พรรคโอกาสใหม่นำเสนอนโยบาย "หยุดและแช่แข็งหนี้" เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระของแรงงานที่ติดอยู่ในกับดักหนี้สินครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้จ่ายและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ
หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ยืนยันว่าพรรคไม่ใช่ "สุสานข้าราชการ" แต่เป็นการนำประสบการณ์จากการบริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มาปรับใช้ในการกำนดราคาผลิตผลทางการเกษตรและการจัดการที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนแฝงที่สำคัญของแรงงานภาคปฏิบัติการ
การวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายแรงงานระหว่างพรรคการเมืองหลัก
การเลือกตั้งปี 2569 เป็นสนามประลองวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนระหว่างขั้วการเมืองที่มีแนวคิดต่างกันในเรื่องกลไกการกระจายรายได้และสิทธิแรงงาน การทำความเข้าใจจุดยืนของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย จะช่วยให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของพรรคโอกาสใหม่ได้ชัดเจนขึ้น
พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน"
พรรคเพื่อไทยยังคงรักษาแนวทาง "ประชานิยมที่ขับเคลื่อนด้วยการเติบโต" (Growth-Led Populism) โดยชูนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน และเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ภายในปี 2570
นโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแรงงานของพรรคเพื่อไทย ได้แก่:
Learn to Earn: แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อปรับทักษะแรงงานให้เข้ากับงานยุคใหม่
14 หวยเกษียณ: แรงจูงใจในการออมเงินสำหรับแรงงานนอกระบบผ่านกลไกสลากกินแบ่งรัฐบาล
13 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI: การใช้เทคโนโลยีลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของแรงงาน
15
พรรคประชาชน: ยุทธศาสตร์ "ไทยเท่ากัน ทันโลก"
พรรคประชาชนนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบัน (Institutional Reform) มากกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น นโยบายแรงงานของพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับ "สิทธิและการมีอำนาจต่อรอง" ของแรงงานอย่างเข้มข้น
นโยบายเด่นของพรรคประชาชน ได้แก่:
การทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์: เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
3 สหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง: การส่งเสริมสิทธิการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับนายจ้าง
3 สวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงหลุมศพ: การสร้างระบบตาข่ายรองรับทางสังคมที่ไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์
3
ตารางที่ 3: เปรียบเทียบจุดยืนนโยบายแรงงานปี 2569 แยกตามเป้าหมายและกลไก
| พรรคการเมือง | เป้าหมายหลัก | กลไกสำคัญ | กลุ่มเป้าหมายหลัก |
| โอกาสใหม่ | รัฐสวัสดิการที่ทั่วถึงและบริหารจัดการหนี้ | ยุทธศาสตร์ 14 ด้าน และการบริหารแบบคลังสมอง | แรงงานทั่วไปและคนทำงานทุกช่วงวัย |
| เพื่อไทย | เพิ่มรายได้ 600 บาท และล้างหนี้คนไทย | การเติบโตของ GDP และเศรษฐกิจมูลค่าสูง | แรงงานในระบบและเกษตรกร |
| ประชาชน | ความเท่าเทียมและสิทธิแรงงานเชิงโครงสร้าง | ปรับค่าแรงอัตโนมัติและสวัสดิการถ้วนหน้า | แรงงานรุ่นใหม่และแรงงานอิสระ |
| ภูมิใจไทย | พักหนี้และสวัสดิการผู้สูงอายุ (สูงวัยพลัส) | นโยบายคนละครึ่งพลัส และการลงทุนภาครัฐ | คนตัวเล็กและผู้สูงอายุในชุมชน |
แหล่งที่มา:
แรงงานนอกระบบและเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม: ความท้าทายใหม่ในกฎหมายและนโยบาย
ประเทศไทยมีสัดส่วนแรงงานนอกระบบสูงถึงกว่าร้อยละ 50 ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งรวมถึงกลุ่มไรเดอร์และผู้ที่รับงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (Gig Workers) ในปี 2568 และ 2569 ประเด็นเรื่อง "พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ" ได้กลายเป็นวาระสำคัญที่พรรคการเมืองต้องแสดงจุดยืน
พรรคโอกาสใหม่ภายใต้การนำของนักบริหารที่คุ้นเคยกับตัวบทกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบสวัสดิการที่เชื่อมโยงกับ "กองทุนแรงงานอิสระ" เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงการเยียวยาจากอุบัติเหตุและการชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วย
การวิเคราะห์นัยเชิงลึกพบว่า การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อค่าจ้างของแรงงานไทย ภายในปี 2569 แรงงานสัญชาติกัมพูชาจำนวนมากเผชิญกับปัญหาการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคประมงและเกษตรกรรม
มิติทางเพศและเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy) ในนโยบายแรงงาน
แรงงานหญิงในประเทศไทยยังคงแบกรับภาระที่หนักหน่วงในฐานะ "ผู้ดูแล" สมาชิกในครอบครัว ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ได้รับสวัสดิการอย่างจริงจัง
พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งชูจุดเด่นเรื่องยุทธศาสตร์ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (ยุทธศาสตร์ที่ 2) มีแนวโน้มที่จะขยายสวัสดิการเหล่านี้ผ่านมาตรการ "โครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแล" (Care Infrastructure) เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในระดับชุมชน ซึ่งจะช่วยให้แรงงานวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิง สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเต็มที่
ความเป็นไปได้ทางการคลังและมุมมองจากภาคเอกชน
ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของนักเศรษฐศาสตร์และองค์กรภาคธุรกิจ เช่น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหอการค้าไทย คือความเป็นไปได้ทางการคลังของนโยบายประชานิยม
พรรคโอกาสใหม่พยายามหลีกเลี่ยงข้อครหานี้ด้วยการนำเสนอแนวทาง "เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส" ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ (เช่น ที่ดินรัฐและทรัพย์สินที่ทิ้งร้าง) มาแปลงเป็นทุน
ตารางที่ 4: การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบของนโยบายต่อภาคธุรกิจ (SMEs)
| ประเภทนโยบาย | ผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ | ผลกระทบเชิงลบ/ความกังวล | มาตรการชดเชยที่เสนอ |
| ขึ้นค่าแรง 600 บาท | เพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ | ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นรวดเร็ว | ลดภาษีนิติบุคคลและสิทธิประโยชน์ BOI |
| รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า | แรงงานมีความมั่นคง ผลิตภาพเพิ่ม | ภาระทางภาษีของภาคธุรกิจอาจสูงขึ้น | ใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) |
| การพักหนี้/ล้างหนี้ | ลดหนี้เสียในระบบ เสริมสภาพคล่อง | อาจเกิดภาวะ Moral Hazard ในอนาคต | ใช้ระบบการจัดลำดับคะแนนเครดิตที่เข้มงวด |
| การใช้ AI และเทคโนโลยี | เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน | แรงงานทักษะต่ำอาจถูกแทนที่ | คูปอง Reskill และระบบ Learn to Earn |
แหล่งที่มา:
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: การเลือกตั้ง 2569 กับทางเลือกที่เปลี่ยนอนาคตแรงงานไทย
จากการวิเคราะห์นโยบายด้านแรงงานของพรรคการเมืองไทยสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 จะเห็นได้ว่า "พรรคโอกาสใหม่" ได้สร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอโมเดลการบริหารที่เน้นความเป็นมืออาชีพและยุทธศาสตร์ที่รอบด้าน 14 ประการ
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนยังคงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวด้วยฐานเสียงที่กว้างขวางและอุดมการณ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำเพียงร้อยละ 1.5-2.0 แรงงานไทยในปี 2569 มีแนวโน้มจะเลือกพรรคที่สามารถมอบ "ความแน่นอน" และ "ความมั่นคง" มากกว่าเพียงแค่ตัวเลขค่าแรงที่ขายฝัน
พรรคการเมืองที่ต้องการประสบความสำเร็จในการหาเสียงด้านแรงงานปี 2569 จำเป็นต้องบูรณาการประเด็นเรื่องการจัดการหนี้สิน การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการจัดทำรัฐสวัสดิการที่กินได้จริง เข้ากับความโปร่งใสและธรรมาภิบาล การเปลี่ยนผ่านจากวาทกรรมทางการเมืองไปสู่วาระงานที่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม คือหัวใจสำคัญที่จะตัดสินว่าใครจะได้เป็นผู้นำในการนำพาแรงงานไทยก้าวพ้นหน้าผาทางการคลังไปสู่อนาคตใหม่ที่ยั่งยืน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น