วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569

ขอโอกาสใหม่ ปฏิรูปแรงงานเชิงระบบแน่นอนมั่งคง แบบบริหารนำการเมือง


วิเคราะห์นโยบายด้านแรงงานเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทยและบทบาทนำของพรรคโอกาสใหม่


ภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ตกอยู่ภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างยิ่งยวด ตลาดแรงงานไทยซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภาพของประเทศกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ทิ้งห่างแรงงานทักษะต่ำไว้เบื้องหลัง
1 นโยบายด้านแรงงานจึงมิได้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งในการหาเสียง แต่ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์หลักที่ทุกพรรคการเมืองต้องใช้เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤตเศรษฐกิจที่หน่วยงานระดับชาติอย่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่างคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในปี 2569


สภาวการณ์เศรษฐกิจและบริบททางสังคมที่เป็นตัวกำหนดนโยบายแรงงานปี 2569

การวิเคราะห์นโยบายแรงงานต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสภาวะแวดล้อมมหาภาคในปี 2569 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นปีแห่ง "การประคองตัว" โดยจีดีพีของประเทศไทยถูกประมาณการว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบแคบเพียงร้อยละ 1.2 ถึง 2.2 เท่านั้น 1 ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตคือการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนที่ขยายตัวต่ำอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.9 ซึ่งสะท้อนถึงความลังเลใจของผู้ประกอบการในการขยายฐานการผลิตและการจ้างงานใหม่ 4

นอกจากนี้ ตลาดแรงงานไทยยังต้องเผชิญกับ "แรงปะทะ" จากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 0.3 ถึง 1.5 2 สภาวะดังกล่าวนำไปสู่การลดชั่วโมงการทำงานและการเลิกจ้างในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ส่งผลให้พรรคการเมืองต้องเร่งนำเสนอนโยบายที่สามารถสร้างงานในประเทศและคุ้มครองรายได้ของแรงงานอย่างเร่งด่วน

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบประมาณการดัชนีเศรษฐกิจมหาภาคปี 2569 จากหน่วยงานหลัก

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสศช. (ค่ากลาง)ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังกกร.
อัตราการขยายตัวของ GDP1.7%1.5%2.0%1.6 - 2.0%
มูลค่าการส่งออกสินค้า (USD)-0.3%0.6%-1.5%(ชะลอตัว)
การบริโภคภาคเอกชน2.1%(ไม่มีข้อมูล)(ไม่มีข้อมูล)(ชะลอตัว)
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน)(ไม่มีข้อมูล)35(ไม่มีข้อมูล)37

แหล่งที่มา: 1

จากข้อมูลในตารางจะเห็นได้ว่า ความสอดคล้องของตัวเลขประมาณการชี้ให้เห็นถึง "หน้าผาทางการคลัง" และพื้นที่ในการดำเนินนโยบายที่จำกัดอย่างมาก พรรคการเมืองที่ต้องการครองใจฐานเสียงแรงงานจึงต้องนำเสนอนโยบายที่มีความสมดุลระหว่าง "การเพิ่มรายได้" และ "การรักษาเสถียรภาพทางการคลัง" เพื่อไม่ให้ประเทศสูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) 2

พรรคโอกาสใหม่: ยุทธศาสตร์ "บริหารนำการเมือง" และการปฏิรูปแรงงานเชิงระบบ

พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคและอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงสำคัญในการเลือกตั้งปี 2569 ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ "พรรคของนักบริหาร" ที่ต้องการใช้ความเชี่ยวชาญจากระบบราชการระดับสูงผสานกับนวัตกรรมภาคเอกชนในการแก้ปัญหาประเทศ 7 พรรคโอกาสใหม่ไม่ได้มองแรงงานเป็นเพียงผู้รับค่าจ้าง แต่เป็น "ทุนมนุษย์" ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบผ่านมาตรการเชิงโครงสร้าง 14 ยุทธศาสตร์ 7

ปรัชญาและโครงสร้างยุทธศาสตร์ของพรรคโอกาสใหม่

พรรคโอกาสใหม่ยึดมั่นในสโลแกน "วิกฤตเปลี่ยนไทย โอกาสใหม่เปลี่ยนอนาคต" โดยวางตำแหน่งของตนเองเป็น "คลังสมอง" (Brain Trust) ที่รวบรวมคนทำงานจริงจากหลากหลายสาขา 8 หัวใจสำคัญของพรรคคือการเปลี่ยน "วาทกรรม" ให้เป็น "วาระงาน" ซึ่งสะท้อนผ่านการจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานและสวัสดิการสังคมอย่างเป็นขั้นตอน

ในบรรดายุทธศาสตร์ทั้ง 14 ด้าน ยุทธศาสตร์ที่ 11 ว่าด้วยการบริหารจัดการแรงงานและสวัสดิการสังคม (Strategy for Labor Management and Social Welfare) ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง "พื้นที่แห่งโอกาส" โดยมีแนวคิดหลักคือการสร้างรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมสำหรับประชาชนที่อยู่นอกระบบราชการ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ทัดเทียมกับบุคลากรภาครัฐ 7

ตารางที่ 2: วิเคราะห์โครงสร้างยุทธศาสตร์ 14 ด้านของพรรคโอกาสใหม่ที่ส่งผลต่อแรงงาน

ยุทธศาสตร์ที่หัวข้อด้านยุทธศาสตร์กลไกการส่งผลต่อตลาดแรงงาน
1เศรษฐกิจ (Economic Strategy)แก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนและเตรียมแรงงานเข้าสู่ยุค AI
5ดิจิทัลและนวัตกรรมส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่
9ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยกระดับแรงงานภาคบริการด้วยจุดแข็ง Service Mind
10การศึกษา (Education Strategy)ปฏิรูปหลักสูตรเพื่อการ Reskill และ Upskill ทั่วประเทศ
11สวัสดิการและแรงงานบริหารจัดการสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
13เกษตรกรรม (Agricultural Strategy)ยกระดับรายได้แรงงานภาคเกษตรผ่านเทคโนโลยี
14คมนาคมและโลจิสติกส์เพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานและสินค้า

แหล่งที่มา: 7

นโยบายรัฐสวัสดิการและการจัดการหนี้ของพรรคโอกาสใหม่

พรรคโอกาสใหม่นำเสนอนโยบาย "หยุดและแช่แข็งหนี้" เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาระของแรงงานที่ติดอยู่ในกับดักหนี้สินครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้จ่ายและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ 9 นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานควบคู่กับการสร้างรัฐสวัสดิการในทุกมิติ โดยเน้นความทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายพื้นฐานและสามารถมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของตนเองได้อย่างเต็มที่

หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ยืนยันว่าพรรคไม่ใช่ "สุสานข้าราชการ" แต่เป็นการนำประสบการณ์จากการบริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มาปรับใช้ในการกำนดราคาผลิตผลทางการเกษตรและการจัดการที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนแฝงที่สำคัญของแรงงานภาคปฏิบัติการ 7 การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและความจงรักภักดีต่อสถาบันหลัก เป็นฐานรากที่พรรคใช้ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการเสถียรภาพควบคู่กับการพัฒนา 8

การวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายแรงงานระหว่างพรรคการเมืองหลัก

การเลือกตั้งปี 2569 เป็นสนามประลองวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนระหว่างขั้วการเมืองที่มีแนวคิดต่างกันในเรื่องกลไกการกระจายรายได้และสิทธิแรงงาน การทำความเข้าใจจุดยืนของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย จะช่วยให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของพรรคโอกาสใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน"

พรรคเพื่อไทยยังคงรักษาแนวทาง "ประชานิยมที่ขับเคลื่อนด้วยการเติบโต" (Growth-Led Populism) โดยชูนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน และเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ภายในปี 2570 11 เป้าหมายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่พรรคเพื่อไทยแก้ต่างด้วยแนวคิด "รดน้ำที่ราก" โดยเชื่อว่าหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ร้อยละ 5 ต่อปีผ่านการดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติและการยกระดับอุตสาหกรรม นายจ้างจะมีศักยภาพในการจ่ายค่าจ้างตามเป้าหมายเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณรัฐ 11

นโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแรงงานของพรรคเพื่อไทย ได้แก่:

  • Learn to Earn: แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อปรับทักษะแรงงานให้เข้ากับงานยุคใหม่ 14

  • หวยเกษียณ: แรงจูงใจในการออมเงินสำหรับแรงงานนอกระบบผ่านกลไกสลากกินแบ่งรัฐบาล 13

  • 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI: การใช้เทคโนโลยีลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของแรงงาน 15

พรรคประชาชน: ยุทธศาสตร์ "ไทยเท่ากัน ทันโลก"

พรรคประชาชนนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบัน (Institutional Reform) มากกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น นโยบายแรงงานของพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับ "สิทธิและการมีอำนาจต่อรอง" ของแรงงานอย่างเข้มข้น 3 โดยเสนอให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยอัตโนมัติทุกปีตามดัชนีค่าครองชีพ เพื่อให้แรงงานมีความมั่นคงโดยไม่ต้องรอการตัดสินใจทางการเมืองในแต่ละรอบการเลือกตั้ง 3

นโยบายเด่นของพรรคประชาชน ได้แก่:

  • การทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์: เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 3

  • สหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง: การส่งเสริมสิทธิการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับนายจ้าง 3

  • สวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงหลุมศพ: การสร้างระบบตาข่ายรองรับทางสังคมที่ไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์ 3

ตารางที่ 3: เปรียบเทียบจุดยืนนโยบายแรงงานปี 2569 แยกตามเป้าหมายและกลไก

พรรคการเมืองเป้าหมายหลักกลไกสำคัญกลุ่มเป้าหมายหลัก
โอกาสใหม่รัฐสวัสดิการที่ทั่วถึงและบริหารจัดการหนี้ยุทธศาสตร์ 14 ด้าน และการบริหารแบบคลังสมองแรงงานทั่วไปและคนทำงานทุกช่วงวัย
เพื่อไทยเพิ่มรายได้ 600 บาท และล้างหนี้คนไทยการเติบโตของ GDP และเศรษฐกิจมูลค่าสูงแรงงานในระบบและเกษตรกร
ประชาชนความเท่าเทียมและสิทธิแรงงานเชิงโครงสร้างปรับค่าแรงอัตโนมัติและสวัสดิการถ้วนหน้าแรงงานรุ่นใหม่และแรงงานอิสระ
ภูมิใจไทยพักหนี้และสวัสดิการผู้สูงอายุ (สูงวัยพลัส)นโยบายคนละครึ่งพลัส และการลงทุนภาครัฐคนตัวเล็กและผู้สูงอายุในชุมชน

แหล่งที่มา: 3

แรงงานนอกระบบและเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม: ความท้าทายใหม่ในกฎหมายและนโยบาย

ประเทศไทยมีสัดส่วนแรงงานนอกระบบสูงถึงกว่าร้อยละ 50 ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งรวมถึงกลุ่มไรเดอร์และผู้ที่รับงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (Gig Workers) ในปี 2568 และ 2569 ประเด็นเรื่อง "พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ" ได้กลายเป็นวาระสำคัญที่พรรคการเมืองต้องแสดงจุดยืน 18 ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือการให้นิยามแรงงานกลุ่มนี้ว่าเป็น "ผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ" ซึ่งนักวิชาการบางส่วนมองว่าอาจทำให้แรงงานเหล่านี้เข้าไม่ถึงการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล 19

พรรคโอกาสใหม่ภายใต้การนำของนักบริหารที่คุ้นเคยกับตัวบทกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบสวัสดิการที่เชื่อมโยงกับ "กองทุนแรงงานอิสระ" เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงการเยียวยาจากอุบัติเหตุและการชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วย 7 ขณะที่พรรคประชาชนเสนอให้มีการประกันสังคมถ้วนหน้าที่แรงงานอิสระจะได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับแรงงานตามมาตรา 33 ของกฎหมายประกันสังคมเดิม 16

การวิเคราะห์นัยเชิงลึกพบว่า การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อค่าจ้างของแรงงานไทย ภายในปี 2569 แรงงานสัญชาติกัมพูชาจำนวนมากเผชิญกับปัญหาการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคประมงและเกษตรกรรม 22 นโยบายของพรรคโอกาสใหม่ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการบริหารจัดการทรัพยากร จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการใช้แรงงานต่างด้าวเพื่อพยุงเศรษฐกิจกับการคุ้มครองค่าจ้างแรงงานไทยในพื้นที่ 23

มิติทางเพศและเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy) ในนโยบายแรงงาน

แรงงานหญิงในประเทศไทยยังคงแบกรับภาระที่หนักหน่วงในฐานะ "ผู้ดูแล" สมาชิกในครอบครัว ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ได้รับสวัสดิการอย่างจริงจัง 25 ในปี 2569 พรรคการเมืองเริ่มนำเสนอ "นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าที่สร้างความเป็นธรรมทางเพศ" เช่น สิทธิลาคลอดและสิทธิการลาเพื่อไปดูแลสมาชิกในครอบครัวที่พ่อก็สามารถลาได้ เพื่อลดภาระของผู้หญิงและสร้างความเท่าเทียมในครัวเรือน 25

พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งชูจุดเด่นเรื่องยุทธศาสตร์ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (ยุทธศาสตร์ที่ 2) มีแนวโน้มที่จะขยายสวัสดิการเหล่านี้ผ่านมาตรการ "โครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแล" (Care Infrastructure) เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในระดับชุมชน ซึ่งจะช่วยให้แรงงานวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิง สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเต็มที่ 7 การมองว่างานดูแลคือ "งานสร้างชาติ" สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวข้ามเพียงการเพิ่มค่าแรง ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการทำงานที่ยั่งยืน

ความเป็นไปได้ทางการคลังและมุมมองจากภาคเอกชน

ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของนักเศรษฐศาสตร์และองค์กรภาคธุรกิจ เช่น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหอการค้าไทย คือความเป็นไปได้ทางการคลังของนโยบายประชานิยม 26 รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เตือนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ "หน้าผาทางการคลัง" หากรัฐบาลใหม่เน้นการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นโดยไม่สร้างแหล่งรายได้ใหม่หรือปรับโครงสร้างภาษีอย่างจริงจัง 2

พรรคโอกาสใหม่พยายามหลีกเลี่ยงข้อครหานี้ด้วยการนำเสนอแนวทาง "เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส" ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ (เช่น ที่ดินรัฐและทรัพย์สินที่ทิ้งร้าง) มาแปลงเป็นทุน 14 รวมถึงการใช้ยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัล (ยุทธศาสตร์ที่ 5) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และลดช่องว่างการคอร์รัปชัน ซึ่งจะช่วยให้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการจัดทำรัฐสวัสดิการโดยไม่กระทบต่อวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ 8

ตารางที่ 4: การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบของนโยบายต่อภาคธุรกิจ (SMEs)

ประเภทนโยบายผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจผลกระทบเชิงลบ/ความกังวลมาตรการชดเชยที่เสนอ
ขึ้นค่าแรง 600 บาทเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วลดภาษีนิติบุคคลและสิทธิประโยชน์ BOI
รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าแรงงานมีความมั่นคง ผลิตภาพเพิ่มภาระทางภาษีของภาคธุรกิจอาจสูงขึ้นใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)
การพักหนี้/ล้างหนี้ลดหนี้เสียในระบบ เสริมสภาพคล่องอาจเกิดภาวะ Moral Hazard ในอนาคตใช้ระบบการจัดลำดับคะแนนเครดิตที่เข้มงวด
การใช้ AI และเทคโนโลยีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันแรงงานทักษะต่ำอาจถูกแทนที่คูปอง Reskill และระบบ Learn to Earn

แหล่งที่มา: 2

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: การเลือกตั้ง 2569 กับทางเลือกที่เปลี่ยนอนาคตแรงงานไทย

จากการวิเคราะห์นโยบายด้านแรงงานของพรรคการเมืองไทยสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 จะเห็นได้ว่า "พรรคโอกาสใหม่" ได้สร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอโมเดลการบริหารที่เน้นความเป็นมืออาชีพและยุทธศาสตร์ที่รอบด้าน 14 ประการ 7 แม้จะเป็นพรรคใหม่แต่การรวบรวมเทคโนแครตและอดีตผู้บริหารระดับสูงมาเป็นคลังสมอง ทำให้พรรคมีแต้มต่อในการออกแบบนโยบายที่ "ทำได้จริง" และไม่ทำลายวินัยการคลังของประเทศ

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนยังคงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวด้วยฐานเสียงที่กว้างขวางและอุดมการณ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำเพียงร้อยละ 1.5-2.0 แรงงานไทยในปี 2569 มีแนวโน้มจะเลือกพรรคที่สามารถมอบ "ความแน่นอน" และ "ความมั่นคง" มากกว่าเพียงแค่ตัวเลขค่าแรงที่ขายฝัน 5

พรรคการเมืองที่ต้องการประสบความสำเร็จในการหาเสียงด้านแรงงานปี 2569 จำเป็นต้องบูรณาการประเด็นเรื่องการจัดการหนี้สิน การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการจัดทำรัฐสวัสดิการที่กินได้จริง เข้ากับความโปร่งใสและธรรมาภิบาล การเปลี่ยนผ่านจากวาทกรรมทางการเมืองไปสู่วาระงานที่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม คือหัวใจสำคัญที่จะตัดสินว่าใครจะได้เป็นผู้นำในการนำพาแรงงานไทยก้าวพ้นหน้าผาทางการคลังไปสู่อนาคตใหม่ที่ยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ เขย่าภาพจำพุทธเถรวาทในสหรัฐฯ จากศาสนาบนหิ้งสู่ “ศรัทธาที่เดินดิน”

    การเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ: ปรากฏการณ์ "ศาสนาที่มีชีวิต" และการประกอบสร้างภาพจำใหม่ของพุทธศาสนาเถรวาทในสหรัฐอเมริกา บทนำ: ภ...