วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

ดร.นิยม เวชกามาโอกาสใหม่ กับการส่งเสริมวัฒนธรรมมอญ ร่วมพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเจดีย์มอญ ณ วัดหาดงิ้ว จังหวัดกาญจนบุรี


วิเคราะห์ดร.นิยม เวชกามากับการส่งเสริมวัฒนธรรมมอญ: พลวัตอำนาจ ทุนสัญลักษณ์ และการสื่อสารทางการเมืองผ่านศาสนพิธีพหุวัฒนธรรม


การศึกษากระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองและสถาบันทางศาสนาในสังคมไทยเป็นหัวข้อที่มีความซับซ้อนและเปี่ยมไปด้วยนัยสำคัญทางสังคมวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาผ่านบทบาทของนักการเมืองที่มีภูมิหลังทางพุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง 


กรณีศึกษาของดร.นิยม เวชกามา ในการเข้าร่วมพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกฉัตรเจดีย์มอญ ณ วัดหาดงิ้ว จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงการบูรณาการทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) และทุนทางสัญลักษณ์ (Symbolic Capital) เข้ากับยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองในยุคพหุวัฒนธรรม บทวิเคราะห์นี้มุ่งสำรวจบทบาทของดร.นิยม ในฐานะตัวแสดงทางการเมืองที่ใช้ศาสนพิธีเป็นพื้นที่ในการสร้างความชอบธรรม การสื่อสารนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ และการเชื่อมโยงอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์มอญเข้ากับกระแสหลักของพุทธศาสนาในประเทศไทย



1. อัตลักษณ์และภูมิหลังของดร.นิยม เวชกามา: การหลอมรวมนักวิชาการพุทธศาสตร์สู่นักการเมืองอาชีพ

การทำความเข้าใจบทบาทของดร.นิยม เวชกามา จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปูมหลังทางการศึกษาและวิชาชีพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอม "ฮาบิตุส" (Habitus) หรือความคุ้นชินในทางจริยธรรมและการปฏิบัติของท่าน ดร.นิยมมิได้ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะนักธุรกิจหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นในรูปแบบดั้งเดิม แต่ท่านมีภาพลักษณ์ของ "นักวิชาการสายธรรม" ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านกฎหมายและพุทธจิตวิทยา

1.1 รากฐานทางการศึกษาและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ดร.นิยม เวชกามา สำเร็จการศึกษาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางสงฆ์ระดับสูง 1 การได้รับวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขานี้มิได้มีนัยเพียงแค่การบรรลุวิทยฐานะ แต่เป็นการสร้าง "ทุนทางวัฒนธรรมในสภาวะที่ถูกทำให้เป็นสถาบัน" (Institutionalized Cultural Capital) ที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือเมื่อท่านอภิปรายหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา 4 นอกจากนี้ ภูมิหลังทางนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชยังช่วยให้ท่านสามารถแปรรูปหลักการทางศาสนาให้กลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายได้ ดังเห็นได้จากความพยายามในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหลายฉบับ 3

รายการรายละเอียดและนัยสำคัญ
วุฒิการศึกษาสูงสุด

พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 1

ความเชี่ยวชาญรอง

นิติศาสตรบัณฑิต และรัฐศาสตรมหาบัณฑิต 1

ประสบการณ์วิชาชีพเดิม

นิติกร, ครู, หัวหน้าสำนักงานประกันภัยจังหวัด 3

บทบาททางนิติบัญญัติ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร (หลายสมัย) 3

สถานะปัจจุบัน

ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ 6

1.2 วิวัฒนาการทางการเมืองและการรักษาพื้นที่ทางจริยธรรม

ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ในการสังกัดพรรคการเมืองใหญ่ เช่น พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ดร.นิยมได้สร้างตัวตนในฐานะ "องครักษ์พิทักษ์พุทธศาสนา" ในรัฐสภาไทย 3 การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในอดีต หรือการทำหน้าที่ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนา 3 ล้วนเป็นการสะสมทุนทางสัญลักษณ์ที่ทำให้ท่านโดดเด่นจากนักการเมืองคนอื่นๆ แม้ในยามที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนต้องย้ายสังกัดสู่ "พรรคโอกาสใหม่" ดร.นิยมยังคงยึดถือแนวทางเดิมคือ "การปกป้องพุทธศาสนาและการดูแลปากท้องประชาชน" 5 การเดินทางมาร่วมงานที่จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งมิใช่พื้นที่ฐานเสียงโดยตรง จึงเป็นยุทธศาสตร์การสร้าง "แบรนด์" นักการเมืองระดับชาติที่ให้ความสำคัญกับงานวัฒนธรรมในทุกภูมิภาค


2. บริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชนมอญในอำเภอไทรโยค

การที่ดร.นิยมเลือกเข้าร่วมพิธี ณ วัดหาดงิ้ว ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมมอญและมีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์ที่น่าสนใจ ชุมชนมอญในพื้นที่นี้สะท้อนถึงภาพจำลองของสังคมพหุวัฒนธรรมที่พยายามผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับบริบทของสังคมไทยสมัยใหม่

2.1 การตั้งถิ่นฐานและรากเหง้าของชาวมอญไทรโยค

ชาวมอญในจังหวัดกาญจนบุรีมีประวัติการอพยพหลายระลอก โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำแควน้อยในอำเภอไทรโยค ซึ่งอพยพหนีภัยสงครามและความไม่สงบมาจากประเทศพม่า 8 ชุมชนบ้านหาดงิ้วและบ้านวังด้ง มีความผูกพันกับศาสนาพุทธนิกายรามัญอย่างเหนียวแน่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2487) ทหารญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกสร้างทางรถไฟผ่านพื้นที่นี้ ทำให้ชาวมอญต้องอพยพหนีภัยไปในป่าลึก ก่อนจะกลับมาตั้งถิ่นฐานใหม่อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน 10

วัดหาดงิ้วซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2482 จึงเป็นเสมือน "ป้อมปราการทางจิตวิญญาณ" ของชุมชน 10 การที่ดร.นิยมเข้าร่วมงานในพื้นที่นี้จึงเท่ากับเป็นการแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์การมีอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมสร้างชาติไทยมาอย่างยาวนาน ความสำคัญของวัดหาดงิ้วในมิติต่างๆ สามารถสรุปได้ดังนี้:

มิติความสำคัญรายละเอียดเชิงลึก
เชิงประวัติศาสตร์

เป็นพื้นที่อพยพและที่ตั้งเจดีย์เก่าแก่ที่เรียกว่า "บ้านวังด้ง" (เมืองที่มีเจดีย์) 10

เชิงสถาปัตยกรรม

มีเจดีย์มอญ 3 องค์ (พระพุทธ 3 พี่น้อง) และพระพุทธรูป 5 สี 10

เชิงการท่องเที่ยว

เป็นจุดแวะพักของกลุ่มนักปั่นจักรยานและนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศริมแม่น้ำแควน้อย 10

เชิงศาสนา

เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2510 10

2.2 สัญญะและความหมายของเจดีย์มอญและฉัตร

ในวัฒนธรรมมอญ เจดีย์มิได้เป็นเพียงสถูปบรรจุอัฏฐิ แต่เป็น "ธาตุเจดีย์" ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเป็นตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 12 การจัดพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในวันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569 จึงเป็นเหตุการณ์ระดับศักดิ์สิทธิ์สูงสุดที่ดึงดูดศรัทธามหาชน [User Query]

นอกจากนี้ การ "ยกฉัตร" ยังมีนัยสำคัญยิ่ง ฉัตรเปรียบเสมือนเครื่องสูงที่แสดงถึงความรุ่งเรืองและอำนาจแห่งธรรม การยกฉัตรขึ้นสู่ยอดเจดีย์เป็นการประกาศความสำเร็จในการสถาปนาพุทธศาสนาในพื้นที่นั้นๆ 14 ในความเชื่อมอญ "เสาหงส์" (Tagundaing) และฉัตรบนยอดเจดีย์คือสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระและความศรัทธาในเมืองหงสาวดีในอดีต 15 การที่นักการเมืองอย่างดร.นิยมมาปรากฏตัวในพิธีนี้ จึงเป็นการเชื่อมต่อตนเองเข้ากับ "สัญญะแห่งอำนาจ" ที่ขาวบ้านให้การยอมรับสูงสุด

3. พลวัตของอำนาจในศาสนพิธี: การรวมตัวของฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายฆราวาส และนักการเมือง

พิธีบุญใหญ่ที่วัดหาดงิ้วครั้งนี้แสดงให้เห็นถึง "ไตรภาคีแห่งอำนาจ" ในสังคมไทย ได้แก่ สถาบันสงฆ์ ข้าราชการระดับสูง และนักการเมือง ซึ่งแต่ละส่วนมีบทบาทในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันเพื่อสร้างระเบียบทางสังคมและความมั่นคงทางจิตใจ

3.1 บารมีของพระพรหมสิทธิ: ผู้นำคณะสงฆ์ภาค 14

การที่ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และเจ้าคณะภาค 14 ให้ความเมตตามาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ [User Query] มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของคณะสงฆ์ในพื้นที่ภาคตะวันตก หลังจากท่านได้รับพระบรมราชโองการสถาปนาสมณศักดิ์คืนในปี พ.ศ. 2567 โดยให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนมาก่อน 17 การปฏิบัติศาสนกิจในฐานะเจ้าคณะภาค 14 ที่ปกครองพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการตอกย้ำถึงการกลับมามีบทบาทสำคัญในการชี้นำศรัทธาพุทธศาสนิกชน การปรากฏตัวของท่านร่วมกับดร.นิยม จึงเป็นการรับรองเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Validation) ให้แก่กิจกรรมทางการเมืองที่มีพื้นฐานมาจากความศรัทธา

3.2 บทบาทของอดีตปลัดมหาดไทยและการพัฒนาชุมชนยั่งยืน

ในส่วนของฝ่ายฆราวาส การนำโดย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ [User Query] สะท้อนถึงการผสานพลังระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินกับงานวัฒนธรรมท้องถิ่น นายสุทธิพงษ์ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้เคยมีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อน "หมู่บ้านยั่งยืน" และการเสริมสร้างบทบาทของผู้นำในระดับพื้นที่ 18 การที่ท่านมาร่วมพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในชุมชนมอญเป็นการสื่อสารว่า การพัฒนาประเทศที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมและศาสนาในระดับหมู่บ้าน

3.3 ดร.นิยม เวชกามา: พื้นที่กลางระหว่างการเมืองและศาสนา

ดร.นิยม ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ [User Query] ได้ใช้พื้นที่นี้ในการ "ย้ำถึงความสำคัญของการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานทางจิตใจ" การกระทำของท่านสามารถวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของการสื่อสารทางการเมืองได้ว่าเป็นการสร้าง "เมตตากายกรรม" หรือการกระทำดีต่อกันตามหลักสาราณียธรรม 6 20 เพื่อลดทอนความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเลื่อมใสแก่ผู้รับสาร (Receiver) ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน 21

4. ทฤษฎีทุนสัญลักษณ์และการสื่อสารทางการเมืองผ่านพหุวัฒนธรรมมอญ

การเข้าร่วมงานของดร.นิยม มิได้เป็นเพียงกิจกรรมส่วนตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยกรอบแนวคิดทางวิชาการดังนี้

4.1 การสร้างทุนทางวัฒนธรรมในระดับพื้นที่

ดร.นิยมมีความเข้าใจในเรื่อง "ฮาบิตุส" (Habitus) หรือวิถีปฏิบัติของชาวพุทธเป็นอย่างดี ท่านรู้ว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมใน "พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ" คือการเข้าถึงจุดสูงสุดของความรู้สึกร่วม (Collective Effervescence) ของคนในชุมชน 23 การที่ท่านอ้างถึงความสืบเนื่องของศาสนาในฐานะรากฐานของสังคมไทย [User Query] เป็นการยกระดับ "ทุนทางเศรษฐกิจ" (การสนับสนุนงานบุญ) ให้กลายเป็น "ทุนทางวัฒนธรรม" ที่สามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงได้ในอนาคต

รูปแบบของทุนการประยุกต์ใช้โดยดร.นิยม ในงานวัดหาดงิ้ว
ทุนที่เป็นสภาวะทางจิต (Habitus)

การเข้าร่วมพิธีกรรมอย่างถูกหลักการและมีความสำรวม สร้างความเลื่อมใสแก่พุทธศาสนิกชน 23

ทุนที่เป็นรูปธรรม (Objectified)

การมีส่วนร่วมใน "เจดีย์" และ "ฉัตร" ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่จับต้องได้และยั่งยืน 14

ทุนที่เป็นสถาบัน (Institutionalized)

การใช้สมญานาม "ดร." และตำแหน่ง "ผู้สมัคร ส.ส." เพื่อสร้างน้ำหนักทางการเมืองในพื้นที่ศาสนา 4

4.2 การสื่อสารทางการเมืองเพื่อความสมานฉันท์

ในบริบทของพรรคโอกาสใหม่ที่มุ่งเน้นการ "ไม่ปล่อยให้ประเทศติดอยู่กับความขัดแย้ง" 24 การใช้ศาสนพิธีที่วัดหาดงิ้วซึ่งเป็นพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ เป็นการแสดงให้เห็นถึงนโยบาย "พหุวัฒนธรรมนิยม" (Multiculturalism) ดร.นิยมทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพรรคในการสื่อสารว่า พรรคโอกาสใหม่พร้อมที่จะเป็นเวทีของคนทุกกลุ่ม ไม่จำกัดภูมิภาคหรือชาติพันธุ์ 6 สิ่งนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่พบว่าการสื่อสารทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพต้องใช้หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 21

5. การวิเคราะห์นโยบายพรรคโอกาสใหม่กับมิติทางศาสนาและวัฒนธรรม

พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองน้องใหม่ที่ดร.นิยมสังกัด มีนโยบายหลักที่เน้นความ "ก้าวหน้า โปร่งใส และยั่งยืน" 26 การที่พรรคส่งเสริมให้นักการเมืองรุ่นใหญ่อย่างดร.นิยมมีบทบาทในงานศาสนา มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ดังนี้:

5.1 การสร้างความเท่าเทียมผ่านศรัทธา

หนึ่งในอุดมการณ์ของพรรคคือ "ความรู้ทำให้มนุษย์เท่าเทียมกัน" 26 ดร.นิยมได้ขยายความหมายนี้ไปสู่มิติทางศาสนาว่า "ศรัทธาทำให้มนุษย์เท่าเทียมกัน" การที่ท่านไปร่วมงานของชาวมอญซึ่งมักถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนชายขอบในบางมิติ เป็นการตอกย้ำว่าพรรคให้โอกาสแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม 26 สอดคล้องกับการจัดตั้ง "คลินิกกฎหมายเพื่อประชาชน" ของพรรคที่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิพื้นฐาน 26

5.2 การปกป้องพระพุทธศาสนาในระดับสากล

ดร.นิยมเคยมีผลงานโดดเด่นในการร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน 3 การเข้าร่วมพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเป็น "ธาตุเจดีย์" ประเภทเดียวกับที่มีในอินเดียและเนปาล เป็นการเชื่อมโยงพุทธศาสนาในไทยเข้ากับพุทธศาสนาระดับโลก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาโลกตามนโยบายของพรรคที่ต้องการให้ไทยมีศักดิ์ศรีบนเวทีโลก 24

6. บทสรุปและนัยสำคัญต่ออนาคตของการเมืองไทยเชิงวัฒนธรรม

ปรากฏการณ์ที่ดร.นิยม เวชกามา เข้าร่วมพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกฉัตรเจดีย์มอญ ณ วัดหาดงิ้ว เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569 มิใช่เพียงเหตุการณ์งานบุญตามประเพณี แต่เป็นหมุดหมายที่สำคัญของการปรับตัวของนักการเมืองไทยในยุคที่ศรัทธาและความเชื่อยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการสร้างมวลชน

บทวิเคราะห์สรุปนัยสำคัญได้ดังนี้:

  1. การบูรณาการชาติพันธุ์: การที่นักการเมืองจากภาคอีสาน (ดร.นิยม) มาทำกิจกรรมในพื้นที่มอญ (ภาคตะวันตก) ร่วมกับผู้นำสงฆ์ส่วนกลาง (พระพรหมสิทธิ) เป็นการแสดงถึงพลังแห่งความสามัคคีที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ โดยมีศาสนาเป็นจุดเกาะเกี่ยว [User Query]

  2. การปฏิรูปการสื่อสารทางการเมือง: การใช้ "ศาสนพิธี" เป็นช่องทาง (Channel) ในการสื่อสารนโยบายพรรคโอกาสใหม่ ช่วยลดกำแพงแห่งความหวาดระแวงระหว่างประชาชนกับนักการเมือง เพราะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมีความรู้สึกร่วมในทางบวก (Positive Collective Emotion) 20

  3. ความมั่นคงทางจิตใจสู่ความยั่งยืนของสังคม: การย้ำว่าพุทธศาสนาคือ "รากฐานทางจิตใจ" ของดร.นิยม สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความเข้มแข็งของหมู่บ้านจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดเสาหลักทางจริยธรรม 18

  4. ความสืบเนื่องของเจตนารมณ์นิติบัญญัติ: การปรากฏตัวของดร.นิยมในงานนี้เป็นการยืนยันว่า แม้ท่านจะไม่ได้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ในขณะนั้น แต่ความมุ่งมั่นในการผลักดันกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนายังคงเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง 3

ในอนาคต การเมืองไทยเชิงวัฒนธรรมจะมีความสำคัญยิ่งขึ้น การที่นักการเมืองสามารถสื่อสารกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลาย เช่น ชาวมอญ ผ่านสัญญะทางศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเจดีย์และพระบรมสารีริกธาตุ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสมานฉันท์และความมั่นคงให้แก่ราชอาณาจักรไทยอย่างยั่งยืนสืบไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ เขย่าภาพจำพุทธเถรวาทในสหรัฐฯ จากศาสนาบนหิ้งสู่ “ศรัทธาที่เดินดิน”

    การเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ: ปรากฏการณ์ "ศาสนาที่มีชีวิต" และการประกอบสร้างภาพจำใหม่ของพุทธศาสนาเถรวาทในสหรัฐอเมริกา บทนำ: ภ...