การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวน เศรษฐกิจฐานรากเปราะบาง และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการเสนอ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมชุดนโยบายที่ขยับจากประชานิยมแบบเดิม สู่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ประชานิยมเชิงโครงสร้าง”
หนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุด คือ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะเขตทุ่งกุลาร้องไห้ แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงระดับโลก ซึ่งเป็นทั้งฐานเสียงดั้งเดิมของพรรค และสนามแข่งขันทางการเมืองที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
แม้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จะได้รับการขึ้นทะเบียน GI จากสหภาพยุโรป และมีราคาส่งออกสูง แต่โครงสร้างการผลิตในพื้นที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งต้นทุนปุ๋ย ค่าแรง และภัยแล้ง–น้ำท่วมซ้ำซาก ส่งผลให้กำไรสุทธิของเกษตรกรผันผวนอย่างหนัก
ข้อมูลในช่วงปี 2567–2568 ชี้ว่า แม้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิจะพุ่งแตะระดับกว่า 14,000–16,000 บาทต่อตัน แต่ต้นทุนการผลิตก็ขยับขึ้นเกิน 10,000 บาทต่อตันเช่นกัน ทำให้ชาวนาอยู่ในภาวะ “เสี่ยงขาดทุนทันที” หากราคาตลาดโลกสะดุดเพียงเล็กน้อย
สถานการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับ ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ซึ่งเป็นวิกฤตเรื้อรังของร้อยเอ็ด เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวังวนหนี้หมุนเวียน ทั้งในระบบและนอกระบบ ขณะที่โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากพื้นที่ ทิ้งภาคเกษตรไว้กับผู้สูงอายุและครัวเรือนข้ามรุ่น
“ประกันกำไร 30%” หัวใจนโยบายเศรษฐกิจฐานราก
พรรคเพื่อไทยเสนอ นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% เป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหา โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการประกันราคา มาเป็นการประกัน “ความอยู่รอด” ของเกษตรกร รัฐจะรับประกันว่า รายได้จากการขายผลผลิตต้องสูงกว่าต้นทุนจริงอย่างน้อย 30%
นโยบายนี้วางอยู่บน 2 กลไกคู่ขนาน คือ
-
การกำหนดราคาเป้าหมายที่สะท้อนต้นทุนจริง
-
การลดต้นทุนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตร
สำหรับร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทยชูการใช้ “เกษตรแม่นยำ” ในทุ่งกุลาร้องไห้ เช่น การทำนาหยอด การใช้โดรนและ AI ลดการใช้ปุ๋ย–แรงงาน และการปรับระดับแปลงนาด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ เพื่อลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ ทำให้เป้าหมายกำไร 30% เกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ต้องใช้งบอุดหนุนราคามหาศาล
หวยเกษียณ–พักหนี้: แก้จนวันนี้ สร้างหลักประกันวันหน้า
อีกนโยบายที่ถูกจับตา คือ “หวยเกษียณ” หรือสลากสะสมทรัพย์เพื่อการออม ซึ่งออกแบบบนแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เปลี่ยนเงินเสี่ยงโชคให้กลายเป็นเงินออมในกองทุนการออมแห่งชาติ เหมาะกับแรงงานนอกระบบในร้อยเอ็ดที่ไม่มีประกันสังคม ลดความเสี่ยงยากจนในวัยชรา
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังเสนอ พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นและดอก สำหรับหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท โดยเน้นใช้ช่วงเวลานี้ฟื้นฟูศักยภาพการผลิต ไม่ใช่แค่ “หยุดเวลา” เพื่อให้เมื่อครบกำหนด เกษตรกรมีรายได้เพียงพอชำระหนี้ได้จริง
“ร้อยเอ็ดโมเดล 2569” จากนาเดี่ยวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทยพยายามสังเคราะห์นโยบายระดับชาติลงสู่พื้นที่ ผ่านแนวคิด “ร้อยเอ็ดโมเดล 2569” ตั้งแต่การยกระดับทุ่งกุลาร้องไห้เป็น Smart Agriculture Zone การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษข้าวหอมมะลิ การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการใช้ Big Data จัดการหนี้ และ AI บริหารน้ำลุ่มน้ำชีอย่างบูรณาการ
เป้าหมายไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา “อยู่รอด” แต่ต้องทำให้ร้อยเอ็ดก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตร (Agri-Tech Hub) ของภาคอีสาน สร้างงาน ดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้าน และลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์แบบเดิม
เกมการเมืองยังเป็นโจทย์ใหญ่
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้ยังต้องเผชิญแรงต้านทางการเมือง ทั้งการแข่งขันกับพรรคภูมิใจไทยที่มีเครือข่ายท้องถิ่นเข้มแข็ง และพรรคประชาชนที่ครองใจคนรุ่นใหม่ในเชิงอุดมการณ์ พรรคเพื่อไทยจึงพยายามใช้ภาพลักษณ์ “เทคโนแครต” ของยศชนัน และนโยบายที่ทันสมัย มาสร้างความแตกต่าง
เลือกตั้ง 2569: เลือกระบบชีวิตใหม่ของร้อยเอ็ด
ในท้ายที่สุด การเลือกตั้งปี 2569 สำหรับคนร้อยเอ็ด อาจไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทนหรือพรรคการเมือง หากแต่เป็นการเลือกระหว่างการอยู่กับโครงสร้างความยากจนเดิม หรือการก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และนโยบายเชิงโครงสร้างเป็นเครื่องมือ
และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่พรรคเพื่อไทยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า “ประชานิยมเชิงโครงสร้าง” จะเปลี่ยนชีวิตคนทุ่งกุลาร้องไห้ได้จริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญาบนเวทีหาเสียง
การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย: การประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ดเชิงยุทธศาสตร์
1. บทนำ: ภูมิทัศน์ทางการเมืองและบริบทใหม่ของการพัฒนาภาคอีสานในปี 2569
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ด้วยการนำเสนอ "ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ หรือ "Capital of Quality Rice" ที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องรักษาฐานที่มั่นไว้ให้ได้ ท่ามกลางการรุกคืบของพรรคคู่แข่งและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การปราศรัยหาเสียงของแกนนำพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรีในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ได้เผยให้เห็นชุดนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% นโยบายหวยเกษียณ (สลากสะสมทรัพย์) และการใช้นวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 อย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยเชื่อมโยงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเข้ากับข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบของการนำนโยบายเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาความยากจน หนี้สินครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
2. การวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดร้อยเอ็ด
ก่อนที่จะวิเคราะห์นโยบาย จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึง "กายวิภาค" ทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นบริบทที่นโยบายเหล่านี้จะต้องถูกนำมาปฏิบัติจริง
2.1 พลวัตของทุ่งกุลาร้องไห้: จากความแห้งแล้งสู่ข้าวหอมมะลิโลก
ทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดรวมถึงร้อยเอ็ด เคยเป็นสัญลักษณ์ของความยากจนและความแห้งแล้ง แต่ในปัจจุบันได้แปรสภาพเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงที่สุดของโลก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จะมีราคาสูงในตลาดโลก แต่เกษตรกรในพื้นที่ยังคงเผชิญกับความผันผวนของราคาและความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2567 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิมีการปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 12,000-14,700 บาทต่อตัน อันเนื่องมาจากอุปทานที่ลดลงและความต้องการในตลาดโลกที่สูงขึ้น
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบโครงสร้างราคาและต้นทุนการผลิตข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (2567-2568)
| รายการ (Category) | มูลค่า/หน่วย (บาท) | แนวโน้ม (Trend) | ปัจจัยขับเคลื่อน (Key Drivers) |
| ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ (ความชื้น 15%) | 14,700 - 16,100 | สูงขึ้นมาก (Surge) | ความต้องการตลาดโลก, สต็อกโรงสีลดลง |
| ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ (เกี่ยวสด) | 12,000 - 12,400 | สูงขึ้น | ภัยแล้ง, ผลผลิตต่อไร่ลดลง |
| ต้นทุนการผลิต (เฉลี่ยต่อตัน) | 10,800 - 12,335 | สูงขึ้น | ค่าปุ๋ยเคมี, ค่าแรงงาน, ค่าเก็บเกี่ยว |
| ส่วนต่างกำไรสุทธิ (Net Margin) | 1,200 - 3,765 | ผันผวน | ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการผลิตและราคาตลาด ณ เวลาขาย |
จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่า แม้ราคาข้าวจะสูงถึง 16,000 บาท แต่ต้นทุนการผลิตก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้กำไรสุทธิที่เกษตรกรได้รับจริงยังคงมีความเปราะบาง หากราคาตลาดโลกปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย เกษตรกรอาจประสบภาวะขาดทุนทันที สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นของนโยบาย "ประกันกำไร" ที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอ
2.2 วิกฤตหนี้สินครัวเรือนและกับดักความยากจนข้ามรุ่น
ปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรังที่สุดของเกษตรกรในร้อยเอ็ดคือ "หนี้สิน" ข้อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 91.3% ของ GDP และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio - DSCR) ของเกษตรกรมักจะสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
หนี้สินในร้อยเอ็ดมีลักษณะเป็น "หนี้หมุนเวียน" กล่าวคือ เกษตรกรกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือกองทุนหมู่บ้าน มาเพื่อทำการผลิตในฤดูกาลใหม่และจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เก่า วนเวียนเป็นวัฏจักรที่ไม่จบสิ้น นอกจากนี้ ยังมีหนี้นอกระบบที่เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเล่าเรียนบุตรหลาน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว
2.3 โครงสร้างประชากรและการเคลื่อนย้ายแรงงาน
ร้อยเอ็ดกำลังเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างรุนแรง เนื่องจากประชากรวัยแรงงาน (Generation Y และ Z) เคลื่อนย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล หรือเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อหารายได้ที่สูงกว่าภาคเกษตร
3. การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงปี 2569: นวัตกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย
จากการรวบรวมข้อมูลการปราศรัยของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในพื้นที่ร้อยเอ็ดและจังหวัดใกล้เคียง พบว่าชุดนโยบายหลักในปี 2569 มีความแตกต่างจากนโยบายประชานิยมในอดีต โดยเน้นการสร้างระบบและกลไกใหม่ (Mechanism Design) มากกว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียว
3.1 นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% (30% Profit Guarantee)
นโยบายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดจากการ "ประกันราคา" หรือ "จำนำข้าว" มาเป็นการ "ประกันความอยู่รอด" ของเกษตรกร
3.1.1 กลไกทางเศรษฐศาสตร์และแนวทางการปฏิบัติ
แนวคิดหลักคือรัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะมีรายได้สูงกว่าต้นทุนการผลิต 30%
การเพิ่มราคาขาย: การกำหนดราคารับซื้อหรือราคาเป้าหมายที่สะท้อนต้นทุนบวกกำไร ตัวอย่างเช่น หากต้นทุนการผลิตข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 10,000 บาทต่อตัน รัฐต้องประกันให้ราคาขายไม่ต่ำกว่า 13,000 บาทต่อตัน ซึ่งสอดคล้องกับราคาเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยเคยระบุไว้ที่ 15,000 บาทต่อตันสำหรับข้าวหอมมะลิ
20 การลดต้นทุนการผลิต: นี่คือส่วนที่นายยศชนันเน้นย้ำในการปราศรัย คือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน
5 หากรัฐสามารถสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยสั่งตัดตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือโดรนเพื่อการเกษตร ให้ต้นทุนลดลงเหลือ 8,000 บาทต่อตัน ราคาตลาดที่ 12,000 บาทก็จะทำให้เกษตรกรมีกำไรเกิน 30% ได้โดยที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณแทรกแซงราคามากนัก
3.1.2 การประยุกต์ใช้กับข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา
สำหรับร้อยเอ็ด นโยบายนี้มีความท้าทายและโอกาสเฉพาะตัว การประกันกำไร 30% จะต้องคำนวณจากต้นทุนที่แท้จริงของพื้นที่ซึ่งสูงกว่าพื้นที่นาชลประทานภาคกลาง การนำนโยบายนี้มาใช้จะต้องควบคู่ไปกับการส่งเสริมการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) เพื่อให้ราคาตลาดธรรมชาติสูงขึ้นตามคุณภาพของสินค้า GI
3.2 นโยบายหวยเกษียณ (Retirement Lottery): นวัตกรรมการออมภาคสมัครใจ
นโยบาย "หวยเกษียณ" หรือ สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ (ขูดขีดดิจิทัล) เป็นนโยบายที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และได้รับการอนุมัติหลักการจากคณะรัฐมนตรีแล้วเพื่อเตรียมนำไปสู่การปฏิบัติ
3.2.1 พฤติกรรมศาสตร์กับการแก้ปัญหาความยากจน
นโยบายนี้ออกแบบบนพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่เข้าใจว่าคนไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน มีความชอบในการเสี่ยงโชค (Gambling Preference) แต่มีวินัยการออมต่ำ
กลไก: ประชาชนซื้อสลากดิจิทัลใบละ 50 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เงินค่าสลากจะถูกเก็บสะสมไว้ในกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และสามารถถอนคืนได้เมื่ออายุครบ 60 ปี โดยผู้ซื้อมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ทุกสัปดาห์
21 ผลกระทบต่อร้อยเอ็ด: เกษตรกรในร้อยเอ็ดจำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีประกันสังคมมาตรา 33 นโยบายนี้จะช่วยสร้างตาข่ายความคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) ให้กับผู้สูงอายุในอนาคต ลดภาระพึ่งพิงลูกหลาน และลดความเสี่ยงจากการกู้หนี้นอกระบบมาใช้จ่ายในยามชรา
3.3 การพักหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring)
พรรคเพื่อไทยเสนอมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นและดอกเบี้ย สำหรับมูลหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท
3.4 การจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยี AI
ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากในลุ่มน้ำชี เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการเกษตรร้อยเอ็ด นายยศชนันได้เสนอแนวคิดการใช้ AI และ Big Data ในการบริหารจัดการน้ำ
4. การประยุกต์ใช้นโยบายเพื่อการพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ด: ยุทธศาสตร์ "ร้อยเอ็ดโมเดล 2569"
เพื่อให้การวิเคราะห์มีความสมบูรณ์ จำเป็นต้องสังเคราะห์นโยบายระดับชาติลงสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ (Localization of Policy) โดยเน้นการบูรณาการนโยบายทั้ง 4 ด้านเข้าด้วยกันเพื่อสร้างระบบนิเวศการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับร้อยเอ็ด
4.1 ยุทธศาสตร์เกษตรแม่นยำในทุ่งกุลาร้องไห้ (Smart Thung Kula)
การประยุกต์ใช้นโยบาย "ประกันกำไร 30%" ในร้อยเอ็ด ต้องเริ่มต้นจากการปฏิวัติกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิ
การลดต้นทุนด้วย "นาหยอด" (Direct Seeding): ส่งเสริมโมเดล "ศรีแสงดาว" ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบในร้อยเอ็ด ที่เปลี่ยนจากการหว่านข้าวแบบเดิม (ใช้น้ำมาก เมล็ดพันธุ์เปลือง) มาเป็นการทำนาหยอดแห้ง ซึ่งช่วยลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์จาก 30 กก./ไร่ เหลือเพียง 1-2 กก./ไร่ และลดการใช้ปุ๋ยเคมี
6 หากรัฐบาลสนับสนุนเครื่องหยอดข้าวและเทคโนโลยีเลเซอร์ปรับระดับหน้าดิน (Laser Land Leveling) ให้กับกลุ่มเกษตรกร จะทำให้ต้นทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรทะลุเป้า 30% ได้ง่ายขึ้นการใช้โดรนและ AI: ใช้นโยบายเทคโนโลยีของนายยศชนัน สนับสนุนให้เกิด "ผู้ประกอบการโดรนชุมชน" ในทุกตำบลของร้อยเอ็ด เพื่อให้บริการฉีดพ่นชีวภัณฑ์และปุ๋ยทางใบ ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่าแรงงานคนและลดต้นทุนได้กว่า 20-30%
4.2 การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษข้าวหอมมะลิ (Special Jasmine Rice Zone)
ร้อยเอ็ดควรถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปข้าวชั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มรองรับนโยบายประกันกำไร
การแยกตลาด (Market Segmentation): ใช้กลไก GI อย่างเข้มงวด แยกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาออกจากข้าวหอมมะลิทั่วไป รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ด้วย Blockchain เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อต่างประเทศ
7 ซึ่งจะทำให้สามารถขายข้าวได้ในราคาพรีเมียม (Premium Price) ที่สูงกว่าตลาดโลกอุตสาหกรรมต่อเนื่อง: ส่งเสริมโรงงานแปรรูปในพื้นที่ร้อยเอ็ด เช่น การผลิตแป้งข้าวเจ้าอินทรีย์ น้ำมันรำข้าว และเครื่องสำอางจากข้าว เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกินและสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน
4.3 การแก้หนี้แบบมุ่งเป้าด้วย Big Data
ใช้นโยบายพักหนี้ควบคู่ไปกับการเก็บข้อมูลพฤติกรรมทางการเงิน
Data-Driven Debt Relief: ใช้ช่วงเวลาพักหนี้ 3 ปี ในการสำรวจข้อมูลหนี้สินรายครัวเรือนอย่างละเอียด แยกแยะระหว่าง "หนี้ศักยภาพ" (หนี้เพื่อการลงทุน) และ "หนี้วิกฤต" (หนี้บริโภค/นอกระบบ)
การเชื่อมโยงกับหวยเกษียณ: ใช้กลไกหวยเกษียณเป็นเครื่องมือจูงใจ (Incentive) ให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น หากเกษตรกรมีการออมผ่านหวยเกษียณอย่างสม่ำเสมอ รัฐอาจสมทบเงินออมเพิ่มเติม (Matching Fund) หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส. ให้เป็นพิเศษ วิธีนี้จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินระยะยาว
4.4 การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชีแบบบูรณาการ
ปัญหาน้ำท่วมในร้อยเอ็ดมักเกิดจากน้ำเหนือ (ชัยภูมิ/ขอนแก่น) ไหลหลากลงมาสมทบกับน้ำในพื้นที่
พื้นที่แก้มลิงทุ่งกุลา: ประยุกต์ใช้นโยบายจัดการน้ำโดยกำหนดพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วนในทุ่งกุลาให้เป็นพื้นที่รับน้ำ (Retention Areas) ในฤดูน้ำหลาก โดยรัฐจ่ายค่าชดเชยหรือ "ค่าเช่าที่เก็บน้ำ" ให้เกษตรกร ภายใต้นโยบายประกันกำไร (ถือว่าการเก็บน้ำเป็นการผลิตรูปแบบหนึ่ง) น้ำที่เก็บไว้จะถูกนำมาใช้ในฤดูแล้งสำหรับปลูกพืชใช้น้ำน้อยหรือเลี้ยงสัตว์ สร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง
4
5. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเมืองและภูมิศาสตร์การเลือกตั้ง
ความสำเร็จของการผลักดันนโยบายเหล่านี้ในร้อยเอ็ด ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและผลการเลือกตั้งในปี 2569 ข้อมูลจากการเลือกตั้งปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) และพรรคภูมิใจไทย
ตารางที่ 2: การวิเคราะห์สมรภูมิการเลือกตั้งและกลุ่มเป้าหมายนโยบายในเขตสำคัญของร้อยเอ็ด
| เขตเลือกตั้ง (อ้างอิงปี 2566) | ผู้ชนะเดิม/พรรค | สถานะทางการเมือง (2569) | นโยบายที่ควรเน้น (Key Policy Focus) | เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ |
| เขต 1 (อ.เมือง) | อนุรักษ์ จุรีมาศ (ชาติไทยพัฒนา) | แข่งขันสูง / พื้นที่เมือง | หวยเกษียณ, AI & Tech | เจาะกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความทันสมัยและสวัสดิการ |
| เขต 4 (อ.สุวรรณภูมิ) | นรากร นาเมืองรักษ์ (เพื่อไทย -> ภูมิใจไทย?) | พื้นที่เสี่ยง (Swing District) | จัดการน้ำทุ่งกุลา, ประกันกำไร | เป็นพื้นที่ทุ่งกุลาที่แล้ง/ท่วมซ้ำซาก และมีความเสี่ยงที่ สส. จะย้ายพรรคหรือถูกดึงคะแนนโดยภูมิใจไทย |
| เขต 5 (อ.พนมไพร) | จิราพร สินธุไพร (เพื่อไทย) | ฐานที่มั่น (Stronghold) | Soft Power, สินค้า GI | สส.จิราพร เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ สามารถใช้นโยบายยกระดับสินค้าและ Soft Power ขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มวัยรุ่นได้ดี |
| เขต 7 (อ.ปทุมรัตต์) | ชัชวาล แพทยาไทย (ไทยสร้างไทย) | พื้นที่เสียแชมป์ | พักหนี้, แก้หนี้นอกระบบ | เป็นพื้นที่เกษตรกรรมหนาแน่นที่มีปัญหาหนี้สิน การใช้นโยบายแก้หนี้จะดึงคะแนนคืนจากคู่แข่งได้ดีที่สุด |
5.1 ความท้าทายจากคู่แข่ง
พรรคภูมิใจไทย: ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีบทบาทสูงในรัฐบาลและดูแลกระทรวงมหาดไทย มีเครือข่ายบ้านใหญ่และการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
28 โดยเฉพาะกระแสข่าวการดึงตัว สส. ในพื้นที่อีสาน รวมถึงนรากร นาเมืองรักษ์27 ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องใช้นโยบาย "ประกันกำไร" และ "หวยเกษียณ" ซึ่งเป็นนโยบายระดับชาติที่จับต้องได้ มาสู้กับระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่พรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล): แม้จะยังไม่ชนะ สส. เขตมากนักในร้อยเอ็ด แต่คะแนนบัญชีรายชื่อในปี 2566 แสดงให้เห็นว่าคนร้อยเอ็ดจำนวนมากศรัทธาในอุดมการณ์
29 พรรคเพื่อไทยจึงพยายามใช้ภาพลักษณ์ "Technocrat" ของยศชนัน และนโยบายที่ดูทันสมัย (Digital, AI) เพื่อดึงคะแนนเสียงส่วนนี้กลับมา
6. บทวิเคราะห์ความเสี่ยงและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
แม้ชุดนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะมีความโดดเด่นและครอบคลุม แต่ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ
6.1 ความเสี่ยงทางการคลัง (Fiscal Risk)
การประกันกำไร 30% อาจกลายเป็นภาระงบประมาณมหาศาลหากไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตหรือหากราคาตลาดโลกตกต่ำอย่างรุนแรง เช่น กรณีอินเดียยกเลิกการแบนส่งออกข้าว หรือเวียดนามตัดราคา
ข้อเสนอแนะ: รัฐบาลต้องเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดต้นทุน (Supply-side Policy) มากกว่าการอุดหนุนราคาที่ปลายทาง และควรจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพราคาข้าวที่เกษตรกรมีส่วนร่วมสมทบในยามที่ราคาดี
6.2 ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติ (Implementation Risk)
ระบบราชการที่ล่าช้าและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน (กระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง) อาจทำให้นโยบายไม่สัมฤทธิ์ผลทันใจเกษตรกร
ข้อเสนอแนะ: ควรจัดตั้ง "คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้พิเศษ" ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ในการบริหารจัดการงบประมาณและโครงการในพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อให้การแก้ปัญหาน้ำและดินทำได้อย่างบูรณาการ
6.3 ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม
การเร่งเพิ่มผลผลิตเพื่อทำกำไรอาจนำไปสู่การใช้ปุ๋ยเคมีเกินขนาด ซึ่งจะทำลายคุณภาพดินทุ่งกุลาในระยะยาว
ข้อเสนอแนะ: ควรกำหนดเงื่อนไข (Conditionality) ในการประกันกำไร ว่าเกษตรกรต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อรักษาแบรนด์ข้าวหอมมะลิโลก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา (Low Carbon Rice) ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดพรีเมียมในยุโรปได้
8
7. บทสรุป
นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำเสนอของแคนดิเดตนายกฯ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สะท้อนถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในสนามเลือกตั้งปัจจุบัน จากประชานิยมแบบดั้งเดิมสู่ "ประชานิยมเชิงโครงสร้าง" ที่เน้นการสร้างระบบ (System Building) ผ่านนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร หวยเกษียณ และการใช้นวัตกรรม
สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด นโยบายเหล่านี้เปรียบเสมือน "กุญแจดอกใหม่" ที่จะไขปัญหาความยากจนเรื้อรังในทุ่งกุลาร้องไห้ หากสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง จะไม่เพียงแต่ช่วยปลดหนี้สินให้เกษตรกร แต่ยังจะช่วยยกระดับร้อยเอ็ดให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรของภูมิภาค (Agri-Tech Hub) อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการฝ่าด่านกับดักทางการเมือง ทั้งจากระบบบ้านใหญ่ของภูมิใจไทยและกระแสการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ รวมถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกอย่างชาญฉลาด
การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่เป็นการเลือกระหว่างการย่ำอยู่กับที่ในระบบอุปถัมภ์เดิม หรือการก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะเปลี่ยนโครงสร้างชีวิตของคนร้อยเอ็ดไปตลอดกาล



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น