วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

เพื่อไทยงัด “ประชานิยมเชิงโครงสร้าง” สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 วิเคราะห์ยุทธศาสตร์พัฒนาร้อยเอ็ด จากทุ่งกุลาร้องไห้สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรอีสาน


การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวน เศรษฐกิจฐานรากเปราะบาง และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการเสนอ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมชุดนโยบายที่ขยับจากประชานิยมแบบเดิม สู่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ประชานิยมเชิงโครงสร้าง”


หนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุด คือ
จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะเขตทุ่งกุลาร้องไห้ แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงระดับโลก ซึ่งเป็นทั้งฐานเสียงดั้งเดิมของพรรค และสนามแข่งขันทางการเมืองที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น


ทุ่งกุลาร้องไห้: ข้าวโลก แต่ชาวนายังเปราะบาง

แม้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จะได้รับการขึ้นทะเบียน GI จากสหภาพยุโรป และมีราคาส่งออกสูง แต่โครงสร้างการผลิตในพื้นที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งต้นทุนปุ๋ย ค่าแรง และภัยแล้ง–น้ำท่วมซ้ำซาก ส่งผลให้กำไรสุทธิของเกษตรกรผันผวนอย่างหนัก

ข้อมูลในช่วงปี 2567–2568 ชี้ว่า แม้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิจะพุ่งแตะระดับกว่า 14,000–16,000 บาทต่อตัน แต่ต้นทุนการผลิตก็ขยับขึ้นเกิน 10,000 บาทต่อตันเช่นกัน ทำให้ชาวนาอยู่ในภาวะ “เสี่ยงขาดทุนทันที” หากราคาตลาดโลกสะดุดเพียงเล็กน้อย

สถานการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับ ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ซึ่งเป็นวิกฤตเรื้อรังของร้อยเอ็ด เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวังวนหนี้หมุนเวียน ทั้งในระบบและนอกระบบ ขณะที่โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากพื้นที่ ทิ้งภาคเกษตรไว้กับผู้สูงอายุและครัวเรือนข้ามรุ่น

“ประกันกำไร 30%” หัวใจนโยบายเศรษฐกิจฐานราก

พรรคเพื่อไทยเสนอ นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% เป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหา โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการประกันราคา มาเป็นการประกัน “ความอยู่รอด” ของเกษตรกร รัฐจะรับประกันว่า รายได้จากการขายผลผลิตต้องสูงกว่าต้นทุนจริงอย่างน้อย 30%

นโยบายนี้วางอยู่บน 2 กลไกคู่ขนาน คือ

  1. การกำหนดราคาเป้าหมายที่สะท้อนต้นทุนจริง

  2. การลดต้นทุนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตร


สำหรับร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทยชูการใช้ “เกษตรแม่นยำ” ในทุ่งกุลาร้องไห้ เช่น การทำนาหยอด การใช้โดรนและ AI ลดการใช้ปุ๋ย–แรงงาน และการปรับระดับแปลงนาด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ เพื่อลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ ทำให้เป้าหมายกำไร 30% เกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ต้องใช้งบอุดหนุนราคามหาศาล

หวยเกษียณ–พักหนี้: แก้จนวันนี้ สร้างหลักประกันวันหน้า

อีกนโยบายที่ถูกจับตา คือ “หวยเกษียณ” หรือสลากสะสมทรัพย์เพื่อการออม ซึ่งออกแบบบนแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เปลี่ยนเงินเสี่ยงโชคให้กลายเป็นเงินออมในกองทุนการออมแห่งชาติ เหมาะกับแรงงานนอกระบบในร้อยเอ็ดที่ไม่มีประกันสังคม ลดความเสี่ยงยากจนในวัยชรา

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังเสนอ พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นและดอก สำหรับหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท โดยเน้นใช้ช่วงเวลานี้ฟื้นฟูศักยภาพการผลิต ไม่ใช่แค่ “หยุดเวลา” เพื่อให้เมื่อครบกำหนด เกษตรกรมีรายได้เพียงพอชำระหนี้ได้จริง

“ร้อยเอ็ดโมเดล 2569” จากนาเดี่ยวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่

ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทยพยายามสังเคราะห์นโยบายระดับชาติลงสู่พื้นที่ ผ่านแนวคิด “ร้อยเอ็ดโมเดล 2569” ตั้งแต่การยกระดับทุ่งกุลาร้องไห้เป็น Smart Agriculture Zone การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษข้าวหอมมะลิ การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการใช้ Big Data จัดการหนี้ และ AI บริหารน้ำลุ่มน้ำชีอย่างบูรณาการ

เป้าหมายไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา “อยู่รอด” แต่ต้องทำให้ร้อยเอ็ดก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตร (Agri-Tech Hub) ของภาคอีสาน สร้างงาน ดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้าน และลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์แบบเดิม

เกมการเมืองยังเป็นโจทย์ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายเหล่านี้ยังต้องเผชิญแรงต้านทางการเมือง ทั้งการแข่งขันกับพรรคภูมิใจไทยที่มีเครือข่ายท้องถิ่นเข้มแข็ง และพรรคประชาชนที่ครองใจคนรุ่นใหม่ในเชิงอุดมการณ์ พรรคเพื่อไทยจึงพยายามใช้ภาพลักษณ์ “เทคโนแครต” ของยศชนัน และนโยบายที่ทันสมัย มาสร้างความแตกต่าง

เลือกตั้ง 2569: เลือกระบบชีวิตใหม่ของร้อยเอ็ด

ในท้ายที่สุด การเลือกตั้งปี 2569 สำหรับคนร้อยเอ็ด อาจไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทนหรือพรรคการเมือง หากแต่เป็นการเลือกระหว่างการอยู่กับโครงสร้างความยากจนเดิม หรือการก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และนโยบายเชิงโครงสร้างเป็นเครื่องมือ

และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่พรรคเพื่อไทยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า “ประชานิยมเชิงโครงสร้าง” จะเปลี่ยนชีวิตคนทุ่งกุลาร้องไห้ได้จริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญาบนเวทีหาเสียง

การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย: การประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ดเชิงยุทธศาสตร์

1. บทนำ: ภูมิทัศน์ทางการเมืองและบริบทใหม่ของการพัฒนาภาคอีสานในปี 2569

การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ด้วยการนำเสนอ "ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1 การเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสืบทอดอำนาจทางการเมืองผ่านสายเลือดตระกูลชินวัตรและวงศ์สวัสดิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการรีแบรนด์พรรค (Rebranding) ให้มีความทันสมัยผ่านภาพลักษณ์ของนักวิชาการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface) 2 ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงฐานเสียงเกษตรกรดั้งเดิมเข้ากับชนชั้นกลางใหม่ที่ต้องการเห็นการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ หรือ "Capital of Quality Rice" ที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องรักษาฐานที่มั่นไว้ให้ได้ ท่ามกลางการรุกคืบของพรรคคู่แข่งและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การปราศรัยหาเสียงของแกนนำพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรีในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ได้เผยให้เห็นชุดนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% นโยบายหวยเกษียณ (สลากสะสมทรัพย์) และการใช้นวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต 4

บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในปี 2569 อย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยเชื่อมโยงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเข้ากับข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบของการนำนโยบายเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาความยากจน หนี้สินครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้

2. การวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดร้อยเอ็ด

ก่อนที่จะวิเคราะห์นโยบาย จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึง "กายวิภาค" ทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นบริบทที่นโยบายเหล่านี้จะต้องถูกนำมาปฏิบัติจริง

2.1 พลวัตของทุ่งกุลาร้องไห้: จากความแห้งแล้งสู่ข้าวหอมมะลิโลก

ทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดรวมถึงร้อยเอ็ด เคยเป็นสัญลักษณ์ของความยากจนและความแห้งแล้ง แต่ในปัจจุบันได้แปรสภาพเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงที่สุดของโลก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากสหภาพยุโรป 6 สภาพดินร่วนปนทรายที่มีความเค็มเล็กน้อย และสภาพอากาศที่แห้งแล้งในช่วงข้าวออกดอก (Water Stress) เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ข้าวหลั่งสารหอม 2-acetyl-1-pyrroline (2AP) ออกมามากเป็นพิเศษ ทำให้ข้าวมีความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ 6

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จะมีราคาสูงในตลาดโลก แต่เกษตรกรในพื้นที่ยังคงเผชิญกับความผันผวนของราคาและความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2567 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิมีการปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 12,000-14,700 บาทต่อตัน อันเนื่องมาจากอุปทานที่ลดลงและความต้องการในตลาดโลกที่สูงขึ้น 9 แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับไม่ได้ตกอยู่กับเกษตรกรรายย่อยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากโครงสร้างการผลิตที่ยังพึ่งพาปัจจัยภายนอกสูงและอำนาจการต่อรองที่ต่ำ

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบโครงสร้างราคาและต้นทุนการผลิตข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (2567-2568)

รายการ (Category)มูลค่า/หน่วย (บาท)แนวโน้ม (Trend)ปัจจัยขับเคลื่อน (Key Drivers)
ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ (ความชื้น 15%)14,700 - 16,100สูงขึ้นมาก (Surge)

ความต้องการตลาดโลก, สต็อกโรงสีลดลง 10

ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ (เกี่ยวสด)12,000 - 12,400สูงขึ้นภัยแล้ง, ผลผลิตต่อไร่ลดลง
ต้นทุนการผลิต (เฉลี่ยต่อตัน)10,800 - 12,335สูงขึ้น

ค่าปุ๋ยเคมี, ค่าแรงงาน, ค่าเก็บเกี่ยว 11

ส่วนต่างกำไรสุทธิ (Net Margin)1,200 - 3,765ผันผวนขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการผลิตและราคาตลาด ณ เวลาขาย

จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่า แม้ราคาข้าวจะสูงถึง 16,000 บาท แต่ต้นทุนการผลิตก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้กำไรสุทธิที่เกษตรกรได้รับจริงยังคงมีความเปราะบาง หากราคาตลาดโลกปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย เกษตรกรอาจประสบภาวะขาดทุนทันที สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นของนโยบาย "ประกันกำไร" ที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอ

2.2 วิกฤตหนี้สินครัวเรือนและกับดักความยากจนข้ามรุ่น

ปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรังที่สุดของเกษตรกรในร้อยเอ็ดคือ "หนี้สิน" ข้อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 91.3% ของ GDP และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio - DSCR) ของเกษตรกรมักจะสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 12 การศึกษาในพื้นที่ร้อยเอ็ดพบว่า ปัจจัยที่กำหนดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว (Over-indebtedness) ได้แก่ การขาดแคลนสินทรัพย์ทางการเกษตร ภัยธรรมชาติ และปัญหาสุขภาพ 14

หนี้สินในร้อยเอ็ดมีลักษณะเป็น "หนี้หมุนเวียน" กล่าวคือ เกษตรกรกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือกองทุนหมู่บ้าน มาเพื่อทำการผลิตในฤดูกาลใหม่และจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เก่า วนเวียนเป็นวัฏจักรที่ไม่จบสิ้น นอกจากนี้ ยังมีหนี้นอกระบบที่เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเล่าเรียนบุตรหลาน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว 15 การที่พรรคเพื่อไทยชูนโยบายพักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้จึงเป็นการตอบโจทย์ความเจ็บปวด (Pain Point) ที่ลึกซึ้งที่สุดของคนในพื้นที่

2.3 โครงสร้างประชากรและการเคลื่อนย้ายแรงงาน

ร้อยเอ็ดกำลังเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างรุนแรง เนื่องจากประชากรวัยแรงงาน (Generation Y และ Z) เคลื่อนย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล หรือเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อหารายได้ที่สูงกว่าภาคเกษตร 17 ส่งผลให้ภาคเกษตรในพื้นที่ขาดแคลนแรงงานคนรุ่นใหม่ เหลือเพียงผู้สูงอายุที่ต้องดูแลหลาน (Skipped Generation Households) สภาวะนี้ทำให้การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทำได้ยาก และทำให้ต้นทุนการจ้างแรงงานภายนอกหรือจ้างรถเกี่ยวข้าวสูงขึ้น การพัฒนาร้อยเอ็ดจึงไม่สามารถมองเพียงมิติการเกษตรแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องมองถึงการสร้างงานในพื้นที่เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับบ้าน

3. การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงปี 2569: นวัตกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย

จากการรวบรวมข้อมูลการปราศรัยของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในพื้นที่ร้อยเอ็ดและจังหวัดใกล้เคียง พบว่าชุดนโยบายหลักในปี 2569 มีความแตกต่างจากนโยบายประชานิยมในอดีต โดยเน้นการสร้างระบบและกลไกใหม่ (Mechanism Design) มากกว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียว 4

3.1 นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% (30% Profit Guarantee)

นโยบายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดจากการ "ประกันราคา" หรือ "จำนำข้าว" มาเป็นการ "ประกันความอยู่รอด" ของเกษตรกร

3.1.1 กลไกทางเศรษฐศาสตร์และแนวทางการปฏิบัติ

แนวคิดหลักคือรัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะมีรายได้สูงกว่าต้นทุนการผลิต 30% 4 ซึ่งสามารถทำได้ผ่านสองกลไกคู่ขนาน:

  1. การเพิ่มราคาขาย: การกำหนดราคารับซื้อหรือราคาเป้าหมายที่สะท้อนต้นทุนบวกกำไร ตัวอย่างเช่น หากต้นทุนการผลิตข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 10,000 บาทต่อตัน รัฐต้องประกันให้ราคาขายไม่ต่ำกว่า 13,000 บาทต่อตัน ซึ่งสอดคล้องกับราคาเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยเคยระบุไว้ที่ 15,000 บาทต่อตันสำหรับข้าวหอมมะลิ 20

  2. การลดต้นทุนการผลิต: นี่คือส่วนที่นายยศชนันเน้นย้ำในการปราศรัย คือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน 5 หากรัฐสามารถสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยสั่งตัดตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือโดรนเพื่อการเกษตร ให้ต้นทุนลดลงเหลือ 8,000 บาทต่อตัน ราคาตลาดที่ 12,000 บาทก็จะทำให้เกษตรกรมีกำไรเกิน 30% ได้โดยที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณแทรกแซงราคามากนัก

3.1.2 การประยุกต์ใช้กับข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา

สำหรับร้อยเอ็ด นโยบายนี้มีความท้าทายและโอกาสเฉพาะตัว การประกันกำไร 30% จะต้องคำนวณจากต้นทุนที่แท้จริงของพื้นที่ซึ่งสูงกว่าพื้นที่นาชลประทานภาคกลาง การนำนโยบายนี้มาใช้จะต้องควบคู่ไปกับการส่งเสริมการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) เพื่อให้ราคาตลาดธรรมชาติสูงขึ้นตามคุณภาพของสินค้า GI 6 มิฉะนั้น รัฐอาจต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาลหากราคาตลาดโลกตกต่ำ

3.2 นโยบายหวยเกษียณ (Retirement Lottery): นวัตกรรมการออมภาคสมัครใจ

นโยบาย "หวยเกษียณ" หรือ สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ (ขูดขีดดิจิทัล) เป็นนโยบายที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และได้รับการอนุมัติหลักการจากคณะรัฐมนตรีแล้วเพื่อเตรียมนำไปสู่การปฏิบัติ 21

3.2.1 พฤติกรรมศาสตร์กับการแก้ปัญหาความยากจน

นโยบายนี้ออกแบบบนพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่เข้าใจว่าคนไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน มีความชอบในการเสี่ยงโชค (Gambling Preference) แต่มีวินัยการออมต่ำ 23 แทนที่จะห้ามการเล่นหวย นโยบายนี้เปลี่ยนเงินที่ "ละลายหายไป" กับการซื้อหวย ให้กลายเป็น "เงินออม"

  • กลไก: ประชาชนซื้อสลากดิจิทัลใบละ 50 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เงินค่าสลากจะถูกเก็บสะสมไว้ในกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และสามารถถอนคืนได้เมื่ออายุครบ 60 ปี โดยผู้ซื้อมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ทุกสัปดาห์ 21

  • ผลกระทบต่อร้อยเอ็ด: เกษตรกรในร้อยเอ็ดจำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีประกันสังคมมาตรา 33 นโยบายนี้จะช่วยสร้างตาข่ายความคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) ให้กับผู้สูงอายุในอนาคต ลดภาระพึ่งพิงลูกหลาน และลดความเสี่ยงจากการกู้หนี้นอกระบบมาใช้จ่ายในยามชรา

3.3 การพักหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring)

พรรคเพื่อไทยเสนอมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้นและดอกเบี้ย สำหรับมูลหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท 5 แม้มาตรการนี้จะเคยทำมาแล้วในอดีต แต่จุดเน้นใหม่คือการใช้ช่วงเวลา 3 ปีนี้ในการ "ฟื้นฟูศักยภาพ" (Rehabilitation) ไม่ใช่แค่การหยุดเวลา โดยเชื่อมโยงกับการเพิ่มผลผลิตผ่านเทคโนโลยี เพื่อให้เมื่อครบกำหนด 3 ปี เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงจนสามารถชำระหนี้ได้ 25

3.4 การจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยี AI

ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากในลุ่มน้ำชี เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการเกษตรร้อยเอ็ด นายยศชนันได้เสนอแนวคิดการใช้ AI และ Big Data ในการบริหารจัดการน้ำ 4 ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) การมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการบริหารจัดการประตูระบายน้ำที่แม่นยำจะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดหนี้สินและรักษาต้นทุนการผลิต

4. การประยุกต์ใช้นโยบายเพื่อการพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ด: ยุทธศาสตร์ "ร้อยเอ็ดโมเดล 2569"

เพื่อให้การวิเคราะห์มีความสมบูรณ์ จำเป็นต้องสังเคราะห์นโยบายระดับชาติลงสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ (Localization of Policy) โดยเน้นการบูรณาการนโยบายทั้ง 4 ด้านเข้าด้วยกันเพื่อสร้างระบบนิเวศการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับร้อยเอ็ด

4.1 ยุทธศาสตร์เกษตรแม่นยำในทุ่งกุลาร้องไห้ (Smart Thung Kula)

การประยุกต์ใช้นโยบาย "ประกันกำไร 30%" ในร้อยเอ็ด ต้องเริ่มต้นจากการปฏิวัติกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิ

  • การลดต้นทุนด้วย "นาหยอด" (Direct Seeding): ส่งเสริมโมเดล "ศรีแสงดาว" ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบในร้อยเอ็ด ที่เปลี่ยนจากการหว่านข้าวแบบเดิม (ใช้น้ำมาก เมล็ดพันธุ์เปลือง) มาเป็นการทำนาหยอดแห้ง ซึ่งช่วยลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์จาก 30 กก./ไร่ เหลือเพียง 1-2 กก./ไร่ และลดการใช้ปุ๋ยเคมี 6 หากรัฐบาลสนับสนุนเครื่องหยอดข้าวและเทคโนโลยีเลเซอร์ปรับระดับหน้าดิน (Laser Land Leveling) ให้กับกลุ่มเกษตรกร จะทำให้ต้นทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรทะลุเป้า 30% ได้ง่ายขึ้น

  • การใช้โดรนและ AI: ใช้นโยบายเทคโนโลยีของนายยศชนัน สนับสนุนให้เกิด "ผู้ประกอบการโดรนชุมชน" ในทุกตำบลของร้อยเอ็ด เพื่อให้บริการฉีดพ่นชีวภัณฑ์และปุ๋ยทางใบ ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่าแรงงานคนและลดต้นทุนได้กว่า 20-30%

4.2 การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษข้าวหอมมะลิ (Special Jasmine Rice Zone)

ร้อยเอ็ดควรถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปข้าวชั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มรองรับนโยบายประกันกำไร

  • การแยกตลาด (Market Segmentation): ใช้กลไก GI อย่างเข้มงวด แยกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาออกจากข้าวหอมมะลิทั่วไป รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ด้วย Blockchain เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อต่างประเทศ 7 ซึ่งจะทำให้สามารถขายข้าวได้ในราคาพรีเมียม (Premium Price) ที่สูงกว่าตลาดโลก

  • อุตสาหกรรมต่อเนื่อง: ส่งเสริมโรงงานแปรรูปในพื้นที่ร้อยเอ็ด เช่น การผลิตแป้งข้าวเจ้าอินทรีย์ น้ำมันรำข้าว และเครื่องสำอางจากข้าว เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกินและสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

4.3 การแก้หนี้แบบมุ่งเป้าด้วย Big Data

ใช้นโยบายพักหนี้ควบคู่ไปกับการเก็บข้อมูลพฤติกรรมทางการเงิน

  • Data-Driven Debt Relief: ใช้ช่วงเวลาพักหนี้ 3 ปี ในการสำรวจข้อมูลหนี้สินรายครัวเรือนอย่างละเอียด แยกแยะระหว่าง "หนี้ศักยภาพ" (หนี้เพื่อการลงทุน) และ "หนี้วิกฤต" (หนี้บริโภค/นอกระบบ)

  • การเชื่อมโยงกับหวยเกษียณ: ใช้กลไกหวยเกษียณเป็นเครื่องมือจูงใจ (Incentive) ให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น หากเกษตรกรมีการออมผ่านหวยเกษียณอย่างสม่ำเสมอ รัฐอาจสมทบเงินออมเพิ่มเติม (Matching Fund) หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส. ให้เป็นพิเศษ วิธีนี้จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินระยะยาว

4.4 การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชีแบบบูรณาการ

ปัญหาน้ำท่วมในร้อยเอ็ดมักเกิดจากน้ำเหนือ (ชัยภูมิ/ขอนแก่น) ไหลหลากลงมาสมทบกับน้ำในพื้นที่

  • พื้นที่แก้มลิงทุ่งกุลา: ประยุกต์ใช้นโยบายจัดการน้ำโดยกำหนดพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วนในทุ่งกุลาให้เป็นพื้นที่รับน้ำ (Retention Areas) ในฤดูน้ำหลาก โดยรัฐจ่ายค่าชดเชยหรือ "ค่าเช่าที่เก็บน้ำ" ให้เกษตรกร ภายใต้นโยบายประกันกำไร (ถือว่าการเก็บน้ำเป็นการผลิตรูปแบบหนึ่ง) น้ำที่เก็บไว้จะถูกนำมาใช้ในฤดูแล้งสำหรับปลูกพืชใช้น้ำน้อยหรือเลี้ยงสัตว์ สร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง 4

5. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเมืองและภูมิศาสตร์การเลือกตั้ง

ความสำเร็จของการผลักดันนโยบายเหล่านี้ในร้อยเอ็ด ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและผลการเลือกตั้งในปี 2569 ข้อมูลจากการเลือกตั้งปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) และพรรคภูมิใจไทย

ตารางที่ 2: การวิเคราะห์สมรภูมิการเลือกตั้งและกลุ่มเป้าหมายนโยบายในเขตสำคัญของร้อยเอ็ด

เขตเลือกตั้ง (อ้างอิงปี 2566)ผู้ชนะเดิม/พรรคสถานะทางการเมือง (2569)นโยบายที่ควรเน้น (Key Policy Focus)เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์
เขต 1 (อ.เมือง)อนุรักษ์ จุรีมาศ (ชาติไทยพัฒนา)แข่งขันสูง / พื้นที่เมืองหวยเกษียณ, AI & Techเจาะกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความทันสมัยและสวัสดิการ
เขต 4 (อ.สุวรรณภูมิ)นรากร นาเมืองรักษ์ (เพื่อไทย -> ภูมิใจไทย?)พื้นที่เสี่ยง (Swing District)จัดการน้ำทุ่งกุลา, ประกันกำไร

เป็นพื้นที่ทุ่งกุลาที่แล้ง/ท่วมซ้ำซาก และมีความเสี่ยงที่ สส. จะย้ายพรรคหรือถูกดึงคะแนนโดยภูมิใจไทย 27 ต้องใช้นโยบายโครงสร้างพื้นฐานดึงคะแนน

เขต 5 (อ.พนมไพร)จิราพร สินธุไพร (เพื่อไทย)ฐานที่มั่น (Stronghold)Soft Power, สินค้า GIสส.จิราพร เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ สามารถใช้นโยบายยกระดับสินค้าและ Soft Power ขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มวัยรุ่นได้ดี
เขต 7 (อ.ปทุมรัตต์)ชัชวาล แพทยาไทย (ไทยสร้างไทย)พื้นที่เสียแชมป์พักหนี้, แก้หนี้นอกระบบเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหนาแน่นที่มีปัญหาหนี้สิน การใช้นโยบายแก้หนี้จะดึงคะแนนคืนจากคู่แข่งได้ดีที่สุด

5.1 ความท้าทายจากคู่แข่ง

  • พรรคภูมิใจไทย: ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีบทบาทสูงในรัฐบาลและดูแลกระทรวงมหาดไทย มีเครือข่ายบ้านใหญ่และการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 28 โดยเฉพาะกระแสข่าวการดึงตัว สส. ในพื้นที่อีสาน รวมถึงนรากร นาเมืองรักษ์ 27 ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องใช้นโยบาย "ประกันกำไร" และ "หวยเกษียณ" ซึ่งเป็นนโยบายระดับชาติที่จับต้องได้ มาสู้กับระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่

  • พรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล): แม้จะยังไม่ชนะ สส. เขตมากนักในร้อยเอ็ด แต่คะแนนบัญชีรายชื่อในปี 2566 แสดงให้เห็นว่าคนร้อยเอ็ดจำนวนมากศรัทธาในอุดมการณ์ 29 พรรคเพื่อไทยจึงพยายามใช้ภาพลักษณ์ "Technocrat" ของยศชนัน และนโยบายที่ดูทันสมัย (Digital, AI) เพื่อดึงคะแนนเสียงส่วนนี้กลับมา

6. บทวิเคราะห์ความเสี่ยงและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

แม้ชุดนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะมีความโดดเด่นและครอบคลุม แต่ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ

6.1 ความเสี่ยงทางการคลัง (Fiscal Risk)

การประกันกำไร 30% อาจกลายเป็นภาระงบประมาณมหาศาลหากไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตหรือหากราคาตลาดโลกตกต่ำอย่างรุนแรง เช่น กรณีอินเดียยกเลิกการแบนส่งออกข้าว หรือเวียดนามตัดราคา 30

  • ข้อเสนอแนะ: รัฐบาลต้องเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดต้นทุน (Supply-side Policy) มากกว่าการอุดหนุนราคาที่ปลายทาง และควรจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพราคาข้าวที่เกษตรกรมีส่วนร่วมสมทบในยามที่ราคาดี

6.2 ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติ (Implementation Risk)

ระบบราชการที่ล่าช้าและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน (กระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง) อาจทำให้นโยบายไม่สัมฤทธิ์ผลทันใจเกษตรกร

  • ข้อเสนอแนะ: ควรจัดตั้ง "คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้พิเศษ" ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ในการบริหารจัดการงบประมาณและโครงการในพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อให้การแก้ปัญหาน้ำและดินทำได้อย่างบูรณาการ

6.3 ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

การเร่งเพิ่มผลผลิตเพื่อทำกำไรอาจนำไปสู่การใช้ปุ๋ยเคมีเกินขนาด ซึ่งจะทำลายคุณภาพดินทุ่งกุลาในระยะยาว

  • ข้อเสนอแนะ: ควรกำหนดเงื่อนไข (Conditionality) ในการประกันกำไร ว่าเกษตรกรต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อรักษาแบรนด์ข้าวหอมมะลิโลก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา (Low Carbon Rice) ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดพรีเมียมในยุโรปได้ 8

7. บทสรุป

นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำเสนอของแคนดิเดตนายกฯ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สะท้อนถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในสนามเลือกตั้งปัจจุบัน จากประชานิยมแบบดั้งเดิมสู่ "ประชานิยมเชิงโครงสร้าง" ที่เน้นการสร้างระบบ (System Building) ผ่านนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร หวยเกษียณ และการใช้นวัตกรรม

สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด นโยบายเหล่านี้เปรียบเสมือน "กุญแจดอกใหม่" ที่จะไขปัญหาความยากจนเรื้อรังในทุ่งกุลาร้องไห้ หากสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง จะไม่เพียงแต่ช่วยปลดหนี้สินให้เกษตรกร แต่ยังจะช่วยยกระดับร้อยเอ็ดให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรของภูมิภาค (Agri-Tech Hub) อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการฝ่าด่านกับดักทางการเมือง ทั้งจากระบบบ้านใหญ่ของภูมิใจไทยและกระแสการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ รวมถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกอย่างชาญฉลาด

การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่เป็นการเลือกระหว่างการย่ำอยู่กับที่ในระบบอุปถัมภ์เดิม หรือการก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะเปลี่ยนโครงสร้างชีวิตของคนร้อยเอ็ดไปตลอดกาล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสนโยบายประชากรเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยยังติดกับดัก “แจกเงิน” ท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัยขั้นสุด

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตาในฐานะ “การเลือกตั้งบนทางแพร่ง” ของประเทศไทย ไม่เพียงเป็นการแข่งขันระหว่า...